นายน้อยแห่งหัวซาน

      บนภูเขาไม่มีวันเดือนปี หนึ่งเดียวที่เกิดความเปลี่ยนแปลงคือการเติบโตของหวินเอ๋อ ไม่เพียงแต่ผู้เฒ่าหยางที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับหลานสาวผู้นี้ แม้แต่เหล่าหลิวกับเหลิงเส่าที่ไม่มีบุตรธิดากํรักหวินเอ๋อจนหมดใจ หมิงเอ๋อยิ่งรักถนอมน้องเล็กผู้นี้ ไม่เพียงเพราะหวินเอ๋อสดใสน่ารักทั้งยังสืบเนื่องจากความเคารพรักที่มันมีต่อหลิงเฮ่าเจียงเอ๋อดื้อดึงซุกซน อาละวาดอย่างดุร้ายเพียงไหนหมิงเอ๋อ ก็ไมเคยมีโทสะต่อนาง

      ปีนี้หวินเอ๋ออายุห้าขวบแล้ว ยิ่งงามผุดผาดกว่าเดิม พลบค่ำวันนี้หมิงเอ๋อพาเม่ยเม่ย (น้องสาว) ไปจับปลาที่ริมลำธาร ตัวปลาลื่นไหล มักหลุดจากมือไป สร้างความร้อนรุ่มแก่หวินเอ๋อจนร่ำร้องว่า “เกอเกอ (พี่ชาย) ทางด้านนั้น รีบด่วน” หมิงเอ๋อนึกสนุกขึ้นมา แสร้งเป็นพลาดท่าตกน้ำร่างเปรอะเปื้อนดินโคลน มีสภาพทุลักทุเลหวินเอ๋อชมดูจนหัวร่อเสียงสดใส

      พลันเห็นคนชุดขาวสวมหมวกงอบผู้หนึ่งสาวเท้าออกจากดงไม้ พอถึงริมธาร จึงหยุดเท้ายืนดู พลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า “กระทั่งปลายังจับไม่ได้ เรายังเข้าใจว่าบนเขาพำนักด้วยยอดคนเสียอีก”

      กล่าวพลางปลดหมวกงอบลงมา เผยเห็นใบหน้าที่หล่อเหลา มีอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ผิวขาวเกลี้ยงเกลา ตาชั้นเดียวดำขลับ ราวกับบุคคลในภาพวาด เพียงแต่สีหน้าหยิ่งยะโสจนผู้คนไม่กล้าชิดใกล้

      เด็กหนุ่มชุดขาวโยนหมวกงอบทิ้ง เลิกชายเสื้อขึ้น กระโจนไปยังลำธาร เห็นชุดสีขาวกระพือพลิ้ว คนหยั่งเท้าลงบนก้อนหินกลางลำธาร ยื่นมือขวาช้อนไปในน้ำ จากนั้นทิ้งตัวลงยังฝั่งตรงข้าม ในมือก็จับปลาเป็นๆ ที่เต้นเร่ามาตัวหนึ่ง

      หวินเอ๋อปรบมือชมเชย ร้องว่า “จับได้แล้วจับได้แล้ว ท่านยกปลาให้กับข้าพเจ้า ได้หรือไม่?”

      เด็กหนุ่มชุดขาวแบะปากคราหนึ่ง ปล่อยปลาลงน้ำไป กล่าวว่า “ปลาว่ายอยู่ในน้ำ ให้แก่เจ้าไยกัน? นี่ เรามีคำพูดถามพวกเจ้า บนเขาใส่พำนักด้วยเซียนสมุนไพรผู้เฒ่าหยางหรือไม่?”

      หวินเอ๋อเห็นมันไม่ตอบสนองคำร้องขอของนาง สร้างความขุ่นเคืองใจ ขยี้เท้ากล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่าท่านเป็นใคร? เกอเกอ อย่าได้สนใจปีศาจ ที่น่ารังเกียจนี้ พวกเราไป” พลางฉุดดึงมือหมิงเอ๋อ หมุนตัวกลับขึ้นเขา

      เด็กหนุ่มชุดขาวได้ยินหวินเอ๋อกล่าววาจาล่วงเกิน ต้องบังเกิดโทสะขึ้น ไล่กวดตามมาขวางหน้าหวินเอ๋อไว้ ตวาดว่า “เด็กหญิงเจ้าเป็นใคร ไฉนเสียมารยาทถึงเพียงนี้? กล่าวขอโทษในบัดดล”

      หวินเอ๋อเติบโตบนเขา ได้รับความรักถนอมจากทุกผู้คน ไหนเลยเคยมีคนใช้คำพูดรุนแรงต่อนางเช่นนี้ ต้องแบะปากคิดร้องไห้ออกมา หมิงเอ๋อรีบอุ้มนางขึ้นมา ให้นั่งบนหัวไหล่ออกมาหมิงเอ๋อรีบอุ้มนางขึ้นมา ให้นั่งบนหัวไหล่ตนเอง กล่าวกับเด็กหนุ่มชุดขาวว่า “น้องเราอายุเยาว์ไม่รู้ความ ขอท่านอย่าได้ถือสา หยางต้าฟู (หมอแซ่หยาง) อยู่ที่เบื้องหน้าเอง โปรดตามข้าพเจ้ามา” กล่าวจบ แบกหวินเอ๋อนำเด็กหนุ่มชุดขาวกลับมาที่บ้าน

      ผู้เฒ่าหยางกำลังดายหญ้าอยู่ในเรือเพาะสมุนไพรที่หลังบ้าน หวินเอ๋อวิ่งมาที่เรือนเพาะสมุนไพร ร้องบอกว่า “แหยแหย (ปู่) มีเกอเกอ (พี่ชาย) ชุดขาวคนหนึ่งมาหาทาน”

      ผู้เฒ่าหยางล้างมือในถังน้ำ ออกมายังลานตึกบ้าน เด็กหนุ่มชุดขาวพอเห็นหน้าผู้เฒ่าหยาง ก็สำรวมท่าที คุกเข่าลงกล่าวว่า “ผู้เยาว์เจียงหลี กราบพบเซียนสมุนไพรผู้เฒ่าหยางอาจารย์เราคือฉังชิงฟงแห่งหัวซาน ใช้ให้ผู้เยาว์มาคำนับผู้อาวุโส” พลางประคองส่งจดหมายมาฉบับหนึ่ง

      ผู้เฒ่าหยางรับจดหมายมา ประคองมันลุกขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ที่แท้เป็นศิษย์เอกของฉังเหล่าแหยจื่อ (นายผู้เฒ่าแซ่ฉัง) รีบลุกขึ้น” พลางชักนำเจียงหลีไปยังห้องหนังสือ จากนั้นกล่าวกับหมิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “ซือฟู่ของคุณชายเจียงเป็นผู้อาวุโสสำนักหัวซาน ท่านผุ้เฒ่าทุ่มเทชีวิตให้กับวิชานักบู๊ ทุกระยะเวลาหนึ่งจะบัญญัติวิชาฝีมือใหม่ชุดหนึ่ง ในยุทธจักรไม่ทราบมีคนคิดกราบท่านผู้เฒ่าเป็นอาจารย์สักเท่าใด แต่ฉังเหล่าแหยจื่อรับศิษย์อย่างเข้มงวด หากไม่มีส่วนสัดภูมิปฏิภาณเลิศล้ำ จะไม่รับไว้เป็นศิษย์”

      เจียงหลีพอฟัง มีสีหน้ากระหยิ่มยินดี หมิงเอ๋อเห็นเช่นนั้น คาดคิดว่าคนผู้นี้ตื้นเขินยิ่ง ผู้อื่นกล่าวชมเชยมันไม่กี่คำ ก็นึกกระหยิ่มถึงเพียงนี้ ปากรับคำคราหนึ่ง

      ผู้เฒ่าหยางเปิดซองอ่านจดหมายของฉังชิงฟงเที่ยวหนึ่งจากนั้นกล่าวว่า “ใช่แล้ว ถึงเวลาจัดส่งตัวยาให้กับซือฟู่ท่านแล้ว แต่ว่าตัวยาของเราต้องใช้เวลาปรุงกลั่นสักสามเดือน ท่านสามารถรออยู่ที่นี้หรือไม่?”

      เจียงหลินน้อมคารวะกล่าวว่า “ซือฟู่สั่งให้ผู้เยาว์รั้งอยู่ข้างกายผู้อาวุโสสักหลายเดือน ขอร่ำเรียนวิชาแพทย์จากผู้อาวุโส หากเรียนรู้ได้อีกสักส่วนเสี้ยว จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ไม่สิ้นสุด”

      ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะ สั่งให้หมิงเอ๋อจัดห้องให้เจียงหลีอยู่อาศัย บนเขามีบ้านไม้ไม่กี่หลัง หมิงเอ๋อได้แต่ยกบ้านเล็กที่อาศัยอยู่ให้กับเจียงหลี ตนเองย้ายไปยังห้องหับที่หยางอี้กับหลิงม่านเจียง เคยอาศัยอยู่ มันไม่มีสมบัติใดเพียงเสื้อกางเกงไม่กี่ตัว กับตำราแพทย์สมุดบันทึกไม่กี่เล่ม ขนย้ายเที่ยวเดียวก็แล้วเสร็จ หลังจากที่หยางอี้เสียชีวิต หลิงม่านเจียงลงจากเขา ห้องหับนี้ก็ทิ้งว่างไว้ ใช้เก็บของเบ็ดเตล็ดสุมฝุ่นละอองหนาเตอะ หมิงเอ๋อปัดกวาดเที่ยวหนึ่ง ก็อาศัยอยู่ได้

      ผู้เฒ่าหยางคัดสรรตำราแพทย์หลายเล่มให้เจียงหลีท่องจำ ยามพลบค่ำท่านกับหมิงเอ๋อกลับจากากรตรวจคนไข้ เจียงหลีสามารถเรียนถามส่วนที่ไม่เข้าใจจากท่าน การอ่านหนังสือของเจียงหลีมีพิธีรีตองมากมาย ก่อนอ่าน้องอาบน้ำชำระกาย เผากำยานหอม นั่งอยุ่ในห้องหนังสือ ขณะท่องจำห้ามิให้เบื้องนอกมีเสียงรบกวน

      ด้านอาหารการกินของมันก็พิถีพิถัน อาการเช้าเป็นข้าวต้มซัวเอียะ ( ชื่อยาสมุนไพร ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว มีอีกชื่อหนึ่งว่าไฮว้ซัว ) อาหารกลางวันเป็นเชาปิ่ง ( ขนมเปียะโรยหน้าด้วยงา ) โรยงาดำ ยามค่ำคืนต้องล้างเท้าด้วยน้ำอุ่น ยังมีอาหารมื้อดึกเป็นบัวลอย ทั้งไม่รู้จักคำว่าเกรงอกเกรงใจ สั่งให้หลิวเส่าจัดหาแก่ตนเอง สร้างความขุ่นแค้นแก่หลิวเส่าจนแทบมีควันพวยพุ่งจากร่าง แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินแขกของผู้เฒ่าหยาง ได้แต่ปฏิบัติตาม

      แต่เจียงหลีก็มีพรสวรรค์เป็นเลิศ มิเพียงอ่านผ่านตาไม่ลืมเลือน มิหนำซ้ำพออ่านตำราแทพย์เที่ยวเดียวก็เข้าใจ ยามค่ำคืนเรียนถามปัญหาต่อผู้เฒ่าหยาง ล้วนจับใจความสำคัญถามไถ่ จนผู้เฒ่าหยางกล่าวคำชมเชยไม่ขาดปาก

      วันนี้ผู้เฒ่าหยางนำเหล่าหลิวลงจากเขาไปซื้อข้าวสาร ทิ้งให้หมิงเอ๋ออยู่บนเขาช่วยหลิวเส่ากวนไส้เกี๊ยว พลันได้ยินเสียงคนวุ่นวายนายพรานกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมคนผู้หนึ่งมาถึงหน้าบ้าน ร้องเรียกหาหยางต้าฟู (หมอแซ่หยาง)

      วิชาแพทย์ของผู้เฒ่าหยางเป็นที่เลื่องลือไปทั้งใกล้ไกล มีคนไข้ขึ้นเขามาขอรับการรักษาไม่น้อง หลิวเส่าจึงไม่แตกตื่นตกใจ บอกให้หมิงเอ๋อออกไปชมดู

      หมิงเอ๋อมาที่หน้าประตู เหล่านายพรานพอเห็นหน้ามัน พากันกล่าวว่า “ที่แท้เสี่ยวต้าฟู (หมอน้อย) อยู่บ้าน อย่างนั้นมีทางรอดแล้ว”

      หมิงเอ๋อเห็นคนที่ถูกหามมาเป็นนายพรานหนุ่มผู้หนึ่ง ใบหน้าขาวซีด สองตาหลับพริ้ม แสดงว่ารับบาดเจ็บ ขณะจะย่อกายลงตรวจดูอาการของมัน ประตูห้องที่ด้านหลังเปิดอ้าออก เจียงหลีออกจากห้องมา กล่าวว่า “แตกตื่นอันใด? เราเป็นศิษย์ของหยางต้าฟู ให้เราตรวจดูเอง”

      เหล่านายพรานเห็นเจียงหลีสวมใส่ชุดยาวหน้าตาหล่อเหลา มาตรว่าไม่เคยเห็นศิษย์ของผู้เฒ่าหยางคนนี้ แต่ก็บังเกิดความเคารพ หมิงเอ๋อเห็นมันออกมา ก็ล่าถอยไปด้านข้าง ดูว่ามัตะจัดการอย่างไร

      เจียงหลีม้วนแขนเสื้อ ย่อกายลงจับชีพจรให้กับนายพรานหนุ่มนั้น มันแม้ท่องตำราแพทย์มากมาย จะอย่างไร ไม่เคยตรวจคนไข้มาก่อน ชั่วครู่ยังตรวจไม่ออกว่าปัญหาอยู่ที่ใด ต้องขมวดคิ้วกล่าวว่า “ดูท่าตับมีปัญหา ระหว่างนี้มันใช้ได้รับความตระหนกตกใจหรือไม่?”

      นายพรานที่ด้านข้างรีบรับคำ เจียงหลีจึงกล่าว อย่างนั้นต้องจ่ายยาบำรุงตับเสริมพลังชี่ เราจะเขียนเทียบยา ให้มันกลับไปรับประทานสักสามเดือน ค่อยมาตรวจใหม่”

      หมิงเอ๋ออดเดินเข้ามามิได้ กล่าวว่า “มันพลัดตกจากที่สูง จนขาหักไป หากไม่รีบเชื่อมต่อกระดูก เกรงว่าจะสายเกินการณ์” พลางย่อกายลง ม้วนขากางเกงของนายพรานหนุ่มขึ้น เผยเห็นเท้าที่บิดงอเป็นสีเขียวคล้ำ หมิ่งเอ๋อยื่นมือลูบคลำ จากนั้นกล่าวกับหลิวเส่าที่ด้านข้างว่า “หลิวเส่า รบกวนท่านนำขี้ผึ้งกระดูกเสือเชื่อมประสาน ผ้าพันแผลและแผ่นไม้มา จากนั้นจัดยาชวงเก็งสามสลึง ม่านทอหลอ ( ตัวยาในที่นี้ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว ) เล็กน้อย ต้มเคี่ยวแล้วยกมา” กล่าวพลางลงมือดันกระดูกเท้าที่หักของนายพรานหนุ่มให้ตรง พอกขี้ผึ้งกระดูกเสือเชื่อมประสาน ผนึกด้วยแผ่นไม้ แล้วค่อยใช้ผ้าพันแผลพันเอาไว้

 

      หลิวเส่าก็ต้มยายกออกมา หมิงเอ๋อประคองนายพรานหนุ่มขึ้น ป้อนยาให้กับมัน กล่าวว่า “ยานี้เพียงระงับปวดให้กับท่าน เท้าข้างนี้ห้ามเคลื่อนไหวสามเดือน ทุกวันต้องเปลี่ยนยาใหม่ อาการไม่หนักหนานัก สามเดือนให้หลังรับรองว่าสามารถเดินเหินเป็นปรกติ”

      เหล่านายพรานกล่าวของบคุณไม่ขาดปาก หมิงเอ๋อนำแคร่หามในบ้านผู้เฒ่าหยางออกมา ให้ทั้งหมดหามนายพรานที่บาดเจ็บลงจากเขา

      เจียงหลีชมดูอยู่ด้านข้าง ใบหน้ากลับกลายเป็นแดงฉาน หนึ่งเดือนมานี้มันเห็นหมิงเอ๋อ ช่วยเหลือเหล่าหลิวกับหลิวเส่าหาบน้ำผ่าฟืน ปัดกวาดหุงข้าว หาไม่ก็แบกหลัวยาติดตามผู้เฒ่าหยางขึ้นเขาลงเขา บวกกับหมิงเอ๋อสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ จึงเข้าใจว่าหมิงเอ๋อเป็นบ่าวทาสดุจเดียวกับเหล่าหลิว ดังนั้นชี้นิ้วบงการต่างๆ นานา  ยามนี้ค่อยรับทราบวิชาแพทย์ของหมิงเอ๋อ หวนนึกถึงหมิงเอ๋อมีอายุไล่เลี่ยกับตนเอง กลับเป็นหมอที่ช่ำชองชำนาญในใจทั้งอิจฉา ทั้งอับอาย และทั้งขุ่นเคือง

      แต่เจียงหลีจะอย่างไรไม่เชื่อว่าหมิงเอ๋อรู้หลักการแพทย์จริงๆ คาดคิดว่าหมิงเอ๋อคงติดสอยห้อยตามผู้เฒ่าหยางมานาน เรียนรู้วิธีเชื่อมต่อกระดูก ก่อนอาหารค่ำวันนั้น มันถือตำราจูปิ้งหยวนโหวลุ่นเล่มหนึ่งมาที่ห้องครัว เห็นหมิงเอ๋อวุ่นวายกับการก่อไฟจนหน้าตามอมแมม ยิ่งนึกดูแคลนมัน ปากกล่าวว่า “หมิงเอ๋อ ท่านคล้ายรู้หลักการแพทย์ เราคิดถามปัญหา ก็หลายข้อ เป็นอย่างไร?”

      หมิงเอ๋อกล่าวโดยที่ศีรษะไม่เงยขึ้นว่า “แหยแหยอยู่ที่ห้องหนังสือ ท่านไปเรียนถามท่านผู้เฒ่าเถอะ”

      เจียงหลีไม่ยอมปล่อยปละละเว้นมัน กล่าวว่า “เราย่อมทราบว่าหยางต้าฟู (หมอแซ่หยางอยู่ที่ห้องหนังสือ แต่คำถาม ของเราหยุมหยิมเกินไป หากเรียนถามท่านผู้เฒ่าเกรงว่าเสียมารยาท จึงคิดมาสอบถามท่าน”

      หมิงเอ๋อก่อไฟแล้วเสร็จ ยกมือตบเขม่าควันตามร่างกาย เหลียวหน้ามองมา เห็ฯมันถือตำราจูปิ้งหยวนโหวลุ่น จึงกล่าว “ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มา ท่านถามเถอะ”

      เจียงหลียยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้ท่านงำประกายมิดชิด อย่างนั้นขอเรียนถาม อันใดเรียกว่าอาการเหงื่อโลหิต?”

      ยามนั้นหมิงเอ๋อยกหม้อข้าวตั้งลงบนเตา ปากกล่าวว่า “ตับซ่อนเลือด หยดที่กลั่นจากหัวใจเป็นเหงื่อ แม้นตับหัวใจผิดปรกติ จะหลั่งเหงื่อโลหิตจากใต้ผิวหนัง”

      เจียงหลีเห็นมันตอบตามหนังสือดดยไม่ผิดพลาด ต้องลอบตื่นเต้นสงสัย ถามอีกว่า “อันใดเรียว่าอาการปวดใจยาวนาน?”

      หมิงเอ๋อล้วงมือในโอ่งน้ำ ปากกล่าวว่า “หัวใจเป็นหลักของอวัยวะภายในทั้งหลาย เส้นลมปราณไม่อาจเสียหาย หากกระทบกระเทือนจนเจ็บปวด อย่างนั้นเช้ากำเริบเย็นต้องตาย เย็นกำเริบรุ่งเช้าต้องตาย สุดที่จะรักษา หากปวดใจยาวนาน แสดงว่าเส้นลมปราณสาขาของหัวใจถูกลมร้ายหรือความร้อนหนาวแทรกซึม กลายเป็นความเจ็บปวด กำเริบเป็นครั้งคราว เนิ่นนานไม่หายขาด

      เจียงหลีพลิกตำราอย่างลวกๆ กล่าวว่า “บทผมเผ้าหนวดเคราหลุดร่วงเขียนว่าอย่างไร?”

      หมิงเอ๋อทางหนึ่งหั่นผัก ทางหนึ่งกล่าวว่า “เส้นลมปราณเส้าหยางตับที่เท้าส่งผลถึงหนาวเครา เส้นลมปราณเส้าหยินไตที่เท้า ส่งผลต่อผมเผ้า หากเลือดลมบริบูรณ์ ผมเผ้าหนวดเครมจะงอกงาม แม้นเลือดลมอ่อนแอ ผมเผ้าหนวดเคราจะหลุดร่วง”

      เจียงหลีปิดตำราในมือกล่าวว่า “ท่านเคยอ่านตำราเล่มนี้มาจริงๆ สามารถท่องออกมาตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่?”

      หมิงเจ๋อกล่าวว่า “ตำราแพทย์มีข้อห้ามมิให้ท่องจำตายตัว ต่อให้ท่านท่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่แน่ว่าจะรักษาโรคได้”

      คำพูดนี้กลับสะกิดแผลหัวใจของเจียงหลี พลันหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “ท่านท่องไม่ได้ก็บอกตามตรง ไยต้องหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง หรือกลัวเราหัวร่อเยาะท่าน?”

      หมิงเอ๋อล่วงรู้จิตใจมัน ดังนั้นหัวหน้าหามัน กล่าวว่า “เรื่องในวันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่บอกออกไป ทั้งกำชับหลิวเส่าอย่าได้บอกต่อแหยแหย ท่านวางใจได้อย่างเต็มที่”

      เจียงหลีหน้าแดงก่ำ คำพูดของหมิงเอ๋อหลายคำนี้เปิดโปงความหวั่นวิตกของมัน แต่มันไหนเลยยอมรับได้ ถึงกับทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง พลันได้ยินหลิวเส่าที่เบื้องนอกร้องเรียกว่า “หมิงเอ๋อ วันนี้เราจะผัดไส้ใหญ่ รีบมาช่วยเราหั่นไส้ใหญ่”

      หมิงเอ๋อรับคำคราหนึ่ง ล้างมือในโล่งน้ำ เดินออกจากห้องครัว ทอดทิ้งให้เจียงหลีถือตำราแพทย์ค้างไว้

      หลังอาหารค่ำ เจียงหลีย่องมาที่ห้องของหมิงเอ๋อ เห็นหมิงเอ๋อนั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่หน้าโต๊ะ จึงก้าวเข้าประตูมา กล่าวว่า “ฟ้าใกล้มืดค่ำแล้ว น้องเราเขียนอะไร?”

      หมิงเอ๋อคิดเก็บสมุดบันทึก เจียงหลีก็พุ่งตัวถึงด้านหลังมัน ยื่นมือแย่งชิงสมุดบันทึกไป พลิกดูแวบหนึ่งแล้วกล่าว “เด็กในป่าเขาก็รู้จักขีดเขียนๆ ช่างเหนือความคาดหมายผู้คนนัก เพียงแต่ตัวหนังสือไม่เป็นระเบียบ เลอะเทอะวุ่นวาย คาดว่าไม่เคยหัดคัดลายมือมากระมัง?”

      หมิงเอ๋อขุ่นเคืองใจยิ่ง แบมือออกกล่าวว่า “คืนให้แก่ข้าพเจ้า”

      เจียงหลีมิเพียงไม่คืนให้ กลับเปิดสมุดบันทึกออกอ่านว่า “วันขึ้นหัวค่ำเดือนสี่ ติดตามแหยแหยขึ้นเขาไปหาจื้อหูจื่อที่หายาก โซ่วได้ที่ข้างโขดหินเสือใหญ่ เชิงผาลาดชันทางทิศใต้...ท่านเขียนตัวหนังสือผิดมากมาย จื้อหูจื่อ สมควรเขียนว่าจื้อ ‘ฮู’ จื่อ ยังมีโซ่วได้คืออะไร? ใช่แล้ว ที่แท้เป็นคำ ‘ซวิน’ (หาพบ) ได้”

      หมิงเอ๋อร้องอีกว่า “คืนแก่ข้าพเจ้า” เจียงหลีกถอยไปหลายก้าว พลิกถึงหน้าสุดท้ายอ่านว่า “วันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนเจ็ด เชื่อมขาหักให้กับนายพราน ใช้ขี้ผึ้งกระดูกเสือเชื่อมประสาน สิบวันให้หลัง อย่าลืมติดตามผล “อ่านถึงตอนนี้ไม่อ่านต่อ ที่แท้ข้อความหลังจากนี้คือ “ยึดถือข้อผิดพลาดของคนแซ่เจียงเป็นบทเรียน ห้ามจ่ายยาผลีผลาม”

      มันเห็นหมิงเอ๋อจดบันทึกเรื่องอับอายขายหน้าของตนเอง พลันบันดาลโทสะ ขว้างสมุดบันทึกลงกับพื้น แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านสามารถเชื่อมกระดูกหัก เข้าใจว่ายอดเยี่ยมนักหรือ? เราจะฟาดขาท่านหักไป ท่านเชื่อมกระดูกให้กับตัวเอง ดุว่าสามเดือนให้หลังเดินได้หรือไม่?” พลางสืบเท้าเข้ามาหมายลงมือ

      หมิงเอ๋ออยู่ดีๆ กล่าววาจาออกมาว่า “แหยแหยอยู่ในบ้าน”

      เจียงหลีก็ทราบว่าผู้เฒ่าหยางอยู่ในบ้านตนเอง พักอาศัยเป็นแขก ไม่อาจฟาดขาของคนในบ้านผู้เหย้า หักไปโดยไร้สาเหตุ แต่ว่ามันคิดทุบตีหมิงเอ๋อสักเที่ยวหนึ่ง ยามนั้นกลอกตาตลบหนึ่งแล้วกล่าว “พรุ่งนี้เราคิดลงจากเขาท่านไปเป็นเพื่อนเราเป็นอย่างไร?”

      หมิงเอ๋อนึกรังเกียจต่อเจียงหลี เพียงคิดอยู่ห่างไกลจากมัน ยามนั้นสะกดจิตใจ ก้มกายลงเก็บสมุดบันทึกที่เจียงหลี ขว้างทิ้งไปขึ้นมา กล่าวว่า “คุณชายเจียง ท่านเป็นนกเหยี่ยวที่บินร่อนอยู่บนฟ้า ข้าพเจ้าเพียงเป็นวัวม้าที่เดินดิน ไหนเลยวิจารณ์ร่ามกันได้? เชิญท่านออกไปเถอะ”

      เจียงหลีเห็นมันผลักใสปฏิเสธ ยิ่งคิดกลั่นแกล้งมัน ยืนขวางอยู่หน้าประตูไม่ยอมออกไป กล่าวว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่าเราไฉนลงจากเขา?”

      หมิงเอ๋อสั่นศีรษะไม่ตอบคำ เจียงหลียิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านหมกตัวอยู่บนเขา กระทั่งสมองยังตัดขาดจากทางโลก ไม่เกิดความสงสัยอยากรู้แม้แต่น้อย ท่านคิดเต่าหดหัวอยู่บนเขา ความจริงไม่มีใดไม่ได้ แต่ตอนนี้เกิดมรสุมก่อหวอด นักสู้ผู้กล้าที่มีจิตปณิธานต่างคิดสร้างกิจการ บอกต่อท่านตามตรง คราครั้งนี้เราลงจากเขามา คิดชมดูเรื่องสนุกสนานรายหนึ่ง”

      หมิงเอ๋อไม่กล่าวว่ากระไร เจียงหลีงดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวอย่างมีลับลมคมในว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่า คำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยคนั้นแพร่มาถึงมณฑลชานตุงแล้ว”

      หมิงเอ๋องงงันวูบหนึ่ง หวนนึกถึงในฝันร้ายของตนเองก็มีคำเสี่ยงทายเช่นกัน ต้องกล่าวด้วยความสงสัยอยากรู้ว่า “คำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยค?”

      เจียงหลีกระซิบบอกว่า “คำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยคนี้เป็นปมปริศนาที่สำคัญที่สุดในยุทธจักร ผู้คนทั่วไม่ระแคะระคาย เราที่ทราบได้ เพราะว่าบิดาเราเป็นเจ้าสำนักหัวซานคนปัจจุบัน ฉายาเทพกระบี่ไร้เงาเงียบเซิงเหลย”

      หมิงเอ๋อส่งเสียงดังอืมม์ มันไม่เคยได้ยินชื่อสำนักหวีซานมาก่อน แต่ในสำนักหัวซานเมื่อมีบุคคลเช่นฉังชิงฟง คบหากับแหยแหยเป็นสหาย ย่อมต้องเป็นค่ายสำนักใหญ่ที่ทรงเกียรติภูมิ มันหวนนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่สำนักกระบี่ไท่ซานยอมอ่อนน้อมต่อนิกายอัคคีตนเองแทบถูกยึดถือเป็นบุตรโทนของเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานยอมอ่อนน้อมต่อนิกายอัคคีตนเองแทบถูกยึดถือเป็นบุตรโทนของเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานนามอี้เฉวียน ถูกจับตัวขึ้นเขาตู๋เสิ้งฟง หรือว่าสำนักหัวซานยังไม่เข้าร่วมกับนิกายอัคคี? หากเข้าร่วมกับนิกายอัคคีเจียงหลีเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักหัวซาน ไฉนยังสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ?

      เจียงหลีคล้ายคาดเดาออกว่ามันคิดอะไร จึงกล่าว “สำนักหัวซานเราเข้าร่วมกับนิกายอัคคีแล้ว แต่ท่านพ่อฉลาดสุดยอด นึกหาวิธีรักษาชีวิตเราได้ เราพอถือกำเนิดเกิดมา ก็ถูกส่งไปฝึกวิชาบู๊กับฉังชิงฟงเหล่าแหยจื่อ (นายผู้เฒ่า) ซึ่งถอนตัวเร้นกายนานปี แม้แต่ในสำนักหัวซาน มีเพียงศิษย์คนสนิทของท่านพ่อไม่กี่คนล่วงรู้เรื่องนี้”

      หมิงเอ๋อผงกศีรษะครุ่นคิดขึ้น ‘หมากตานี้ยังรัดกุมกว่าแผนการของเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานจัดหาปีศาจตายแทนมากนัก แต่บุตรชายพอถือกำเนิด ก็ส่งตัวออกไป ไยมิใช่เท่ากันว่าไม่มีบุตรชาย?’ ยามนั้นอดเศร้าเสียใจแทนสองพี่ลูกตระกูลเจียงมิได้

      แต่เจียงหลีหามีความรู้สึกเช่นนั้นไม่ กล่าวอีกว่า “ท่านพ่อคิดอ่านทำการใหญ่ พอฟังว่าในยุทธจักรโจษจันถึงคำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยค ก็ครุ่นคิดตีความที่ซ่อนอยู่ภายใน...”

      หมิงเอ๋ออดถามมิได้ว่า “คำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยคนั้นคืออะไร?”

      เจียงหลีแสร้งเป็นประหลาดใจ กล่าวว่า “ที่แท้ท่านกระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินมา ช่างรอบรู้จำกัดจริงๆ บอกต่อท่าน คำเสี่ยงทายเหล่านี้เป็นยอดโหราแห่งยุค ฉายาเทพพยากรณ์ก่อนตายเสี่ยงทายทำนายไว้ มีทั้งสิ้นหกประโยค”

      หมิงเอ๋อรับฟังจนตะลึงลาน ที่เจียงหลีเอ่ยถึงเป็นฝันร้ายที่คอยรังควานมันอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้มันไม่เคยคาดคิดว่าความฝันเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง ยามนี้ได้ยินเจียงหลีเอ่ยถึงเรื่องที่เทพพยากรณ์ก่อนตายเสี่ยงทายทำนายไว้ ถึงกับคล้ายตกอยู่ในห้วงความฝันไม่ทราบว่าสิ่งใดเป็นจริง สิ่งใดเป็นลวง สิ่งใดที่ตื่นอยู่ สิ่งใดเป็นความฝัน?

      มันจำได้อย่างแม่นยำว่า คำเสี่ยงทาย เหล่านั้นคือ “ผยัคฆ์ร้ายคืนซ่อน ฝ่ายธัมมะม้วยมอด เอกาตั้งตนเป็นใหญ่ แหล่งหล้าระส่ำระสาย มังกรวิเศษปรากฏยุทธจักรพลิกเปลี่ยนโฉม กระบี่อภิญญาร่ำไห้ ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น” จากนั้นฉุกคิดขึ้น ‘ไม่ถูกต้อง คำเสี่ยงทายที่ปรากฏในห้วงความฝันมีสี่แถวรวมแปดประโยค เหตุใดมันบอกว่ามีทั้งสิ้นหกประโยค?’

      ขณะครุ่นคิด เจียงหลีกล่าวอีกว่า “ท่านพ่อพอได้ยินได้ฟังคำเสี่ยงทายนี้ เห็นว่ามีหนทางกวาดล้างนิกายอัคคี จึงลอบติดต่อกับเหล่าค่ายสำนักใหญ่ เตรียมผนึกกำลังต่อกรกับนิกายอัคคี ตอนนี้ท่านพ่อติดต่อเจ้าสำนักเส้าหลินกับสำนักอู่ตังแล้ว เจ้าสำนักทั้งสองให้ความสำคัญแก่ท่านพ่อยิ่ง เดือนหน้าท่านพ่อยังจะลอบไปเยือนหลวงจีนเลี่ยวจางแห่งสำนักเอ๋อเหมย...”

      หมิงเอ๋ออดสอดคำมิได้ว่า “คำเสี่ยงทายทั้งหกประโยคนั้นบอกว่าอะไร?”

      เจียงหลีกกล่าวว่า “หากเราบอกต่อท่าน ท่านต้องติดตามเราลงจากเขา เป็นอย่างไร?”

      หมิงเอ๋อทราบแต่แรกว่ามันไม่มีเจตนาดีย่อมไม่ติดตามมันลงจากเขา ดังนั้นสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ท่านไม่ยอมบอกก็แล้วกันไป”

      เจียงหลีเห็ฯมันไม่ซักถาม รู้สึกคับข้องใจยิ่ง คิดบอกข่าวที่น่าตระหนก เพื่อสร้างความตะลึงลานแก่เด็กน้อยนี้ จึงกล่าว “ท่านพ่อยังได้รับความไว้วางใจจากนิกายอัคคี หว่างนี้ล่วงรู้ความลับของนิกายอัคคีประการหนึ่ง มีความสำคัญยิ่ง”

      หมิงเอ๋อผงกศีรษะ กล่าวคล้อยตามว่า “บิดาท่านสามารถล่วงรู้ความลับของนิกายอัคคี แสดงว่าได้รับความไว้วางใจจากนิกายอัคคีจริงๆ”

      เจียงหลีกระหยิ่มใจยิ่ง ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “หากไม่บอกออกมา ท่านคงคาดเดาไม่ถูก นิกายอัคคีกลับปรากฏศิษย์ทรยศผู้หนึ่งศิษย์ทรยศผู้นี้อยู่ในนิกายอัคคีหลายปี เมื่อไม่นานมานี้ค่อยหลบหนีลงจากยอดเขาตู๋เสิ้งฟง ซ่อนตัวเอาไว้ สุดท้ายนิกายอัคคีสืบทราบร่องรอยของมัน ลอบส่งธรรมบาลสองท่านออกตามล่า ฟังว่ามาถึงมณฑลชานตุงแล้ว”

      หมิงเอ๋อครุ่นคิดในใจ ‘นิกายอัคคีป่าเถื่อนโหดร้าย หากไม่มีศิษย์ทรยศจึงน่าประหลาด’

ได้ยินเจียงหลีลดเสียงเบากว่าเดิม กล่าวว่า “ท่านพ่อยังสืบทราบมาว่า ศิษย์ทรยศผู้นี้เรียกว่าหลิงเซียว”

      หมิงเอ๋องงงันวูบจึงร้องโพล่งว่าหลิงเซียว สร้างความสงสัยใจ แก่เจียงหลีจนกล่าวว่า “ท่านเคยได้ยินชื่อนี้มา?”

      หมิงเอ๋อสั่นศีรษะปฏิเสธ ในใจครุ่นคิด ‘หลิงเซียว หลิงเซียว เราเคยได้ยินชื่อนี้มาจริงๆ ใช่แล้ว ท่านอาหลิงบอกว่ามีบุตรชานคนหนึ่ง เรียกว่าหลิงเซียว หรือว่าศิษย์ทรยศผู้นี้เป็นบุตรของท่านอาหลิง? นั่นเป็นไปไม่ได้ บุตรชายของเขาอย่างมากมีอายุไล่เลี่ยกับเรา ไหนเลยเป็นศิษย์ทรยศของนิกายอัคคีได้?’

      เจียงหลีเห็นว่ากล่าวมากพอแล้ว จึงผุดลุกขึ้นตระเตรียมออกจากห้อง กล่าวว่า “วันพรุ่งนี้ ท่านไม่ติดตามเราลงจากเขาจริงๆ?”

      หมิงเอ๋อยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการทราบข้อความในคำเสี่ยงทายที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยคนั้น ไยต้องติดตามท่านลงจากเขา?”

      เจียงหลีมีสีนหน้าบูดบึ้งขุ่นเคือง หมิงเอ๋อเตรียมตัวอยู่ก่อน จึงยกนิ้วมือแตะสัมผัสกับหว่างคิ้ว ก็ “ได้ยิน” ความคิดอ่านในใจของเจียงหลีในบัดดล ‘เจ้าผู้นี้เป็นตัวโง่งม กลับไม่เกิดความสนใจต่อเรื่องราวที่เราเอ่ยถึง เฮอะ ขอความที่กลั่นจากใจทั้งหกประโยคนั้นคือ ‘พยัคฆ์ร้ายดับสูญ ฝ่ายธัมมะม้วยมอด เอกาตั้งตนเป็นใหญ่ แหล่งหล้าระส่ำระสาย ชุมนุมมวลหมู่ผู้กล้า ไฟป่ามอดดับหมดสิ้น’ ต่อให้เราบอกออกไป มันก็ฟังไม่เข้าใจ

      หมิงเอ๋อระงับความแตกตื่นตระหนก คิดอ่านในใจ ‘ในเป็นคำเสี่ยงทายในฝัน แต่เหตุใดแก้ไขตัวหนังสือไปหลายคำ ทั้งขาดไปสองประโยค? ความฝันของเรากลับกลายเป็นจริง นี่เป็นไปได้อย่างไร?’

      เจียงหลีแค่นเสียงหนักๆ กล่าวว่า “ท่านไม่ต้องการก็ดี เมื่อท่านไม่ลงจากเขา อย่างนั้นวันพรุ่งนี้ติดตามเราขึ้นเรา เราจะสอนกระบวนท่าแก่ท่านสักาหลายท่า เป็นอย่างไร?”

      หมิงเอ๋อไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวว่า “เรื่องของวันพรุ่งนี้ รอไว้วันพรุ่งนี้ค่อยว่ากล่าวกันเถอะ”

      เจียงหลีแค่นเสียงดังเฮอะ สะบัดหน้าจากไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal