ศิษย์ทรยศหลิงเซียว

       จวบจนใกล้ยามห้า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดล้วนออกจากหมู่บ้านซันเจียชุน เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาพากันมาถึงข้างกายหมิงเอ๋อ กล่าวว่า “เสี่ยวต้าฟู (หมอน้อย) ที่พวกเราสมควรทำล้วนกระทำแล้ว ขอเชิญไปสนทนาได้หรือไม่?”

       หมิงเอ๋อตอบตกลง ทั้งสามขณะจะจากไป หมิงเอ๋อพลันหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “สายเกินการณ์แล้ว”

       เห็นหน้าหมู่บ้านปรากฏแสงไฟวงหนึ่งเคลื่อนตัวมาแต่ไกล ปรากฏผู้คนกลุ่มใหญ่จำนวนหลายร้อยคน คุกคามเข้าใกล้หมู่บ้าน เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาชมดูจนร้องโพล่งว่า “เป็นนิกายอัคคี นิกายอัคคีกลับมาแล้ว"

       หมิงเอ๋อรู้สึกมีความหนาว เย็นแผ่ซ่านจากก้นบึ้งหัวใจ ร่างสั่นระริกอีกครา เห็นกลุ่มคนชุดดำที่ล้อมปากทางเข้าหมู่บ้านไว้เคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ ทุกคนสวมถุงคลุมหน้าสีดำ มือถือคบไฟ แสงไฟเป็นสีเขียวเข้ม ทั้งหมดพอเข้ามายังปากทางเข้าหมู่บ้านสิบกว่าวาก็หยุดยั้งลง จากนั้นกระจายไปยังสองฟากข้าง เปิดทางผ่านสายหนึ่ง

       เงาร่างผอมสูงสายหนึ่ง พลิ้วกายเข้ามา คนสวมชุดยาวสีแดงเลือด ผมเผ้าเกล้าเป็นมวยสูงลักษณะประหลาด ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนใบหน้าซูบยาวไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเบาประดับด้วยรอยยิ้มอันลี้ลับ เดินช้าๆ ถึงกลางพื้นที่ว่างหน้าหมู่บ้าน ยกชูมือซ้ายขึ้น บนพื้นพลันปรากฏเปลวไฟสูงเท่าผู้คนสองกลุ่มพวยพุ่งขึ้น เปลวสีเขียวเข้มแลบเลียไปรอบข้าง เหล่าสาวกนิกายอัคคียกสองมือทำท่ามุทรา แตะสัมผัสกับหว่างคิ้ว คำนับต่อคนผอมสูงนั้น ร้องขานว่า “ธรรมบาลผู้สูงศักดิ์ แบ่งภาคร่างจากเจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) พลังแห่งเทพอัคคี ประทานความเป็นนิรันดร์แก่เรา”

       คนผอมสูงนั้นหันกายไป ผงกศีรษะต่อบริวารคราหนึ่ง สาวกชุดดำนองคนก็หิ้วปีกชายฉกรรจ์ศีรษะล้วนคนหนึ่งเข้ามา เหลี่ยวคนลงกับพื้นจากนั้นล่าถอยไป ชายฉกรรจ์ศีรษะล้วนเปลือยร่างทอนบน ตามใบหน้าร่างกายแปดเปื้อนคราบโลหิต นั่งคุกเข่ากับพื้น ตลอดทั้งร่างสั่นระริก

       สุ้มเสียงของคนผอมสูงอ่อนโยนยิ่ง กล่าวว่า “อู๋เป้า เจ้าซ่อนตัวศิษย์ทรยศหลิงเซียวไว้ มีความผิดร้ายแรง เจ้าเข้าใจว่าไม่มีผู้ใดทราบว่าเจ้าถือกำเนิดจากหมู่บ้านซันเจียชนมณฑลชานตุง ดังนั้นซ่อนตัวอยู่ที่นี้ เจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) คงหาเจ้าไม่พบ ใช่หรือไม่?”

       ชายฉกรจจร์ศีรษะล้านนามอู๋เป้าก้มศีรษะไม่ตอบคำ คนผอมสูงยิ้มพลางกล่าวว่า “หลังจากนี้ผู้คนทั้งแผ่นดินทราบว่าเจ้าสำนักคงถง (ภาษแต้จิ๋วอ่านว่าคงท้ง) อู๋เป้าถือกำเนิดจากหมู่บ้านซันเจียชุน นับเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล มิใช่ประเสริฐเลิศดีหรอกหรือ?”

       อู๋เป้าพลันเงยหน้าขึ้น ร้องดังๆ ว่า “เราทรยศต่อนิกาย ซ่อนตัวหลิงเซียวไว้ สำนึกตัวว่าต้องตาย ท่านฆ่าเราเถอะ ยังกล่าวมากความไยกัน?”

       คนผอมสูงส่ายหน้า กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าไม่เข้าใจ เจี้ยวจู่เมตตากรุณา ไม่ฆ่าคนโดยง่ายดาย เจ้าสำนักชิงเฉิง (ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าแชเซี้ย) นักพรตซันเจี๋ยเกิดความิดแปลกแยก หลังจากอ่อนน้อมต่อนิกายเรา ยังคิดทรยศหลายครั้ง แต่เจี้ยวจู่ยังอบรมกล่อมเกลา จนมันไม่มีจิตคิดเป็นอื่นอีก”

       อู๋เป้าร้องว่า “ท่านจับตัวคนในบ้านและศิษย์ทั้งหมดนักพรตซันเจี๋ยไป ตัดแขนขาแล้วฟันศีรษะทุกคนต่อหน้ามัน จนมันกลับกลายเป็นวิกลจริต ยังบอกว่าไม่มีจิตคิดเป็นอื่นอันใด ท่านฆ่าเราเสียแต่แรกเถอะ”

       คนผอมสูงส่ายหน้ากล่าวว่า “เราย่อมมีวิธีกล่อมเกลาเจ้า” พลางหันหน้าหาเปลวไฟ ยกชูสองมือขึ้น เปลวไฟก็พวยพุ่งขึ้นสูงสองวา คนผอมสูงหลับตาลง ปากท่องสวดมนต์ สุ้มเสียงแหลมเล็กระคายหู ทิ่มแทงใส่แก้วหูทุกผู้คน

       พริบตานั้นผู้คนรอบกองไฟคล้ายถูกน้ำร้อนเดือดพล่านราดรดใส่ศีรษะ บ้างกุมศีรษะแผดร้องออกมา บ้างเกลือกกลิ้งร่างร้องครวญคร่ำ แต่สีหน้าลิงโลดยินดี เหล่าสาวกชุดดำก็กรีดมือวาดเท้า บ้างคุกเข่าหมอบกราบกรานบ้างร่ำไห้คร่ำครวญ แม้แต่เยี่ยเซียนซานกับสีเชียนเทาก็ล้มลงกับพื้น คนหนึ่งควักล้วงดินโคลนยัดเข้าปาก คนหนึ่งตีอกชกหัวร้องไห้ออกมา

       ในกลุ่มคนมีแต่หมิงเอ๋อไม่มีความรู้สึกใด ได้แต่เบิ่งตาดูฝูงชนที่เสียสติ รู้สึกขนลุกชี้ชัน หวนนึกถึงตอนอยู่ในศาลเจ้านิกายอัคคีที่เชิงเขาไท่ซาน ก็เห็นเหล่าสาวคนนิกายอัคคีคลุ้มคลั่งฟั่นเฟือน นั่นเป็นเพราะทั้งหมดรับประทานผงสีแดง บวกกับผู้ประกอบพิธีกล่าวกระตุ้นชักจูงทั้งหมดเสียสติแบบรวมหมู่ หลังจากนั้นหมิงเอ๋อร่ำเรียนวิชาแพทย์ คาดเดาออกว่าผงศีแดงนั้นคงสกัดจากหญ้าพิษจำพวกอิงซู ( ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงว่าเอ็งเช็ก คือดอกฝิ่น ) ผู้คนพอรับประทานลงไปจะเกิดภาพหลอน จิตวิปลาสฟั่นเฟือน

       แต่ยามนี้ทั้งหมดเสียสติเพราะเกิดจากเสียงท่องบ่นพึมพำของคนผอมสูง เหล่าสาวกนิกายก็เสียสติถึงเพียงนี้ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่หมิงเอ๋อ ห้วงสมองปรากฏภาพตัวหนังสือที่ไม่คุ้นชินหากแจ่มชัดเป็นคำ “มนตรา” มันรับรู้ถึงอำนาจแห่งมนตรา คล้ายเป็นแส้อาบยาพิษ เฉกเช่นมีดแหลมคม คว้านหัวใจผู้คนเป็นบาดแผลโชกเลือด โดยเฉพาะเมื่อเปล่งจากปากคนผอมสูงนั้น คล้ายคลื่นท่วมบดบังฟ้า สะกดผู้คนจนยอมศิโรราบสิ้น

       แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด มนตรานี้ไม่อาจสั่นคลอนมัน กลับไหลผ่านข้างกายมันไป ไม่ทิ้งริ้วรอยอยู่ในจิตใจมัน รู้สึกใจกระจ่างใส มองดูเหล่าสาวกนิกายอัคคีที่ลิงโลดยินดี เจ็บปวดรวดร้าวไม่มีที่สิ้นสุด ต้องคุร่นคิด ‘ที่ว่ามารเข้าสิง คงเป็นสภาพเช่นนี้กระมัง?’

       มันเงยหน้ามองดูคนผอมสูงหน้าขาว สดับฟังเสียงสวดของมัน พลันฉุกคิดขึ้น ‘มนตรานี้ไฉนคุ้นหูถึงเพียงนี้?’ จากนั้นพบว่ามนตรานี้ มิเพียงคุ้นหู ทุกถ้อยคำล้วนทราบแน่แก่ใจ คนผอมสูงไม่ทันท่องออกมา มันก็หยั่งรู้ได้ ทราบว่ามนตรานี้สามารถกระตุ้นจิตละโมบที่ก้นบึ้งหัวใจคน ตลอดจนความประหวั่นถึงขีดสุด คาดหวังว่าจะได้รับความคุ้มครองจากประมุขนิกาย ทั้งหวั่นเกรงประมุขนิกายพิโรธโกรธเกรี้ยว ภายใต้ความรู้สึกทั้งสองประการรุมเร้า ผู้รับฟังถึงกับสูญเสียสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ว่ามันไฉนเคยได้ยินมนตรานี้ ทั้งยังท่องจำขึ้นใจ?

       ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด รอบบริเวณพลันเงียบสงบลง คนผอมสูงหยุดการท่องสวดก้มลงมองดูอู๋เป้าที่เบื้องหน้า กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กอันประเสริฐ เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร?”

       อู๋เป้าหมอบกราบกับพื้น กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุ้นบิดเบี้ยว กล่าวเสียงสั่นสะท้าน ดังกระท่อนกระแท่นว่า “ธรรมบาลมนตราโปรดเมตตากรุณา...ขอท่านชะระล้างบาปของเรา ให้เราคืนสู่สังกัดประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์”

       คนผอมสูงที่ถูกเรียกขานเป็นธรรมบาลมนตรายิ้มพลางล้วงตราประทับที่สร้างจากเหล็กดำจากอกเสื้ออันหนึ่ง มันยื่นตราประทับไป ในเปลวไฟสีเขียวเข้ม เผาจนเดือดจัด ค่อยชักกลับมา ปากท่องบ่นพึมพำ มือหนึ่งกดขม่อมเป้า มือหนึ่งประทับตราเหล็กกับหน้าอกที่เปลือยเปล่าของมัน อู๋เป้าแผดร้องโหยหวนผิวกายปรากฏควันขาวพวยพุ่ง บังเกิดเสียงดังซี่ซี่

       ในยามนั้นหมิงเอ๋อพลันรู้สึกปวดแปลบที่เท้าซ้าย ต้องครางหนักๆ คำหนึ่ง

       ธรรมบาลมนตราพอถอนตระเหล็กกลับไป ที่หน้าอกของอู๋เป๋าก็ปรากฏภาพสัตว์ประหลาดหน้าตาดุร้ายภาพหนึ่งขึ้น อู๋เป้าคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจไม่ขาดปาก หมิงเอ๋อม่องดูภาพใบนั้น บังเกิดความตื่นตระหนก ก้มศีรษะม้วนขากางเกงขึ้น เห็นที่เท้าซ้ายซึ่งปวดแปลบเป็นสีแดง รอยแผลที่ถูกไฟลวกเมื่อวัยเด็กกลับปรากฏภาพสัตว์ประหลาดลักษณะเดียวกันผุดขึ้น

       ได้ยินธรรมบาลมนตรากล่าวว่า “เจียวจู่ (ประมุขนิกาย) ให้ความสำคัญแก่เจ้า สั่งเราประทานสัตว์วิเศษอัคคีฟ้าแก่เจ้า เจี้ยวจู่ยังจะปฏิบัติต่อบุตรชายเจ้าด้วยดี”

       อู๋เป้าเงยหน้าขึ้น เห็นคนชุดดำสี่คนหิ้วปีกเด็กหนุ่มสองคนมาถึง คนหนึ่งอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี คนหนึ่งเพียงมีอายุสิบสามสิบสี่ปี ล้วนคุกเข่าลงตรงหน้าอู๋เป้าคนที่อายุมากกว่าเรียก “ท่านพ่อ” เสียงสั่นสะท้านคนที่อายุน้อยกว่าตื่นตระหนกจนไม่อาจกล่าววาจาใดได้

       ธรรมบาลมนตรายื่นส่งมีดปลายแปลมให้กล่าวช้าๆ ว่า “หากคิดชำระล้างบาปของเจ้า ได้แต่ใช้โลหิต เจี้ยวจู่หยิบยื่นโอกาสสร้างความดีความชอบลบล้างความผิดแก่เจ้า เจ้าอย่าได้ปล่อยปละละเว้นเด็ดขาด”

       กล้ามเนื้อใบหน้าอู๋เป้าสั่นกระตุก ยื่นมือรับมีดปลายแหลมมา หมิงเอ๋อล่วงรู้ถึงความประหวั่น ความขัดแย้งในจิตใจมัน มันในยามนี้ต้องฆ่าบุตชายผู้หนึ่ง เพื่อล้างบาปของตัวเองหมิงเอ๋อรู้สึกร่างแข็งทื่อ คุกเข่ากับพื้นไม่อาจเคลื่อนไหว คล้ายกับว่าผู้ที่ต้องตัดสินใจเลือกมิใช่อู๋เป้า หากแต่เป็นมันเอง

       อู๋เป้าสูดลมหายใจลึกๆ ในสายตาของมันมิใช่บุตรชายของตนเอง หากแต่เป็นเป็ดไก่สองตัว ที่จัดเตรียมมาเชือดคอ เซ่นไหว้ภูตเทพมันยกมีดขึ้น แทงใส่ขั้วหัวใจของบุตรชายคนดดตไม่ลังเล

       ชายหนุ่มทั้งสองล้วนแผดร้องออกมา อู๋เป้ากลับเผยอยิ้ม กล่าวว่า “วันนี้ขอใช้โลหิตของบุตรคนโตอุ๋เปิ่นอันล้างความคิดของเรา ขอยกบุตรคนเล็กอู๋เปิ่นลี่ให้แก่เจี้ยวจู่ เพื่ออบรมกล่อมเกลา”

ธรรมบาลมนตรา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ประเสริฐมาก ขอเพียงเจ้าเคารพบูชาเจี้ยวจู่ จะได้ติดตามเจี้ยวจู่สู่ภพสวรรค์ท่ามกลาง อัคคีศักดิ์สิทธิ์ สถิตยังโบสถ์วิหารจำรัสพิสุทธิ์” พลางโบกมือวูบ คนชุดดำสี่คนก็คุมตัวชายหนุ่มหนึ่งรอดชีวิตหนึ่งตกตายล่าถอยไป

       อู๋เป้ายังพร่ำบ่นพึมพำว่า “ติดตามเจี้ยวจู่ขึ้นสู่ภพสวรรค์ท่ามกลางอัคคีศักดิ์สิทธิ์สถิตยังโบสถ์วิหารจำรัสพิสุทธิ์...” หมิงเอ๋อทราบว่าคนผู้นี้เสียสติแล้ว มันกวาดตามอง สาวกนิกายอัคคีรอบข้าง ทราบกระจ่างแก่ใจว่าคนของนิกายอัคคีล้วนกลายเป็นคนเสียสติที่ฆ่าบุตรธิดาของตัวเอง นี่เป็นเงื่อนไงข้อแรกสำหรับการเข้าสังกัดนิกาย

       ยามนั้นธรรมบาลมนตราเหลียวมองมายังเยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทา กล่าวว่า “พวกเจ้าสังกัดสำนักใด อยู่ที่นี้ทำอะไร?”

       เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาเพิ่งสะท้านตื่นจากเสียงสาด เห็นภาพเหตุการณ์ที่ธรรมบาลมนตรากำราบอู๋เป้า ล้วนแตกตื่นจนหน้าซีดเผือด เยี่ยเชียนซานได้ยินมันถามถึง ต้องครุ่นคิด ‘ซื่อฟู่ไม่เคยแจ้งต่อนิกายอัคคีว่าท่านผู้เฒ่ามีบุตรชายคนหนึ่ง ดังนั้นไม่อาจเอ่ยถึงศิษย์น้องเจียง พอได้คิด จึงโขกศีรษะกล่าวว่า  “เรียนธรรมบาลมนตรา พวกเราสังกัดเจ้าสำนักหัวซาน เจ้าสำนักเราอ่อนน้อมต่อนิกายอัคคี ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สองปีก่อน ระหว่างนี้ซือฟู่เราไม่ใคร่สบาย จึงให้ใช้พวกเรามาหาหมอที่ภูเขาไท่ซาน”

       ธรรมบาลมนตราสั่นศีรษะ กล่าวว่า “โรคเกิดจากใจ เจียงเซิงเหลยไม่สบาย เพราะไม่บูชาเทพอัคคี อ้อนวอนให้เจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) ปกปักรักษา กลับหาหมออันใด ไยมิใช่เลอะเลือนแล้ว?”

       เยี่ยเชียนซานรีบกล่าวคล้อยตาม ธรรมบาลมนตราอ้าปากหาวคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนนี้เราเหนื่อยแล้ว เจ้าบอใก้เจียงเซิงเหลยมาพบเรา ไม่ว่าดรคอันใด เราจะรักษาให้กับมัน ก่อนนี้มันไปหาหมอใด ให้มันฟันมือของหมอผู้นั้นมาพบเรา”

       เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาโขกศีรษะรับคำ ธรรมบาลมนตราขณะจะหันกายไป พลันเหลือบเห็นหมิงเอ๋อ จึงกล่าว “เด็กผู้นี้ก็สังกัดสำนักพวกเจ้าหรือ?”

       เยี่ยเชียนซานครุ่นคิด ‘ทางที่ดีอย่าได้บอกว่ามันศิษย์ของเชียนสมุนไพร จะได้ไม่เกิดเหตุแทรกซ้อน’ ดังนั้นกล่าวว่า “มิใช่ มันเป็นเด็กหนุ่มในหมู่บ้านข้างเคียง ทำหน้าที่นำทางให้กับพวกเรา”

       ธรรมบาลมนตรากล่าวสั้นๆ ว่า “ฆ่าทิ้งไป” พลางกวาดตามองรอบข้าง กล่าวว่า “คนในหมู่บ้านที่ยังไม่ถูกไฟครอกตาย ล้วนฆ่าทิ้งให้หมดสิ้น”

       เหล่าสาวกชุดดำกระจายกำลังออกค้นหาคนรอดชีวิตจากซากที่ถูกเพลิงไหม้ ทั้งลากซากศพโยนลงในกองไฟ หากมิใช่หมิงเอ๋อสั่งให้คนในหมู่บ้านหลบหนีไปก่อน ยามนี้คงไม่อาจรอดพ้นจากความตาย

       เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาไม่กล้าขัดคำสั่งธรรมบาลมนตรา ชักกระบี่จ่อใส่หมิงเอ๋อ แต่คืนนี้พวกมันเห็นหมิงเอ๋อรักษาบาดเจ็บช่วยชีวิตคนในหมู่บ้านหลายร้อยคน นับเป็นหมอหนุ่มที่มีใจเมตตา ไหนเลยหักใจลงมือได้?

       ในยามนั้น พลันได้ยินเสียงร่ำร้องดังมาแต่ไกล เมื่อเงี่ยหูฟัง จำแนกออกเป็นเสียงดังว่า “หมิงอ๋อง (เทพผู้เรืองโรจน์) ทรงภูมิปัญญาเปี่ยมด้วยความเมตตา กำราบหมู่มารร้าย ลงโทษศิษย์ทรยศ”

       ธรรมบาลมนตรามีสีหน้ายินดี สาวเท้าที่หน้าหมู่บ้าน เหล่าสาวกรอบข้างก็ลิงโลดยินดีร้องว่า “จับได้แล้ว จับตัวคนทรยศได้แล้ว”

ทั้งหมดลืมเรื่องสังหารหมิงเอ๋อกับคนในหมู่บ้าน ฮือกันกไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาสบตากันวูบ สอดกระบี่คืนฝัก ปราบดาบอกใบ้ให้หมิงเอ๋อรีบหนี แต่หมิงเอ๋อ พอมองไปยังที่ซึ่งสาวกนิกายอัคคีรวมตัวกัน ไม่อาจเบือนสายตาจากมาอีก

       เห็นที่ไกลตาปรากฏผู้คนกลุ่มใหญ่ห้อมล้อมวัตถุขนาดใหญ่สิ่งหนึ่งมาถึง พอเพ่งตามองค่อยเห็นชัดตาว่า วัตถุขนาดใหญ่นั้นเป็นกรงเหล็กที่จัดตั้งอยู่บนรถม้ากรงหนึ่ง ดดยที่สามด้านปิดทึบ มีเพียงด้านเดียวที่สร้างซี่กรงเหล็กไว้ จำแนกออกว่า ภายในกรงเหล็กนั่งไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง หมิงเอ๋อชมดุจนขมวดคิ้วครุ่นคิด ‘ต่อให้เป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย ก็ไม่ต้องใช้กรงเหล็ก พวกมันจับตัวศิษย์ทรยศอันใด จึงน่ากลัวถึงเพียงนี้?’

       เห็นเงาร่างสองสายมาถึงหน้ากรงเหล็ก หนึ่งคือธรรมบาลมนตรา อีกผู้หนึ่งศีรษะใหญ่โต ผมเผ้าช่วงหน้าล้วนเลี่ยน ตาเล็กหยีฉายแววลึกล้ำ เค้าใบหน้าเคร่งขรึมสำรวม มันสวมชุดยาวสีแดงเลือดเช่นเดียวกับธรรมบาลมนตรา ผมเผ้าก็เกล้าเป็นมวยสูง

       ธรรมบาลมนตราเหลียวมองคนศีรษะใหญ่นั้น ผงกศีรษะกล่าวว่า “ขอเชิญธรรมบาลใหญ่ทำการพิสูจน์”

       ธรามบาลใหญ่นั้นผงกศีรษะ เดินเช้าๆ ถึงหน้าซึ่กรงเหล็กนั้น โบกมือซ้ายคราหนึ่ง ประตูซี่กรงก็เปิดอ้าออก ธรรมบาลใหญ่กล่าวเสียงแผ่วทุ้มว่า “ออกมาเถอะ ให้ทั้งหมดเห็นโฉมหน้าของเจ้า”

       คนในกรุงเหล็กขยับดิ้นรน มาถึงข้างประตูซี่กรง ชะโงกศีรษะออกมา หมิงเอ๋อเห็นชัดตา ว่านั่นเป็ฯชายหนุ่มอายุสิบกว่าปี ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตามอมแมม ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ หยีตามองออกไป ดวงตาฉายแววประหวั่นพรั่นพรึงสุดระงับ

       ธรรมบาลใหญ่ชูสองมือขึ้น ร้องด้วยเสียงอันดังว่า “ศิษย์ทรยศหลิงเซียว คนบาปหลิงเซียว ปรากฏกาย นักโทษหลิงเซียว สัตว์จนตรอกหลิงเซียวปรากฏกาย กำพร้าหลิงเซียว พระบุตรหลิงเซียวปรากฏกาย”

       กล้ามเนื้อใบหน้าชายหนุ่มนั้นเต้นกระตุกริมฝีปากสั่นระริก สองตาจ้องมองธรรมบาลใหญ่ดวงตาฉายแววดื้อรั้น เด็ดเดี่ยว ทั้งหวาดหวั่น เดือดดาล หมิงเอ๋อต้องยกมือแตะกับหว่างคิ้ว พรบตานั้นอ่านใจของชายหนุ่มได้อย่างชัดแจ้ง มันเองทราบกระจ่างธรรมบาลใหญ่ก็ทราบกระจ่างว่าหลิงเซียวผู้นี้เป็นตัวปลอม

       ได้ยินธรรมบาลใหญ่แหงนหน้าหัวร่อ โบกมือคราหนึ่ง ประตูซี่กรงก็ปิดลง มันประกาศว่า “ขอแสดงความยินดีต่อหลิงอ๋อง (เทพผู้เรืองโรจน์) ศิษย์ทรยศหลิงเซียวถูกจับตัวได้เลย”

       เหล่าสาวกนิกายอัคคีบังเกิดความปั่นป่วนพากันคุกเข่าลงขับขานสดุดีหมิงอ๋อง หมิงเอ๋อกลับตื่นตระหนกยิ่ง ธรรมใหญ่ผู้นี้พูดเท็จชัดๆ หมิงเอ๋อทราบว่าธรรมบาลใหญ่ผู้นี้ มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ธรรมบาลมนตราแม้ล่วงรู้วิชามนตรา แต่อำนาจบารมียังสู้ธรรมบาลใหญ่ผู้นี้ไม่ได้

       ธรรมบาลมนตราพอฟังคำประกาศของธรรมบาลใหญ่ ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอกมองดูชายหนุ่มในกรงเหล็ก กล่าวว่า “หลิงเซียว ไม่พบกันนานปี เจ้าสบายดีหรือ?”

       ชายหนุ่มนั้นถลึงมองมัน สีหน้าฉายแวว พลีชีพบูชาธรรมและตัดใจปลงตก หมิงเอ๋อทราบว่าคนผู้นี้เป็นตัวปลอมที่จงรักภักดี มันปลอมตัวเป็นหลิงเซียว จุดประสงค์เพื่อตายแทนหลิงเซียว หมิงเอ๋อบังเกิดความพลุ่งพล่านใจ โดยไร้สาเหตุ นี่เป็นชายหนุ่มเยี่ยงไรจึงภักดีถึงเพียงนี้? ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหตุใด?

       ในยามนั้น ธรรมบาลใหญ่พลันกวาดตามาทางด้านนี้ พริบตานั้นท้งสองสบสายตากันแวบหนึ่ง ในใจหมิงเอ๋อบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า ‘อย่าได้ยุ่งเกี่ยว’ หมิงเอ๋อทราบว่านี่เป็นธรรมบาลใหญ่กล่าวกับตนเอง เหตุใดมันกล่าววาจานี้ต่อตนเอง? มันทราบว่าตนเอง “ได้ยิน” ความคิดอ่านของมันหรือ?

       หมิงเอ๋อบังเกิดความหวาดหวั่นต่อธรรมบาลใหญ่ขึ้นมา ที่แล้วมามันทราบตนเองมีความสามารถในการล่วงรู้จิตใจผู้คน แต่ไม่เคยพบพานบุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้ ธรรมบาลใหญ่ ผู้นี้แสดงว่ามีความสามารถดุจเดียวกับตนเอง แต่แม่นยำกว่า เห็นปรุโปร่งกว่า และกล้าแข็งกว่า

       หมิงเอ๋อไม่อาจหยั่งถึงจิตใจธรรมบาลใหญ่ ได้แต่ล่วงลึกไปในจิตใจของธรรมบาลมนตรา กลับเห็นภาพที่สร้างความตื่นตระหนกแก่มัน ชายหนุ่มนั้นมีจุดจบอย่างอนาถ มันถูกนำตัวขึ้นสู่ยอดเขาตู๋ เสิ้งฟง ถูกคุมขังอย่างยาวนานรับทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา สุดท้ายเสียชีวิตอยู่ในห้องคุมขังอันมืดครึ้มอย่างเดียวดาย

       หมิงเอ๋อสะท้านใจอย่างรุนแรง ไม่อาจสะกดข่มกลั้นสืบไป พลันร้องดังๆ ว่า “นิกายอัคคีที่โฉดเขลา นี่เป็นคนบ้าฝูงหนึ่ง ประมุขนิกายอัคคีชั่วช้าเลวทราม โหดเหี้ยมอำมหิตน่าชัง”

       มันย่อมทราบว่าการร้องบอกเช่นนี้จะเกิดผลสุดท้ายอย่างไร รู้สึกมีสายตาหลายร้อยข้างจับจ้องมองมาเป็นจุดเดียว บ้างโกรธแค้น บ้างสงสัย ส่วนใหญ่เกิดความรู้สกึเหลือเชื่อ

       หมิงเอ๋อเองก็ประหลาดใจ ตนเองเพิ่งรอดชีวิตจากใต้คมกระบี่ของศิษย์สำนักหัวซานทั้งสอง ยามนี้ไฉนขุดหลุมฝังตัวเอง หรือว่าการตายใต้ห่ากระบองไม้พลองของสาวกนิกายอัคคี ยังดีกว่าตายใต้คมกระบี่สำนักหัวซาน?

       มันใช้สมองความคิด นึกหาหนทางรอดจากนั้นชี้มือไปยังชายหนุ่มในกรงเหล็ก ร้องดังๆ ว่า “เด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุเพียงสิบกว่าปี กลับสร้างความกริ่งเกรงแก่ธรรมบาลมนตราถึงเพียงนี้ พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด? เพราะว่าคนผู้นี้ส่งผลคุกคามต่อประมุขนิกายพวกท่าน นี่ต่างกับประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์ ต่างกับหมิงอ๋องที่พวกท่านเข้าใจ ประมุขนิกายพวกท่านเป็นคน มิใช่เซียนวิเศษ ยิ่งมิใช่ตัวแทนของเทพอัคคี มันมิใช่ภูตผีมารร้าย ยิ่งมิใช่พระโพธิสัตว์ยูไล...”

       มันกล่าววาจาจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ยามรีบร้อนคับขันนึกหาเหตุผลไม่ออก รู้สึกว่าธรรมบาลใหญ่ใช้สายอันเกรี้ยวกราดจ้องมองมาข้างหูแว่วเสียงดังว่า “เราบอกแล้วว่าอย่าได้ยุ่งเกี่ยว” ขณะเดียวกันเหล่าสาวกนิกายอัคคีบังเกิดความปั่นป่วน เพียงรอคำสั่งจากธรรมบาลใหญ่ จะโถมเข้ามาสับร่างคนเสียสติที่บังอาจลบหลู่หมิงอ๋อง “เทพผู้เปรื่องปราด) ให้แหลกเละ

       หมิงเอ๋อสูดลมหายใจคำหนึ่ง บังเกิดความกล้าอย่าประหลาดพลุ่งขึ้นมา แทนที่จะล่าถอยกลับเดินเข้าหาเหล่าสาวกอัคคี ทั้งหมดยามตื่นเต้นสงสัย พากันเปิดทางให้ หมิงเอ๋อเดินถึงหน้ากรงเหล็ก มองดูธรรมบาลใหญ่  เหลียวดูธรรมบาลมนตรา กล่าวว่า “ปล่อยคนผู้นี้”

       แม้แต่ธรรมบาลมนตรา ก็ตะลึงลานไม่ทราบสมควรตอบอย่าไร ได้แต่เบือนหน้าไป ยังธรรมบาลใหญ่ ธรรมบาลใหญ่มองดูหมิงเอ๋อยังธรรมบาลใหญ่ ธรรมบาลใหญ่มองดูหมิงเอ๋อถ่ายทอดความคิดเข้ามายังสมองของหมิงเอ๋อว่า ‘เราทำการพิสูจน์ ประกาศยืนยันแล้ว เจ้าไยต้องออกมาก่อกวน?’

       หมิงเอ๋อตอบคำในใจ ‘เราไม่ต้องการเห็นมันพบจุดจบอย่างอนาถ’

       ธรรมบาลใหญ่ผงกศีรษะเล็กน้อย ‘เราเข้าใจแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เรารับปากเจ้าว่าจะไม่ส่งตัวมันขึ้นไปยังยอดเขาตู๋เสิ้งฟง’

       หมิงเอ๋อลังเลเล็กน้อยจึงตั้งคำถาม ‘ท่าน...ท่านคิดฆ่ามัน?’

       ธรรมบาลใหญ่ทอดถอนใจโดรไร้เสียง ‘บางครั้งการตายยังดีกว่ามีชีวิตอยู่’

       หมิงเอ๋อนิ่งอึ้งไป ‘นี่เป็นหนทางเพียงสายเดียว?’

       ธรรมบาลใหญ่ตอบรับ ‘มิผิด นี่เป็นหนทางเพียงเดียว เจ้าก็เห็นแล้ว’

       หมิงเอ๋อนิ่งเงียบงันไป มันเห็นวันข้างหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ ทราบว่าชายหนุ่มผู้นี้มีทางเลือกไม่มากนัก มันหวนนึกถึงการตายของหมิงอี้ ตลอดจนวันคืนอันสุขสันต์ก่อนตาย สำหรับกับนาง การได้พบกับหลิงม่านเจียงแล้วตกตาย ยังดีกว่าไม่ได้พบกับมันหากยังมีชีวิตอยู่ตัวมันเป็นใคร? ไหนเลยกำหนดความเป็นความตายให้กับผู้อื่นได้? และไหนเลยตัดสินใจแทนผู้อื่นว่าอันใดคู่ควร อันใดไม่คู่ควรได้?

       ธรรมบาลใหญ่ไม่เหลือบแลมันอีก แต่หันหน้าหาสาวกนิกายอัคคี กล่าวช้าวๆ ว่า “เจี้ยวจู่ (ประมุขนิกาย) เคยบอกว่า ‘เราจะทดสอบพวกเจ้า ทดสอบความภักดีของพวกเจ้า เราจะส่งคนมาทดสอบความจริงใจที่พวกเจ้ามีต่อเรา มีแต่ศิษย์ที่ภักดีที่สุด จึงจะได้รับความกรุณาจากเรา ได้รับถ่ายทอดคำสอนอันล้ำค่าของเรา’ พวกเจ้าได้ยินคำพูดของคนบ้านี้หรือไม่? คนบ้าที่แท้จริงเป็นใคร คนที่แจ่มใสเป็นใคร? พวกเจ้าเห็นชัดเจนแล้วกระมัง? พวกเจ้าผ่านการทดสอบแล้วหรือไม่?”

       คลื่นเสียงของมันกวาดผ่านฝูงชน ทั้งหมดล้วนใจสั่นสะท้าน เหล่าสาวกนิกายอัคคีค่อยเข้าใจในบัดดล ที่แท้หมิงอ๋อง มอบหมายให้เด็กหนุ่มนี้มาทดสอบพวกมัน ทั้งหมดพากันร้องว่า “หมิงอ๋องสูงด้วยปัญญา เต็มเปี่ยมด้วยเมตตากรุณา พวกเราขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อหมิงอ๋องโดยไม่มีวันสั่นคลอน”

       ธรรมบาลใหญ่ผงกศีรษะรับ หันไปโบกมือกล่าวว่า “เยี่ยเชียนซาน สีเชียนเทาพวกเจ้าทำได้ดีมาก พวกเจ้าทำตามคำสั่งเรา ให้เด็กชนบทนี้ มากล่าวเพ้อเจ้อเหลวไหล ทดสอบความจงรักที่เหล่าสาวกมีต่อเจี้ยวจู่ นับว่าประเสริฐมาก นำตัวเด็กผู้นี้ไปได้แล้ว”

       หมิงเอ๋อได้ยินสำเนียงชาวชานตุงของมันก้องอยู่ริมโสต รู้สึกว่าความประสงค์ร้ายรอบข้างถดถอยห่างไป ถึงแม้ธรรมบาลมนตรายังเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าวออกปาก สอบถามธรรมบาลใหญ่ เพียงยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง

       เยี่ยซานกับสีเชียนเทาเดินเข้ามาตามคำสั่ง แยกย้ายกันหนีบร่างหมิงเอ๋อล่าถอยออกจากฝูงชน พวกมันไม่ทราบว่าหมอน้อยหมิงเอ๋อผู้นี้ ถูกภูตผีใดเข้าสิง กลับกล่าวเพ้อเจ้อเหลวไหลในที่ประชุมของสาวกนิกายอัคคี ทั้งไม่ทราบว่าธรรมบาลใหญ่ไฉนเจาะจงให้พวกตนคุมตัวหมิงเอ๋อไป เพียงคิดไปจากที่นี้โดยเร็วที่สุด

       ยามนั้นฟ้าเพิ่งรุ่งสาง ทั้งสามวิ่งตะบึงไปไปโข ค่อยหยุดเท้าลง หมิงเอ๋อทดตามอง เห็นหมู่บ้านซันเจียชุนซึ่งถูกเผาวอดวาย ยังปรากฏควันขาวลอยกรุ่น สาวกนิกายอัคคีทั้งหลายร้อยคนยังชมนุมอยุ่ในหมู่บ้านรายล้อมศิษย์ทรยศหลิงเซียวที่ถูกจับตัวไว้ ภายใต้การกล่าวนำของธรรมบาลใหญ่กับธรรมบาลมนตรา ประกอบพิธีบูชาประมุขนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

       เยี่ยเชียนซานตะลึงลานชั่วขณะ พลันคุกเข่าต่อหมิงเอ๋อ กล่าวว่า "เสี่ยวต้าฟู (หมอน้อย) เราไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร เราเพียงคิดขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง สำนักหัวซานเราอ่อนน้อมต่อนิกายอัคคีแล้ว อาจารย์เราปิดบังเรื่องที่มีบุตรชายคนหนึ่งเอาไว้ ท่านได้พบกับศิษย์น้องเจียงหลีแล้ว ขออย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ต่อนิกายอัคคีเป็นอันขาด"

    สีเชียนเทาก็เดินเข้ามาคุกเข่าลง กล่าวว่า "เสี่ยวต้าฟู อาจารย์เรารักบุตรชายผู้นี้ยิ่งกว่าชีวิต พวกเราเพียงหวังให้ท่านรับปากเรื่องนี้"

    หมิงเอ๋อเห็นทั้งสองจงรักภักดีต่อซือฟู่อดตื้นตันใจมิได้ กล่าวว่า "ข้าพเจ้ารับปากพวกท่านว่าจะไม่บอกเรื่องของศิษย์พี่เจียงออกไป"

    คนทั้งสองกราบขอบคุณ ไม่กล้ารั้งอยู่นาน ผุดลุกขึ้นผละจากไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal