สืบค้นหารากเง้า

    หมิงเอ๋อยืนเซื่องซึมเซา ห้วงสมองปรากฏภาพเหตุการณ์ที่พบพานธรรมบาลนิกายอัคคีทั้งสองมันไม่กล้ากลับขึ้นเขา และไม่ทราบไปที่ใดจึงเตร็ดเตร่ที่เชิงเขาไท่ซาน มาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง  ล้งคราบเขม่าควันและรอยเลือดอันเนื่องมาจากการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รู้สึกท้องลั่นโครกคราก จึงเข้าเมืองน้อยข้างเคียง ซื้อหมั่นโถวหลายใบรับประทาน จากนั้นนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างทาง

    นั่งจับเจ่าอยู่ตลอดทั้งวัน จวบจนใกล้พลบค่ำ หมิงเอ๋อบังเกิดความรู้สึกบีบคั้นไม่สบายใจประการหนึ่ง ไม่อาจนั่งอยู่ต่อไป ลุกขึ้นมาถึงริมแม่น้ำ เดินเลีบยชายฝั่งไป จนกระทั่งถึงที่ราบแถบหนึ่ง จมูกพลันสูดได้กลิ่นคาวเลือด สายตายามกวาดมอง ต้องสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง เห็นในพงหญ้านอนเกลื่อนกลาดด้วยซากศพ กรงเหล็กขนาดใหญ่ที่พบเห็นเมื่อคืนล้มตะแคงอยู่ที่ห่างไปสิบกว่าวา

    หมิงเอ๋อร่างสั่นระริก สาวเท้าเข้าหากรงเหล็กพอก้มศีรษะมอง เห็นซากศพบนพื้นส่วนใหญ่เป็นสาวกนิกายอัคคีที่สวมชุดดำตัดผมสั้น แทรกด้วยขอทานสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นหลายคน ต้องพึมพำว่า "ขอทาน เป็นขอทานอีกแล้ว"

    มันมาถึงข้างกรงเหล็ก เห็นทวนยาวหอกแหลมสี่ห้าด้ามแทงทะลุผนังกรง บนผนังและพื้นดินเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต ชายหนุ่มที่ปลอมตัวเป็นหลิงเซียวขดตัวอยู่ในกรง สีหน้าสงบเรียบเฉย เสียชีวิตไปแล้ว

    หมิงเอ๋อมองดูซากศพของชายหนุ่มนั้นบังเกิดความเศร้าสลดหดหู่ใจอย่างรุนแรง มันไม่ทราบชื่อแซ่แท้จริงหรือประวัติความเป็นมาของชายหนุ่มผู้นี้ เพียงทราบว่ามันตายเพราะคนที่ชื่อหลิงเซียว ทั้งที่อายุยังเยาว์ ก็พลีชีพอย่างอาจหาญ ชีวิตมีเพียงนี้เท่านั้น

    หมิงเอ๋อขบกรามกรอด ก้มลงโอบอุ้มซากศพของชายหนุ่มออกมา ถอนดึงทวนยาวเล่มหนึ่งขุดหลุมฝังศพของชายหนุ่ม ขณะจะถอยดินกลบร่างผู้ตาย พลันเหลือบเห็นบนท่อนแขนของชายหนุ่มมีรอยถูกไฟลวก ต้องฉุกใจคิดรูดแขนเสื้อของชายหนุ่มขึ้น บนข้อแขนของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยไฟลวกราวกับรูปภาพใบหนึ่ง

    มันเปลื้องเสื้อผ้าของชายหนุ่มออก เห็นรอยถูกไฟลวกกระจายทั่วหน้าอก กลางหลัง ท้องน้อย และสองเท้า หมิงเอ๋อมิต้องเปรียบเทียบดูก้ทราบว่า รอยถูกไฟลวกเหล่านี้เป็นลักษณะเดียวกับบนร่างตนเองมิผิดเพี้ยน มันข่มความแตกตื่นพรั่นพรึง กอบดินฝังร่างของชายหนุ่ม

    ในม่านพลบค่ำเลือนราง หมิงเอ๋อเงยหน้ามองด้วยอาทิตย์สนธยาที่ขอบฟ้า ยามกะทันหันไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด เพียงทราบว่าตนเองต้องรีบหนี หลบหนีจากการตามล่าของสาวกนิกายอัคคี และรายละเอียดอันสับสนทั้งมวล มันหยิบฉวยล่วมยา วิ่งตะบึงขึ้นเขา หนึ่งวันหนึ่งคืนนี้มันเห็นการตายมากเกินไป สยดสยองเกินไป ชีวิตไยเป็นเช่นนี้? ชีวิตไหนเลยเป็นเช่นนี้?

