คำเสี่ยงทายปรากฏ

      ค่ำคืนนั้นหมิงเอ๋อนั่งจับเจ่าอยู่ในห้องนึกทบทวนความฝันที่แล้ว ค่อยได้คิดขึ้น ‘เรื่องของคำเสี่ยงทายหากเกิดขึ้นจริง อย่างนั้นผุ้ที่มาขอคำเสี่ยงทายทั้งสองคนนั้นหลบหนีออกไป เผยแพร่คำเสี่ยงทายออกสู่ภายนอก แต่เนื้องหาไม่ตรงกัน หรือว่าระหว่างเผยแผร่เกิดข้อผิดพลาด?’

      มันก้มศีรษะครุ่ติด เจียงหลีแก้คำเสี่ยงทายจาก “พยัคฆ์ร้ายคืนซ่อน” เป็น “พยัคฆ์ร้ายดับสูญ” ทั้งยังขาดสองประโยคหลังที่ว่า “มังกรวิเศษปรากฏ ยุทธจักรพลิกเปลี่ยนโฉม กระบี่อภิญญาสะอื้น ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น” แต่เพิ่มเติมว่า “ชุมนุมมวลหมู่ผู้กล้า ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น”

      นึกถึงตอนนี้ ในใจมีคำตอบผุดขึ้น ‘มีคนจูงใจแก้ไขคำเสี่ยงทายนี้ จุดประสงค์เพื่อให้ผุ้คนเกิดความสับสน แต่ว่าคิดสร้างความสับสนแก่ผู้ใด?’ จากนั้นมันเข้าใจในบัดดล ‘เพื่อสร้างความสับสนแก่นิกายอัคคี รวมทั้งประมุขนิกายอัคคีต้วนตู๋เสิ้ง มิให้มันล่วงรู้คำเสี่ยงทายที่แท้จริง’

      คืนนั้นหมิงเอ๋อเอนบนเตียง นึกทบทวนคำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งแปดประโยคนั้น พลันได้ยินเสียงฝีเท้าอย่างแผ่วเบา เงาร่างเตี้ยเล็กสายหนึ่งผลักประตูเข้ามา มุดเข้าผ้าห่มของหมิงเอ๋อแอบอิงกับอ้อมอกมัน

      หมิงเอ๋อทราบว่านั่นเป็นหวินเอ๋อ หลายคืนนี้ ไม่ทราบเพราะเหตุใดนางมักฝันร้าย พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาไม่กล้านอนคนเดียว มักวิ่งมาที่ห้องของหมิงเอ๋อ หมิงเอ๋อยกแขนออกโอบกอดนางปลอบโยนอย่างแผ่วเบา ตบหลังนางเล็กน้อย ชั่วครู่หวินเอ๋อก็เคลิ้มหลับไป

      หวินเอ๋อก็หลับใหล หลับใหลไม่นานก็ฝันร้ายอีก ฝันว่าชายชราป้อนสุราพิษแก่หลานรัก ก่อนตายเสี่ยงทายทำนาย ตัดสินใจรอคอยแขกไม่รับเชิญทั้งสาม จากนั้นคนแปลกหน้าสองคนรุดมาถามคำถามสามข้อ เทพพยากรณ์กลั่นจากหัวใจแปดเปื้อนคราบโลหิต เขียนคำเสี่ยงทายแปดประโยค สุดท้ายตัวตึกถูกสาวกนิกายอัคคีล้อมเอาไว้ เกิดอัคคีเพลิงลุกไหม้ คนแปลกหน้าที่มรขอคำเสี่ยงทายทั้งสอง รวมทั้งชายหนุ่มลึกลับคนหนึ่งกลืนหายกับกองเพลิง

      หมิงเอ๋อสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่ง พลันพบว่าชายหนุ่มลึกลับนั้นคุ้นหน้านัก แววตาที่ไม่อนาทรของมัน เป็นสิ่งที่ตนเองเอคยเห็นมาแต่ยามกะทันหันนึกไม่ออกว่าเป็นใคร

      หมิงเอ๋อฉุกใจคิด คืบคลานขึ้นมา จุดตะเกียงน้ำมัน เดินสำรวจภายในห้องรอบหนึ่งเห็นที่หัวเตียงจัดเรียงหนังสือหนังหา ล้วนเป็นหนังสือกวีนิพนธ์และบันทึกประวัติศาสตร์มันหยิบลงมาพลิดูเล่มแล้วนั่นเล่า เห็นเป็นหนังสือบทกวีซือจี๋จ้านของจูซี หนังสือไป๋เล่อเทียนอี้ซือ หนังสือเจี้ยนหนันซือเกาหนังสือเจี้ยเซวียนฉางต้วนจวี หวนนึกถึงหลิงม่านเจียงกับหยางอี้ล้วนรับชอบกวี มักนั่งเอื้อนกลอนต่อประโยคใต้แสงโคม มันหยิบดูถึงเล่มริมสุด เห็นมีความหนากว่าหนังสือเล่มอื่น หน้าปกยังใหม่ คล้ายไม่ใคร่พลิกดูหน้าปกเขียนว่า “ซือ่สู้จี๋จู้ (อรรถาธิบายหนังสือซือซู) โดยจูซี” ( นักปราชญ์สมัยราชวงศ์ซ้อง )

      หมิงเอ๋อยื่นมือหยิบมาพลิกดู คาดว่าหลิงม่านเจียงกับหยางอี้คล้ายไม่กระตือรือร้นสนใจต่อหนังสือหนาเตอะล่มนี้ ขณะจะวางกลับไปที่หันเตียง ในหน้าหนังสือพลันปรากฏกระดาษหมี่จือ ( กระดาษที่ทำจากไส้ไม้ชนิดหนึ่ง ) ที่กลายเป็นเหลืองซีดร่วงหล่นลงมาแผ่นหนึ่ง

      หมิงเอ๋อก้มลงเก็บกระดาษหมี่จือขึ้นมา พลันสะท้านขึ้นคราหนึ่ง พอมันคลี่กระดาษออกเห็นบนกระดาษปราฏคราบโลหิตที่กลายเป็นสีดำคล้ำ เป็นด่างดวง แต่ไม่มีตัวหนังสือใด หากเลอะเทือเปรอะเปื้อนราวกับยันต์ปีศาจหมิงเอ๋อสลัดศีรษะ หลับตาลงเพ่งสมาธิ มองไปที่กระดาษใหม่ เห็นลายเส้นที่ยุ่งเหยิงคล้ายรวมตัวทีละน้อย ไม่นานก็ปรากฏเป็นอักษรหวัดสวยงามสามสี่แถวดังนี้

      พยัคฆ์ร้ายคืนซ่อน     ฝ่ายธัมมะม้วยมอด

      เอกาตั้งตนเป็นใหญ่     แหล่งหล้าระส่ำระสาย

      มังกรวิเศษปรากฏ     ยุทธจักรพลิกเปลี่ยนโฉม

      กระบี่อภิญญาร่ำไห้    ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น

      นี่เป็นคำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งแปดประโยคนั้นเอง

      หมิงเอ๋อตะลึงลานกับที่ ยามนี้มันเห็นคำเสี่ยงทายแผ่นนี้กับตา ในที่สุดทราบแล้วว่า ความฝันนั้นเป็นความจริง เทพพยากรณ์วางยกฆ่าบุตรรัก ทั้งครอบครัวดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย กระอักเลือดเสี่ยงทายทำนาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

      หมิงเอ๋อสองมือสั่นระริก คล้ายมองเห็นขณะที่คำเสี่ยงทายปรากฏ เกิดอสนีฟ้าขึ้นเพลิงเผาผลาญตัวตึก คนทั้งสามกลืนหายกับเปลวเพลิง แต่ว่าคำเสี่ยงทายแผ่นนี้ไฉนปรากฏขึ้นบนภูพยัคฆ์? เป็นผู้ใดสอดคำเสี่ยงทายไว้ในหนังสือเล่มนี้ เก็บวางไว้ในห้องของหลิงม่านเจียงกับหยางอี้?

      มันค่อยสะท้านตื่นจากความตะลึงลาน อ่านทบทวนคำเสี่ยงทายอยู่หลายเที่ยว ยังไม่เข้าใจความหมายโดยกระจ่าง มันเพียงทราบว่านี่เป็นเงื่อนงำสำคัญในการล้มล้างนิกายอัคคี แต่ไม่ทราบว่ามังกรวิเศษและกระบี่อภิญญาหมายถึงอะไร เมื่อขบคิดไม่เข้าใจ พานไม่ขบคิด สอดคำเสี่ยงทายแผ่นนั้นกลับไปในหนังสืออรรถาธิบายซื่อซู ล้มตัวลงนอนบนเตียง

      เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน เจียงหลีกล่าวกับหมิงเอ๋อว่า “ผู้อาวุโสหยางบอกว่าเราสมควรรู้จักจำแนกสมุนไพร ดังนั้น วันนี้เราคิดขึ้นเขาไปเด็ดสมุนไพรพร้อมกับท่าน ท่านคงไม่รังเกียจกระมัง?”

      หมิงเอ๋อทราบว่ามันคิดอ่านวางแผนชักนำตนเองไปยังที่ปลอดคน จะได้จัดการกับตนเอง จึงหันไปถามผู้เฒ่าหยางว่า “วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส แหยแหยไม่ไปกับพวกเราหรือ?”

      ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “วันนี้เราต้องลงจากเขาไปตรวจคนไข้ที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกคนหนึ่ง พวกเจ้ายังหนุ่มแน่น ออกไปด้วยกันก็ดี”

      หมิงเอ๋อ เห็นผู้เฒ่าหยางไม่ล่วงรู้แผนอุบาย ของของเจียงหลี ตนเองไม่มีข้ออ้างปฏิเสธ เห็ฯว่าขอเพียงไม่ลงจากเขาคงไร้เรื่องราว จึงผงกศีรษะรับ

      หลังอาหารเช้า หมิงเอ๋อสะพายหลัวยา นำเจียงหลีเดินขึ้นเขา มาถึงหุบเขาพยัคฆ์ร้อง ซึ่งมีหญ้าสมุนไพรดกดื่นที่สุด หมิงเอ๋อเด็ดสมุนไพรที่ทางบ้านต้องการหลายอย่าง อธิบายต่อเจียงหลีว่า นี่เป็นโหงวเกีย  (พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง นิยมนำมาดองเหล้าเรียกว่าสุราโหงวเกียพ้อย)  สามใบ ทางที่ดีเด็ดในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูสารท รากและก้านรวมทั้งเปลือกของมันสามารถขับร้อน ไล่ลมและลดอาการปวด นั่นเป็นเชียซึ้งจื้อ ใบของมันมีประสิทธิภาพไล่ความชื้น ขับร้อนและถอนพิษ”

      เจียงหลีไม่รับฟังเข้าหู แค่นหัวร่อกล่าวว่า “เราเรียกท่านออกมา ไหนเลยคิดฟังท่านอบรมสั่งสอน? ไม่ต้องแสร้งไขสือแล้ว พวกเราชำระสะสางข้อบาดหมางกันเถอะ”

      หมิงเอ๋ได้แต่วางหลัวสมุนไพรลง แบมือทั้งสองกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดทุบตีข้าพเจ้าระบายโทสะ ข้าพเจ้าก็ปล่อยให้ท่านทุบตี จะได้ไม่มาพัวพันข้าพเจ้าอีก”

      เจียงหลีพอฟังทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน กล่าวว่า “ท่านไหนเลยไม่ตอบโต้ได้? มา พวกเราประมือกัน หากท่านรับบาดเจ็บฟกช้ำอันใด ให้บอกว่าท่านขอให้เราสอนวิทยายุทธ์ พลาดพลั้งสะดุดล้มไป ทราบหรือไม่?”

      หมิงเอ๋อทอดถอนใจ ได้แต่กำมือเป็นหมัด ตั้งท่าเตรียมพร้อม เจียงหลีร้องบอกให้ต่อยหมัดใส่มัน หมิงเอ๋อไม่เคยต่อยตีกับผู้คน จึงต่อยสะเปะสะปะออกหมัดหนึ่ง เจียงหลี่ไม่รอให้หมัดต่อยถึงชิงสลับเท้ามาถึงข้างกายหมิงเอ๋อ สะบัดฟาดฝ่ามือซ้ายออก พอดีฟาดถูกหัวไหล่ด้านหลังของหมิงเอ๋อ หมิงเอ๋อก็ถลาไปข้างหน้า ล้มคว่ำกับพื้น

      เจียงหลียิ้มพลางกล่าวว่า “เด็กน้อยไม่มีวิชาฝีมือติดตัวจริงๆ ทั้งไม่ส่องกระจกดูตัวเอง ชั่งน้ำหนักว่าหนักสักกี่ชั่ง กลับกล้าล่วงเกินนายน้อยสำนักหัวซาน วันนี้จะให้เจ้าเห็นดีแน่นอน”

      กล่าวพลางไม่รอให้มันลุกขึ้นยืน ก็ฟาดออกอีกฝ่ามือ ฟาดใส่ท้องน้อยหมิงเอ๋ออย่างถนัดถนี่ หมิงเอ๋อเจ็บปวดจนล้มกลิ้งไปตามพื้นดิน กระเพาะลำไส้ขยักขย้อน ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยส่งเสียงครางออกมา

      เจียงหลี่เบิกบานใจยิ่ง กล่าวว่า “บอกต่อท่าน สองฝ่ามือเมื่อครู่เป็นกระบวนท่าในฝ่ามือสราญรมย์ที่ซือฟู่ (ท่านอาจารย์) บัญญัติขึ้นเรียกว่าเหาะเหินไปตามลม กับชำระแค้นสมใจเป็นอย่างไร คิดโขกศีรษะคำนับ เรียกแหยแหย (ท่านปู่) สักคำ ให้เราชี้แนะแก่ท่านสักครึ่งท่าหรือไม่?”

      หมิงเอ๋อกัดฟันยันกายขึ้น กล่าวอู้อี้ประโยคหนึ่ง เจียงหลีได้ยินไม่ชัดเจน จึงก้มเอวลงมาถามว่า “ท่านว่าอะไร?”

      หมิงเอ๋อฉวยโอกาสที่มันที่มันก้มศีรษะลง พลันยื่นมือเหนี่ยวคอของมัน กระชากมันล้มลง พุ่งหมัดใส่แก้มซ้ายมัน เจียงหลีคิดไม่ถึงว่ามันใช้เล่ห์กล รีบสะบัดดิ้นหลุด ยกมือกุมแก้มซ้าย ด่าทอว่า “เจ้าลูกสุนัขไม่รู้จักดีชั่ว”

      พลางโถมเข้ามาควงหมัดต่อยใส่ หมิงเอ๋อยกมือกุมศีรษะ กลิ้งตัวหลบเลี่ยง ตามร่างกายแม้เจ็บปวด แต่ก็รู้สึกสมใจยิ่ง

      เจียงหลีทุบตีอยู่ครู่หนึ่งค่อยหยุดมือลูบคลำแก้มซ้ายดู พบว่าบวมปูดขึ้นมา ต้องบังเกิดโทสะอีกครา หมิงเอ๋อช้อนตาเหลือบแลเห็น จึงกล่าว “หากท่านรับบาดเจ็บฟกช้ำอันใด ให้บอกว่าท่านให้ข้าพเจ้าสอนวิทยายุทธ์ พลาดพลั้งสะดุดล้มไป ทราบหรือไม่?”

      เจียงหลีเดือดดาลเป็นการใหญ่ ยื่นเท้าเตะใส่เหมิงเอ๋อ หมิงเอ๋อร้องโอยคำหนึ่ง ทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลานหลบเลี่ยง ค่อยพลิกตัวกระโดดปราดขึ้น วิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของภูพยัคฆ์เจียงหลี ก็ทุ่มเทวิชาตัวเบาติดตามหลัง แต่หมิงเอ๋อค้นกับภูมิประเทศแถบนี้เป็นอย่างไร พอผ่านที่ราบระหว่างหุบเขาแห่งหนึ่งก็หายลับสาบสูญ

      เจียงหลีไล่ติดตามระยะทางหนึ่ง ไม่พบเห็นหมิงเอ๋อแม้แต่เงา ได้แต่หยุดเท้าลง กวาดตามองรอบข้าง เห็นทุกที่ทางเป็นโขดหินเย็นเยือก และต้นไม้รกครึ้ม พลันฉุกคิดว่าละแวกนี้มีเสือร้ายเพ่นพ่าน ต้องเลื่อนมือแตะกระบี่สั้นที่ซ่อนอยู่ข้างเอว

      หมิงเอ๋อหลังจากวิ่งเตลิดหนี ก็มุดเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง ส่งเสียงลอบหายใจเบาๆ ยื่นมือลูบคลำบาดแผลตามร่างกาย ทราบว่าเจียงหลี่ลงมือทุบตีโดยแฝงกำลังภายใน ตามตัวไม่มีโลหิตหลั่งไหล แต่กล้ามเนื้อฟกช้ำบวมพองแทบ ทำร้ายถูกกระดูกเส้นเอ็น นับเป็นฝีมืออันอำมหิตนัก

      แต่ว่ามันไม่ผูกใจเจ็บแค้น เพียงขบคิดว่าสมควรใช้ขี้ผึ้งใดบรรเทาอาการบวดลดความเจ็บปวด พลันฉุกคิดขึ้น ‘เราฝึกหายใจเข้าออก ควงกระบองไม้พลองกับเฒ่าวิกลจริตหลายปี มิคาดพอต่อยตีกับผุ้คนก็หนีหัวซุกหัวซุนรับบาดเจ็บทั่วร่าง คาดว่าที่เราร่ำเรียนมิใช่วิทยายุทธ์ หากแต่เป็นการละเล่นที่ไม่มีประโยชน์’

      จากนั้นครุ่นคิด หากตนเองฝึกวิชาฝีมือสำเร็จ แต่ยโสโอหังเช่นเจียงหลี ก็ไม่มีความหมายอันใด มิสู้ร่ำเรียนวิชาแพทย์ จะได้ช่วยเหลือผู้คน และช่ายเหลือตัวเอง

มันนั่งอยู่ภายในถ้ำครู่หนึ่ง นึกถึงวิธีสูดลมหายใจเข้า ปล่อยลมหายใจออกที่เฒ่าวิกลจริตสอนให้จนค่อยๆ สลบนิ่งลง รวมพลังอุ่นระอุที่ท้องน้อย แล้วชักนำพลังอุ่นระอุขึ้นมา กระจายไปตามเส้นลมปราณ ไม่พานรู้สึกปลอดโปร่งสบาย คล้ายหลับเต็มตื่นเที่ยวหนึ่ง จึงกระโดดปราดขึ้น พบว่าบาดแผลฟกช้ำตามตัวยังปวดแปลบ แต่ไม่ปวดร้าวถึงกระดูกเช่นเมื่อครู่อีก

      มันกลับมายังหุบเขาเสื้อร้อง เก็บหลังสมุนไพร่ขึ้นมา แต่ไม่พบเห็นเจียงหลี หวนนึกถึงเจียงเป็นผู้ใหญ่ สมควรกับบ้านได้ จึงเด็ดสมุนไพร อีกเที่ยวหนึ่ง เห็นอาทิตย์บ่ายคล้อย ล่วงเลยเวลาเที่ยงแล้ว ดังนั้นลงจากเขากลับบ้านช่อง

      ขณะเดินอยู่บนทางภุเขา พลันรู้สึกมีลางสังหรณ์อันอัปมงคล คล้ายปรากฏมือข้างหนึ่งบีบเค้นหัวใจของมัน ต้องเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นรีบเร่งกลับบ้าน

      เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน มองแต่ไกลเห็นเจียงหลีกลับมาแล้ว กำลังก้มกายกล่าววาจากับหวินเอ๋อที่ย่อตัวอยู่ในเรือนเพาะสมุนไพร หมิงเอ๋อทราบว่าผิดท่า รีบโถมเข้าไป เห็นเจียงหลีเงยขึ้น ยิ้มให้กับมันอย่างเยือกเย็น วางมือข้างหนึ่งลงบนหัวไหล่หวินเอ๋อ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านกลับมาแล้ว”

      หวินเอ๋อคล้องตะกร้าดอกไม้ใบหนึ่ง ปากฮัมเพลงเบาๆ คาดว่าเพิ่งกลับจากการเด็ดดอกไม้ริมธาร หาล่วงรู้ไม่ว่าตกอยู่ในอันตราย

      หมิงเอ๋อหยั่งรู้ความคิดชั่วร้ายของเจียงหลีได้ รู้สึกขนลุกชี้ชัน หลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย ครุ่นคิดขึ้น ‘มันเป็นบุตรชายเจ้าสำนักหัวซาน อย่างมากเพียงแต่คิดร้าย คงไม่ลงมือต่อเด็กหญิงอายุห้าขวบกระมัง?”

      เห็นเจียงหลีหน้าขาวซีด มือซ้ายที่คว้าไหล่หวินเอ๋อเพิ่มกำลังบีบเค้น กล่าวกับหมิงเอ๋อว่า “ท่านสู้เราไม่ได้ รู้จักแต่วิ่งหนี นับว่าขวัญอ่อนราวมุสิก ท่านจงใจทิ้งเราอยู่ในหุบเขาที่เสือร้ายชุกชุม แสดงว่าต้องการให้เราถุกเสือกัดตาย”

      นับตั้งแต่เจียงหลีขึ้นเขามา หมิงเอ๋อก็ “ฝากบอก” ต่อเสือร้ายบนเขาร้ายว่า อย่าได้สร้างความตื่นตกใจแก่แขกของผู้เฒ่าหยาง บรรดาเสือร้ายจึงไม่เคยรังควานเจียงหลีมาก่อน แต่มันยอ่มไม่อาจบอกออกไป จึงกล่าว “ข้าพเจ้าไม่มีความคิดเช่นนี้...”

      เจียงหลีตัดบทว่า “ท่านต้องการชีวิตเรา เราไหนเลยเกรงอกเกรงใจต่อท่าน? ตอนนี้เม่ยเม่ย (น้องสาว ) ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือเรา ดูว่าท่านกล้าทำอย่างไร?”

      หวินเอ๋อเห็นมันแสดงท่าทีดุร้ายต่อเกอเกอ (พี่ชาย) ค่อยรู้สึกตัวว่าเจียงหลีประสงค์ร้ายต่อตัวเอง พอเงยหน้าขึ้น เห็นมันหน้าตาบิดเบี้ยวดุร้าย อดอุทานออกมามิได้ ขยับดิ้นรนหมายหลบหนี เจียงหลีกลับคว้าสองมือของนาง บิดไขว้ไปด้านหลัง

      หมิงเอ๋อร้อนรุ่มใจยิ่ง ร้องว่า “ท่านคิดทำอะไร? รีบปล่อยนาง”

      เจียงหลีแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านอาศัยอะไรให้เราปล่อยคน? นอกจาก...ท่านเดินเข้ามา ให้เราฟาดขาหักไป”

      หมิงเอ๋อกระชากเสียงว่า “ท่านข่มเหงผู้คนเกินไปแล้ว”

      เจียงหลีหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เราพานข่มเหงผู้คนเกินไปแล้วไ

      เจียงหลีหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เราพานข่มเหงผู้คน ดูว่าคนขลาดเช่นท่านกล้าทำอย่างไร?” พลางตวัดมือตบหน้าหวินเอ๋อฉาดหนึ่ง

      หมิงเอ๋อร้องคำ “หยุดมือ” พลางโถมเข้าไป เห็นใบหน้าน้อยๆ ที่ขาวผ่องของหวินเอ๋อบวมขึ้นมาซีกหนึ่ง นางถึงกับร้องไห้โฮออกมา สร้างความโกรธแค้นแก่หมิงเอ๋อจนโถมเข้าหาเจียงหลี ยื่นมือตะปบคว้าปกเสื้อของมัน

      เจียงหลีเบี่ยงตัวหลบเลี่ยง ยิ้มพลางกล่าวว่า “เช่นนี้จึงถูกต้อง” พลางผลักฝ่ามือออก ผลักดันหมิงเอ๋อเซถอยไปหลายก้าว

      หมิงเอ๋อหมุนตัวโถมใส่เจียงหลีอีกครา แต่เจียงหลีมีท่าร่างคล่องแคล่วฝีเท้าปราดเปรียวควงมือซ้ายเป็นวง ใช้ออกด้วยเพลงฝ่ามือสราญรมย์ คล้องแขนหมิงเอ๋อเอาไว้ พอใช้กำลังเล็กน้อย หมิงเอ๋อรู้สึกาข้อแขนปวดแปลบ หากมิใช่ชักดึงมือกลับ คงถูกบิดแขนหักไป

      หมิงเอ๋อคำรามด้วยโทสะ โถมเข้าไปต่อยหมัดใส่ แต่เจียงหบีได้รับถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากฉังชิงฟง ยามยกมือวาดเท้าล้วนเป็นวิชาฝีมือสูงล้ำ เพียงชั่วพริบตาหมิงเอ๋อก็ถูกฟาดใส่สองสามฝ่ามือ เตะใส่อีกห้าหกเท้า

      ข้างหูหมิงเอ๋อแว่วเสียงร้องไห้ของหวินเอ๋อถึงกับลืมความเจ็บปวดของตนเอง สองตาคล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา พลันสูดลมหายใจคำหนึ่ง ผลักสองมือออก ฟาดใส่ทรวงอกเจียงหลี

      เจียงหลีเข้าใจว่ามันไม่มีวิชาฝีมือ จึงไม่หลบเลี่ยง หากทราบไม่ว่าหมิงเอ๋อบันดาลโทสะแล้ว ฝ่ามือนี้กลับเร่งเร้ากำลังภายในที่สะสมอยู่ภายในกายมานายปีออกไป คล้ายระลอกทลายทำนบ เสียงโครมเมือ่ฟาดใส่ทรวงอกเจียงหลี ร่างลอยลิ่วไปด้านหลังหลายวา คนไม่ทันตกถึงพื้น ก็สลบเหมือดไป

      หมิงเอ๋อคาดคิดไม่ถึงว่าฝ่ามือของเตนเองนี้แฝงพลังกล้าแข็งถึงเพียงนี้ กลับกระแทกเจียงหลีปลิวลิ่วไปไกลโข ต้องตะลึงลานกับที่ข้างหูเพียงแว่วเสียงร้องไห้กระท่อนกระแท่นของหวินเอ๋อ ยามกะทันหันไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

      หลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “หมิง เอ๋อ หมิงเอ๋อ เกิดเรื่องใด?”

      ที่แท้ผู้เฒ่าหยางพอดีเสร็จจากการเยี่ยมคนไข้กลับขึ้นเขา ได้ยินเสียงร้องไห้ของหวินเอ๋อ จึงรีบรุดมา พอดีเห็นเจียงหลีถูกหมิงเอ๋อฟาดทำร้าย ดังนั้นวิ่งเข้าไปแตะตรวจอาการของเจียงหลี สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง ร้องว่าเหล่าหลิว รีบมาช่วยอุ้มมันเข้าห้อง ช่วยชีวิตคนสำคัญกว่าไ

      หลังความชุลมุนวุ่นวาย ผู้เฒ่าหยางกับเหล่าหลิวช่วยกันอุ้มเจียงหลีเข้าห้อง หมิงเอ๋อ ยังยืนตะลึงลาน จวบกระทั่งหวินเอ๋อเข้ามาฉุดดึงมัน มันค่อยคล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน ลากฝีเท้าติดตามหวินเอ๋อเข้าห้อง

      หมิงเอ๋อพอเข้าห้อง เห็นผู้เฒ่าหยางนั่งอยู่ข้างเตียง ขมวดคิ้วแนบแน่น พอพบว่ามันเข้ามา จึงกล่าวเบาๆ ว่า “เกรงว่าผิดท่าแล้ว”

      หมิงเอ๋อมาถึงหน้าเตียง เห็นเจียงหลีหน้าซีดเผือด สองตาปิดลง หลงเหลือลมหายใจรวยริน มันแม้ฌโกรธแค้นเจียงหลี แต่ไม่ต้องการชีวิตเจียงหลี อย่าว่าแต่มันเป็นหมอรักษายึดถือการช่วยชีวิตคนเป็นหน้าที่ส่วนตน ไหนเลยคิดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พริบตานั้นแตกตื่นจนหน้าขาวซีด คุกเข่าโครมลงที่เบื้องหน้าผู้เฒ่าหยาง กล่าวเสียงสั่นเครือว่า “แหยแหย ข้าพเจ้าไม่คิดฟาดมันจนตาย ข้าพเจ้าแค้นมันขบตีหวินเอ๋อ เพียงคิดฟาดมันหนึ่งฝ่ามือ คิดไม่ถึง...คิดไม่ถึงจะฟาดทำร้ายมันถึงเพียงนี้”

      ผู้เฒ่าหยางประคองมันขึ้นมา กล่าวว่า “อย่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้ หมิงเอ๋อ เจ้าจับชีพจรของมันดู”

      หมิงเอ๋อยื่นนิ้วมือแตะสัมผัสข้อมือของเจียงหลี ใช้สมาธิจดจ่อ พบว่าเส้นลมปราณที่ปอดเสียหาย เส้นลมปราณหัวใจอ่อนล้า เส้นลมปราณเยิ่น ( ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่ายิ่ม เป็นหนึ่งในแปดเส้นลมปราณพิเศษ) อ่อนแรง พอแตะตรวจข้อมืออีกข้างหนึ่งของเจียงหลี ก็มีอาการดุจเดียวกัน หัวใจต้องตกวูบลง บอกผลการจับชีพจรออกไป

      ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะกล่าวว่า “ดีที่มันฝึกวิชากำลังภายในหลายปี รักษาเส้นลมปราณหัวใจไม่ขาดสะบั้น ไม่เช่นนั้นคงเสียชีวิตแต่แรกแล้ว”

      หมิงเอ๋อก้มศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดไม่ถึง...คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะทำร้ายคนถึงเพียงนี้ มันยังมีหนทางรอดหรือไม่?”

      ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “มีหนทางรอด แต่เราไม่มีความมั่นใจ” พลางเงยหน้าขึ้น กล่าวกับหมิงเอ๋อว่า “ยื่นมือออกมา เราคิดทดสอบกำลังภายในของเจ้า”

      หมิงเอ๋อทวนคำ กลังภายใน? ผู้เฒ่าหยางไม่กล่าวมากความ เพียงยื่นฝ่ามือออกหมิงเอ๋อก็ยื่นมือออกทาบกับฝ่ามือของผู้เฒ่าหยาง ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “โคจรพลัง ผลิกกระแทกใส่เรา”

      หมิงเอ๋อผลักมือโดยแรง พบว่าฝ่ามือของผู้เฒ่าหยางอ่อนนุ่มหากหนักแน่น กระแทกพลังของตนเองกลับคืนมา

      ผู้เฒ่าหยางบอกให้ผลักกระแทกใหม่ โดยใช้อย่างสุดกำลัง หมิงเอ๋อสูดลมหายใจคำหนึ่ง ผลักฝ่ามืออย่างสุดกำลัง ครั้งนี้ผู้เฒ่าหยางเบี่ยงตัวสลายพลังไป ส่งเสียงดัมอืมม์ กล่าวว่า “ประเสริฐมาก เจ้าสามารถช่วยเรารักษาชีวิตเจียงหลี่ไว้”

      หมิงเอ๋อยินดียิ่ง รีบถามไถ่รายละเอียด ผู้เฒ่าหยางลำดับความคิดแล้วกล่าวตอนที่เจ้าฟาดฝ่ามือใส่มัน มันไม่ได้ระวังป้อมกัน ดังนั้นเส้นลมปราณที่ปอดกับหัวใจ รวมทั้งเส้นลมปราณเยิ่นล้วนได้รับความกระทบกระเทือน แม้แต่เราก็ไม่มีปัญญารักษามันจนทุเลา มีแต่ซื่อฟู่มันจึงเชื่อมต่อเส้นลมปราณให้กับมัน ตอนนี้พวกเราเพียงรักษาชีวิตของมันไว้ ต่อจากนั้นรีบส่งมันกลับภูเขาหัวซาน หมิงเอ๋อ เจ้าขึ้นเตียงไปนั่งขัดสมาธิฟังคำอธิบายของเรา การใช้กำลังภายในรักษาบาดเจ็บ ไม่อาจผิดพลาดแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นมิเพียงช่ยคนไม่ได้ แม่กระทั่งเราสองก็จะรับบาดเจ็บ เจ้าเรียนหลักการแพทย์รู้จักเส้นลมปราณและจุดต่างๆ บวกกับมีกำลังภายใน กล้าแข็ง เพียงไม่รู้หลักโคจรกำลังภายใน ดังนั้นตอนรักษาต้องเพิ่มความระมัดระวังกว่าเดิม

      หมิงเอ๋อรับคำ ผู้เฒ่าหยางก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง กล่าวว่า “เส้นลมปราณเยิ่นเกี่ยวพันถึงชีวิต เบื้องบนบรรลุถึงจุดเทียนถูที่ขม่อม เบื้องล่างมาถึงจุดชี่ไห่ที่ท้องน้อย เราจะเริ่มจากจุดเทียนถู ถ่ายทอดพลังลมปราณลงมาอย่างช้าๆ เจ้าเริ่มจากชุดชี่ไห่ ถ่ายทอดพลังขึ้นอย่างช้าๆ พลังทั้งสองบรรจบกันที่จุดซานจงบริเวณหน้าอก เท่ากับกรุยเส้นลมปราณเยิ่น รักษาลมปราณเอาไว้ วิธีพลังคือรวมรั้งพลังที่จุดตันเถียนท้องน้อย ผ่านจุดคือเหมิน เบื้องบนถึงจุดปู้หลาน เสินฟง ผ่านจุดเทียนฉือบนเส้นลมปราณถุงหุ้มหัวใจ จากนั้นผ่านจุดเทียนเฉวียนชวีเจ๋อ ไหนกวน รวมกันที่จุดเหลากงใจกลางฝ่ามือ ถ่ายทอดสู่จุดชี่ไห่ของผู้บาดเจ็บ ขณะที่เข้าสู่จุดชี่ไห่ให้เชื่องช้า ต้องจดจ่อทั้งอ่อนโยนทั้งหนันแน่น บังคับขึ้นถึงจุดอินเจียเสินเชวี่ย สุ่ยเฟิน แล้วค่อยๆ ผลักดันขึ้น ถึงจุดเซี่ยว่าน จงว่าน จนถึงซ่างว่าน เจ้าทอดลองดูก่อน” พลางยื่นมือออกมาทาบกับฝ่ามือหมิงเอ๋อ ให้หมิงเอ๋อทดลองโคจรพลังดู

      หมิงเอ๋ไม่เคยโคจรกำลังภายในมาก่อน แต่ได้รับการชักจูงจากเฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสื้อระหว่างสูดลมหายใจเข้าออก ล้วนโคจรพลังตลอดเวลา ยามนี้พอได้รับการชี้แนะจากผู้เฒ่าหยางก็สามารถถ่ายทอดพลังถึงใจกลางฝ่ามือโดยไม่ยากเย็น แล้วถ่ายทอดเข้าสู่ฝ่ามือผู้เฒ่าหยาง

      ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะ บอกว่าถูกต้องให้มันทาบฝ่ามือกับจุดชี่ไห่ที่ท้องน้อยเจียงหลี ส่วนตนเองทาบส่องมือกับหลางหลังเจียงหลี สูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “เริ่มต้นเถอะ”

      ทั้งสองหลับตาลง จดจ่อกับการโคจรพลังรักษาบาดเจ็บให้กับเจียงหลี

หนังสือแนะนำ

Special Deal