บทที่ 5 หามีชื่อไม่

จูซุ่นจะอย่างไรก็ทำงานกับตระกูลจูเก่อมาสิบกว่าปี อายุปูนนี้ ขิงแก่ย่อมมีความเผ็ดร้อนอยู่บ้าง แม้เขามั่นใจว่าจิ่นซือเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกับจิ่นจู๋ ถึงทำเรื่องเช่นนี้พาดพิงมาถึงเขา แต่อีกใจก็เกรงว่าจูเก่อเยว่จะไม่เชื่ออย่างสนิทใจ ตรงข้ามอาจเข้าใจผิดคิดว่าเขาปัดความรับผิดชอบ จงใจป้ายสีจิ่นซือ ดังนั้นเขาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ ไม่ให้เรือนคุมกฎลงโทษนางจนตาย แต่รอให้พรุ่งนี้นายน้อยใหญ่มีเวลาว่างค่อยเข้าไปรายงาน

ยามค่ำ เรือนคุมกฎเงียบสงัด ห้องเก็บฟืนมืดมิด จิ่นซือที่เนื้อตัวแตกยับ เต็มไปด้วยรอยแส้ ดูก็รู้ว่าเจอโทษสถานหนัก ฉู่เฉียวหยุดยืนเบื้องหน้านาง ตักน้ำกระบวยหนึ่ง สาดโครมใส่หน้า

จิ่นซือครางอืออา ปรือตามอง พอเห็นฉู่เฉียวก็เดือดดาลใหญ่ สบถด่าอย่างเคียดแค้นว่า “นางสารเลว! ยังกล้ามาหาข้า!”

ฉู่เฉียวยืนหน้าเฉยเมยดังเดิม เพียงฟังนางสาปแช่งโดยไม่พูดไม่จา ครู่ใหญ่ค่อยยิ้มบางๆ “ถ้าเจ้าอยากตายจริงๆ ก็เชิญแหกปากตะโกนต่อไป”

จิ่นซือเลือดอาบทั่วร่าง ใบหน้าซีดขาว ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงรุนแรง สองตาสาดประกายคั่งแค้น

ฉู่เฉียวส่ายหน้าช้าๆ กล่าวเสียงเนิบนาบว่า “คนไม่คิดทำร้ายเสือ เสือมีจิตทำร้ายคน ข้าเตือนเจ้าแต่แรกแล้ว ช่วยไม่ได้ที่เจ้าอยากเป็นศัตรูกับข้าเอง วันนี้ถ้าไม่เพราะสะกดรอยข้า ก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเจ้าแส่หาเรื่องเอง จะโทษใครได้”

“นางสารเลวจิตใจอำมหิต ต่อให้เป็นผีข้าก็ไม่ละเว้นเจ้า!”

ฉู่เฉียวถอนใจเบาๆ “เจ้าอยากตายขนาดนั้นเลยหรือ?”

จิ่นซือผงะอึ้ง ฉู่เฉียวจึงกล่าวต่อ “เดิมข้าไม่คิดให้ร้ายเจ้า เรื่องในวันนี้เพียงแค่อยากสั่งสอนเจ้าเบาๆ เสียดายนายน้อยสี่ไม่ยอมช่วยเหลือ ดูท่าเจ้าคงต้องไปอยู่เป็นเพื่อนจิ่นจู๋ในบึงน้ำเสียแล้ว”

จิ่นซือได้ยินก็หน้าซีดเผือดกว่าเดิม นางจ้องมองฉู่เฉียว ความหวังมีชีวิตรอดพลันผุดขึ้นในดวงตา กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ซิงเอ๋อร์ เจ้ากับเข้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน การตายของหลินซี เป็นความคิดของจิ่นจู๋ ข้าแค่พูดเสริมไม่กี่ประโยคเท่านั้น เจ้าสามารถมาถึงที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้ ก็ต้องช่วยข้าออกไปได้แน่นอน ข้าขอร้อง ช่วยข้าด้วย ข้ายังไม่อยากตาย!”

พูดถึงตอนท้ายก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ฉู่เฉียวถอนใจเบาๆ เมื่อวางห่อผ้าบนหลัง “ไม่ต้องร้องแล้ว เจ้าเข้าใจว่าข้ามาที่นี่เพื่อรำลึกความหลังกับเจ้าหรือ? โทษเจ้าไม่ถึงตาย ในเมื่อข้าทำร้ายเจ้าถึงขั้นนี้ ข้าก็ไม่อาจไม่เหลียวแล รีบผลัดเสื้อผ้าใส่ชุดนี้ ข้าจะพาเจ้าออกไปทันที”

พูดจบก็เดินมาแก้เชือกบนตัวจิ่นซือ

จิ่งซือดีใจใหญ่ รีบถามว่า “จะหนีออกไปได้หรือ? เวรยามในคฤหาสน์แน่นหนาปานนี้”

“ไม่ต้องห่วง ข้าติดสินบนคนเฝ้าประตูหลังไว้เรียบร้อย นายท่านใกล้จะกลับมาแล้ว สาวใช้เล็กๆ เช่นเจ้า ไม่มีใครสนใจหรอก ขอเพียงหนีออกไป ก็สามารถรักษาชีวิตได้”

จิ่นซือเดินตามหลังฉู่เฉียว ทั้งสองปีนข้ามหน้าต่างออกไป ลัดเลาะผ่านภูเขาจำลองและทะเลสาบของเรือนหงซาน ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมา พอดีเป็นคนงานเฝ้าเรือนที่กำลังลาดตระเวน ทั้งสองใจหายวูบ รีบนั่งยองๆ กับพื้นไม่กล้าเดินต่อ

ฉู่เฉียวหันหน้ากลับมา ยัดห่อผ้าเล็กๆ ใส่มือจิ่นซือ กล่าวเสียงเคร่งเครียดว่า “ข้าจะล่อพวกนั้นออกไป เจ้ารีบไปที่ประตูด้านหลัง คนเฝ้าประตูที่อยู่ตรงนั้นข้าคุยไว้แล้ว เจ้าไปถึงก็บอกชื่อ พวกเขาจะปล่อยเจ้าออกไปเอง ในนี้มีเงินกับเสื้อผ้า เป็นของพี่จือเซียงทั้งนั้น อาจเล็กไปหน่อย ไม่รู้เจ้าใส่ได้หรือไม่ ข้ามีเงินไม่มาก เพียงหาได้เท่านี้ ต่อไปเจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน”

พูดจบก็หมุนตัวผละไปอีกทางหนึ่ง แกล้งทำเสียงบางอย่าง คนเฝ้าเรือนที่กำลังเดินตรวจตราได้ยินก็รีบไล่กวดไปทันที

จิ่นซือคลี่เปิดห่อผ้า เห็นข้างในมีเงินอยู่ไม่กี่เหรียญ แค่ซื้อห่านย่างตัวหนึ่งยังไม่พอ จึงอดขมวดคิ้วมิได้ มองอีกทีเห็นเสื้อผ้าหลายตัว ถ้าไม่เก่าขาดก็สกปรกมอมแมม อัปลักษณ์สุดทน ซ้ำยังส่งกลิ่นชอบกล ยามนั้นยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มแน่นอก คิดในใจว่า ตัวเองเป็นสาวใช้อยู่ดีๆ กลับต้องระหกระเหินจนสุดหล้า เกิดถูกจับได้ขึ้นมาชีวิตน้อยๆ ยิ่งยากรักษา ทั้งหมดนี้เป็นเพราะจิงซิงเอ๋อร์คนเดียว ตอนนี้นางกลับแสร้งเป็นใจดีต่อหน้าตน ช่างหน้าไม่อายจริงๆ

นางหยิบเหรียญเงินพวกนั้นออกมา โยนห่อผ้าไว้บนพื้น ไม่แยแสสักนิดว่าหลังจากตัวเองหนีไปแล้วเกิดมีใครมาเห็นเข้าจะนำความยุ่งยากอันใดมาสู่ฉู่เฉียว

ลมหนาวโชยมา พัดผ่านเสื้อผ้าหลายตัวนั้น จันทราเย็นเยียบดุจน้ำค้าง สาดส่องบนพื้นสว่างไสว

 

ขณะเดียวกัน ในห้องของจูซุ่น เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของบุรุษกับเสียงครางของสตรีดังลอดออกมาไม่ขาด ถ้อยคำลามกหยาบช้า ฟังแล้วชวนแสลงหู

คืนวสันต์หนาวเหน็บ เวรยามที่เฝ้าเรือนแวบหายไปหาที่แอบงีบแต่แรกแล้ว เรือนร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงคลำทางมาถึงหน้าประตูห้องจูซุ่นอย่างเงียบเชียบ

หลังจัดฉากเรียบร้อย ฉู่เฉียวนั่งยองๆ อยู่ข้างประตูห้องจูซุ่น ท่ามกลางรัตติกาลมืดมิด นัยน์ตาคู่นั้นราวกับไข่มุก ส่องประกายแวววับอย่างเงียบงัน ทันใดนั้น เสียงครางในลำคออย่างสุขสมพลันดังขึ้น ถัดมาเป็นเสียงใส่เสื้อผ้าดังสวบสาบ ฉู่เฉียวหยิบหินก้อนหนึ่งเขวี้ยงใส่ประตู

เสียงดังตุ้บคราหนึ่ง แม้ไม่ดังมาก แต่กลับเพียงพอให้คนข้างในได้ยินชัดเจน จู่ซุ่นตะโกนถาม “ใครอยู่ข้างนอก”

ฉู่เฉียวไม่ตอบคำ แต่เก็บหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง เขวี้ยงใส่ประตูดังตุ้บอีกครั้ง

“มาแล้วมาแล้ว!” เสียงหงุดหงิดของบุรุษ “กลางดึกกลางดื่น นั่นใครกัน”

บานประตูเปิดออก กลับไม่เห็นแม้เงาคน จูซุ่นขมวดคิ้วงุนงง จึงชะโงกหน้าตั้งท่าเดินออกไป แต่เพิ่งยกเท้าก็โดนเชือกเส้นหนึ่งเกี่ยวไว้ ก่อนล้มกระแทกพื้นทันใด

“โอ๊ย!”

จูซุ่นร้องเจ็บ คำสบถด่ายังไม่ทันหลุดปาก ถุงดำใบหนึ่งก็ครอบลงมา เบื้องหน้ามืดมิดในบัดดล จูซุ่นตื่นตระหนกใหญ่ สุดท้ายค่อยสำนึกได้ว่าเรื่องราวไม่ถูกต้อง จึงแหกปากร้องพร้อมกับชูมือดิ้นรน

ฉู่เฉียวกุมมีดสั้นคมกริบ ยิ้มเย็นที่มุมปาก สายตาคมกล้าจ้องจับที่มือข้างนั้นของจูซุ่น แล้วฟันฉับ!

เสียงแผดร้องเหมือนสุกรถูกเชือดดังก้อง จูซุ่นกุมมือที่ขาดวิ่น ดีดดิ้นกับพื้น ฉู่เฉียวไม่คิดยืดเยื้อ จึงผลุบหายเข้าดงดอกไม้ด้านตะวันตก จากไปอย่างรวดเร็ว

ด้านหลัง แว่วเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านของเวรยามเฝ้าเรือน ยังมีเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของสตรี

“เกิดอะไรขึ้น อา! พ่อบ้านจู เป็นฝีมือใคร”

สตรีในอาภรณ์รุ่ยร่าย เอ่ยตอบด้วยสีหน้าหวาดผวาว่า “เห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร แต่รูปร่างไม่สูง เหมือน...เหมือนเด็กคนหนึ่ง”

“ไปทางไหนแล้ว”

“ทางตะวันตก”

“ตาม!”

เท้าสิบกว่าคู่ทยอยวิ่งผ่านหน้าไป ฉู่เฉียวพยายามย่อตัวมากที่สุด นั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้าแห้ง เสียงคนค่อยๆ ไกลห่าง ความเงียบเข้าปกคลุม เด็กหญิงตบไล่ฝุ่นบนตัว ลุกยืนแล้วเดินไปจากสถานที่อโคจรแห่งนี้อย่างปลอดโปร่ง

ขณะที่ผ่านภูเขาจำลองของเรือนหงซาน เห็นห่อผ้าเล็กๆ ของตัวเองถูกโยนทิ้งเรี่ยราดบนพื้นตามคาด เด็กหญิงหัวเราะคำหนึ่ง เก็บห่อผ้าขึ้นมา เดินกลับเรือนชิงซาน

นางปีนข้ามหน้าต่างเข้าห้อง ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวทั้งตัว เสียงข้างนอกยิ่งมายิ่งดัง แสงวิบวับของคบเพลิงทอดยาวราวกับมังกร ส่องสว่างไปครึ่งแผ่นฟ้า

ฉู่เฉียวปล่อยผมสยาย ขยี้ตาเบาๆ แล้วเปิดประตูด้วยท่าทางงัวเงีย เห็นสาวใช้หลายคนเพิ่งเดินออกจากห้องพอดี

“ทางนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

สาวใช้หลายคนนี้ล้วนไม่เกินสิบสามสิบสี่ขวบ แต่ระดับชั้นกลับไม่สูงเท่าฉู่เฉียว แต่ละคนสั่นหน้าอย่างงุนงง พอได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นจากเรือนกลาง จึงต่างพากันวิ่งไป

จูเก่อเยว่สีหน้าเครียดเคร่ง กวาดมองพวกฉู่เฉียวที่ผมสยายแวบหนึ่ง ก่อนถามยามรักษาการณ์ว่า “เกิดอะไรขึ้น ไฉนเอะอะอึกทึกแบบนี้”

“นายน้อย ทางนั้นมีคนร้าย พ่อบ้านจูโดนตัดมือขาดไปข้างหนึ่ง พวกยามตามจับแม่นางจิ่นซือที่เพิ่งหนีไปทางประตูตะวันตกได้ ตอนนี้นำตัวกลับไปที่เรือนคุมกฎแล้ว”

จูเก่อเยว่ตะลึงวูบ ก่อนหยักยกมุมปากยิ้มเบาๆ ในทันที “คิดไม่ถึงว่าจิ่นซือจะแกร่งกล้าปานนี้”

ยามรักษาการณ์คนนั้นมองฉู่เฉียวแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนที่แม่นางจิ่นซือถูกจับ โวยวายว่า...ว่า...เป็นแม่นางซิงเอ๋อร์ใส่ร้ายนาง นางไม่ได้เป็นคนทำ”

เพิ่งขาดคำ สายตาทุกคู่ก็พุ่งมาที่ฉู่เฉียวโดยพลัน ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว ดวงตากลมโตใสฉายแววบริสุทธิ์ กะพริบปริบๆ หยาดน้ำตาแทบร่วง หันมองจูเก่อเยว่ด้วยท่าทางน่าสงสาร ก่อนเอ่ยน้ำเสียงชวนเวทนาว่า “นายน้อยสี่ ซิงเอ๋อร์ ซิงเอ๋อร์นอนอยู่ในห้องตลอด ไม่...ไม่ได้...”

“นายน้อย ซิงเอ๋อร์อยู่ในห้องไม่ได้ออกมา พวกเราเห็นกันทุกคน” สาวใช้ระดับสามนางหนึ่งพลันโพล่งขึ้น

จบคำ สาวใช้อื่นๆ ก็พร้อมใจกันเป็นพยานให้ฉู่เฉียว

จูเก่อเยว่ผงกศีรษะช้าๆ กล่าวกับบ่าวเหล่านั้นว่า “ไปบอกเรือนคุมกฎ ถ้าสตรีนางนั้นพูดจาเหลวไหลอีกก็ไม่ต้องสอบสวนแล้ว เอาไปโยนในบึง ชักจะเกินไปแล้ว ซิงเอ๋อร์เพิ่งกี่ขวบกัน”

บ่าวรับใช้พยักหน้าระรัว แล้วล่าถอยออกไป

จูเก่อเยว่กวาดมองเหล่าสาวใช้แวบหนึ่งเมื่อกล่าว “พวกเจ้าก็กลับไปนอนเถอะ” จากนั้นหมุนตัวกลับเข้าห้อง

ฉู่เฉียวยังคงยืนทำหน้าน่าสงสารอยู่ที่เดิม สาวใช้หลายนางเดินรี่เข้ามาปลอบ ดึงมือฉู่เฉียวแล้วว่า “ซิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัว มีพวกเราเป็นพยาน นางปรักปรำเจ้าก็ไม่มีประโยชน์”

ฉู่เฉียวพยักหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงดอกหลีฮวาชอุ่มฝน ( เชิงอรรถ -*ดอกหลีฮวาชอุ่มฝน เดิมใช้พรรณนาท่าทางสะอื้นไห้ของหยางกุ้ยเฟย ภายหลังใช้พรรณนาท่าทางออดอ้อนฉอเลาะของผู้หญิง) ว่า “ขอบคุณพี่สาวทุกท่าน”

เกือบถึงยามสามแล้ว ลมราตรีพัดพลิ้วอื้ออึง วันนี้คือวันที่เจ็ดของการจากไปของเด็กๆ ตระกูลจิง ผู้ที่ทำให้พวกเขาต้องตาย สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยโลหิตในค่ำคืนนี้

หากทว่า โลหิตเท่านี้ ไหนเลยจะเพียงพอ

 

เรื่องคนร้ายเป็นที่อึกทึกครึกโครม วุ่นวายจนถึงฟ้าสว่างในวันถัดมา พ่อบ้านจูมือขาดไปข้าง ตวาดสั่งบ่าวรับใช้ให้เฆี่ยนตีจิ่นซือจนตาย เดิมทีจิ่นซือก็บาดแผลนับไม่ถ้วน เมื่อโดนซ้ำอย่างรุนแรง ไม่ถึงชั่วยามก็ลาโลกไป ซากสังขารถูกห่อด้วยเสื่อแล้วโยนลงบึงเป็นอาหารปลา

จูเก่อเยว่รักสงบ ทั้งชอบเก็บตัวสันโดษ แต่เดิมภายในห้องมีสาวใช้แค่สองคนคือจิ่นจู๋จิ่นซือ หลายวันนี้ทยอยตายไป เวลานี้ในห้องจึงเหลือเพียงฉู่เฉียวคนเดียว นางอายุน้อยไม่ถึงแปดขวบ หน้าตาอ่อนใส น้ำเสียงจำนรรจายังติดแววไร้เดียงสา ต่อให้ทำงานเก่งแค่ไหน ในสายตาคนนอกก็อดสนเท่ห์มิได้ ไม่ถึงครึ่งวัน ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างลือกันเงียบๆ ว่านายน้อยสี่เจริญรอยตามนายท่านผู้เฒ่า เริ่มมีนิสัยชมชอบดรุณีรุ่นเยาว์

ด้วยเหตุนี้ ประดาบ่าวไพร่จึงปฏิบัติต่อฉู่เฉียวด้วยท่าทีนอบน้อมขึ้น

หลังเที่ยง ฉู่เฉียวสวมชุดกระโปรงลายดอกไห่ถัง รองเท้าหนังงูขาว ศีรษะประดับปิ่นหยกสีเขียวอ่อนสองเล่ม กระโดดโลดเต้นอยู่ริมบึงน้ำหลังอุทยานไม้ดอก ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางเพิ่งออกไปรับเฉินเซียง (เชิงอรรถ - *เฉินเซียง หรือไม้กฤษณา เนื้อไม้แข็งและเหนียว มีกลิ่นหอม นำมาทำยา) ที่ส่งมาใหม่ที่เรือนชั้นนอก ขณะเดินผ่านป่าไผ่ ปรากฏเงาคนผู้หนึ่งกระโดดวูบขวางหน้า พลางส่งเสียงหัวเราะ “ฮาฮา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะหาเจ้าไม่เจอ!”

คุณชายน้อยวันนี้สวมชุดยาวสีน้ำเงิน ตัวเสื้อปักเป็นรูปนกห้าสี งดงามอร่ามตา กวัดแกว่งแส้ในมืออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง พินิจมองฉู่เฉียวพลางกล่าว “เจ้าจะไปไหน อากาศดีแบบนี้ พวกเราไปจับนกกันเถอะ”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว มองดูท่าทางเริงรื่นของคุณชายน้อย ก่อนส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าไม่ว่างงานเช่นท่าน ข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก ขอตัวก่อน” พูดจบก็หมุนตัวผละไป

“เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งไป” คุณชายน้อยวิ่งรี่ถึงเบื้องหน้านาง กางแขนขวางไว้ แล้วพูดรัวเร็วว่า “ข้าอุตส่าห์หาเจ้าจนพบ รออยู่ในสวนนี้ตั้งแต่เช้า เช่นนี้เถอะ เจ้าบอกชื่อมา เป็นคนของเรือนไหน เดี๋ยวข้าไปขอตัวเจ้าจากจูเก่อไหว เจ้าจะได้ตามข้ากลับไป ว่าอย่างไร”

ฉู่เฉียวเลิกคิ้วงาม หันหน้ากลับมา เชิดคางกล่าวว่า “ท่านจะพาข้าไปด้วยจริงๆ หรือ?”

คุณชายน้อยผงกศีรษะหนักแน่น “อืม บรรดาสาวใช้ทั้งหมด ข้าถูกใจเจ้าที่สุด ข้าจะตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ดีหรือไม่”

ฉู่เฉียวหัวเราะ “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะบอกท่านว่าข้าชื่ออะไร แต่จะขอตัวข้าจากนายน้อยใหญ่ได้หรือไม่ ต้องดูฝีมือท่านแล้ว”

“เจ้าวางใจ!” คุณชายน้อยตบแผ่นอกเป็นเสียงดัง เอ่ยว่า “อย่าว่าแต่สาวใช้คนหนึ่ง ต่อให้แปดคนสิบคน จูเก่อไหวก็ต้องยกให้ข้าแต่โดยดี”

“เช่นนั้นก็ดี ท่านตั้งใจฟัง ชื่อของข้าคือจื่อซวี อยู่ในเรือนอูโหย่ว เป็นสาวใช้ในปกครองของโต้วต้าเหนียง (ท่านป้าโต้ว) หน้าที่ประจำวันคือปั้นตุ๊กตาให้คุณชายคุณหนูทั้งหลายเล่น ท่านต้องจำให้แม่น”

คุณชายน้อยดวงตาเป็นประกาย “เจ้าปั้นตุ๊กตาเป็นด้วย?”

“แน่นอน” ฉู่เฉียวกลั้นหัวเราะ รู้สึกเด็กคนนี้น่าเอ็นดูไม่น้อย จึงเขย่งเท้ายื่นมือไปหยิกแก้มเขาเบาๆ อย่างอดใจไม่อยู่ ก่อนยิ้มกล่าว “ข้ามีความสามารถหลายอย่าง วันหน้าจะแสดงให้ท่านดู ข้ายังมีงานต้องทำ ต้องขอตัวก่อนแล้ว จำไว้อย่าลืมไปหานายน้อยใหญ่”

“อืม เจ้าวางใจเถอะ” คุณชายน้อยผงกศีรษะจริงจัง “เจ้ากลับไปเก็บข้าวของรอได้เลย อีกเดี๋ยวข้าจะไปรับ”

ฉู่เฉียวเดินจากมาไกลลิบ หันไปอีกทีเห็นคุณชายน้อยคนนั้นยืนบนก้อนหินใหญ่โบกมือให้ตนอย่างแข็งขัน ฉู่เฉียวอดหัวเราะมิได้ จากนั้นอ้อมผ่านป่าไผ่ อุ้มไม้เฉินเซียงกลับเรือนชิงซาน

“ชื่อจื่อซวี ( เชิงอรรถ -*จื่อซวี แปลว่า นิรนาม ) เรือนอูโหย่ว ( เชิงอรรถ - อูโหย่ว แปลว่า หามีไม่ ) เป็นสาวใช้ในปกครองของโต้ว(เชิงอรรถ -โต้ว แปลว่า หยอกล้อ ล้อเล่น) ต้าเหนียง มีหน้าที่ปั้นตุ๊กตาให้พวกคุณหนูคุณชายเล่น ช่างคิดออกมาได้”

เสียงบุรุษที่นุ่มนวลพลันดังขึ้นจากข้างบน ฉู่เฉียวสะดุ้งตกใจ แหงนหน้ามอง เห็นเยียนสวินในชุดเขียวพลิ้วพราย ใบหน้าสดใส นั่งอยู่บนกิ่งต้นสนที่สูงใหญ่ มองมาที่นางด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ฉู่เฉียวเผยนิสัยเดิมของตัวเองต่อหน้าเขาไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้ว ยามนี้จึงไม่เสแสร้งอีก จิกมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง พลางกล่าวเสียงกระด้างว่า “ปีนสูงขนาดนั้น ไม่กลัวตกลงมาคอหักตายหรือ”

“เรื่องนี้ไม่ต้องลำบากเจ้าเป็นกังวล เด็กน้อยจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเจ้า ยังคงวิตกเรื่องตัวเองดีกว่า ข้าเห็นเมฆดำรวมตัวที่ขอบฟ้า ไม่แน่ว่าหน้าหนาวก็อาจมีฟ้าผ่า ผ่าใส่คนที่กระทำชั่วโดยไม่ละอาย”

ฉู่เฉียวรูปร่างเล็กบาง ยืนเงยหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ เอ่ยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ต่อให้ทำชั่วโดยไม่ละอายมากแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับเหล่าลูกล้างผลาญที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีดีสักตัว”

“เจ้าชักจะโอหังเกินไปแล้ว” ถ้อยคำดุดัน น้ำเสียงกลับแฝงแววเยาะหยัน เยียนสวินนั่งบนต้นไม้ กล่าวกับเด็กหญิงเบื้องล่างว่า “วันนั้นข้าจงใจยิงธนูคลาดเคลื่อน ใจดีละเว้นชีวิตเจ้า แต่เจ้าไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ กลับพูดจาด่าทอ นี่มันหลักเหตุผลอะไร”

“เหตุผลมีไว้ใช้กับคนดี สำหรับคนเยี่ยงท่านยังต้องมีเหตุผลอะไร ข้าขอเตือนไว้ก่อน อย่ามาตอแยข้าอีก และอย่าคิดเอาการฟ้องเจ้านายมาขู่ข้า ท่านหากกล้าทำ ต้องเสียใจภายหลัง”

ฉู่เฉียวพูดจบก็หมุนตัวก้าวฉับๆ มิคาดเพิ่งเดินได้สองก้าว หลังศีรษะพลันเจ็บแปลบขึ้นมา พอก้มมอง เห็นเป็นลูกสนที่ยังมีหิมะเกาะอยู่ลูกหนึ่ง จึงเดือดดาลทันใด หันขวับไปจ้องหน้าเยียนสวินด้วยสายตาโกรธขึ้ง “ท่านจะลองดีใช่ใช่หรือไม่?”

“ผิด” เยียนสวินยิ้มกริ่ม “ไม่ใช่ลองดี ข้าจะระรานเจ้าต่างหาก”

ฉู่เฉียวยืนเอียงคอใต้ต้นไม้ ก่อนหมุนตัวจากไปโดยไม่พูดไม่จา เยียนสวินแกล้งนั่งนิ่งปิดตาครึ่งๆ ตั้งใจรอเด็กหญิงทุ่มเถียงกับตน พอเห็นนางเดินไปเช่นนี้ จึงขุ่นเคืองอยู่บ้าง

มิคาด ทันใดนั้นเอง หินก้อนเท่ากำปั้นพลันแหวกอากาศมา พุ่งใส่หน้าของเยียนสวิน ดีที่เยียนสวินเคยฝึกเพลงยุทธ์ ปฏิกิริยาฉับไว รีบเบี่ยงศีรษะหลบเลี่ยงได้ทันการณ์ ขณะลอบลำพองใจ จู่ๆ รู้สึกหลังคอเย็นวาบ ต้องร้องย่ำแย่ในใจ ได้ยินเสียงดังครืน ปุยหิมะตามกิ่งก้านต้นไม้ถูกแรงสั่นสะเทือนร่วงพรูใส่ร่างเขาเต็มๆ

หนุ่มน้อยในชุดแพรเลิศหรูกระโดดลงจากต้นไม้ใหญ่ หิมะติดเต็มทั้งตัว แลดูทุลักทุเล เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นเด็กหญิงตัวน้อยหยัดยืนเหนือพื้นหิมะปัดมือไปมา พอเห็นเขาจ้องมอง ก็ยกมือขวาขึ้นสูง พร้อมชูนิ้วกลางให้ แสยะยิ้มอย่างได้ใจคราหนึ่งแล้วหมุนตัววิ่งไปทันที

เยียนสวินขมวดคิ้วเบาๆ พลางยกนิ้วกลางขึ้นมา เยียนซื่อจื่อแห่งเยียนเป่ยฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก นี่เป็นสัญญาณมืออันใด

เฟิงเหมียนเด็กรับใช้อายุสิบเอ็ดวิ่งตรงมา กล่าวเสียงขุ่นแค้นว่า “ซื่อจื่อ ข้าจะตามไปจับนางมาให้นายน้อยไหวทำโทษ เด็กน้อยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”

“เจ้า? จับนาง?” เยียนสวินแค่นเสียงออกจมูก ชูนิ้วกลางให้อีกฝ่าย “เฟิงเหมียน ทำท่าแบบนี้หมายถึงอะไร”

“เอ่อ...” เฟิงเหมียนอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจเต็มที่ว่า “น่าจะหมายถึงขออภัย นางเองก็รู้ว่าตัวเองกระทำเรื่องเนรคุณ แต่เด็กน้อยไม่ประสา อายที่จะพูดต่อหน้า ถึงได้ทำมือแบบนี้แทน”

“ขออภัยหรือ?” เยียนสวินย่นคิ้ว “ข้าว่าไม่ค่อยเหมือนเท่าใด”

“ซื่อจื่อ ไม่ผิดแน่”

“เช่นนั้นหรือ?”

 

โถงใหญ่ของเรือนหงซาน จูเก่อไหว จ้าวเช่อและคนอื่นๆ หลังจากได้ยินคำพูดของคุณชายน้อยก็พากันหัวเราะครืน เว่ยซูโหยวกล่าวพลางหัวเราะว่า “จูเก่อ บ้านท่านมีสาวใช้ฉลาดเฉลียวปานนี้ ข้าชักอยากเห็นเสียแล้ว”

จูเก่อไหวสั่นหน้ากล่าวว่า “บ่าวไพร่ไม่รู้ความ เป็นที่ขบขันของทุกท่านแล้ว”

“ยังไงกันแน่ พวกท่านหัวเราะอะไร” คุณชายน้อยหน้าแดงซ่าน คล้ายทราบว่าตัวเองคือที่มาของเสียงหัวเราะ แต่ไม่ทราบว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน จึงร้องถามอย่างร้อนใจ

จ้าวเช่อหัวเราะกล่าวว่า “ชื่อจื่อซวี เรือนอูโหย่ว เป็นสาวใช้ปั้นตุ๊กตาดินในปกครองของโต้วต้าเหนียง ก็คือจื่อซวีอูโหย่ว ( เชิงอรรถ - *จื่อซวีอูโหย่วเป็นสำนวนจีน แปลว่าชื่อแซ่หามีไม่) ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง น้องสิบสาม โดนผู้อื่นหลอกแล้ว”

จ้าวซงหน้าแดงหนักกว่าเดิม ขยี้เท้าอย่างเจ็บแค้นแล้วหมุนตัววิ่งออกไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1