    หมิงเอ๋อหอบหายใจ พอหยุดเท้าลง ค่อยพบว่าตนเองกลับมาถึงบ้าน ยืนพิงขอบประตูหอบหายใจ

    มันสูดลมหายใจคำหนึ่ง ก้าวเข้าประตูบ้าน เห็นภายในบ้านเวิ้งว้างเปล่า เช่นเดียวกับตอนที่มันจากไป แต่มันทราบว่าต้องมีคนมา พลันฉุกใจคิด รีบรุดมายังห้องพักตนเอง หยิบฉวยหนังสืออรรถาธิบายซือซู่ที่หัวเตียงเล่มนั้นออกมา ปรากฏว่ากระดาษที่เขียนคำเสี่ยงทายซึ่งสอดคั่นอยู่ภายในอันตรธานหายไปจริงๆ

    มันดึงหนังสือทั้งหมดที่หัวเตียงลงมา รื้อค้นเที่ยวหนึ่ง ยังไม่พบเห็นกระดาษที่เขียนคำเสี่ยงทายนั้น ผู้มาแสดงว่าหยิบฉวยกระดาษแผ่นนั้นไปแล้ว

    มันพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ก้มกายลงม้วนขากางเกงขึ้น รอยจี้นาบรูปสัตว์ประหลาดที่เท้าเด่นชัดเป็นพิเศษ มันพานถอดเสื้อท่อนบนออก หันหน้าหากระจกทองเหลือง ส่องดูรอยแผลไฟไหม้บนร่าง กาลก่อนมันเข้าใจว่าตนเองเมื่อวัยเยาว์เคยตกอยู่ในกองเพลิง เป็นเหตุให้เกิดรอยแผลไฟไหม้ทั่วร่าง ยามนี้ค่อยทราบว่ารอยแผลทุกแห่งล้วนเป็นรอยจี้นาบ ประทับตราเทารูป สัตว์ประหลาดและรูปสัตว์ต่างๆ ทุกรอยมีลักษณะเดียวกับชายหนุ่มที่ปลอมตัวเป็นหลิงเซียวโดยมิผิดเพี้ยน

    หรือว่าเราก็เป็นตัวปลอม วันหน้าต้องตายเพื่อหลิงเซียวที่ลึกลับนั้น?

    หรือว่าเราถูกเลี้ยงในป่าเขา จุดประสงค์เพื่อเป็นตัวปลอมเช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ตายแล้ว?

    หาไม่ก็...

    หมิงเอ๋อตะลึงลานชั่วขณะ ค่อยบังคับจิตใจสงบเยือกเย็นลง มันทราบว่าตนเองต้องไปจากที่นี้ในบัดดล สาวกนิกายอัคคีต้องมาค้นหาตนเอง พวกมันต้องไม่ปล่อยปละละเว้นตนเองโดยง่ายดาย

    นึกถึงตอนนี้ รีบเก็บสัมภาระจัดล่วมยา หยิบฉวยกระบี่ที่ผู้เฒ่าหยางมอบให้ ซ่อนอยู่ในล่วมยา เขียนจดหมายถึงผู้เฒ่าหยาง บอกว่าตนเองต้องลงจากเขาไปสักครา ไม่ทราบเมื่อใดจึงกลับมา ขออย่าได้เป็นห่วง แล้วสอดไว้ในตำราแพทย์ที่ผู้เฒ่าหยางพลิกอ่านอยู๋เสมอ จากนั้นอาศัยความมืดลงจากเขา

    มันมาถึงเชิงเขา เดินไปตามทางหลวง ตอนนี้มันมีอาบุสิบหกปีแล้ว มีรูปกายสูงใหญ่ มิใช่เด็กชายอีกต่อไป ถึงแม้สะพายห่อผ้าแบกล่วมยาเดินทางโดยลำพัง กลับไม่สะกิดความสนใจของผู้คนเกินไป

    มันคิดไปหาบุคคลที่รู้จัก มันทราบว่าแหยแหยไปยังภูเขาหัวซาน เกรงว่าตนเองจะชักนำเภทภัยให้กับท่านผู้เฒ่า ดังนั้นไม่กล้าไปหา ในโลกนี้คนที่มันรู้จักมีเพียงหลิงม่านเจียง จำได้ว่าหลิงม่านเจียงเคยบอกว่าบ้านเดิมอยู่ที่หยางกู่ทางใต้ของผิงซานเว่ย ยามนั้นสังหรณ์ใจว่า ตนเองต้องไปที่หยางกู่ ที่นั้นคล้ายมีคำตอบมากมายรอมันอยู่

    มันสอบถามผู้คน ค่อยทราบว่าหยางกู่เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ทางตอนใต้ของผิงซานเว่ย ห่างจากภูเขาไท่ซายเป็นระยะทางสองร้อยกว่านี้ ถึงแม้มันทราบว่าหลิงม่านเจียงยังออกร่อนเร่ ตามหาหูเอ๋อที่สาบสูญไปนานปี คงไม่กลับไปยังบ้านเกิด แต่ความคิดเสาะหาญาติที่ใกล้ชิดกลับรุนแรงยิ่ง จึงตกลงใจไปยังเมืองหยางกู่

    วันนี้หมิงเอ๋อมาถึงเมืองหยางกู๋ สอบถามถึงตระกูลหลิง ได้รับคำตอบว่ามีตระกูลหลินอยู่หลายครอบครัว แต่ไม่มีคนแซ่หลิง หมิงเอ๋อครุ่นคิด 'ท่านอาหลิงบอกว่าขายบ้านช่องไร่นาออกจากบ้านเกิดนานปี คาดว่ากระทั่งบ้านเรือนที่เขาเคยอาศัยอยู่ก็ยากหาพบแล้ว'

    ยามนั้นอดบังเกิดความผิดหวังมิได้ เดินวนอยู่ภยในเมืองรอบหนึ่ง เห็นหน้าศาลบูชามีชายชราผู้หนึ่งนั่งสูบกล้องยาสูบอยู่ จึงเข้าไปสอบถามถึงบ้านตระกุลกลิง ชายชราเอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าว "เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีมีบ้านแซ่หลิงพักอยู่ตัวเมืองด้านทิศใต้ ต่อมาล้วนตายหมดสิ้น"

    หมิงเอ๋อกล่าวอย่างสงสัยใจว่า "ไฉนตายหมดสิ้น?"

    ชายชรากล่าวว่า "ถุกไฟคลอกตายหมดสิ้น"

    หมิงเอ๋อยังคิดถามต่อ ชายชรากลับไม่ยอมกล่าวมากความ หันไปสูบกล้องยาสูบต่อ

    หมิงเอ๋อมาถึงตัวเมืองด้านทิศใต้ ก็เห็นซากปรักหักพังแถบหนึ่ง ต้องนึกถึงภาพอารามต้าเอียนกวนถูกไฟเผา เพียงแต่อารมต้าเอียนกวนทำการปลูกสร้างใหม่ ที่นี้กลับถูกทิ้งร้างนานปี

    มันเหยียบย้ำซากปรักหักพังเข้าไป ก็เห็นร่องรอบของการถูกไฟเผาไหม้ เใื่อมาถึงมุมหนึ่งของตัวตึก เห็นกองดินเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง จำเดิมคล้ายเป็นสระน้ำ ปลูกดอกบัว หรือบัวสาย มันเดินอ้อมสระน้ำที่กลายเป็นดิน กองดินเป่าเปื่อย พลันได้ยินในพงหญ้าบังเกิดเสียงจิ้งหรีดร้องระงม

    หมิงเอ๋อใจสะท้าน พอย่อกายลง ก็เห็นจิ้งหรีดตัวเขื่อง มันยื่นมือตะครุบจับไว้ ข้างหูแว่วเสียงจิ้งหรีดร้อง สายตายามกวาดมอง พลันเกิดความรู้สึกคุ้นเคย จึงวางจิ้งหรีดลง โถมเข้าห้องโถงหลัง พบว่าบ้านช่องถูกเผาจนจดจำเค้าเดิมไม่ได้ หมิงเอ๋อสมองเลอะเลือนอลวน นี่เป้นสถานที่ซึ่งมันฝันถึงครั้งแล้วครั้งเล่า

    มันคล้ายเห็นภาพผืนเสือและผ้าขาวที่เรียงรายอยู่บนพื้นห้องโถงหลัง หรือว่านี่เป็นบ้านเดิมของหลิงม่านเจียง? หลิงม่านเจียงบอกว่าตนเองขายเรือกสวนไร่นา ออกระเหเร่ร่อน อาจบางทีเพียงเป็นข้ออ้าง แม้จริงบ้านตระกูลหลิงก็ถูกนิกายอัคคีเผาทำลาย? อย่างนั้นเทพพยากรณ์เป็นอะไรกับเขา?

    หมิงเอ๋อไม่อาจทนทานรับความคิดคำนึงที่ประดังประดังใส่ ต้องหนีเตล็ดออกจากเมือง นั่งหอบหายใจที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ล้วงกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำออกมาดื่มน้ำอีกหนึ่ง ตนเองเสาะพบสถานที่ซึ่งต้องการหาแล้ว แต่เหตุใดจึงเกิดคำถามมากมายยิ่งกว่า?

    พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า "ไม่ทราบไปที่ใดดี ใช่หรือไม่?"

    หมิงเอ๋อหันขวับไป เห็นหลังต้นไม้นั่งไว้ด้วยชายฉกรรจืสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา มือเท้าหยาบใหญ่ บนใบหน้าไว้เคราสั้น ดูไปคล้ายเป็นคนชนบทผู้หนึ่ง แต่หมิงเอ๋อไม่ทราบว่าคนผู้นี้มิใช่คนชนบททั่วไป ดังนั้นผุดลุกขึ้น เดินอ้อมต้นไม้ใหญ่ไป นั่งลงตรงหน้าชายฉกรรจ์นั้น กล่าวว่า "ท่าน...อยู่ที่นี้เพื่อรอข้าพเจ้า?"

    ชายฉกรรจ์นั้นผงกศีรษะ ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า "เราได้รับคำสั่งให้มาต้อนรับคุณชายหลิงเซียว"

    หมิงเอ๋อทวนคำ คุณชายหมิงเซียว? ชายฉกรรจ์นั้นกล่าวว่า "ถูกแล้ว เราได้รับคำสั่งให้มาคุ้มครองท่าน"

    หมิงเอ๋อสั่นศีรษะกล่าว่า "ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าพเจ้ามิใช่หลิงเซียว"

    ชายฉกรรจ์นั้นจับจ้องมองหมิงเอ๋อ สีหน้าทอแววเคลือบแคลงสงสัย พึมพำว่า "หากเราเข้าใจผิดจริง ท่านไฉนกลับมายังบ้านตระกูลหลิง? คุณชายหลิงตัวจริงไปยังที่ใด?"

    หมิงเอ๋อ กล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้จักหลิงม่านเจียง ท่านอาหลิง เขาเคยบอกว่า บ้านเดิมอยู่ที่เมืองหยางกู่ ข้าพเจ้าจึงสืบเสาะมา ส่วนหลิงเซียวตัวจริงผู้ใดทราบว่าเขาซ่อนตัอยู่ที่ใด?"

    ชายฉกรรจ์ผงกศีรษะรับ จับจ้องมองหมิงเอ๋ออีกครู่หนึ่ง จึงกล่าวช้าๆ ว่า "เมื่อได้พบหน้าถือเป็นวาสนา เราคิดบอกเล่าเรื่องราวคราวหนหลังต่อท่านประการหนึ่ง"

    หมิงเอ๋อขอให้มันบอกมา ชายฉกรรจ์นั้นกล่าวว่า "เมื่อหลายปีก่อน เราติดตามผู้อาวุโสท่านหนึ่ง รับคำสั่งมายังบ้านยอดคำนวณซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองน้อยนี้ ขาให้เทพยากรณ์เสี่ยงททายทำนายให้กับพวกเรา"

    หมิงเอ๋อรับฟังถึงตอนนี้ ต้องอุทานดังอา ลืมตากลมโตร้องโพล่งว่า "เป็นท่าน ท่านคือ...หลงอิง"

    ชายฉกรรจ์นั้นงงงันวูบ เบิ่งตามองดูหมิงเอ๋อเช่นกัน กล่าวว่า "ท่านทราบชื่อของเราได้อย่างไร?"

    หมิงเอ๋อกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ยินผู้อื่น...ได้ยินผู้อื่นเรียกหาท่าน"

    ชายฉกรรจ์นามหลงอิงเหลียวซ้ายแลขวา กล่าวว่า "พวกเราเพิ่งพบหน้า ไหนเลยมีคนเรียกชื่อเรา? อีกประการ ละแวกนี้หามีผู้ใดล่วงรู้ชื่อจริงของเราไม่"

    หมิงเอ๋อกลืนน้ำลายคำหนึ่ง กล่าวว่า "มิใช่ได้ยินจากที่นี้ หากแต่...หากแต่ได้ยินจากในฝัน"

    มันเข้าใจว่าหลงอิงคงต้องบอกว่ามันกล่าวเหลวไหล หาไม่ก็เข้าใจว่ามันสติฟั่นเฟือน มิคาดหลงอิงเพียงผงกศีรษะรับ เล่าสืบต่อ "เมื่อพวกเรามาถึง ค่อยพบว่าคนในบ้านเทพพยากรณ์ดื่มยาฆ่าตัวตาย เทพพยากรณ์คำนวณว่าพวกเราจะมาถึง จึงยืดเวลาตายไปอีกครึ่งวัน รอคอยการมาของพวกเรา"

    หมิงเอ๋อได้ยินมันบอกเล่าตรงกับความฝันของตนเอง แสดงว่าคนเบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มหลงอิงที่ตอนนั้นไปยังบ้านยอดคำนวณ จึงกล่าว "ข้าพเจ้าทราบเรื่องเหล่านี้"

    หลงอิงหาตื่นเต้นสงสัยไม่ เนื่องเพราะจิตใจมันจดจ่ออยู่ที่อีกเรื่องหนึ่ง บอกออกมาว่า "ค่ำคืนนั้นเรายังพบเห็นเรื่อง...เรื่องประหลาดประการหนึ่ง ตอนนั้นเทะะยากรณ์พอเสี่ยงทายเสร็จ ก็ดื่มยาพิษลงไป หัวร่อดังๆ พลางกลับเข้าห้องโถงหลัง เห็นบนพื้นปูเสื่อมากมาย ใช้ผ้าขาวปิดคลุมซากศพจำนวนยี่สิบกว่าซาก เราประคองเทพพยากรณ์นอนลงบนเสื่อผืนสุดท้าย ที่ด้านข้างยังมีเสื่อผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง ใต้ผ้าขาาวมีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง"

    หมิงเอ๋อเคยฝันถึงเรื่องเหล่านี้ ทราบว่านั่นเป็นหลานรักของเทพพยากรณ์ เรียกว่าเสียวเสี่ยวเอ๋อ (เจ้าหนูน้อย) ถูกจู่ฟู่*กรอกยาพิษเสียชีวิต เทพพยากรณ์เป็นคนคลุมผ้าขาวให้เอง

    *แปลว่าท่านปู่เช่นกัน

    สีหน้าหลงอิงทอแววเคลือบแคลงสงสัยสุ้มเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อย กล่าวว่า "หลังจากที่เราคลุมผ้าขาวลงบนร่างเทพพยากรณ์ เนื่องด้วยอายุยังเยาว์ เกิดความสงสัยอยากรู้ จึงยื่นมือ...ยื่นมือเลิกผ้าขาวที่คลุมร่างเด็กน้อยขึ้น" เอ่ยถึงตอนนี้ เงยหน้ามองดูหลิงเอ๋อ กล่าวถามว่า "ท่านทราบหรือไม่ว่าเบื้องล่างเป็นอะไร?"

    หมิงเอ๋อร้องโพล่งว่า "เป็นซากศพของเสียวเสี่ยวเอ๋อ (เจ้าหนูน้อย)?"

    หลงเอิงเพ่งตาถามว่า "ท่านทราบชื่อของมันได้อย่างไร?"

    หมิงเอ๋อกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้ยินแหยแหยผู้เฒ่า...ได้ยินเทพพยากรณ์แซ่เซียว ดังนั้นเด็กผู้นั้นเรียกว่าหลิงเซียว"

    หมิงเอ๋อร้องโพล่งว่า "หลิงเซียว? เป็นศิษบ์ทรยศที่นิกายอัคคีตามล่าหรือ?"

    หลงอิงกล่าวว่า "มิผิด หลังจากที่วพกเราได้รับคำเสี่ยงทายทำนาย ศัตรูก็มาถึง โอบล้อมตัวตึกเอาไว้ ดีทีุ่ตรฌทนของเทพพยากรณ์ที่ออกจากบ้านไปนานปี พอดีกลับมาถึงบ้านยอดคำนวณ มันนำพวกเราอาศัยอุโมงค์ลับหลบหนีจากไป"

    หมิงเอ๋อต่อยเข้าใจกล่าวว่า "ข้าพเจ้าทราบแล้ว ชายหนุ่มที่มายังตัวตึกเป็นคนสุดท้ายในคืนนั้นเป็นคนสุกท้ายคือหลิงม่านเจียง"

    หลงอิงผงกศีรษะรับ หลิงเอ๋อนับว่าเข้าใจแล้ว หลิงม่านเจียงเป็นบุตรดทนของเทพพยากรณ์ หลิงม่านเจียงเคยบอกว่าตัวเองไม่รักดี เนื่องเพราะเขาขาดพรสวรรค์ในการเสี่ยงทายทำนาย ไม่เป็นที่โปรดปรานของบิดา ต่อมายังหลงงมงายในตัวหูเอ๋อ สร้างความแค้นเคืองแก่ภรรยาจนผละจากไป เป็นเหตุให้ถูกบิดาไล่ออกจากบ้าน เมื่อทราบข่าวนิกายอัคคีคิดทำลายล้างบ้านยอดคำนวณ จึงรีบรุดกลับบ้านแต่ก็สายเกินการณื ผู้คนในบ้านดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ดังนั้นหลิงม่านเจียงนำผู้คนที่มาขอคำเสี่ยงทายทำนายทั้งสอง อาศัยอุโมงค์ลับหลบหนีออกจากบ้านยอดคำนวณ ภายหลังไม่ทราบเพราะเหตุใด คนทั้งสองกลับมอบคำเสี่ยงทายทำนายให้กับหลิงม่านเจียง ต่อมาหลิงม่านเจียงซุดเซพเนจรถึงภูพยัคฆ์ จึงซ่อนแผ่นกระดาษที่เขียนคำเสี่ยงทายทำนายไว้ในหนังสือ จนถูกตนเองพบเห็น

    หลงอิงหารับรู้ปฏิกิริยาของหมิงเอ๋อไม่ กล่าวว่า "ที่เราคิดบอกต่อท่านคือสิ่งที่เราพบเห็นใต้ผ้าขาวนั้น"

    หมิงเอ๋อกล่าวว่า "ท่านเห็น...ศพของหลิงเซียว? หลิงเซียวความจริงไม่มีตัวตน?"

    หลงอิงส่วยหน้าช้าๆ กล่าวว่า "ไม่ ใต้ผ้าขาวว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใด"

    หมิงเอ๋อรู้สึกเหนือความคาดหมาย ร้องโพล่งว่า "เป็นไปได้อย่างไร? ข้าพเจ้าเห็นมันดื่มยาพิษเสียชีวิตแล้วชัดๆ"

    หลงอิงทอดถอนใจกล่าวว่า "ไม่ เราคาดเดาว่า เทพพยากรณ์ไม่ได้กรอกยาพิษใส่หลานรัก คาดว่าเป็นตัวยาที่ทำให้ผู้คนคล้ายเสียชีวิตไป ตอนนั้นเทพพยากรณ์ไฉนเตรียมการเช่นนี้ พวกเราไม่อาจคาดเดาได้ ตอนนั้นสถานการณ์รีบร้อนคับขัน สาวกนิกายอัคคีบุกเข้าบ้านยอดคำนวณแล้ว เราไม่ทันบอกเรื่องนี้ต่อท่านอาและหลิงม่านเจียง ก็รีบหลบหนีลงสู่อุโมงค์ลับ"

    หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ "หลังจากหลบหนีออกจากบ้านยอดคำนวณ เราค่อยบอกเรื่องที่พบเห็นต่อพวกเขา ท่านอาเห็นว่าต่อให้เด็กน้อยนั้นไม่ถูกพิษเสียชีวิต คงต้องถูกไฟครอกตาย หลิงม่านเจียงพอฟังพลุ่งพล่านใจยิ่ง คิดกลับไปค้นหาบุตรชายตัวเอง แต่ถูกพวเราขัดขวางไว้ ท่านอาไม่ต้องการให้เขาได้รับอันตราย จึงจี้จุดหลับของเขา ส่งเขาไปไกลสองร้อยลี้ ค่อยแก้ไขเขาฟื้นตื่นมา ภายหลังหลิงม่านเจียงร่อนเร่ไปทุกแห่งหน ไม่ทราบร่องรอบแน่ชัด" เอ่ยถึงตอนนี่ปิดปากลง

    หมิงเอ๋อทราบว่ามันยังมีคำพูดที่ไม่ได้บอกออกมา จึงซักถามว่า "อย่างนั้น...เด็กน้อยนั้นเล่า?"

    หลงอิงขบคิดแล้วกล่าว "พวกเราคาดเดาว่าหากเด็กน้อยนั้นไม่เสียชีวิต คงถูกคนของนิกายอัคคีนำตัวไป หลังจากนั้นเกิดเรื่องใด พวกเราไม่ทราบได้ เพียงทราบว่านับแต่นั้นเป็นต้นมา นิกายอัคคีก็ตามหาศิษย์ทรยศคนหนึ่งเป็นการล้าง ศิษย์ทรยศเรียกว่า หลิงเซียว"

    หมิงเอ๋อถามว่า "นั่นเป็นเรื่องเมื่อนานเท่าใด?"

    หลงอิงงอนิ้วนับแล้วกล่าว "ประมาณเมื่อสิบปีก่อน"

    หมิงเอ๋อครุ่นคิด 'นั่นเป้นเวลาที่เราปรากฏขึ้นในอารามตต้าเอียนกวน' มันนั่งตัวตรงกล่าวถามว่า "เรื่องราวที่ท่านบอกเล่ามา มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับข้าพเจ้า?"

    หลงอิงสั่นศีรษะกล่าวว่า "เราไม่ทราบ อาจบางทีมีแต่ท่านเองจึงพบเห็นความเกี่ยวข้องกัน" พลางผุดลุกขึ้น กล่าวอีกว่า "หากท่านมิใช่หลิงเซียว เราต้องรีบรุดกลับไปรายงาน คำพูดของเรากล่าวหมดสิ้นแล้ว หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่"

    หมิงเอ๋อชิงเรียกรั้งไว้ กล่าวว่า "เป็นผู้ใดใช้ให้ท่านมาบอกเรื่องเหล่านี้ต่อข้าพเจ้า?"

    หลงอิงกล่าวว่า "ในชีวิตเราเพียงรับคำสั่งคนผู้หนึ่ง นั่นคือท่านผู้เฒ่า"

    หมิงเอ๋อซักถามว่า "ท่านผู้เฒ่าเป็นใคร?"

    หลงอิงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า "เมื่อถึงเวลาที่ท่านสมควรพบกับท่านผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าจะปรากฏกายเอง" กล่าวจบปลีกตัวจากไป

    หมิงเอ๋อมองกูเงาหลังหลงอิงห่างหายออกไป รู้สึกจิตใจสับสนว้าวุ่น อยู่ดีๆ เกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แบกห่อผ้าสะพายล่วมยาออกจากเมืองหยางกู่ราวกับหลบหนีอันใด เดินบนเส้นทางจนฟ้ามืดค่ำ มาถึงตัวเมืองแห่งหนึ่งค่อยเสาะหาโรงเตี๊ยมเข้าพัก

    ยามค่ำคืนมันนั่งอยู่ใต้โคมไฟ ในที่สุดสงบเยือดเย็นลง เริ่มนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ นับแต่สระบัวกลางซากปรักหักพังของบ้านตระกูลหลิง เสียงจิ้งหรีดร้องที่ก้องกังวานมีภาพที่คุ้นตาซึ่งเห้นจากในฝัน จากนั้นนึกถึงคำพูดจของหลงอิง จนกระทั่งถึงตอนที่หลงอิงบอกว่าใต้ผ้าขาวที่คลุมร่างของเด็กน้อยว่างเปล่าไร้ผู้คน นึกไปนึกไป ต้องฟุบหลับกับโต๊ะ

    ในความฝัน มันกลับมายังบ้านเทพคำนวณตอนที่ยังถูกเผาไหม้ มันเฝ้าดูภาพเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่เบื้องหน้า เด็กน้อยจับจิ้งหรีดที่ข้างสระบัว ชายชราอุ้มมันเข้าห้อง ป้อนยาพิษแก้มัน จากนั้นหลั่งน้ำตานองหน้า อุ้มมันไปยังห้องโถงหลััง ทุกประการเป็นเช่นเดียวกับความฝันที่ผ่านมา

    แต่แล้วมันเห็นภาพเหตุการณ์แากใหม่ มันรู้สึกว่ามือเท้าที่แข้งทื่อเริ่มขยับเคลื่ือนไหวได้ มันลืมตาขึ้น ที่เบื้องหน้ามืดมิดสนิททั่ว แหยแหย (ท่านปู่) เล่า? มันลืมตากลมโต ค่อยเห็นแสงอันอ่อนจาง พบว่าเบื้องหน้าปิดคลุมด้วยผ้าขาวชั้นหนึ่งที่แท้ตัวเองนอนอยู่ใต้ผ้าขาวผืนหนึ่ง แหยแหยไฉนคลุมผ้าห่มถึงศีรษะของมัน? หากมามา (คำเรียกแม่นม) ทราบเรื่องคงต้องบ่นพึมพำแน่นอน มันยกมือปัดผ้าขาวลุกขึ้นนั่ง เห็นบนพื้นของห้องโถงหลังคลุมไว้ด้วยผ้าขาวมากมาย ใต้ผ้าขาวนอนไว้ด้วยผู้คน มันไม่ทราบว่าคนเหล่านี้ตายแล้ว เพียงประหลาดใจที่คืนนี้ทั้งหมดไฉนนอนรวมกันที่ห้องโถงหลัง? ทุกคนดึงผ้าขาวมาคลุมร่าง เพราะกลัวยุงหรือ? มันคิดไปหาแหยแหย จึงเดินออกจากห้องโถงหัลง เห็นแหยแหยยั่งแยู่ที่ห้องโถงหน้า บนโต๊ะจุดเทียนไขขาวกำลังฝนหมึกอย่างช้าๆ

    มันล่วงรู้ความคิดของแหยแหย ทราบว่า แหยแหยเสี่ยงทายได้ภาพลักษณ์ซวี บ่งบอกว่าแขกไม่รับเชิญกรายมาสามคน แหยแหยกำลังรอคนมันไม่รบกวนแหยแหย จึงซ่อนตัวอยู่หลังฉากกั้นของห้องโถง ไม่นานแว่วเสียงฝีเท้าม้าดังมามีผู้คนสองคนมาขอให้เสี่ยงทายทำนาย...

 

    หมิงเอ๋อพลันตื่นขึ้นมา มันไม่ได้ลืมตาขึ้นเพียงรู้สึกมีเศร้าหดหู่จู่โจมจิตใจ น้ำตาไหลหลั่งดุจทำนบทลาย แหยแหยที่เคารพ แม้แต่มามาล้วนตายแล้ว ตัวตึกอันใหญ่โตตกอยู่ในทะเลเพลิง สระบัวกลายเป็นดินเหลวที่เน่าเปื่อย ทุกสิ่งล้วนสิ้นสูญ เราสิ้นสูญทุกสิ่ง ไม่ทราบร้องไห้อยู่นานเท่าใด ค่อยม่อยหลับไป ครั้งนี้หลับสนิท ไม่ได้ฝันร้ายอีก จนกระทั่งฟ้าสางสว่าง

    เมื่อมันตื่นนอนขึ้นมา ทุกประการล้วนเปลี่ยนไป ตนเองคล้ายมิใช่ตนเองอีกต่อไป หากแต่เป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง มันนึกถึงเหตุการณ์ที่หลงอิงมาหาตนเอง ทราบว่าทุกคำพูดของคนผู้นี้ล้วนเป็นความจริง คนผู้นี้เดินทางมาเพื่อกระตุ้นเตือนตนเอง เพียงแต่ตนเองยามกะทันหันไม่สามารถรับได้ ตนเองควรเผชิญห้นากับความจริงอย่างไร่?

    หมิงเอ๋อทราบแต่แรกว่าตนเองมีความเป็นมาไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่ฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่มันพบเห็นกระดาษที่เขียนคำเสี่ยงทายในหนังสืออรรถาธิบายซื่อซูเล่มนั้น ค่อยทราบว่ามันมิใช่ความฝัน หากแต่เป้นเรื่องจริง หลังจากที่มันพบเห็นหลงอิง ยังทราบว่าทุกคนในความฝันล้วนมีตัวตนที่แท้จริง ตนเองยังได้พบกับสองในสามแขกที่ไม่ได้รับเชิญ นั่นคือบุตรอกตัญญูของเทพพยากรณ์ นามหลิงม่านเจียงกับเด็กหนุ่มหลงอิง

มันยิ่งมายิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง วันเวลาที่ผ่านมามันพำนักที่ภูพยัคฆ์ คนรอบข้างเรียกหามันเป็นหมิงเอ๋อ แต่หลังจากที่หยางอี้ล้มป่วยเสียชีวิต หลิงม่านเจียงออกเดินทางไกล เฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสือจากไปโดยไม่บอกกล่าว ผู้เฒ่าหยางกับเหล่าหลิงคุมครองส่งเจียงหลีกลับภูเขาหัวซาน หลิวเส่าก็นำหวินเอ๋อไปหลบภัยทุกผู้คนล้วนไปจากเขา ศักดิ์ฐานะของหมิงเอ๋อก็คล้ายเรือนน้อยที่สูญเสียสมอเรือ ถูกลมมรสุมพัดพาไป ไม่สามารถหยุดแวะได้

    อาจบางทีโลกนี้ไม่มีบุคคลชื่อหมิงเอ๋อทุกประการล้วนเป็นภาพลวงตา

    หมิงเอ๋อคล้ายกับเห็นเงาร่างตนเองเลือนหายไปกับม่านวิกาล สุดท้ายสาบสูญโดยไร้ร่องรอย ที่มาแทนที่คือชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ถึงแม้มีรูปร่างหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลง แต่แสดงว่าเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ถึงแม้มีรูปร่างหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลง แต่แสดงว่าเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง

    นั่นคือหลิงเซียว

    มันนึกถึงความฝันเมื่อคืน ตอนที่ตนเองมุดออกจากใต้ผ้าขาว ซ่อนอยู่หลังฉากกั้นมองดูแหยแหยฝนหมึก มันทราบว่าตนเองมิอาจไม่เผชิญหน้ากับความจริงแล้ว

    ความจริงที่ว่าคือมันเป็นหลานรักของเทพพยากรณ์ ซึ่งมีชื่อเล่นว่าเสียวเสี่ยวเอ๋อหรืออีกนัยหนึ่งหลิงเซียว ความฝันที่คอยหลอกหลอนมันมิใช่ความฝัน แต่เป็นความทรงจำในเด็ก หลิงม่านเจียงคือบิดามัน ขณะที่อยู่บนภูพยัคฆ์ หลิงม่านเจียงคล้ายคาดเดาชาติกำเนิดของมันออก แต่สะกดกั้นใจไม่บอกออกมา

    มันอดฝืนยิ้มมิได้ ผู้ใดคาดคิดว่าหลิงม่านเจียงกลับเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด ตนเองยังทุ่มเทวิชาแพทย์ช่วยชีวิตของเขา เฝ้าดูเขาแต่งงานกับแม่นางอี้ จนให้กำเนิดบุตรสาวออกมา หวินเอ๋อกลับเป็นน้องสาาวร่มบิดาแต่ต่างมารดาของตน

    มันสลัดศีรษะ ครุ่นคิดสืบต่อเด็กน้อยที่จับจิ้งหรีดคนนั้นคือเรา หากว่ายังไม่ตาย แต่ถูกคนของนิกายอัคคีนำตัวไป อย่างนั้นนำไปยังที่ใด? คาดว่าคงเป็นยอดเขาตู๋เสิ้งฟง ดังนั้นเราคงได้พบกับประมุขนิกายอัคคีต้วนตู๋เสิ้ง รอยแผลบนร่างเราคงเกิดจากรอยประทับเมื่อตินอยู่บนยอดเขาตู๋เสิ้งฟง เราคุ้นกับบทสวดของธรรมบาลใหญ่นั้น อาจเป็นเพราะเคยได้ยินตอนอยู่บนยอดเขาตู๋เสิ้งฟง ต่อมาเรา"ฉนถูกตราหน้าว่าเป็นศิษย์ทรยศ ลงจากยอดเขามาเหตุใดเราสูญเสียความทรงจำ ถูกทิ้งิยู่ในอารามต้าเฮี้ยนกวน? เหตุการณ์ช่วงชี้ต้องเป็นการกระทำของผู้คน ผุ้ที่ส่งเราไปยังอารามต้าเอี้ยนกวน แสดงว่ามิใช่หลิงม่านเจียงผู้เป้นบิดาเราหากแต่เป็นบุคคลอื่น คนผู้นี้เป็นใคร?

    มันฉุกใจคิด ล้วงเหรียญกษาปณ์ทองแดงที่ทำเป็นตุ้มคล้องคอออกมา เห็นเหรียญกษาปณ์กระดำกระด่าง แสดงว่าเก่าแก่ยิ่ง พอเพ่งดูโดยละเอียด ค่อยเห็นบนเหรียญแกะสลักขึ้นเป็นพิเศษ มีลายส้นตวัดยุ่งเหยิง มันความจริงเข้าใจว่า เป็นยันต์ของนักพรตลัทธิเต๋า ยามนี้ค่อยดูออกว่านั่นเป็นตัวหนังสือหวัด*คำ "หู่" (พยัคฆ์) คอยปกปิดและคุ้งครองมัน ตอนนี้เป็นนิกายอัคคีติดตามมาถึงมณฑลชานตง ยังคงหลบหลีกเภทภัยประเสริฐ แต่พวกเขาไม่อาจบอกกล่าวเรื่องทั้งหมดต่อตนเอง เพียงส่งหลิงอิงมากระตุ้นเตือนตนเอง ให้ตนเองสืบสาวคี่คลาย

    *ตัวหนังสือจีนเขียนได้หลายแบบ เช่นแบบตัวหนังสือหวัด แบบตัวหนังสือบรรจจง แบบตัวหนังสือลี่ซู เป็นต้น

    แต่ที่มันขบคิดไม่เข้าใจคือ ต่อให้มันเมื่อเยาว์วัยถูกสาวนิกายอัคคีนำตัวออกจากบ้านยอดคำนวณ เพียงมีอายุสามสี่ปี ขณะที่เด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งไหนเลยทรยศต่อนิกายอัคคี จนถูกนิกายอัคคีตามล่าไม่เลิกรา? ดูท่ามันต้องค้นหาความทรงจำนี่ลบเลือนหายไปสองปี จึงค้นพบคำตอบได้

    มันมีความรู้สึกว่าชีวิตที่อยู๋ในอารามต้าเอียนกวนและที่ภูพยัคฆ์โดยปราศจากความทุกข์ร้อนสิบปีคล้ายความฝันตื่นใหญ่ หลังจากตื่นขึ้นมา ก็เข้าสู้ช่วงฝันร้ายอันลี้ลับ จากนั้นกลายเป็นตัวตนที่แท้จริง ต้องครุ่นคิด 'ท่านอาหลิง...ไม่ ท่านพ่อทำนายไม่ผิด เราอาศัยอยู่บนเขาอีกไม่นานจริงๆ'

    มันรู้สึกเศร้าเสียใจ เสี่ยวต้าฟู (หมอน้อย) หมิงเอ๋อได้สาบสูญไปจากโลก ที่แทนที่คือหลิงเซียวถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับมัน จู่ปู่ (ท่านปู่) ของมันเทพพยากรณ์ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย บ้านช่องถูกเผาทำลายทิ้งรกร้างนานปี มารดาทอดทิ้งลูกน้อยออกจากบ้าน ไม่ทราบอยู๋แห่งหนใด บิดาร่อนเร่ถึงสุดหล้า ไม่ล่วงรู้ร่องรอย ตัวเองก็ถูกนิกายอัคคีตามล่า วันใดที่ถูกคร่ากุมส่งกลับยอดเขาตู๋เสิ้งฟง ต้องพบจุดจบอย่างอนาถ ยังมีผู้ใดยอมรับบทบาทนี้ ผู้ใดยอมสวมเสื้อคลุมหลิงเซียวตัวนี้?

    แต่มันทราบว่าตนเองไม่มีทางเลือก ศักดิ์ฐานะของหลิงเซียวคล้ายรอยประทับบนร่างมัน จะติดตามมันไปตลอดกาล มันผุดลุกขึ้นกวาดตามองรอบข้าง ทุกประการดูเหมือนแตกต่างจากเดิม ทุกประการคล้ายหนักอึ้งกว่าเดิม มืดหม่นกว่าเดิม

หนังสือแนะนำ

Special Deal