ตอนที่ 2 เจ้าสำนักร้อยบุปผา (หน้า 4)

    ในผู้คนทั้งหมด ผู้ที่ตื่นเต้นสงสัยที่สุดคือฉู่เสี้ยวเสียน มันวางตัวหลวงจีนต้าเปยไว้เพื่อให้หลวงจีนรูปนี้แพร่พิษ รอจนคนในห้องโถงชั้นนอกถูกพิษล้มลง ตนเองค่อยเข้าห้องโถงชั้นใน คิดไม่ถึงหลวงจีนต้าเปยแพร่พิษไม่สำเร็จ

    ฉู่เสี้ยวเสียนทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ชักกระบี่บุกฝ่าอย่างหักโหม เสิ้งไฉเหมี่ยนกับหลิวไฉเจี๋ย พร้อมด้วยพี่น้องตระกูลเหมยไม่ได้พกอาวุธ แต่ยังดูหน้าเข้าขัดขวาง ฉู่เสี้ยวเสียนบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น สะบัดกระบี่ฟาดฟัน คิดฆ่าคนสักหลายคนระบายความแค้นก่อน

    เห็นแน่ชัดว่าคนของตระกูลเสิ้งกับตระกูลเหมยต้องมีคนสังเวยชีวิตใต้คมกระบี่ ฉู่เสี้ยวเสียนพลันรู้สึกข้อมือเบาหวิว กระบี่หลุดลอยจากมือ มันหันขวับไป เห็นหลิงปี่อี้ใช้นิ้วมือสองนิ้วคีบจับกระบี่ของมันไว้

    ฉู่เสี้ยวเสียนกระชากเสียงว่า เป็นเจ้าอีก?Ž

    หลิงปี่อี้กล่าวว่า คุณชายฉู่ พอได้แล้วŽ

    ฉู่เสี้ยวเสียนไม่ทันตอบคำ พลันเห็นบ่าวไพร่หลายคนประคองคนผู้หนึ่งเดินออกมา กลับเป็นผู้กล้าผาแดงไป่อู๋กุย มันก็เมามายไม่ได้สติ ถูกประคองออกมาจากห้องโถง สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่ฉู่เสี้ยวเสียนยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น คนของตระกูลเสิ้งร้ายกาจจริงๆ กลับกระชากตัวผู้คนที่เราวางอยู่ในงานเลี้ยงออกมาž

    ยามนี้มันมีกำลังเพียงลำพัง ขุมกำลังที่ยกมาถูกจัดการที่นอกเมือง กำลังซุ่มซ่อนในห้องโถงก็ถูกพิชิตราบคาบ พลันบังเกิดความคิดแลกชีวิตขึ้น สะบัดฟาดฝ่ามือทั้งสอง คุกคามเสิ้งไฉเหมี่ยนและพวกล่าถอย ฉวยโอกาสบุกถึงห้องโถงชั้นใน

    ฉู่เสี้ยวเสียนมองแต่ไกล เห็นเสิ้งปิงนั่งอยู่กลางห้องโถง แขกเหรื่อทั้งหลายทยอยเข้าไปมองของขวัญวันเกิดต่อท่านผู้เฒ่า ในจำนวนนั้นมีจางอู่กงรวมอยู่ด้วย จางอู่กงพอเห็นฉู่เสี้ยวเสียนก็ผุดลุกขึ้น ถือผลซิ่วท้อ ( คำนี้อ่านออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าผลอายุวัฒนะ โดยปั้นจากแป้งหมี่ ข้างในสอดไส้ถั่วบด ในบางโอกาสก็ใช้ลูกท้อสด ) ตระกร้าหนึ่งเดินออกไป

    ฉู่เสี้ยวเสียนบังเกิดความยินดี ครุ่นคิดขึ้น ในที่สุดเราระเบิดโจรเฒ่าเป็นผลสำเร็จž แต่เห็นจางอู่กงเดินไปไม่กี่ก้าว พลันหยุดกึกก้อง สีหน้าขาวซีด แววแตกตื่นพรั่นพรึงออกมา

    ผู้คนที่ด้านข้างเห็นมันมีท่าทีผิดปรกติพากันถามว่า "ท่านเป็นไรแล้ว?" จางอู่กงพลันหมุนตัวไป หอบตระกร้าซิ่วท้อถึงกลางลานตึก กระโดดลงสระน้ำในสวนดอกไม้ จนสะเก็ดน้ำสาดกระจาย

    ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หัวร่อครืนออกมา ไม่ทรายว่ามันก่อกวนเลศนัยใด หลิงปี่อี้กวาดตาไปยังจ้าวกวน จ้าวกวนหัวร่อฮิฮะ จึงทราบว่าเป็นฝีมือของมัน แต่ดูไม่ออกว่าจ้าวกวนลงมืออย่างไร

    ยามนั้นห้องโถงชั้นในบังเกิดเสียงมโหรีบรรเลง บรรยากาศครึกครื้นรื่นเริง มาตรว่ามีแขกเหรื่อบางคนสังเกตเห็นฉู่เสี้ยวเสียนยืนอยู่หน้าประตู แต่ผู้คนส่วนใหญ่หารู้ไม่ว่ามีศัตรูรุกรานมาถึง

    ฉู่เสี้ยวเสียนหน้าซีดเผือด ทราบว่าแผนการล้มเหลวสิ้น อาศัยตนเองเพยียงลำพังไม่มีทางช่วงชิงมีเปรียบได้ พลันหันขวับไปยังหลิงปี่อี้ถามว่า ท่านที่นับถือเป็นใคร?Ž

    หลิงปี้อี้กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า ผู้เยาว์ ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ควรแก่การเอ่ยถึงŽ

    ฉู่เสี้ยวเสียนสั่นศีรษะกล่าวว่า เราแม้พ่ายแพ้ในเงื้อมมือท่าน แต่ทราบว่าตระกูลเสิ้งไม่มีบุคคลเช่นท่านŽ

    หลิงปี่อี้กล่าวอย่างแช่มช้าว่า หมอรักษาโรคภัย ผู้กล้าผดุงธัมมะŽ

    คำพูดส่องประโยคนี้แฝงคำหมอ (แพทย์)และผู้กล้า ฉู่เสี้ยวเสียนพลันฉุกใจได้คิดกล่าวว่า ที่แท้เป็นคนของตึกพยัคฆ์คำรน เรายอมรับความพ่ายแพ้Ž

    กล่าวพลางสะบัดหน้าออกไป เหล่าพี่น้องตระกูลเหมยยังคิดขัดขวาง หลิงปี่อี้สั่นศีรษะกล่าวว่า มันคิดล้างแค้นแทนบิดา กระทำไปด้วยความกตัญญู ปล่อยมันไปเถอะŽ

    เหมยเทียนเห็นหลิงปี่อี้เสนอหน้ากล่าววาจา จึงโบกมือให้พี่น้องของตนล่าถอย มองดูฉู่เสี้ยวเสียนก้าวยาวๆออกไป

    คนของตระกูลเสิ้งกับตระกูลเหมยเข้าใจว่าฉู่เสี้ยวเสียนรุกรานมาครั้งนี้ ต้องอาละวาดเป็นการใหญ่ คิดไม่ถึงมันยอมจากไปแต่โดยดี เสิ้งไฉเมี่ยนกับเสิ้งไฉเจี๋ยรีบเข้ามาสอบถามหลิงปี่อี้ หลิงปี่อี้ไม่กล่าวมากความ เพียงกล่าวว่า คาดว่ามันเห็นงานเลี้ยงวันเกิดครืนเครงยิ่ง ไม่สะดวกกับการทำลายบรรยากาศไปŽ

    บุตรคนโตของเสิ้งปิงนางเสิ้งชี่เห็นหลิงปี่อี้ ลงมือช่วงชิงกระบี่ฉู่เสี้ยวเสียน แสดงว่าไม่ธรรมดา รีบลุกจากโต๊ะมาถามไถ่ พอทราบว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรชายใหญ่แห่งตึกพยัคฆ์คำรน รีบนำมันเข้าสู่ห้องโถงชั้นใน ส่วนบุตรชายคนรองของเสิ้งปิงนามเสิ้งฝู่กระซิบบอกให้เสิ้งไฉเหมี่ยนกับเสิ้งไฉเจี๋ยนำกำลังภายในตึกสิบกว่าคนติดตามฉู่เสี้ยวเสียนไป

    เสิ้งชี่ชักนำหลิงปี่อี้มาอวยพรวันเกิดเสิ้งปิง เสิ้งปิงพอพบพานมัน ต้องกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ครั้งกระโน้นเราพบพานบิดาเจ้า มันเพียงเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี ตอนนี้เจ้ากลับเติบโตถึงเพียงนี้ นับว่าบิดาพยัคฆ์ไม่มีบุตรสุนัขจริงๆŽ

    หลิงปี่อี้กล่าวว่า ผู้เยาว์มาอวยพรวันเกิดสายไปบ้าง ขอท่านผู้เฒ่าอย่าได้ตำหนิŽ

    เสิ้งชี่มีน้ำใจไมตรี เชื้อเชิญหลิงปี่อี้กับจ้าวกวนนั่งลงดื่มกิน จ้าวกวนกลับกระสับกระส่ายระหว่างที่มันอยู่ในเรือนท่วงทำนองรัก ได้รับการสั่งสอนจากมารดาว่า หลังจากแพร่พิษต้องรีบจากไปอย่าได้ทิ้งร่องรอยใดไว้ คราครั้งนี้มันวางยาทำร้ายมือดีหลายคน ถึงแม้ยังไม่ถูกพบเห็น แต่ก็ไม่ต้องการเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงต่อผู้คนยามนั้นครุ่นคิด พี่ใหญ่หลิงคงต้องรั้งอยู่ดื่มสุรามงคล เรากลับวัดเฉิงเทียนซื่อไปก่อนž

    ขณะจะเอ่ยปาก หลิงปี่อี้ชิงบอกต่อเสิ้งชี่ว่าคืนนี้ยังมีเรื่องต้องกระทำ ไม่อาจรั้งอยู่นาน โอกาสหน้าค่อยมาเยือนใหม่ จากนั้นนำจ้าวกวนออกจากบ้านตระกูลเสิ้ง

    ไม่นานให้หลังเสิ้งไฉเหมี่ยนและพวกกลับมา รายงานว่าพบเห็นศิษย์สำนักชิงซวงจำนวนหนึ่งสลบไหลอยู่นอนกเมือง จึงแก้ไขผู้คนหลายคนพื้นตื่นมาคาดคั้นถามไถ่ ค่อยทราบว่าหลิงปี่อี้ลงมือสกัดฉู่เสี้ยวเสียนและพวกอยู่ที่นอกเมือง หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ตระกูลเสิ้งค่อยพบว่าหลวงจีนต้าเปยกับจางอู่กงปะปนเข้ามาเตรียมลงมือ

    เมื่อทราบความจริงทั้งหมด คนของตระกูลเสิ้งล้วนแตกตื่นจนหลั่งเหงื่อโซมกาย คาดคิดไม่ออกว่าหากฉู่เสี้ยนเสียนนำกำลังบุกเข้ามาเป็นผลสำเร็จ บวกกับสายที่วางอยู่ก่อน จะสร้างความสูญเสียแก่ตระกูลเสิ้งถึงเพียงไหน หลิงปี่อี้ลอบลงมือจัดการกับศัตรู ไม่กระทบถึงความรู้สึกของเจ้าภาพ นับเป็นวิธีการอันสูงส่ง หลังจากกระทำการเสร็จ ก็ไม่ขอรับความดีความชอบ ปลีกตัวจากไปก่อน ถือเป็นพฤติการณ์ผู้กล้าอย่างแท้จริง

 

    24 สดับเสียงพิณขลุ่ย

    หลิงปี่อี้กับจ้าวกวนอกจากบ้านตระกูลเสิ้งลมราตรีโชยมาประทะหน้า ทั้งสองล้วนแช่มชื่นเบิกบาน หลังจากนั้นหลิงปี่อี้ค่อยรู้สึกหิว จึงชักชวนจ้าวกวนไปยังร้านสุราริมทะเลสาบซีหู สั่งอาหารสี่ห้าอย่าง สุราเส้าซิง ( สุรามีชื่อชนิดหนึ่งของจีน ผลิตจากเมืองเส้าซิงมณฑลเจ้อเจียง ) ป้านหนึ่งมาดื่มกิน

    จ้าวกวนกล่าวว่า พี่ใหญ่หลิง ท่านช่วยเหลือพวกมันถึงเพียงนี้ คาดว่าพวกมันยังไม่ทราบเรื่องŽ

    หลิงปี่อี้กล่าวว่า คนของตระกูลหลิงแม้พื้นเพธรรมดา ยังไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น คาดว่าตอนนี้พวกมันสมควรทราบแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการรับคำขอบคุณ จึงอำลาจากมา อีกประการ ท่านวางยาในงานเลี้ยง ถึงแม้ผู้อื่นดูไม่ออก แต่คนของตระกูลเสิ้งเกิดความสงสัย ถามว่าเป็นยอดคนท่านใดแพร่พิษ ข้าพเจ้าย่อมไม่อาจบอกชื่อสำนักร้อยบุปผาออกไปŽ

    จ้าวกวนเห็นไม่ถึงว่าหลิงปี่อี้คิดอ่านรอบคอบ นึกคิดแทนตนเองถึงเพียงนี้ สร้างความตื้นตันใจยิ่ง ยกชูถ้วยสุราขึ้น กล่าวว่า พี่ใหญ่ ข้าพเจ้าขอคารวะท่านจอกหนึ่งŽ

    ทั้งสองดื่มสุราลงไป หลิงปี่อี้รินสุราอีกถ้วยหนึ่ง ชูถ้วยสุราขึ้นกล่าวว่า น้องเรา ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ ค่อยกระทำการได้อย่างรวบรัดรวบรัดถึงเพียงนั้น เราผู้พี่ขอคารวะท่านจอกหนึ่งเช่นกันŽ

    จ้าวกวนดื่มสุราถ้วยนี้อย่างยิ้มแย้ม หลิงปี่อี้เกิดความสงสัยอยากรู้ ถามว่าจ้าวกวนแพร่พิษอย่างไร จงแนบเนียนถึงเพียงนี้

    จ้าวกวนกล่าวว่า หลวงจีนนั้นจัดการง่ายดายิ่งข้าพเจ้าทราบว่าหลวงจีนใช้ผงพิษโศกศัลย์ จึงใช้พิษสุราร้อยเซียนกับเกล็ดไร้น้ำใจต่อหลวงจีนหลวงจีนพอแพร่ผงพิษโศกศัลย์ เกล็ดไร้น้ำใจจะสะกดผงพิษโศกศัลย์เอาไว้ ขณะเดียวกันก็เร่งเร้าฤทธิ์สุราร้อยเซียน ทำให้หลวงจีนคล้ายร่ำสุราเมามาย ต้องสลบไสลไปหลายชั่วยามค่อยฟื้นตื่นมาŽ

    หลิงปี่อี้ปรบมือบอกว่าวิเศษแท้ จ้าวกวนกล่าวอีกว่า ส่วนผู้กล้าผาแดงก็ไม่ยากนัก ข้าพเจ้าทราบว่ามันซ่อนอาวุธอยู่ใต้เสื้อผ้า ปรากฏด้ามดาบโผล่พ้นออกมา จึงฉาบผงสุราร้อยเซียนไว้ที่ด้ามดาบ มันพอเลื่อนมือจับดาบ ก็ถูกพิษมอมทำร้าย สำหรบเฒ่าชราที่ใช้ดินระเบิดค่อนข้างยุ่งยาก ข้าพเจ้าวางยาในน้ำชาของมันทำให้มันมีเหงื่อซึมจากใจกลางฝ่ามือ จากนั้นติดกาวยางที่แขนเสื้อมัน เมื่อมันหิ้วตะกร้าที่ซุกดินระเบิดไว้ขึ้นมา หยาดเหงื่อที่ฝ่ามือจะผสมรวมกับกาวยางที่แขนเสื้อ ทำให้มือของมันเกาะติดกับตะกร้า คิดสลัดก็สลัดไม่หลุดเฒ่าชรานั้นพอเดินถึงกลางคันค่อยรู้สึกตัวรีบกระโดดลงสระน้ำไม่ให้ดินระเบิดทำงานŽ

    หลิงปี่อี้หัวร่อฮาฮาออกมา ในใจบังเกิดความตื่นเต้นเลื่อมใส จาวกวนอายุยังเยาว์กลับสามารถลงไม้ลงมือต่อยอดฝีมือเหล่านั้นโดยที่ทุกคนไม่รู้สึกตัว ความสามารถในการใช้พิษแทบเทียมเทพยดาแล้ว

    ทั้งสองดื่มกินจนอิ่มหนำ นั่งสนทนาในร้านสุรา จ้าวกวนมองดูหลิงปี่อี้ อดกล่าวมิได้ว่า พี่ใหญ่หลิง ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในวังมังกรเฟยฝ่านเจีย (พี่สาว) กล่าวชมท่านเก่งกล้าสามารถ ตอนนั้นยังเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ตอนนี้ค่อยทราบว่าที่นางบอกกล่าวไม่ถึงครึ่งหนึ่งของท่านŽ

    หลิงปี่อี้กล่าวเสียงราบเรียบว่า เป็นนางยกย่องข้าพเจ้าเกินไปŽ

    จ้าวกวนอดถามมิได้ว่า พี่ใหญ่หลิง เรื่องวิวาห์ระหว่างท่านกับเฟยฝ่ายเจียใกล้มาถึงแล้วกระมัง?Ž

    หลิงปี่อี้สลายรอยยิ้มบนใบหน้า สั่นศีรษะกล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดŽ

    จ้าวกวนเห็นมันคล้ายไม่คิดกล่าวมากความจึงไม่สะดวกกับการถามไถ่ ครุ่นคิดในใจ ดูท่าพี่ใหญ่หลิงไม่มีน้ำใจต่อเฟยฝ่านเจียเท่าใดเสียทีที่เฟยฝ่ายเจียหลงรักมันจนหมดใจž จากนั้นครุ่นคิด เฟยฝ่านเจียแม้ไม่ดีต่อเราเท่าใด ล้วนคู่ควรกับพี่ใหญ่หลิง ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่หลิงมีหญิงอื่นหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นไยต้องหมั้นหมายกับเฟยฝ่านเจีย?ž

    ยามนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว หลิงปี่อี้พลันเบือนหน้าไป คล้ายสดับฟังอันใด กล่าวว่า เป็นเสียงขลุ่ยŽ

    จ้าวกวนเงี่ยหูฟัง แต่พลังการฝึกปรือของมันอ่อนด้อยกว่า เพียงได้ยินขาดๆหายๆ จากนั้นเสียงขลุ่ยดังใกล้เข้ามา จ้าวกวนค่อยจำแนกท่วงทำนองออก รู้สึกว่าเสียงขลุ่ยลึกล้ำ เกาะกุมจิตใจผู้คน

    ทั้งสองชำระบัญชีลงจากร้านสุรา สืบเสาะไปตามเสียงขลุ่ย เพิ่งบรรลุถึงริมทะเลสาบ เสียงขลุ่ยพลันชะงักขาดหาย มีแต่เสียงลมพัดผ่านผิวทะเลสาบ บังเกิดเป็นเสียงดังเบาๆ

    ทั้งสองเพ่งตามองไปยังทะเลสาบ เห็นมีเรืออยู่หลายลำ แต่ภายใต้หมอกเลือนรางไม่อาจเห็นชัดตา พลันได้ยินเสียงนกกระเรียนร่ำร้องกรีดผ่านอากาศ ทั้งสองเงยหน้าขึ้น เห็นกระเรียนขาวตัวหนึ่งโฉบผ่านผิวทะเลสาบ พอถึงกลางทะเลสาบ ก็หุบปีกลงเกาะบนเรือน้อยลำหนึ่ง

    ใจกลางทะเลสาบหมอกลงจัด คลับคล้ายเห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเรือน้อย ในมือถือขลุ่ยเลาหนึ่ง ยกขวางอยู่มุมปาก แต่หยุดเป่าแล้ว ในยามนั้นบนฝั่งบังเกิดเสียงติงตัง คล้ายกับเป็นเสียงพิณ

    หลิงปี่อี้ใจสั่นสะท้าน เสียงพิณเหล่านี้แฝงกำลังภายใน ส่วนคนเปล่าขลุ่ยลอยเรืออยู่กลางทะเลสาบ เสียงขลุ่ยสามารถถ่ายทอดถึงริมฝั่งแสดงว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน ต้องลอบตื่นตระหนกสูดลมหายใจคำหนึ่ง ตระเตรียมพรักพร้อมหากจ้าวกวนยังไม่ล่วงรู้ถึงอันตราย เพียงคิดฟังเสียงขลุ่ยนั้นอีก

    เสียงพิณดังอยู่หลายครา ก็หยุดชะงักลงหลังจากนั้นแว่วเสียงขลุ่ยล่องลอยจากบนผิวน้ำดังอ้อยสร้อยอยู่ท่ามกลางหมอกราตรี คล้ายกับเป็นหญิงม่ายไร้ที่พึ่งพิงสะอื้นไห้อยู่ริมทะเลสาบ ทั้งคล้ายกับคนรักที่ต้องพลัดพรากกระซิบกระซาบที่ริมโสตกันและกัน

    หลิงปี่อี้ถูกเสียงขลุ่ยกระตุ้นเตือนให้นึกถึงความในใจที่สุมอก ต้องหลบตาลง หลั่งน้ำตาออกมา จ้าวกวนอดนึกถึงเรื่องราวที่บ้านช่องพินาศผู้คนล้มตายมิได้ พลันรู้สึกสมองมึนงง ล้มหงายไปด้านหลัง

    หลิงปี่อี้ได้ยินเสียงลมหายใจของจ้าวกวนกระชั้นเร่งร้อนขึ้น พอเหลียวหน้าไป เห็นมันล้มลง จึงยืนมือประคองไว้ทันท่วงที หลิงปี่อี้รีบสงบจิตใจ โคจรพลังลมปราณรอบหนึ่งสมองค่อยแจ่มใสกว่าเดิม ในใจครุ่นคิดขึ้น คนผู้นี้บรรจุกำลังภายในไปในเสียงขลุ่ย จึงสั่นคลอนจิตใจคน น้องแซ่จ้าวพลังการฝึกปรืออ่อนด้อย ไม่อาจทนทานรับได้ž

    มันประคองจ้าวกวนนอนลง ยื่นมือจับชีพจรของจ้าวกวน พบว่าชีพจรเต้นเป็นปรกติ เพียงแต่สลบไสลไป ค่อยคลายใจลง

    ยามนั้นบนฝังบังเกิดเสียงพิณดังติงตังบรรเลงเป็นบทเพลงหรรษา ท่วงทำนองไหลลื่นไม่ติดขัด เบื้องหน้าสายตาหลิงปี่อี้คล้ายปรากฏเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นไล่จับกัน ที่ห่างไปมีผู้ใหญ่นั่งล้อมวงโอภาปราศรัย เสียงพิณก็บรรจุกำลังภายในเข้าไป หาได้รับผลกระทบจากเสียงขลุ่ยไม่

    หลิงปี่อี้ลอบตื่นตระหนก ครุ่นคิดขึ้น เสียงพิณบริสุทธิ์ไร้เดียงสา คล้ายไม่ล่วงรู้ความทุกข์ยากในโลกหล้า คนผู้นี้อยู่ท่ามกลางเสียงขลุ่ยอันเศร้าสร้อย ยังสามารถดีดบรรเลงเพลงพิณที่ไม่วิตกทุกข์ร้อน นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆž หวนนึกถึงเมื่อครู่นี้หากตนเองไม่สงบจิตใจ โคจรพลังรักษาสติสัมปชัญญะไว้ คงถูกเสียงดนตรีหนึ่งยินดีหนึ่งโศกศัลย์นี้รุมเร้าจนเสียสติไป

    ผ่านไปชั่วน้ำเดือด เสียงขลุ่ยสำเนียงพิณอ่อนล้าลง แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มเหนื่อยล้าหลิงปี่อี้ครุ่นคิดขึ้น คนทั้งสองคงเป็นยอดคนแห่งยุค จึงใช้เสียงขลุ่ยสำเนียงพิณหักล้างกำลังภายในกัน ยามนี้ประลองถึงขึ้นคับขันสำคัญหากดำเนินต่อไป คงต้องมีคนหนึ่งคนใดรับบอบช้ำภายในž

    ดังนั้นสูดลมหายใจลึกๆ แหงนหน้ากู่ร้องดังยาวนาน เสียงกู่ถ่ายทอดถึงผิวทะเลสาบเสียงขลุ่ยสำเนียงพิณสั่นสะท้านเล็กน้อย ความคิดต่อสู้ถดถอยลง ผู้โศกศัลย์คืนสู่ความสงบนิ่งผู้ยินดีคืนสู่ความปรกติ สุดท้ายหยุดเป่าบรรเลง

    หลิงปี่อี้ก็ชะงักเสียงกู่ ผุดลุกขึ้นยืน เห็นเรือน้อยที่กลางทะเลสาบล่องลอยมาอย่างช้าๆ ชายชราถือขลุ่ยยืนที่หัวเรือ ร้องว่า สหายทั้งสองเชิญขึ้นเรือมาสนทนาŽ

    ที่ริมฝั่งบังเกิดสุ้มเสียงทุ้มหนักเสียงหนึ่ง

    หลิงปี่อี้ค่อยทราบว่าชายชราที่ดีดพิณเป็นหึ่งในผู้เฒ่าทั้งเก้านามคังเจิง คนทั้งสองล้วนเป็นชนชั้นรุ่นปู่ รีบกราบพบอย่างนอบน้อม

    เฒ่าสนกระเรียนชักนำทั้งสองเข้าประทุนเรือ ใต้ประทุนเรือมีพื้นที่กว้างขวาง ตรงกลางจัดตังโต๊ะเตี้ย ปูเสื่อสี่ผืน บนโต๊ะเตี้ยจุดตะเกียงน้ำมัน ผู้เฒ่าทั้งสองทรุดนั่งลง หลิงปี่อี้ก็นั่งที่ด้านข้าง พร้อมกับวางร่างจ้าวกวนลง

    เฒ่าสนกระเรียนถามว่าทารกนี้เป็นไรแล้ว? หลิงปี่อี้กล่าวว่า นี่เป็นสหายของผู้เยาว์มันฝีมืออ่อนด้อย ไม่อาจต้านทานเสียงดนตรีของท่านทั้งสอง จึงสิ้นสติไปŽ

    เฒ่าสนกระเรียนกล่าวว่า อย่างนั้นปล่อยให้มันหลับใหลอีกครู่หนึ่ง จะได้ไม่กระทบกระเทือนจนรับบอบอช้ำภายในŽ พลางเหลียวหน้าไปยังห้องท้องเรือด้านหลัง ร้องบอกว่า เหลาชิว (คนแซ่ชิว) นำสุรามาŽ

    ที่ห้องท้องเรือด้านหลังบังเกิดเสียงขานรับคำหนึ่ง ไม่นานให้กลังปรากฏชายชราผอมสูงลักษณะคล้ายคนถ่อเรือเดินเข้ามา พร้อมกับสุราป้านหนึ่งและกับแกล้มหลายจาน

    เฒ่าสนกระเรียนสั่งเหล่าชิวถ่อเรือไปที่ริมเขื่อน คังเจิงก็กล่าวว่า ค่ำคืนนี้พวกเราประลองฝีมือ ยังคงไม่พิสูจน์ความเหล่อมล้ำต่ำสูงทั้งยังเพิ่มสหายน้อยแซ่หลิงส่งเสียงกู่ สร้างความครึกครื้นกว่าเดิมŽ

    หลิงปี่อี้กล่าวขออภัยที่รบกวนอีกครั้ง คังเจิงสั่นศีรษะกล่าวว่า ซึ่งความจริงพวกเราสมควรขอบใจเจ้าจึงถูกต้อง หากมิใช่เจ้าส่งเสียงกู่แทรกเข้ามา พวกเราต่อสู่สืบไป คงต้องรับบอบช้ำภายในŽ

    เฒ่าสนกระเรียนก็กล่าวว่า เจ้าอายุยังเยาว์มีพลังภายในถึงขึ้นนี้ นับว่าไม่ง่ายดายŽ พลางรินสุราสามถ้วยชักชวนดื่ม หลิงปี่อี้กล่าวขอบคุณ ดื่มสุรารวดเดียวหมดสิ้น

    ทันใดนั้น สุ้มเสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งดังขึ้น คล้ายเสียงโลหะเสียดสีกน และคล้ายเสียงภูตคร่ำปีศาจครวญ ทั้งสามหยุดการดื่มกิน หันไปมองหน้ากัน หลิงปี่อี้ถามว่า นั่นเป็นอะไร?Ž

    เฒ่าสนกระเรียนกล่าวว่า ฟังว่าในป่าริมทะเลสาบซีหูอาศัยด้วยภูตภูเขาตนหนึ่ง กลางวิกาลจะส่งเสียงร่ำร้อง เราเคยได้ยินแต่ไกล นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินระยะใกล้ถึงเพียงนี้Ž

    คังเจิงถามว่าภูตภูเขาอันใด เฒ่าสนกระเรียนกล่าวว่า ชาวบ้านบอกว่าปีศาจร้ายหน้าเขียวมีเขี้ยวงอกเงย อัปลักษณ์ดุร้ายยิ่ง บางครั้งลงจากเขามากัดคอเป็ดไก่วัวสุกรที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้บางคราลักพาทารกไป ชาวบ้านเคยรวมกลุ่มกันขึ้นเขาไปตามล่าปีศาจร้าย แต่หาไม่พบŽ

    ขณะกล่าว พลันได้ยินบนฝั่งที่ห่างออกไปบังเกิดเสียงร้องไห้ของทารกดังมา คังเจิงหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า หรือว่ามันจับตัวเด็กทารกไปจริงๆ?Ž

    เฒ่าสนกระเรียนขมวดคิ้วกล่าวว่า เราคิดชมดูโฉมหน้าแท้จริงของภูตภูเขานี้ตั้งแต่แรก พวกเรารุดไปสักคราŽ

    หลิงปี่อี้ขออาสาติดตามไป เฒ่าสนกระเรียนผงกศีรษะ สั่งเหล่าชิวบังคับเรือเทียบฝั่งเหนือ เหล่าชิวชะโงกศีรษะเข้ามา กล่าวว่า ฟังว่าภูตภูเขานั้นสามารถร่ายเวทมนต์ จู่เหยิน (นาย) ต้องระวังให้มากไว้Ž

    เฒ่าสนกระเรียนไม่เชื่อเรื่องผีสาง สั่งให้มันรับถ่อเรือ เห็นเรือน้อยใกล้ถึงริมฝังเสียงร้องแหลมเล็กนั้นดังข้นอีกครา ครั้งนี้ทั้งสามฟังออกว่ามิใช่เสียงร้องของสัตว์ร้าย หากแต่แฝงกำลังภายใน คล้ายเป็นชนชั้นยอดฝีมือ

    คังเจิงกับหลิงปี่อี้กระโดดขึ้นฝั่งไปก่อนเฒ่าสนกระเยนกำชับให้เหล่าชิวคอยดูแลจ้าวกวนถ่อเรือถึงกลางทะเลสาบ เมื่อมันเป่าขลุ่ยเรียกค่อยลอยเรือมารับพวกมัน จากนั้นกระโดดขึ้นฝั่งกระเรียนขาวก็กระพือปีกตามติด เหล่าชิวรอจนคนทั้งสามจากไปไกล ก็ถ่อเรือถึงกลางทะเลสาบ

    จ้าวกวนหลับใหลในห้องท้องเรือ ถูกเสียงร้องแหลมเล็กปลุกตื่นขึ้นมา พอลืมตาขึ้น เห็นหลังคาประทุนเรือ ต้องยกมือขยี้ตาลุกขึ้นนั่งครุ่นคิดขึ้น นี่เป็นสถานที่ใด? พี่ใหญ่หลิงเล่า? เราไฉนหลับใหลไป?ž

    มันพบว่าตนเองอยู่ในเรือน้อยลำหนึ่ง พอชะโงกศีรษะไปทางด้านหลัง เห็นชายชราผอมซูบผู้หนึ่งกำลังถ่อเรือ จึงถามไถ่จนทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น

    จ้าวกวนเห็นบนโต๊ะมีสุรา จึงชักชวนเหล่าชิวมาดื่มสุรา เหล่าชิวถ่อเรือถึงกลางทะเลสาบตามคำสั่ง ค่อยมาดื่มสุรากับจ้าวกวน ความสามารถในเชิงสุราของเหล่าชิวยังสู้จ้าวกวนไม่ได ดื่มเพียงถ้วยสองถ้วยก็เริ่มมึนเมา

 

    25 ธิดากลางพงไพร

    หลังเที่ยงคืนแล้ว จันทร์เคลื่อนคล้อยสู่ตะวันตก เฒ่าสนกระเรียนยังไม่เป่าขลุ่ยเรียกหาเหล่าชิวคอพับหลับใหล จ้าวกวนหลับไปงีบหนึ่งยังคึกคักแจ่มใส พลันเห็นบนผิวทะเลสาบปรากฏเงาโคมสิบกว่าจุด พอเพ่งตามอง พบเห็นเรือสิบกว่าลำไล่กวดเรือน้อยลำหนึ่ง ไม่นานก็รายล้อมเรือน้อยเอาไว้กึ่งกลาง

    จ้าวกวนเห็นใบเรือของเรือน้อยเป็นสีเขียวที่หัวเรือยืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง ปรากฏประกายเย็นเยียบวูบขึ้น คล้ายกับในมือถือดาบเล่มหนึ่งจึงชักชวนเหล่าชิวไปชมดู เหล่าชิวกลับหลับใหลไม่ตื่น ดังนั้นหยิบฉวยถ่อบังคับเรือเข้าใกล้

    ได้ยินเสียงดาบกระทบกัน ทั้งสองฝ่ายเกิดการต่อสู้กัน คนบนเรือน้อยรูปร่างสูงใหญ่ใช้ดาบฟาดฟันผู้ที่กระโดดขึ้นเรือของมันตกน้ำไปสองคน

    จ้าวกวนพอถ่อเรือเข้าใกล้ ค่อยเห็นชัดตาว่ากองเรือที่รายล้อมชักธงของทางหาร ผู้คนบนเรือสวมเครื่องแบบทหาร คนนำขบวนร้องว่า โจรร้ายเถียนจง รีบรามือรับการ์ด กุมนายอำเภอเมืองหังโจวมีคำสั่ง หากโจรร้ายคิดขัดขืน ฆ่าได้โดยไม่ละเว้นŽ

    จ้าวกวนรับฟังจนงงงันวูบ ครุ่นคิดขึ้น เถียนจง? นามนี้คุ้นหูนักž ได้ยินชายฉกรรจ์บนเรือน้อยร้องว่า โจรสุนัขคิดแย่งชิงผลประโยชน์กับพรรคชิงปาง (พรรคเขียว) ตั้งข้อหาป้ายความผิดเรา จะให้เรายอมรับได้อย่างไร?Ž

    จ้าวกวนได้ยินมันเอ่ยถึงพรรคชิงปาง พลันนึกออกในบัดดล เถียนจงมิใช่ผู้ควบคุมเรือขนส่งเสบียงพรรคชิงปางที่เรารู้จักเมื่อวัยเยาว์หรอกหรือ?ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal