แยกย้ายจากกัน

       ประมาณสี่ชั่วยาม ก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน ผู้เฒ่าหยางกับหมิงเอ๋อค่อยกรุยเส้นลมปราณเยิ่นให้กับเจียงหลี รักษาชีวิตมันไว้ ทั้งสองพากันหยุดมือระบายลมจากยาวๆ ออกมา

       หมิงเอ๋อค่อยพบว่าตัวเองหลั่งเหงื่อโซมหน้าเสื้อผ้าเปียกชุ่มโชก พอเงยหน้าขึ้น เห็นผมเผ้าหนวดเคราของผู้เฒ่าหยางก็เปียกชื้น มีสีหน้าอิดโรย หมิงเอ๋อรีบกระโดดลงจากเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้

       ผู้เฒ่าหยางยื่นมือจับชีพจรของเจียงหลี ผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ กล่าวว่า “เจ้าเองก็เช็ดเหงื่อด้วย”

       หมิงเอ๋อประคองผู้เฒ่าหยางมานั่งที่ข้างโต๊ะรินน้ำชาให้ถ้วยหนึ่ง ผู้เฒ่าหยางจิบชาคำหนึ่ง กล่าวว่า “หมิงแอ๋อ การแพทย์ของจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) มีหลักการหล่อเลี้ยงลมปราณ กำลังภายในก็เป็นวิธีรักษาโรคแขนงหนึ่ง เจ้าฝึกวิชากำลังภายใน แต่ไม่รู้วิธีใช้ ยังอันตรายกว่าไม่ได้ร่ำเรียน ขณะที่เจ้าฟาดฝ่ามือใส่เจียงหลี่ ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ไม่ออมรั้งยั้งมือ จึงทำร้ายคนอย่างไม่คาดหมาย ขณะใช้กำลังภายใน ควรใช้ออกเจ็ดส่วน ยั้งมือไว้สามส่วน เฉกเช่นกับใช้มือแตะหยั่งความร้อนของน้ำ หากน้ำร้อนเกินไป ให้ชักมือกลับมา หากน้ำอุ่นพอดี ค่อยยื่นมือไปในน้ำ หากคิดบรรลุถึงระดับนี้ ต้องควบคุมอารมณ์และจิตใจตัวเอง อย่าให้ความโกรธเกรี้ยวยึดครองจิตใจ”

       หมิงเอ๋อไม่เคยได้ยินหลักเหตุผลเช่นนี้มาก่อน ต้องผงกศีรษะจดจำไว้

       ผู้เฒ่าหยางกล่าวอีกว่า “อันว่าวิชาแพทย์กับพลังฝีมือความจริงเป็นส่วนเดียวกัน วิธีการฝึกลมปราณ มาจากตำราหวงตี้เน่ยจิง ว่าด้วยการปรับธาตุหยินและหยางภายในกาย ส่วนวิชาหมัดมีต้นกำเนิดจากวิชาเบญจัตุบาท* ซึ่งความจริงเป็นวิชาเสริมสุขภาพร่างกาย ต่อมาค่อยๆ พัฒนาเป็นวิชาการต่อสู้ เพิ่มความป่าเถื่อนดุร้ายกว่าเดิม”

       หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ตอนแรกที่เจ้าขึ้นเขา เคยบอกต่อเราว่าเจ้าฝึกลมหายใจ หัดวิชากับยอดคนในถ้ำเสือผู้หนึ่ง แต่เราวางเฉยตลอดมา เนื่องเพราะเราทราบว่าคนต่างมีชะตาวาสนา สุดที่ผู้อื่นจะชักจูงได้ ในป่าเขาลำเนาไพรพำนักด้วยยอดคนพิสดาร แต่ละคนมีหลักการครองตัว และมีเหตุผลในการคัดเลือกศิษย์ถ่ายทอดวิชา”

       หมิงเอ๋อบังเกิดปฏิภาณวูบ พลันเข้าใจเรื่องประการหนึ่ง ปรกติมันร่ำเรียนวิชาแพทย์กับผู้เฒ่าหยาง บางครั้งขึ้นเขาไปฝึกลมหายใจหัดกระบองไม้พลองกับเฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสือ ผู้สูงอายุทั้งสองนี้ ไม่เคยพบหน้าค่าตา และคล้ายปราศจากความสงสัยอยากรู้ต่ออีกคนหนึ่ง จนบัดนี้ค่อยได้คิดว่า ผู้สูงอายุทั้งสองล่วงรู้การคงอยู่ของกันและกันตั้งแต่แรก พวกท่านผลัดกันอบรมสั่งสอนตนเอง โดยที่ตนเองไม่ทันนึกถึงมาก่อน

       ผู้เฒ่าหยางคล้ายไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปรติบนสีหน้าหมิงเอ๋อ ทอดตามองม่านวิกาลนอกหน้าต่าง พลันถามว่า “เจ้าทราบหรือไม่ ว่าเราไฉนถ่ายทอดหลักการแพทย์และวิชาแพทย์แก่เจ้า?”

       หมิงเอ๋อสั่นศีรษะ ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “เจ้ามีคุณสมบัติของหมอรักษามาแต่กำเนิด ตอนแรกที่เจ้าขึ้นเขามา มีสัตว์เล็กจำนวนมากวิ่งมาใกล้ชิดกับเจ้า เราพบว่าหลังจากที่เจ้าลูบไล้พวกมันไม่ว่าเป็นสัตว์ที่รับบาดเจ็บหรือไม่สบาย ล้วนแต่ทุเลาหายดี ต่อมาเรานำเจ้าลงจากเขาไปตรวจรักษาคนไข้ เราไม่ทันจับชีพจรถามอาการ เจ้าก็บอกอาการป่วย สมุฏฐานของโรคของคนไข้ได้โดยไม่ผิดพลาด ถึงกับบอกว่าขอเพียงเจ้านั่งอยู่ข้างกายคนไข้สักครู่หนึ่ง อาการเจ็บป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้น”

       หมิงเอ๋อทบทวนหวนนึกถึง คล้ายกับเป็นเช่นนั้นจริง ดังนั้นอดถามมิได้ว่า “อย่างนั้นท่านแนยังให้ข้าพเจ้าร่ำเรียนวิชาแพทย์”

       ผู้เฒ่าหยางสั่นศีรษะกล่าวว่า “เพราะว่าเจ้าไม่อาจรักษาคนไข้เช่นนี้ ไม่เช่นนั้นผู้คนจะกราบไหว้เจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ เจ้าเมื่อกอปรด้วยพลังอิทธิฤทธิ์ จะเกิดความหลงลำพอง ต่อให้เจ้ามีประสาทสัมผัสที่แม่นยำกว่านี้ สร้างอิทธิปาฏิหาริยิ์ย์มากกว่านี้ สักวันหนึ่งจะหลงเดินทางผิด”

       หมิงเอ๋อเงี่ยหูสดับฟัง คำพูดของผู้เฒ่าหยางนี้แฝงความหมายลึกล้ำ ยามนี้มันยังไม่เข้าใจกระจ่าง ได้แต่จดจำขึ้นใจ สำหรับพิเคราะห์ ใคร่ครวญในวันหน้า

       ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “ตอนนั้นเราเห็นว่าเจ้าต้องร่ำเรียนวิชาแพทย์ทีละขั้นทีละตอน เราริ่มสอนให้เจ้าจำแนกเส้นลมปราณ ธาตุหยินหยาง หญ้าสมุนไพรรวมทั้งวิชาฝังเข็ม เพื่อให้เจ้าอาศัยวิชาแพทย์เป็นพื้นฐาน อาศัยประสาทสัมผัสช่วยเสริม การรักษาเยียวยาจึงไม่เกิดข้อผิดพลาด”

       หมิงเอ๋อผงกศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจำได้ว่า ตอนแรกที่เรียนวิชาแพทย์ คล้ายกับปลาได้น้ำเป็นไปตามที่ใจปรารถนา”

       ผู้เฒ่าหยางยิ้มพลางมองดูมัน สีหน้าปรากฏแววปลาบปลื้มประโลมใจขึ้น แสดงว่าบังเกิดความภาคภูมิใจที่สามารถฝึกอบรมศิษย์เช่นนี้ หมิงเอ๋อ จำได้ว่าเฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสือ ก็เคยมีสีหน้าเช่นนี้ ต้องลังเลเล็กน้อย สุดท้ายถามคำถามที่ค้างคาใจออกไปว่า “แหยแหย ท่านทราบแต่แรกว่าชายชราในถ้ำเสือเป็นใคร พวกท่านความจริงรู้จักกัน ใช่หรือไม่? เหตุใดจึงปิดบังข้าพเจ้าเอาไว้?”

       ผู้เฒ่าหยางงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว “ในที่สุดเจ้าพบเห็นแล้ว เด็กเอย เราไม่ได้จงใจปิดบังเจ้า เรามีความลับคับใจที่ไม่อาจบอกออกไป”

       หมิงเอ๋อบังเกิดความพลุ่งพล่านใจ กล่าวว่า “ท่านมิใช่ไม่สามารถบอกออกมา หากแต่ท่านความ ความจริงไม่ทราบ”

       ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า “มิผิด เจ้ามองทะลุ ถึงจิตใจคน หากเราซ่อนความจริงไว้ในอก จะไม่อาจปิดบังเจ้า วิธีเพียงหนึ่งเดียวคือลืมเลือน โดยสิ้นเชิง”

       หมิงเอ๋อซักถามว่า “ท่านลืมเลือนเรื่องที่ทราบอยู่ก่อนได้อย่างไร?”

       ผู้เฒ่าหยางเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว “โดยใช้หลักเหตุผลเดียวกับที่เจ้าลืมอดีตที่แล้วมาของตัวเอง”

       หมิงเอ๋อสะท้านขึ้นคราหนึ่ง บังเกิดความพลุ่งพล่านใจขึ้นมา ต้องกำหมัดแนบแน่น ร้องดังๆ ว่า “เป็นผู้ใดทำให้ข้าพเจ้าลืมอดีตไป? ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าข้าพเจ้าเป็นใคร บิดามารดาข้าพเจ้าเป็นใคร เหตุใดข้าพเจ้าจึงจดจำโฉมหน้าบิดามารดาไม่ได้ จดจำชาติกำเนิดของตัวเองไม่ได้?”

       สีหน้าผู้เฒ่าหยางทั้งเศร้าโศกทั้งเหนื่อยล้า ระบายลมจากปากยาวๆ กล่าวว่า “เด็กเอย เราไม่สามารถบอกต่อเจ้า เนื่องเพราะยังไม่ถึงเวลา เรื่องที่เจ้าสมควรทราบ วันหน้าจะทราบเอง”

       หมิงเอ๋อควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เดินไปมาอยู่ภายในห้องหลายรอบ สุดท้ายหยุดชะงักลง หันหน้าหาผู้เฒ่าหยาง ถามว่า “นิกายอัคคีเป็นอะไรกันแน่?”

       ผู้เฒ่าหยางมีทีท่าหมองคล้ำกว่าเดิม แต่ยังตอบว่า “เจ้าเคยม้วนเข้าสู่การต่อสู้ช่วงชิงระหว่าสำนักกระบี่ไท่ซานกับนิกายอัคคี คงรับทราบฝีมือของนิกายอัคคีแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีบุคคลชื่อต้วนตู๋เสิ้ง กอปรด้วยพลังอิทธิฤทธิ์มาแต่กำเนิด มันอาศัยความสามารถพิเศษนี้ ดึงดูดสาวกจำนวนมาก ให้บูชาเทพอัคคี ก่อนตั้งนิกายอัคคีขึ้น จนมีสาวกนับหมื่นคน ตอนนี้มันมีกำลังทรัพย์และอิทธิพลเพิ่มพูน สามารถกวาดต้อนค่ายสำนักส่วนใหญ่ในยุทธจักรให้ยอมอ่อนน้อม รับฟังคำสั่งจากมัน”

       หมิงเอ๋อถามอีกว่า “อันใดเรียกว่าพลังอิทธิฤทธิ์?”

       ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “เราก็ไม่ทราบกระจ่างแต่ฟังว่ามันสามารถมองทะลุจิตใจคน หยั่งรู้อนาคต เปลี่ยนแปลงวัตถุเรื่องราว เคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ตามใจปรารถนา สรุปแล้วเต็มไปด้วยความลึกล้ำพิสดาร หลวงจีนอี้ อี (ภูษาหยก) อาจบอกได้มากกว่านี้”

       หมิงเอ๋อถามว่าหลวงจีนอี้อิงเป็นใคร ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “เราก่อนเรามีเพื่อนร่วมสาบานหลายปี ทุกปีที่การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์จะนัดพบกัน ออกช่วยเหลือผู้คนตามที่ต่างๆ ขนานนามว่าผู้เฒ่าทั้งเก้า หลวงจีนอี้อีเป็นหนึ่งในผู้เฒ่าทั้งเก้า หลวงจีนนี้รู้ซึ้งถึงหลักธรรม จำวัดอยู่ที่วัดอู๋ติ่งซื่อภูเขาเหิงซาน ที่หลงเหลือประกอบด้วยฉังชิงฟงซึ่งเป็นอาจารย์ของเจียงหลี เฒ่าจันทร์ดาราที่แตกฉานวิชาดาราศาสตร์ เหวินฟงหลิวที่ดื่มด่ำกับบทกวี นักพรตไกลโพ้นที่เจนจบวิชาหมากล้อม คังเจิงที่ลุ่มหลงดนตรีการ กู่อิ่นที่ซ่อนเร้น และคนฆ่าสัตว์จ้าเฟิ่ง”

       หมิงเอ๋อพอฟังถึงคนสุดท้าย ต้องกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “คนฆ่าสัตว์จ้าวเฟิ่ง คือจ้าวตู้ฟู (คนฆ่าสัตว์แซ่จ้าว) ที่หมู่บ้านเชิงเขาหรือ?”

       ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะกล่าวว่า “มิผิด มันเป็นสหายเก่าของเรา หากในบ้านเกิดเรื่องใด ให้ขอความช่วยเหลือจากมัน”

       หมิงเอ๋อไม่เคยได้ยินแหยแหยเอ่ยถึงสหายเหล่านี้มาก่อน ขณะจะถามต่อ แต่ผู้เฒ่าหยางมีสีหน้าอิดโดย เหลียวดูเจียงหลี ทอดถอนใจ กล่าวว่า “เจียงหลีเป็นศิษย์ของสหาย ไม่ว่ามันมีความประพฤติอย่างไร เราต้องรักษาชีวิตของมันไว้ พรุ่งนี้เราจะส่งมันกลับภูเขาหัวซานไป ก่อนไปมีเรื่องบางประการคิดบอกต่อเจ้า”

       หมิงเอ๋อตั้งใจรับฟัง ผู้เฒ่าหยางกล่าวช้าๆ ว่า “เจ้าฝึกวิชาฝีมือ แต่ไม่ช่ำชองชำนาญ เกิดประโยชน์ต่อเจ้าไม่มาก ทั้งมีภัยอันตราย”

       หมิงเอ๋อกล่าวอย่างงุนงงสงสัยว่า “ข้าพเจ้าเพียงฝึกวิธีสูดลมหายใจ เข้าออกและเพลงกระบองไม้พลองไม่รู้จักเพลงหมัดฝ่ามือเช่นเจียงหลี ยังสู้มันไม่ได้”

       ผู้เฒ่าหยางสั่นศีรษะกล่าวว่า “เจ้าสู้เจียงหลีไม่ได้ เนื่องเพราะที่เจ้าฝึกปรือเป็นวิชาฝีมือขั้นสูงช้ำ ก่อนที่จะเข้าใจเคล็ดความสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใน ไม่สามารถใช้ออกได้ เจียงหลีฝึกเพลงหมัดเท้า วิชาคว้าจับ ตัวเบาแลเพลงกระบี่ทีละขั้น ส่วนเจ้าพอเริ่มต้นก็ฝึกวิลากำลังภายในและเพลงกระบี่ที่ลึกล้ำ ดังนั้นเมื่อเจ้าต่อสู้กับมัน ล้วนไม่อาจใช้ออก หากเจ้าศึกษาวิชากำลังภายในและเพลงกระบี่จนจนแตกฉาน เราสามารถชี้แนะวิธีโคจรใช้พลังแก่เจ้า แต่เราไม่รู้จักเพลงกระบี่ หากวันหน้ามีชะตาวาสนา เจ้าค่อยหลอมรวมเพลงกระบี่เข้าด้วยกันเถอะ”

       หมิงเอ๋อผงกศีรษะรับ มันทราบว่าการนั่งกรรมฐานสูดลมหายใจเข้าออก มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังลมปราณ แต่คิดไม่ถึงว่าท่านกระบองไม้พลองที่ไร้ระเบียบแบบแผนเหล่านั้นกลับเป็นเพลงกระบี่อันลึกล้ำ

       ครั้นแล้วผู้เฒ่าหยางอธิบายเคล็ดวิชาโคจรพลัง ตลอดจนการใช้กำลังต่อหมิงเอ๋อ ให้บรรจุพลังไว้ในฝ่ามืออย่างไร เพิ่มกำลังไปในท่าเท้าอย่างไร เกร็งลมปราณใช้วิชาตัวเบาอย่างไร ตลอดจนโคจรพลังบังคับอาวุธอย่างไร ช่วยขจัดความโง่เขลาให้กับหมิงเอ๋อจนทะลุปรุโปร่ง เบื้องหน้าสายตากลายเป็นโล่งกว้างขึ้นมา

       ผู้เฒ่าหยางพออธิบายเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็ใกล้รุ่งสาง หลังจากขบคิดแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบฉวยห่อผ้ามาใบหนึ่ง วางลงบนหัวเข่าแก้ห่อผ้าออกช้าๆ เผยเห็นกระบี่เล่มหนึ่ง เห็ฯฝักกระบี่เปื้อนคราบสกปรกรอยเลือด คล้ายเก่าแก่โบราณ พอดึงกระบี่ออกมา เห็นเป็นกระบี่ยาวสามเชียะเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่ขาวแวววาว ปราศจากรอยบิ่นตำหนิ เย็นเยียบคุกคามคน

       ผู้เฒ่าหยางเพ่งมองกระบี่ยาว สีหน้าคล้ายเคร่งขรึมยำเกรง คล้ายสะทกสะท้อนเสียดาย กล่าวว่า “หมิงเอ๋อ กระบี่เล่มนี้เป็นของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ไม่ได้คมกล้าเป็นพิเศษ หรืออ่อนนุ่มแข็งกร้าว เพียงเป็นกระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่ง เจ้ารับไปใช้ฝึกเพลงกระบี่เถอะ”

       หมิงเอ๋อรับกระบี่มาอย่างนอบน้อม ผู้เฒ่าหยางสีหน้าอิดโรย กล่าวว่า “เอาเถอะ ไปนอนสักงีบ หลังเที่ยงเราจะส่งเจียงหลีกลับภูเขาหัวซานเหล่าหลิวร่วมทางกับเรา เจ้ากับหลิวเส่าอยู่บ้านดูแลหวินเอ๋อให้ดี”

       หมิงเอ๋อขอร่วมทางไป ผู้เฒ่าหยางสั่นศีรษะ กล่าวว่า “เราความจริงตั้งใจเช่นนี้ แต่ระหว่างนี้ละแวกนี้ ไม่สงบเรียบร้อย เราไม่สู้ไว้วางใจ เจ้าอยู่เฝ้าบ้าน เราค่อยวางใจกว่าเดิม จากที่นี้ถึงภูเขาหัวซาน ใช้เวลาประมาณสองเดือน เมื่อไปถึงต้องรักษาเจียงหลีจนทุเลาค่อยจากมา คาดว่าใช้เวลาราวครึ่งปี ระหว่างทีเราไม่อยู่ ทุกเรื่องราวในบ้านล้วนมอบต่อเจ้าแล้ว”

       หมิงเอ๋อรับคำ ในใจอดเศร้าหดหู่มิได้ มันอยู่ร่วมกับผู้เฒ่าหยางเจ็ดแปดปี ยามนี้ฟังว่าผู้เฒ่าหยางต้องออกเดินทางไกล ต้องเกิดความอาลัยอาวรณ์ ยิ่งบังเกิดความประหวั่นลนลานอย่างบอกไม่ถูก

       หลังเที่ยงวันนั้น ผู้เฒ่าหยางกับเหล่าหลิวจัดเตรียมรถม้า ให้เจียงหลีนอนในรถ เดินทางลงจากเขา

ขบวนผู้คนพอจากไป หมิงเอ๋อก็ฝึกเคล็ดวิชากำลังภายใน ที่ผู้เฒ่าหยางถ่ายทอดให้ ยิ่งฝึกยิ่งช่ำชองชำนาญ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดหลังจากที่ผู้เฒ่าหยางจากไป หมิงเอ๋อนับวันจุเกิดความไม่สบายใจและหวาดหวั่นวิตกเพิ่มขึ้น

       หลังเที่ยงวันนี้ มันค่อยแน่ใจว่าความไม่สบายใจของตนเอง มิใช่เพียงเพราะผู้เฒ่าหยางลงจากเขา หากแต่มีสาเหตุอื่นอีก จึงบอกให้หลิวเส่านำหวินเอ๋อลงจากเขาไป ขออาศัยอยู่กับจ้าวตู้ฟู เมื่อไปถึงบ้านข้าวตู้ฟู จ้าวตู้ฟูไม่กล่าวกระไร เพียงผงกศีรษะต่อหมิงเอ๋อ หมิงเอ๋อทราบแน่แก่ใจว่าจ้าวตู้ฟูมีฝีมือกล้าแข็ง จึงคลายใจลง มันไม่กล้ารั้งอยู่นาน รับกลับขึ้นเขาเพียงลำพัง

       ยามพลบค่ำหมิงเอ๋อหุงข้าวในห้องครัว พลันสังหรณ์ณ์ใจว่าความยุ่งยากมาเยือนถึงบ้านแล้ว มันดับฟืนไฟ เดินไปยังห้องโถง ได้ยินที่ห้องโถงมีเสียงผู้คนสนทนากัน คนผู้หนึ่งกล่าวว่า “ซื่อฟู่ (ท่านอาจารย์) บอกว่าเรื่องราวไม่ธรรมดา ศิษย์น้องขึ้นเขามาเล่าเรียนวิชาแพทย์ กลับถูกผู้คนฟาดทำร้ายบาดเจ็บสาหัส เซียนสมุนไพรไฉนปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น?”

       อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “เราก็ประหลาดใจ เมื่อสามสิบปีก่อน เซียนสมุนไพรเป็นชนชั้นยอดฝีมือ ฉายาเข็มวิเศษหยางจงซาน มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำ ใช้เข็มวิเศษเป็นอาวุธลับ มันถอนตัวเร้านภายนางปี คาดว่าคงไม่ละทิ้งวิชาฝีมือ ฉังเหล่าแหยจื่อ (นายผู้เฒ่าแซ่ฉัง) ฝากฝังศิษย์คนสุท้ายให้แก่สหาย สมควรไว้วางใจ คิดไม่ถึงศิษย์น้องยังถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นซือฟู่ใช้ พวกเราขึ้นเขามาสืบสาวให้รู้แน่”

       ทั้งสองกล่าวเพียงแผ่วเบา แต่หมิงเอ๋อมีความสามารถในการหยั่งรู้จิตใจคน คนแม้อยู่ห่างไกลยังได้ยินคำพูดของทั้งสองอย่างชัดเจน มันเดินถึงหน้าห้องโถง พบเห็นคนชุดขาวสองคนยืนอยู่ภายใน พอเห็ฯมันเดินเข้ามาก็ยุติการสนทนาไว้

       หมิงเอ๋อสำรวจมองคนทั้งสอง เห็นคนหนึ่งหน้าแหลมเสี้ยม ใต้คางไว้หนวดเครา อีกคนหนึ่งหน้าแดงราวดับสุกร ล้วนมีอายุสามสิบเศษ สวมใส่ชุดขาวเช่นเดียวกับเจียงหลี จึงถามว่า “ท่านทั้งสองเป็นใคร? มายังบ้านเราด้วยเรื่องใด?”

       คนหน้าแดงกล่าวว่า “เราเป็นศิษย์คนที่สองของเจ้าสำนักหัวซาน ฉายาเทพหน้าแดงเยี่ยเซียนซาน นี่เป็นศิษย์น้องเรา ฉายาแมวหิมะสีเซียนเทา น้องเรามีคำเรียกหาว่ากระไร?”

       หมิงเอ๋อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่าหมิงเอ๋อ”

       เทพหน้าแดงเยี่ยเชียนซานกล่าวว่า “คนในหมู่บ้านบอกว่าผู้เฒ่าหยางมีศิษย์คนหนึ่ง เรียกว่า เสี่ยวต้าฟู่ (หมอน้อย) เป็นท่านหรือไร?”

       หมิงเอ๋อรับคำ เยี่ยเชียนซานถามว่า “น้องหมิงเอ๋อ คนในบ้านท่านเล่า?”

       หมิงเอ๋อกล่าวว่า “แหยแหยเราลงจากเขาไป ในบ้านคงเหลือเราคนเดียว”

       เยี่ยเชียนซานขมวดคิ้วครุ่นคิด ‘คนจากไปหมดสิ้น คงเหลือเด็กน้อยนี้ ทำอย่างไรจึงสืบหาคนร้ายที่ฟาดทำร้ายศิษย์น้องได้?’

       หมิงเอ๋อล่วงรู้จุดประสงค์ที่ทั้งสองขึ้นเขามาตั้งแต่แรก จึงทอดถอนใจกล่าวว่า “ศิษย์พี่สำนักหัวซานทั้งสอง ขอพวกท่านโปรดให้อภัยผู้ที่ฟาดทำร้ายเจียงหลี คือข้าพเจ้า”

       คำพูดนี้กล่าวอย่างกะทันหัน เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาล้วนงงงันวูบ สบตากันแวบหนึ่ง ไม่ทราบสมควรเชื่อคำพูดนี้หรือไม่ สีเชียนเทาครุ่นคิด “มันตัวมันไปส่งมอบต่อซื่อฟู่เถอะ”

       เยี่ยเชียนซานก็บังเกิดความคิดเช่นเดียวกัน แต่แล้วครุ่นคิด ‘พวกเราจับตัวคนในบ้านเซียนสมุนไพร หากจับคนผิด ซื่อฟู่คงต้องตำหนิ ทั้งยังล่วงเกินเซียนสมุนไพร”

       หมิงเอ๋อล่วงรู้ความในใจของทั้งสองเป็นอย่างดี อดยิ้มมิได้กล่าวว่า “พวกท่านคิดจับตัวข้าพเจ้า แต่กลัวจับคนผิด ไยไม่ครุ่นคิด หากผู้ที่ฟาดทำร้ายศิษย์น้องท่านหากเป็นข้าพเจ้า พวกท่านสามารถจับตัวข้าพเจ้าไปหรือ?”

       เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาหน้าแปรเปลี่ยนไป แว่วเสียงขวับเขวี้ยว ทั้งสองพากันชักกระบี่แยกย้ายจ่อใส่หน้าอกและกลางหลังของหมิงเอ๋อ ท่าชักกระบี่ล้วนรวดเร็วยิ่ง

       ในยามนั้นที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้น คนผู้หนึ่งวิ่งตาตบประตูร้องว่า “ผู้เฒ่าหยาง ผู้เฒ่าหยาง เกิดเรื่องแล้ว”

       คนทั้งสามเหลียวมองไปที่ประตูบ้าน หมิงเอ๋อยกมือผลักปลายกระบี่ของทั้งสองออก สาวเท้าไปเปิดประตู เห็นหน้าประตูยืนไว้ด้วยชาวบ้านผู้หนึ่ง มันหน้าตามอมแมม สีหน้าแตกตื่นลนลาน พอพบเห้นมันก็คุกเข่าลงร้องว่า “เสี่ยวต้าฟู (หมอน้อย) เราเป็นคนในหมู่บ้านซันเจียชุนที่ห่างไปห้าลี้ หมู่บ้าน...หมู่บ้านเราถูกเผาวอดวายแล้ว”

       หมิงเอ๋อใจหายวาบ ถามว่าเกิดเรื่องใด ชาวบ้านนั้นร่ำไห้พลางกล่าวว่า “เป็นคนของนิกายอัคคี...คลอกคนตายไปมากมาย”

       หมิงเอ๋อตัดสินใจกล่าวว่า “แหยแหยไม่อยู่บ้านข้าพเจ้าจะตามท่านไป” พลางวิ่งเข้าห้องยา หยิบฉวยตัวยา ขี้ผึ้ง ผ้าพันแผลบรรจุลงในล่วงยา บอกให้ชาวบ้านนั้นนำทาง

       เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาซุกเก็บกระบี่รีรอลังเลว่าสมควรปล่อยตัวหมิงเอ๋อไปหรือไม่ หากปล่อยตัวไป ไม่ทราบสมควรติดตามไปหรือไม่ เห็นหมิงเอ๋อสะพายล่วมยา ติดตามชาวบ้านนั้นวิ่งลงจากเขา เยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาลับตากันวูบ จากนั้นติดตามไป

       ทั้งสี่วิ่งตะบึง ในความมืดครึ่งชั่วยาว มองแต่ไกลเห็นที่เบื้องหน้าปรากฏแสงไฟลุกโชนหมอกควันคละคลุ้ง ขบวนผู้คนมาถึงปากทางเขาหมู่บ้านซันเจียชุน เห็นอัคคีลุกลามใหญ่โต บนพื้นที่ว่างหน้าหมู่บ้านนอนไว้ด้วยผู้คนหลายร้อยคน แว่วเสียงครวญครางเสียงร่ำไห้ดังไม่ขาดหู

       หมิงเอ๋อติดตามแหยแหยรักษาคนไข้นานปี ยังไม่เคยเห็นสภาพอันอเนจอนาถเช่นนี้ มาก่อน ต้องสูดลมหายใจลึกๆ ปลดล่วมยาลงมา อาศัยแสงไฟตรวจดูผู้บาดเจ็บที่ใต้เท้า พบว่าส่วนใหญ่ถูกไฟลวก บ้างถูกขื่อคานที่ร่วงลงมาทับใส่ บ้างสูดควันเข้าไป ลวกถูกหลอดลม หายใจยากลำบาก จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าต้องการน้ำสะอาด รีบนำน้ำสะอาดมา ใช้ไฟต้มรอให้เย็นลง ยิ่งมากยิ่งดี”

       คนในหมู่บ้านเห็นมีหมอมาถึง ล้วนลิงโลดยินดีผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรีบตักน้ำต้ำน้ำมาหมิงเอ๋อย่อกายลง รักษาชายชราผู้หนึ่งที่ถูกไฟลวก โดยล้างปากแผยก่อน แล้วพอกทาขี้ผึ้งพันแผลเอาไว้ ขี้ผึ้งที่มันนำมาใช้รักษาโรคไฟลวกโดยเฉพาะ พอพอกทาลงไป อาการปวดก็ทุเลาลง

       หมิงเอ๋อรักษาผู้บาดเจ็บคนแล้วคนเล่า บางคนถูกไฟลวกสาหัส ขาดใจตายไปแล้ว หมิงเอ๋อก็ให้คนในหมู่บ้านหามศพไปที่มุมหนึ่ง หมู่บ้านซันเจียชุนมีประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือน ค่ำคืนนั้นเสียชีวิตไปสองร้อยกว่าคน ที่เหลืออีกร้อยกว่าคนรับบาดเจ็บหนักเบาไม่เท่ากัน ผู้ที่ไม่รับบาดเจ็บมีเพียงสิบกว่าคน ล้วนเป็นคนโชคดีที่ขณะเกิดเหตุยังไม่กลับเข้าหมู่บ้าน

       จวบกระทั่งยามสี่ หมิงเอ๋อค่อยรักษาผู้บาดเจ็บคนสุดท้ายเสร็จสิ้น กระแทกนั่งลงหอบหายใจ มันยกมือปิดหน้า ห้วงสมองปรากฏภาพอันสยดสยองของผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ลมราตรีหอบหนึ่งโชยพัดผ่าน มันอดร่างสั่นสยิวมิได้

       ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้รับการประคองจากผุ้คนเดินเข้ามา กล่าวกับหมิงเอ๋อว่า “เสี่ยวฟู่จื่อ (หมอน้อย) พระคุณยิ่งใหญ่ขอจารึกไว้ พวกเรานับว่า...นับว่าประสบภัยที่ร่วงหล่นลงจากฟ้าจริงๆ”

       หมิงเอ๋อเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าของผู้สูงอายุพันผ้าขาว เผยเห็นแต่ปากและดวงตา แสดงว่าถูกไฟลวกสาหัส ผู้สูงอายุหลั่งน้ำตากล่าวว่า “หมู่บ้านเรารับตัวนักบู๊นามอู๋เป้าไว้ มันเป็ฯคนที่ออกจาหมู่บ้านไป ไม่ทราบร่ำเรียนวิชาฝีมือจากสำนักใด ฟังว่ามันล่วงเกินนิกายอัคคีจึงหลบหนีกลับมาที่หมู่บ้าน หลังเที่ยงวันนี้ สาวกนิกายอัคคีหลายสิบคนบุกเข้าหมู่บ้านมาฆ่าคนวางเพลิง ควานหาตัวอู่เป้า อู่เป้าฉวยโอกาสที่ชุลมุนหมู่หนีออกจากหมู่บ้าน เหล่าสาวกนิกายอัคคีติดตามไป ค่อยจากไปหมดสิ้น”

       หมิงเอ๋อเย็นเยือกกว่าเดิม ร่างสั่นสะท้านสุดระงับ พลันผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “พวกมันยังจะย้อนกลับมา พวกท่านรีบหนี คนที่เดินเหินได้ แบกหามผู้บาดเจ็บไปที่หุบเขา หลบหนีไปยิ่งไกลยิ่งดี”

       คนในหมู่บ้านให้ความเคารพต่อมัน ดังนั้นประคับประคองผู้ที่ถูกไฟลวก แบกหามคนที่รับบาดเจ็บหลบหนีไปในหุบเขา

       หมิงเอ๋อก็ช่วยแบกอุ้มผู้บาดเจ็บ พอเงยหน้าขึ้น เห็นเยี่ยเชียนซานกับสีเชียนเทาเข้าช่วยเหลืออย่างเงียบงัน ต้องครุ่นคิด ‘คนทั้งสองมีจิตใจดีงามไม่น้อย’

หนังสือแนะนำ

Special Deal