ห้ากระบี่เซียะฟง

    หลิงเซียวปลุกปลอบสติ หวนนึกถึงผู้เฒ่าหยางเคยบอกว่าหลวงจีนอี้อีผู้เป็นสหายมีภูมิรอบรู้กว้างขวาง อาจทาราบเบื้องหลังที่ประมุขนิกายอัคคีต้วนตู็เสิ้งกอปรด้วยพลังอิทธิฤทธิ์ หลวงจีนอี้อีพำนักที่วัดอู๋ติ่งซืิภูเขาเหิงซาน จึงสอบถามที่ตั้งของภูเขาเหิงซานจากผู้คน ค่อยทราบว่าภูเขาเหิงซานอยู่ทางตอนใต้ของหูกวาง หนทางไกลยิ่ง ดังนั้นครุ่นคิด 'ต่อให้มันอยู่ไกลถึงขอบฟ้า สรุปแล้วเราสมควรไปจากภูพยัคฆ์ยิ่งไกลยิ่งดี'

    ในตัวมันพกเงินไม่น้อย ไม่มีปัญหาเรื่องการกินการอยู่ จึงใช้เส้นทางหลวงลงสู่ใต้ วันนี้มาถึงเมืองเยี่ยโจว ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ของมณฑลซานตุง หลายปีมานี้หลิงเซียวอยู่บนภูพยัคฆ์อย่างมากไป หมู่บ้านผิงเซียง ไม่เคยเห็นเมืองใหย่ที่ครึกครื้นถึงเพียงนี้ ต้องเหลียวซ้ายแลขวา รู้สึกแปลกใหม่ยิ่ง

    * ชื่อมณฑลโบราณ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของมณฑลหูหนานทั้งหมด และพื้นที่บางส่วนของมณฑลหูเป่ย

    เห็นภายในเมืองปรากฏผู้คนม้าต่างคับคั่ง ผู้คนแออัดเบียดเสียด คล้ายมุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน หลิงเซียวได้ยินผู้คนสัญจรซุบซิบกันว่า "ฟังว่าห้ากระบี่เซียะฟงมากันพร้อมหน้า วันนี้จะได้ชมดูเรื่องสนุกสนานกันแล้ว"

    "พวกมันยกกกำลังมาท้าสู้เช่นนี้ กลับน้อยครัั้งจะพบพาน ตระกูลเฉียนสำนักฉางชิงมีชื่อเสียงอยู่ในเมืองเยี่ยโจวนานปี ดูว่าเจ้าสำนักเฉียนจะรับมืออย่างไร?"

    หลิงเซียวเคยได้ยินชื่อสำนักฉางชิงมาทราบว่าเป็นค่ายสำนักใหญ่ที่ได้รับขนานนามร่วมกับสำนักไท่ซาน กับสำนักกระบี่ตระกูลฉิน ดังนั้นเกิดความสงสัยอยากรู้ ติดตามฝูงชนมาถึงหน้าตึกใหญ่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองหลังหนึ่ง

    เห็นตัวตึกใหญ่โตโอฬาร หน้าประตูตึกมุงดูด้วยผู้คนมากมาย ทั้งหมดล้วนจ้องจับไปที่คนชุดเหลืองห้าคน ประกอบด้วยสี่บุรุษหนึ่งสตรี หว่างเอวล้วนคาดสายรัดสีดำ ท่วงท่าเย่อหยิ่งยโส คนนำหน้าเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าซูบแหลมเสี้ยม มีอายุยี่สิบกว่าปี ได้ยินมันกล่าวเป็นสำเนียงเสฉวนว่า "ศิษย์คนโตสำนักเซียะฟงซือหม้าเลี่ยง ศิษย์ที่สองไป่ซวิ่น ศิษย์ที่สามหวังเจิ้ง ศิษย์ที่ห้าโจวอี้ รวมทั้งข้าพเจ้าที่เป็นศิษย์ที่แปดเว่ยจุน เดินทางมาขอรับคำสั่งสอนจากเจ้าสำนักเฉียนซูฉี เจ้าสำนักเฉียนไม่ยอมออกมาพบหน้า ไม่ทราบดุแคลนสำนักเซียะฟง หรือสำนึกตัวว่าสู้ไม่ได้?"

    น้ำเสียงมันไร้มารยาท ที่หน้าประตูมีคนผู้หนึ่กระแอมไอ กล่าวติดๆ ขัดๆ ว่า "ศิษย์พี่เว่ยกล่าวประเสริฐ ซือฟู่ (ท่านอาจารย์) เรา...ซือฟู่ เราทั้งไม่ดูแคลนสำนักท่าน และไม่ยอมรับว่าสู้ไม่ได้..."

    หลิงเซียวเหลียวหน้ามอง ค่อยพบว่าคนกล่าววาจายืนอยู่หน้าาประตูข้าง เป็นชายฉกรรจ์ผอมแห้ง สะพายดาบที่หว่างเอว ท่าทางสัตย์ซื่อมั่นผู้หนึ่ง

    เว่ยจุนไม่รอให้มันกล่าวจบ สอดคำขึ้น "พี่ท่านนี้้คงเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักเฉียน ฉายาไล่ลมหูทิพย์หลี่เชาแล้วซือฟู่ท่านเมื่อไม่ยอมเผยโฉม พี่หลี่ก็ชี้แยะผู้น้องสักหลายท่า"

    พลางกระโดดปราดไป ชักกระบี่จากฝัก เห็นประกายกระบี่แลบแปลบปลาบ คล้ายหิมะพลิ้ว คล้ายบุปผาบิน เป็นวิชากระบี่ประจำสำนักเซียะฟง นามเพลงกระบี่เกล็ดหิมะเอง

    หลี่เชาคิดไม่ถึงว่ามันบอกลงมือก็ลงมือ รีบชักดาบปิดซ้ายป้องขวา ถอยร่นไปหลายก้าว เว่ยจุนชิงเป็นฝ่ายรุกไล่ เสือกกระบี่ออกจากบุปผากระบี่ เห็นหยาดโลหิตสาดกระจาย เมื่อใบหูซ้ายของหลี่เชาถูกฟันขาดออกมา เว่ยจุนซวอ้นหัวร่อฮาฮา กวาดเท้าซ้ายออก เสียงกร๊อบเมื่อกระดูกหน้าแข้งซ้ายของหลี่เชาถูกเตะหักไป ร่างล้มฟาดกับพื้น

    ผู้คนที่มุงดูอยู่ร้องอุทานออกมา เว่ยจุนยิ้มพลางกล่าวว่า "ดูท่าท่านสมควรเปี่ยนฉายาแล้ว คิดไล่ลมก็ไล่ไม่ทัน ใบหูก็แหว่งหาย มิสู้เรียกว่าเป่าลมไร้ใบหูเถอะ" พลางยื่นกระบี่จ่อไปยังใบหูขวาของหลี่เชา ทำท่าฟันใส่หูอีกข้างหนึึ่ง

    แต่แล้วยามนั้น เว่ยจุนรู้สึกละลายตาวูบ ดาบยาวของหลี่เชาไม่ทราบจ่อใส่คอหอยของตนเองได้อย่างไร สร้างความตระหนกแก่มันจนยืนแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว พอเพ่งตามอง เห็นคนถือดาบยาวกลับเป็นชายหนุ่มแต่งกายธรรมดามีอายุเพียงสิบกว่าปีผู้หนึ่ง

    ได้ยินชายหนุ่มนั้นกล่าวเสยวเย็นชาว่า "ท่านข่มเหงผู้คนไปแล้ว หากข้าพเจ้าทิ่มแทงสองตาของท่าน ฟันนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายของท่านไป ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร?"

    ศิษย์สำนักเชียะฟงท่เหลืแทั้งสี่หน้าแปรเปลี่ยนไป พากันชักกระบี่จากฝัก รายล้อมชายหนุ่มนั้นไว้ แต่เห้นมันใช้ดาบคุกคามเว่ยจุน จึงไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป

    เว่ยจุนยิ่งหน้าซีดเผือด หน้าผากปรากฏเหงื่อเยียบไหลซึมออกมา ชายหนุ่มนี้มีฝีมือแปลกพิสดาร เพียงกระบวนท่าเดียวก็ใช้ดาบสยบมันไว้ นี่ยังไม่น่าประหลาด ทีี่น่าประหลาดคือคำพูดขอชายหนุ่มนี้ หลายปีมานี้เว่ยจุนลอบฝึกวิชาอาวุะลับ เน้นที่สองตากับพลังนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ชายหนุ่มนี้พอเอ่ยปากเปิดเผยความลับของเว่ยจุนซวินออกมา ไยมิใช่เปนวาจาน่าตระหนก

    ชายหนุ่มผุ้นี้คือหลิงเซียว มันยืนชมดูอยู่ในกลุ่มคน ความจริงไม่คิดยุ่งเกี่ยว จวบกระทั่งเห็นหลี่เชาสูญเสียใบหูข้างหนึ่ง ความรู้สึกที่แตกตื่น ปวดร้าว ท้อทแ้สิ้นหวังของมันประดังเข้าใส่หลิงเซียว ต้องครุ่นคิด 'ศิษญ์สำนักเชียะฟงมีเจตนาทำลายของรักของหวงของผู้คน นับเป็นจิตใจอันโหดเหี้ยมนัก'

    จากนั้นครุ่นคิด 'หากเราเย็บใบหูกับมัน อาจมีหนทางแก้ไขได้' พอได้คคิดจึงสะอึกเข้าไปลงมือ มันไม่ทราบสยบเว่ยจุนอย่างไร เห็นดาบของหลี่เชาตกอยู่บนพื้น นึกถึงเพลงดาบเกล็ดหิมะที่เว่ยจุนใช้ออกเมื่อครู่ จึงเก็บดาบขึ้นมา เสือกส่งดาบตามนั้น พอดีจ่อใส่คอหอยเว่ยจุน

    นี่เป็นการลงมือครั้งแรกของมัน พอลงมือก็สยบศิษย์ค่ายสำนักใหญ่ไว้ นับเป็นฝีมืออันลือลั่น แต่หลิงเซียวเองไม่รู้สึกตัว เพียงไม่อาจทนดูท่าทีที่คุกคามคนของเว่ยจุน จึงสอดมือเข้าไป โดยอาศัยอารมณ์พลุ่งพล่านชั่วแล่น หาไเ้พึ่งพาวิชาฝีมือไม่

    หลังจากลงมือ หลิงเซียวค่อยรู้สึกตัวว่าตนเองตกอยู่ในห้วงคับขัน ศิษญ์สำนักเชียะฟงที่หลงเหลือทั้งสี่ล้วนมีฝีมือสูงเยี่ยมกว่าเว่ยจุน หากพวกมันไม่คำนึงถึงชีวิตของเว่ยจุน ลงมือโดยพร้อมเพรียง ตนเองต้องไม่มีทางรอดเดผ้ดขาด แต่ว่าพวกมันไม่คำนึงถึงชีวิตของศิษญ์น้องหรือ?

    หลิงเซียวระงับสติ พริบตานั้นอ่านใจของคนทั้งสี่จนปรอดโปร่ง ศิาญ์คนโตซือหม่าเลี่ยงเป็นบุตรคนรองของเจ้าสำนักเชียะฟง พี่ชายถูกส่งตัวขึ้นสู่ยอดเขาตู่เสิ้งฟง หลังจากนั้นสาบสูญไร้ข่าวคราว หน้าที่ดูแลสำนักเชวียะฟงตกอยู่ที่มัน คนผู้นี้ขาดการตัดสินใจ เมื่อประสบเหตุเปลี่ยนแปลง มักรีรอลังเล ต้องไม่กล้าลงมือโดยวู่วาม

    ศิษย์ที่สองไป่ซวิ่นมีนิสัยเห็นแก่ตัว จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ส่วนลึกจิตใจภาวนาให้ศิษญ์น้องที่แปดเสียชีวิต ตนเองจะได้ขาดเสี้ยนหนามตำตา แต่ที่แล้วมามันเน้นภาพลักษณ์ส่วนตัว ต้องไม่ทำลายชื่อเสียงที่เพียรสร้างมา

    ศิษย์ที่สามหวังเจิ้งสมองโง่ทึบ เพียงทำตามคำสั่งซือหม่าเลี่ยง

    ส่วนศิษย์สตรีโจวอี้ใจอ่อน ต้องไม่ลงมือต่อชายหนุ่มผู้หนึ่ง ดูท่าในบุคคลทั้งห้าเว่ยจุนเป็นบุคคลอันตรายที่สุด แต่ตนเองสยบมันไว้แล้ว

    หลิงเซียวกวาดมองคนของสำนักเชียะฟงแวบหนึ่ง สุดท้ายหยุดนิ่งบนใบหน้าเว่ยจุน เว่ยจุนพลันเค้นรอยยิ้มออกมา กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า "ท่าน...น้องเรา เราท่านไม่มีความแค้นต่อกัน ขอท่านยั้งมือไมตรี มีคำพูดค่อยๆ ว่ากล่าว"

    หลิงเซียวทราบว่ามันถูกสะกดจนระย่นย่อในเวลาอันสั้นไม่กล้าแข็งขืน จึงกล่าว "ตกลง ท่านกลับไป" กล่าวจบรั้งดาบกลับมา

    เว่ยจุนเห็นมันปลดปล่อยตนเองโดยง่ายดาย ต้องงงงันวูบหนึ่ง แล้วจึงถอยกายไปสี่ห้าก้าว เห็นหลิงเซียวเก็บวัตถุโชกเลือดย่อกายลงกล่าวว่า "อย่าขยับ ข้าพเจ้าจะเย็บแผลให้กับท่าน"

    ทั้งหมดค่อยเห็นชัดตาว่า สิ่งที่มันเก็บขึ้นมา คือใบหูของหลี่เชาที่ถูกเว่ยจุนฟันขาดลงมา เห็นหลิงเซียวล้วงผ้าพันแผล สมุนไพรเข้มและด้ายจากถุงย่ามกลางหลัง ลงมือเย็บใบหูให้กับหลี่เชา ด้วยฝีมือที่ช่ำชองชำนาญ ใช้เข็มและด้ายอย่่างรวดเร็ว

    หลิงเซียวพพอเย็บเสร็จ ก็เชื่อใกระดูกขาหักให้กับหลี่เชา ใช้แผ่นไม้สองแผ่นผนึกหน้าแข้ง พอกยาพันบาดแผลให้ ก่อนหลังนี้ใช้เวลาไม่กี่อึดใจ จากนั้นกล่าวว่า "ข้าพเจ้าส่งท่านเข้าไป" พลางก้มลงแบกหลี่เชาขึ้น เดินเข้าประตูสำนักฉางชิงไป

    ศิษย์สำนักเชียะฟงทั้งห้าและผู้คนที่มุงดูอยู่ด้านนอก เพียงเบิ่งตาดูมันหายลับกับหลังประตู โดยไม่สกัดขัดขวาง ประตูใหญ่พอปิดลง ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงซุบซิบดังอึงอล

    จวบจนหลิงเซียวแบกหลี่เชาเข้าประตูใหญ่สำนักฉางชิง หลี่เชาค่อยเรียกสติกลับคืนมา กล่าวว่า "ขอบคุณน้องเราที่ช่วยเหลือ ซือฟู่เราอยู่ภายใน ขอเชิญท่านตามเราไปพบกับซือฟู่เรา ให้ท่านผู้เฒ่าขอบคุณท่านด้วยตนเอง"

    หลิงเซียวกล่าวว่า "ซือฟู่ท่านเมื่ออยู่ที่นี้ ไฉนไม่ยอมเสนอหน้า ปล่อยให้คนนอกลงมือทำร้ายท่าน?"

    หลี่เชาทอดถอนใจกล่าวว่า "ซือฟูเรามีความคับแค้นจำเป็น น้องเราเชิญเข้ามานั่งลง ให้เราบอกกล่าวต่อท่าน"

    หลิงเซียวเห็นหลังประตูใหญ่เป็นลานฝึกซ้อมฝีมือ ด้านหนึ่งเรียงด้วยดาบยาว บนลานว่างเปล่าไร้ผู้คน ศิษย์เสื้อสีม่วงหลายคนจับกลุ่มรวมตัวกัน พอเห็นหลี่เชาก็ฮือบุกเข้ามาประคองมัน หลี่เชาโบกมือกล่าวว่า "เราไม่เป็นไร เราต้องนำน้องผู้นี้ไปพบกับซือฟู่ นี่เป็นหมอวิเศษท่านหนึี่ง"

    เหล่าศิษย์งงงันวูบ ศิษย์ที่อายุมากกว่าผู้หนึ่งกล่าวว่า "ศิษย์พี่หลี่ เรื่องนี้ทำไม่ได้ หากซือฟู่ทราบว่าท่านชักนำหมอมา ต้องมีโทสะแน่นอน"

    หลี่เชาข่มอาการเจ็บปวดที่เท้า กล่าวว่า "เรามีความคิดอ่านเอง ซือฟู่อยู่ท่หน้าแท่นบูชา รีบนำน้องผู้นี้ไปพบกับซืฟู่"

    ศิษย์อายุเยาว์ผู้หนึ่งกล่าวอย่างลังเลว่า "ซือฟู่คุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชาสองวันสองคืนแล้ว ทางสำนักใหย่ยังไม่มีคำสั่งมา ซือเหนียง (ภรยาอาจารย์) ร้อนใจจนแทบสิ้นสติไปแล้ว..."

    ทั้งหมดวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ไม่เอ่ยถึงเรื่องศิษย์สำนักเชียะฟงมาท้าสู้ที่ห้าประตู คล้ายกับว่านั่นป็นเรื่องเล็กกระจ้อยร่อย สร้างความประหลาดใจแก่หลิงเซียวยิ่ง ภายใต้การเร่งรัดของหลี่เชา ทั้งหมดค่อยมาถึงหน้าห้องโถง

    ได้ยินหลังประตูห้องโถงบังเกิดเสียงสะอื้นไห้ดังลอดออกมา สุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังว่า "ท่านบอกให้รอ หากรอต่อไปเสี่ยไฟ (ไพน้อย) ยังมีชีวิตสืบไปหรือ?"

    สุ้มเสียงบุรุษเสียงหนึ่งปลอบโยนว่า "เหนียงจื่อ (คำเรียกภรรยา) ทางสำนักใหย่สมควรส่งข่าวมาแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราท่องสวดบทเพ่งพินิจไร้โรคาของนิกายอัคคีนับหมื่นจบ โรคของเสียวไพต้องหายดีแน่นอน"

    สตรีนางนั้นร่ำไห้รำพันว่า "เกอเกอ (พ่ชาย) ทั้งสาม และเจี่ยเจีย (พี่สาว) ทั้งสองของมันล้วนถูกส่งตัวไปยังยอดเขาตู๋เสิ้งฟง ครั้งนี้หากเสี่ยวไพเป็นไรไป เรา...เราไม่คิดมีชีวิตสืบต่อแล้ว"

    บุรุษนั้นนิ่งเงียบงันไป จากนั้นท่องบ่นพึมพำออกมา

    หลี่เชาที่หน้าประตูกล่าวว่า "ซือฟู่ ซือเหนียง ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว"

    ประตูเปิดแง้มออกเป็นช่อง ผู้ทีเปิดประตูเป็นสตรีหน้าขาวซีด สองตาบวมแดงนางหนึ่ง นางเห็นหลี่เชาอยู่ภ่ยใต้การประคองของศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคน ใบหน้าร่างกายแปดเปื้อนดลหิต ต้องร้องโพล่งว่า "เชาเอ๋อ คนของสำนักเชียะฟงลงมือต่อเจ้าด้วยอำมหิตถึงเพียงนี้หรือ?"

    หลี่เชาฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า "ซือฟู่กำชับข้าพเจ้าอย่าได้ตอบโต้ ศิษย์ไร้ความสามารถ ถูกผู้แซเว่ยสำนักเชียะฟงเชือนใบหูเตะขาหัก เป็นน้องท่านนี้ยื่นมือช่วยเหลือ ทั้งรักษาเยียวยาให้" พลางชี้มือไปที่หลิงเซียว

    สตรีนางนั้นมองดูหลิงเซียวแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวกับหลี่เชาว่า "ซือเหนียงทราบความคิดของเจ้า แต่ว่าทำไม่ได้หรอก"

    นางเปิดประตูกว้างออก มองเข้าไปภายในเห็นภายในห้องโถงมึดครึ้ม กึ่งกลางห้องจัดตั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ บนแท่นบูชาประดิษฐานเทวรูปสูงใหญ่ คนร่างอ้วนสวมชุดม่วงผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชา สวดมนต์อ้อนวอนตลอดเวลา

    หลิงเซียวพอเห็นแท่นบูชานั้น ก็ยืนตัวแข็งทื่อ ไม่อาจเบือนสายตาจากมาอีก

    เห็นบนแท่นบูชาประดิษฐานเทวรูปสีแดงเพลิงสูงถึงสิบเชียะ หน้าตาเลอะเลือนพร่ามัว เพียงเห็นตาแดงเพลิงทั้งคู่สาดประกายดุร้าย ตลอดทั้งร่างเทวรูปตั้งอยู่ท่ามกลางเปลวอัคคี แขนทั้งแปดข้างถือถาชนะแปลกประหลาด บ้างกะโหลกศีรษะคน ชามรองเลือด อวัยวะภายในโชกเลือด มีดปลายแหลม เหล็กมง่ามแหลมคม ล้วนเป็นสีแดงเลือด

    หลิงเซียวเพ่งตามอง เห็นเทวรูปนั้นกลอกกลิ้งดวงตามองมา หลิงเซียวสบตากับลุกตาสีแดงเพลิงคู่นั้น เห็นแขนทั้งแปดของเทวรูปขยับเคลื่อนไหว เปลวไฟบนร่างลุกไหม้ขึ้นมา หลิงเซียวสูดลมหายใจคำหนึ่ง ระงับสติเพ่งมองใหม่เทวรูปไม่เคลื่อนไหว กลับคืนสู่รูปแกะสลักจากไม้ดุจเดิม

    มันเบือนสายตามายังรูปเหมือนขนาดเล็กกว่าที่จัดตั้งอยู่เบื้องหน้าเทวรูป เห็นเป็นรูปชายกลางคนหน้าตาหล่อเหลา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม แฝงแววเมตตาปราณี หลิงเซียวทราบว่านี่เป็นภาพเหมือนองประมุขนิกายอคคีต้วนตู๋เสิ้ง

    ในความเงียบสงัด ได้ยินเสียงสวบาบคนอ้วนฉุชุดสีม่วงนั้นหมอบกราบในลักษณะศีรษะแขนขาแตะสัมผัสพื้น ปากพึมพำว่า "เจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) โปรดเมตตา เจี้ยวจู่มากบุญญา โลกหล้าไร้โรคา โรคเกิดจากใจ แม้นกระตุ้นเทพอัคคีพิโรธ ไม่คารวะต่อเจี้ยวจู่ ล่วงละเมิดกฎของเทพอัคคี กลับใจสำนึกผิด เพิ่งพินิจจะไร้โรคา เกิดโรคก้หายขาด..."

    หลิงเซียวหลุบตาลง เห็นหน้าเทวรูปจัดตั้งเตียงขนาดเล็ก บนตั่งเตียงนอนไว้ด้วยเด็กชายอายุสี่ห้าขวบผู้หนึ่ง เด็กน้อยขดตัวเป็นก้อนกลม สั่นเทิ้มไม่หยุดหย่อน สองตาหลับพริ้ม ใบหน้าขาวซีดจนน่าหวาดหวั่น หลิงเซียวฉุกใจคิด สาวเท้าเข้าห้องโถง เดินเข้าหาเด็กชายนั้น

    เฉียนฮูหยิน (ภรรยาของคนแซ่เฉียน) งงงันวูบจึงร้องโพล่งว่า "ท่านทำอะไร? ห้ามมิให้เข้ามา"

    หลิงเซียวไม่แยแสสนใจ เดินถึงข้างกายเด็กชาย คนอ้วนฉุสีม่วงพบเห็นมัน ต้องหันขวับมาตวาดว่า "ผู้ใด? บังอาจบุกรุกแท่นบูชา ยังมิรีบคุกเข่ากราบกรานอีก?"

    หลิงเซียวเงยหน้ามองดูมันแวบหนึ่ง เห็นคนอ้วนฉุหน้าสีเหลี่ยม ใบหน้าเคราครึ้มปรกติมีท่าทีน่าเกรงขาม เพียงแต่ตอนนี้มีสีหน้าร้อนรุ่มลนลาน หลิงเซียวคาดเดาว่ามันเป็นเจ้าสำนักฉางชิงนามเฉียนซูฉี จึงกล่าว "เจ้าสำนักเฉียนนี่เป็นบุตรชายท่าน?"

    เจ้าสำนักฉางชิงตวาดว่า "เข้าสู่แท่นบูชาต้องคุกเข่าสักการะ เจ้าไม่คารวะต่อประมุขนิกายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ เทพอัคคีจะลงโทษเจ้าในบัดดล"

    หลิงเซียวคล้ายไม่ได้ยิน ย่อกายลงยื่นมือลูบคลำหน้าผากเด้กชาย จากนั้นใช้นิ้วสองนิ้วแตะตรวจชีพจรของมัน ค่อยเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า "ท่านทราบหรือไม่ว่าบุตรชายท่านเป็นโรคใด?"

    เจ้าสำนักฉางชิงงงงันวูบหนึ่งจึงร้องดังๆ ว่า "มันไม่ได้เป็นโรค มันถูกเทพอัคคีลงโทษ"

    หลิงเซียวสั่นศีรษะกล่าวว่า "มันถูกความเย็นแทรกซึม ตลอดทั้งร่างหนาวสั่น บางครั้งมีไข้ หลั่งเหงื่อออกมา อุจจาระแัสสาวะกลายเป็นสีดำ คาดว่าป่วยมาสามสี่วันแล้ว หากท่ายสอบถามหมอรักษา จะทราบว่านี่เป็นโรคเนี่ยจี๋ (ไข้จับสั่น) ข้าพเจ้ามียารักษาได้"

    เจ้าสำนักฉางชิงพอฟัง ต้องแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า "ล้วนเป็นวาจาเหลวไหล เราส่งศิษย์ขึ้นสำนักตู๋เสิ้งฟง ร้องขอให้เจี้ยวจู่อ้อนวอนเทพอัคคีระงับโทสะ อภัยโทษแก่บุตรเรา อีกไม่กี่วันมันจะทุเลาหายดีเอง เป็นผู้ใดปล่อยท่านให้เจ้าเข้าสำนักเรา?"

    หลีเชาเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา กล่าวว่า "ซือฟู่ น้องผู้นี้ยื่นมือช่วยเหลือศิษย์จากเงื้อมมือศิษย์สำนักเชียะฟง ทั้งรักษาอาการบาดเจ็บให้แก่ข้าพเจ้า ขอซือฟู่พิจารณาด้วยปราดเปรืื่อง"

    เจ้าสำนักฉางชิงหารับน้ำใจไม่ กระชากเสียงว่า "ช่วยเหลือเจ้าแล้วจะเป็นไร? พวกเราลากตัวเด็กน้อยนี้ออกไป"

    หลิงเซียวทราบว่าเจ้าสำนักฉางชิงไม่กล้าให้บุตรชายรับการตรวจรักษา เพราะเขื่อในทฤษฏีเหลวไหลของนิกายอัคคีที่ว่าโลกหล้าไร้โรคา มันตรวจรักษาคนไข้หลายปี ไม่อาจเห็นการตายโดยไม่ช่วยเหลือ จึงสืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว ถลึงมองเจ้าสำนักฉางชิง ร้องดังๆ ว่า "ท่านไม่ต้องการชีวิตบุตรชาย ไม่ต้องการชีวิตของศิษย์ตัวเอง รู้จักแต่คุกเข่าอ้อนวอนเทวรูปนี้ หรือไม่ทราบว่าตัวเองช่างโฉดเขลาถึงเพียงไหน? เมื่อห้าปีก่อน ท่ายถุกบังคับให้อ่อนน้อมต่อนิกายอัคคี บนร่างมีรอยประทับของนิกายอัคคี มิอาจไม่ส่งบุตรธิดาขึ้นสู่ยอดเขาตู๋เสิ้งฟงไปเป็นตัวประกัน นี่เป็นเรื่องอับจนปัญญา แต่ที่ไม่น่าอภัยให้คือ ท่านปล่อยให้ความกลัวครอบงำลืมความอับอายอัปยศ ลืมเลือนหน้าที่ของบิดาของสามีของเจ้าสำนักไปโดยสิ้นเชิง"

    เจ้าสำนักฉางชิงหน้าขาวซีด ชายหนุ่มนี้เพียงมีอายุสิบกว่าปี แต่ทุกถ้อยคำที่กล่าวล้วนเปิดโปงความในใจขอมัน จนไม่อาจโต้แย้งอย่างไรได้

    หลิงเซียวชี้มือไปยังเด้กชายบนพื้น กล่าวอีกว่า "เด็กผุ้นี้หาไม่รักษาเยียวยา จะมีชีวิตอีกไม่กี่ชั่วยาม ในบุตรธิดาทั้งหกของท่าน ส่วนใหญ่จากไปแล้ว มีแต่มันที่ไม่ถูกนิกายอัคคีครอบงำ หากท่านเบิ่งตาดูต้องตกตายต่อหน้า ปล่อยให้ภรรยาท่านต้องตรอมใจในชีวิตนี้ท่านจะไม่ยกโทษให้กับตัวเอง"

    เจ้าสำนักฉางชิงยืนตะลึงลานกับที่ อดชำเลืองมองเทวรูปกับรูปเหมือนทั้งสองมิได้ หลิงเซียวทราบว่าในใจมันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเคลือบแคลง ละอาข เสียใจ ต้องบังเกิดความเวทนา ถอนใจเบาๆ กล่าวว่า "นี่มิใช่การตกลงใจของท่าน แต่เป็นการตกลงใจของข้าพเจ้า" พลันยื่นมือจี้ใส่จุดสำคัญที่หน้าอกเจ้าสำนักฉางชิง เจ้าสำนักฉางชิงรู้สึกพลังลมปราณสะดุดติดขัด ร่างไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้

    ซึ่งความจริงเจ้าสำนักฉางชิงฝึกเพลงฝ่ามือดาบยาวหลายปี หลิงเซียวเพียงเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งออกท่องเที่ยว ต่อให้ฝึกกำลังภายในกล้าแข็ง ร่ำเรียนวิชาฝังเข็ม ต่อให้จำแนกจุดแม่นยำกว่านี้ ลงมือรวดเร็วกว่านี้ ก็ไม่สามารถสยบเจ้าสำนักฉางชิงโดยง่ายดาย แต่ยามนี้คนหนึ่งคิดจัดการ คนหนึ่งยอมถูกจัดการ เจ้าสำนักฉางชิงจงใจเผยช่องโหว่ ปล่อยให้หลิงเซียวลงมือประสบผล

    ผู้คนทั้งในและนอกห้องล้วนตะลึงลานกับที่ เบิ่งตาดูหลิงเซียวล้วงขวดยาสีเขียวจากในล่ามยา เข้าไปประคองเด็กชายขึ้น ป้อนยาน้ำให้กับมัน กล่าวว่า "โรคเนี่ยจี่มีวิธีรักษาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน นี่เป็นยาน้ำที่สกัดจากหญ้าแชาเกาเช่า ให้คนไข้ดื่มติดต่อกันสามวัน อาการจะดีขึ้น"

    มันนั่งอยู่ข้างกายเด็กชายครู่หนึ่ง ค่อยจับชีพจรของมัน จากนัั้นระบายลมหายใจจากปากกล่าวว่า "ยังมีหนทางช่วยเหลือ"

    เจ้าสำนักฉางชิงจับจ้องมอบุตรชายไม่กะพริบ พลันหลั่งน้ำตาดุจห่างน กล่าวเบาๆ ว่า "ขอบคุณท่าน ต้าฟู (ท่านหมอ)"

    หลิงเซียวทราบว่ามันขอบคุณตนเอง มิใช่ตนเองมียารักษาอาการของบุตรชายมัน หากแต่ตนเองเสนอหน้าแทนมัน ดังนั้นยืดกายขึ้นสะพายล่ามยา ขณะที่เดินผ่านข้างกายเจ้าสำนักฉางชิง ก็วางมือลงบนหัวไหล่มัน โคจรพลังตามวิธีการที่ผู้เฒ่าหยางถายทอดให้ ทะลวงลาบจุดให้กับมัน จากนั้นก้าวยาวๆ ออกจากห้อง

หนังสือแนะนำ

Special Deal