บทที่ 10 ยอดฝีมือไต่ถามฟ้า (หน้า 2)

หลังเหตุเปลี่ยนแปลงผ่านพ้น ฟ่งอู่บังเกิดความคับข้องใจ ยังดีที่สยบหานซิ่นเอาไว้ นับว่าไม่เสียทีที่เดินทางมา

    มันเพ่งตามองคนที่คร่ากุมจี้คงโส่วจากไปทีละน้อย พลันได้คิดขึ้น ‘ฟางรุ่ย มีแต่ฟางรุ่ยจึงคุ้นเคยกับเพลงกระบี่ของเรา ช่วงชิงคนจากเงื้อมมือเราได้’

 

    ฟ่งอู่คาดเดาไม่ผิด ผู้ที่คร่ากุมจี้คงโส่วจากไปคือยอดฝีมือสังกัดทำเนียบทางโลก...ฟางรุ่ยเอง

    ทำเนียบทางโลกกับตึกไต่ถามฟ้าล้วนจัดอยู่ในห้าตระกูลทรงอิทธิพล มีขุมกำลังทัดเทียมกัน ฟ่งอู่กับฟางรุ่ยยังเป็นศัตรูคู่อริ ความสำเร็จในเชิงฝีมือคู่คี่ก้ำกึ่งกัน

    ส่วนเจ้าของกลิ่นหอมกำซาบซ่านก็เป็นกุนซือหญิงแห่งทำเนียบทางโลก...จางอิ๋งนั่นเอง

    ที่แท้การมายังอภเภอเพ่ยเสี้ยนของฟางรุ่ยกับจางอิ๋ง นอกจากได้รับไหว้วานจากมู่หยงเชียน ให้ช่วยเหลือจางฉงแห่งร้านรวงเสื้อเขียว ยังมีภารกิจอีกประการหนึ่ง นั่นคือค้นหาเต่าเหล็กดำ

    เมื่อจั่วสือกับติงเซวียนล้วนเสียชีวิตที่เก๋งอี้เอียนเก๋อ จางอิ๋งกับฟางรุ่ยค่อยได้คิดว่าอำเภอเพ่ยเสี้ยนเป็นสถานที่ซ่อนมังกรชุมนุมพยัคฆ์ ไม่ว่าผู้คนและเรื่องราว หารวบรัดดั่งที่พวกมันคาดคิดไว้ไม่ ดังนั้นตกลงใจเปลี่ยนจากเปิดเผยเป็นปฏิบัติการลับ เพื่อค้นหาร่องรอยของเต่าเหล็กดำ

    หลังจากตรวจสอบจากหลายทาง สุดท้ายพวกมันมุ่งมาที่จี้คงโส่วกับหานซิ่น เพียงแต่ทั้งสองอยู่ในฐานที่มั่นของกองทัพธรรม พวกมันไม่อาจบุกเข้าไปลงมือ ได้แต่ซุ่มรอโอกาส ในที่สุดจี้คงโส่วกับหานซิ่นออกจากขบวนกองทัพธรรมทั้งยามราตรี แต่ที่ด้านหลังกลับตามติดด้วยฟ่งอู่

    จางอิ๋งกับฟางรุ่ยล้วนรู้จักฟ่งอู่ซึ่งเป็นผู้ลงโทษทัณฑ์ตึกไต่ถามฟ้าเป็นอย่างดี ดังนั้นนึกระแวงสงสัยต่อจุดประสงค์ของฟ่งอู่ ร่วมกันวางแผนซุ่มจู่โจม รอจนฟ่งอู่ลงมือ ฟางรุ่ยค่อยสอดมือเข้าไปชิงตัวจี้คงโส่ว

    มันที่เลือกจี้คงโส่วแทนหานซิ่น สืบเนื่องจากจี้คงโส่วสำแดงท่าเท้าว่างเปล่า สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่พวกมัน เข้าใจว่าท่าเท้าว่างเปล่าเป็นวิชาฝีมือที่บันทึกในเต่าเหล็กดำ จึงเลือกลงมือต่อจี้คงโส่ว

    จี้คงโส่วเผชิญเหตุแปรเปลี่ยนติดต่อกัน แทบไม่ทันมีปฏิกิริยาใด รู้สึกว่าจุดสำคัญหลายแห่งถูกสยบไว้ ร่างคล้ายถูกจองจำชั่วคราว ได้แต่ปล่อยให้ฟางรุ่ยหนีบไว้ที่ซอกแขน ไม่ทราบเดินทางภูเขาเป็นระยะทางเท่าใด สุดท้ายฟางรุ่ยที่หยุดเท้าที่ริมแม่น้ำสายหนึ่ง

    จี้คงโส่วรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน อย่างยากเย็นค่อยปรับลมหายใจเป็นปรกติ ถามว่า “ท่านเป็นใคร?”

    ฟางรุ่ยใจสั่นสะท้าน แทบคลายมือปล่อยจี้คงโส่วร่วงลงสู่พื้น

    มันคิดไม่ถึงว่าภายใต้ฝีมือจี้จุดของมัน จี้คงโส่วยังสามารถกล่าววาจา มาตรว่าตอนนั้นฉุกละหุกรีบร้อน แต่ฟางรุ่ยเชื่อว่าจำแนกจุดจี้สกัดจุดไม่ผิดพลาด หลังจากที่ลงมือ ต้องผ่านเวลาสิบสองชั่วยาม จุดเส้นค่อยคลายออก

    แต่ยามนี้ผ่านไปเพียงสามสี่ชั่วยาม จี้คงโส่วกลับสามารถกล่าววาจาเช่นคนปรกติ ได้แต่ประเมินฝีมือจี้คงโส่วใหม่ เห็นว่าจี้คงโส่วมีพลังลมปราณกล้าแข็งกว่าที่มันคาดคิดไว้ ทั้งแตกต่างกับแนววิชากำลังภายในของทุกค่ายสำนัก ดังนั้นวางร่างจี้คงโส่วลงกับพื้น ผนึกพลังที่นิ้วมือ ทิ่มสกัดจุดของจี้คงโส่วหลายแห่ง คลายจุดที่ปิดสกัดออก

    ขณะที่คลายจุด ฟางรุ่ยต้องใจสั่นสะท้านอีกครา รู้สึกนิ้วมือตนเองเผชิญกับพลังชีวิตอันเข้มแข็ง เกิดปฏิกิริยากระแทกสะท้อนกลับคืน สั่นสะเทือนจนปลายนิ้วชาวูบ ยามนั้นระงับสติแล้วกล่าว “เราฟางรุ่ย เมื่อครู่รีบร้อนช่วยคน จึงเสียมารยาทไปบ้าง ยังหวังอย่าได้ตำหนิ”

    จี้คงโส่วไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงลุกขึ้นยืน น้อมคารวะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจี้คงโส่วแห่งไหวอิน ผู้อาวุโสพบเห็นเรื่องอยุติธรรม ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พระคุณช่วยชีวิตขอจารึกไว้ วันหน้ามีวาสนาพบกัน จะต้องกรุยลำธารชดใช้”

    มันเป็นห่วงความปลอดภัยของหานซิ่น ฝืนใจเดินออกไป ไปได้ไม่กี่ก้าวก็เสียหลักล้มลง

    ฟางรุ่ยยื่นมือประคองไว้กล่าวว่า “ยามนี้จุดของท่านเพิ่งคลายออก เลือดลมสะดุดติดขัด ไม่ควรที่จะเดินทาง ยังคงพักผ่อนก่อน”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “แต่ว่าข้าพเจ้ากับหานซิ่นเป็นสหายที่ร่วมเป็นร่วมตาย ไหนเลยเบิ่งตาดูมันตกอยู่ในปากเสือโดยไม่ช่วยเหลือได้?”

    ฟางรุ่ยคิดไม่ถึงว่าจี้คงโส่วอายุยังเยาว์ กลับถือ ‘คุณธรรมน้ำมิตร’ ถึงเพียงนี้ รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ขบคิดแล้วกล่าว “เราความจริงได้รับไหว้วานจากสหายผู้หนึ่งให้ติดตามคุ้มครองพวกท่าน จวบกระทั่งเห็นพวกท่านมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ค่อยสอดมือเข้าไป ดีที่ช่วยเหลือท่านเป็นผลสำเร็จ นับเป็นความโชคดีในโชคร้ายแล้ว?”

    จี้คงโส่วทวนคำ “สหาย?” ห้วงสมองปรากฏภายของหลิวปังกับฝานไคว่ขึ้น ถามว่า “หรือว่าสหายของท่านคือพี่ใหญ่หลิวปัง?”

    ฟางรุ่ยบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำ กล่าวว่า “สหายผู้นี้เป็นใครไม่สำคัญ ประการสำคัญคือท่านยึดถือเราเป็นสหาย ทราบว่าเราไม่มีเจตนาร้ายก็พอ” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ “สำหรับสหายท่านที่เรียกว่าหานซิ่น เมื่อตกไปในมือฟ่งอู่ ห่วงใยไปก็เปล่าประโยชน์ ดีที่ฟ่งอู่มีจุดมุ่งหมายต่อมัน ต้องไม่ทำร้ยมัน คาดว่าในเวลาอันสั้น หานซิ่นไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต”

    จี้คงโส่วเห็นมันแยกแยะมีเหตุผลค่อยคลายใจลง กอปรกับเกิดความคิดครอบงำจิตใจอยู่ก่อน เห็นว่าฟางรุ่ยเป็นสหายของหลิวปัง จึงเพิ่มความไว้วางใจกว่าเดิม กล่าวว่า “อย่างนั้นพวกเราควรทำอย่างไร? ถึงแม้หานซิ่นไม่ตาย เกรงว่าต้องถูกเคี่ยวเข็ญทรมาน ข้าพเจ้าคิดช่วยเหลือมันออกมาโดยเร็ว”

    ฟางรุ่ยหลอกลวงจี้คงโส่วเป็นผลสำเร็จต้องลอบยินดี แสร้งเป็นขบคิดชั่วขณะจึงกล่าว “น้องแซ่จี้ถือคุณธรรมน้ำมิตร แสดงว่าเป็นคนมากน้ำใจ เรานับถือเลื่อมใสนัก ยังดีที่เรามีสหายผู้หนึ่งอยู่ละแวกใกล้เคียง หากเราออกปากขอร้อง ด้วยพลังฝีมือของคนผู้นี้ สามารถจัดการกับฟ่งอู่ได้”

    จี้คงโส่วรีบประสานมือกล่าวว่า “รบกวนผู้อาวุโสแล้ว”

    ฟางรุ่ยแหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นอาทิตย์เคลื่อนคล้อยสู่ประจิม ห่างจากยามฟ้ามืดค่ำอีกหนึ่งชั่วยาม จึงล้วงวัตถุที่คล้ายพลุดอกไม้ไฟออกมา กล่าวว่า “ท่านมิต้องร้อนรุ่ม ขอเพียงฟ้ามืดค่ำลง เราโยนสิ่งของนี้ขึ้นฟ้า ภายในหนึ่งชั่วยามสหายเราจะรีบรุดมา”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “นี่เป็นรหัสสัญญาณที่ท่านนัดหมายกับสหายท่านอยู่ก่อนหรือ?”

    ฟางรุ่ยผงกศีรษะรับ จี้คงโส่วขอหยิบยืมดูพลุดอกไม้ไฟ เล่นอยู่ครู่หนึ่งพลันร้องโอยออกมา

    ฟางรุ่ยมองดูมันเป็นเชิงถามไถ่ จี้คงโส่วกล่าวว่า “ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องหนึ่ง ต่อให้สหายท่านรุดมา พวกเราจะตามหาฟ่งอู่พบได้อย่างไร?”

    ฟางรุ่ยหัวร่อออกมา กล่าวว่า “สำหรับกับผู้อื่น นี่เป็นเรื่องยุ่งยากประการหนึ่ง มีแต่เราที่มีข้อยกเว้น”

    จี้คงโส่วส่งเสียงดังอ้อเป็นเชิงถาม ฟางรุ่ยจึงกล่าว “เพราะว่ามันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักเดียวกับเรา”

    จี้คงโส่วร้องคำ “ว่ากระไร?” ถอยกายไปอย่างลืมตัว

    ฟางรุ่ยกล่าวเสริมว่า “แต่ถึงแม้พวกเราสังกัดสำนักอาจารย์เดียวกัน ยามนี้กลับคล้ายคนแปลกหน้า ระหว่างพวกเรานอกจากฝึกวิทยายุทธ์จากสำนักเดียวกัน กลับไม่ใคร่อยู่ร่วมกัน อาจเป็นเพราะนิสัยใจคอและความชอบพอของพวกเราผิดแผกแตกต่างกัน”

    จี้คงโส่วบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ต่อให้พวกมันมีนิสัยใจคอต่างกัน ก็ไม่ถึงกับตั้งเผชิญหน้ากันเช่นวันนี้ หรือมีเบื้องหลังความนัยอื่นอีก?

    ฟางรุ่ยถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “ข้อแตกต่างของนิสัยใจคอ ยังไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พวกเรามีสภาพเช่นน้ำกับไฟ สาเหตุที่พวกเราแตกหักกัน เพราะสืบเนื่องจากสตรีนางหนึ่ง”

    จี้คงโส่วทวนคำ “สตรีนางหนึ่ง?” ฟางรุ่ยกล่าวว่า “ใช่แล้ว เป็นสตรีที่สูงสง่านางหนึ่ง เรากับฟ่งอู่รู้จักนางโดยบังเอิญ สามปีให้หลังนางแต่งงานกับฟ่งอู่ ส่วนเราออกจากสำนักอาจารย์ นับแต่นั้นเรากับฟ่งอู่สิ้นเยื่อไยไมตรี ไม่ถือเป็นศิษย์สำนักเดียวกันอีก หากมิใช่เช่นนี้ กระบี่ที่ฟ่งอู่แทงใส่พวกท่านเกรี้ยวกราดรุนแรง ดีที่เราล่วงรู้แนวทางกระบี่ของมัน จึงช่วยเหลือท่านออกมาได้”

    ขณะกล่าว ดวงตามันทอสายใยความรักวูบหนึ่ง คล้ายสะกิดความหลังบางประการของมันขึ้นมา แต่ในสายตาจี้คงโส่ว การแสดงออกถึงความแค้นทางสีหน้าฟางรุ่ย ยังยิ่งกว่าสำนึกความรักในใจมัน

    ความรักและความแค้นดูไปคล้ายขัดแย้ง  แท้ที่จริงเป็นของคู่กัน หากปราศจากความรัก ไหนเลยบังเกิดความแค้น? ที่มาของความแค้น มาจากความรักที่ลึกซึ้งตรึงตรา หากมิใช่ฟางรุ่ยบังเกิดความรักต่อสตรีนางนั้นอย่างลึกล้ำ ไหนเลยเคียดแค้นฟ่งอู่ที่ช่วงชิงนางไป?

    อันความรักของบุรุษสตรีในหล้าความจริงเป็นเช่นรนี้ แต่สำหรับกับจี้คงโส่วซึ่งไม่เคยมีความรักมาก่อน ย่อมชมดูจนเลอะเลือนสงสัย ไม่สามารถเข้าถึงสภาพจิตใจของฟางรุ่ยได้

    จี้คงโส่วเห็นสีหน้าฟางรุ่ยค่อยกลับคืนสู่ปรกติ จึงถามว่า “ในความเห็นท่าน หานซิ่นตกอยู่ในมือฟ่งอู่ ในเวลาอันสั้นไม่เกิดเรื่องใดหรือ?”

    ฟางรุ่ยไม่ตอบคำ ย้อนถามว่า “ท่านเข้าใจว่าฟ่งอู่เดินทางมาเป็นพันลี้มาเสาะหาพวกท่านด้วยสาเหตุอันใด?”

    จี้คงโส่วลังเลเล็กน้อยจึงกล่าว “คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเต่าเหล็กดำ”

    ดวงตาฟางรุ่ยทอแววตื่นเต้นยินดีแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เต่าเหล็กดำอยู่ที่พวกท่านจริงๆ?”

    จี้คงโส่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ มันไม่คงอยู่แต่แรก ที่คงอยู่เพียงเป็นหินกลมเล็กๆ ก้อนนี้”

    พลางล้วงหินกลมจากอกเสื้อแสดงต่อฟางรุ่ย ฟางรุ่ยไม่มีความรู้สึกใด แต่จี้คงโส่วหาทราบไม่ว่า คำพูดของมันแม้เป็นความจริง แต่ฟ่งอู่ไม่เชื่อ ฟางรุ่ยไม่ยอมเชื่อ หลิวปังกับฝานไคว่ก็ไม่มีข้อยกเว้น

    ฟางรุ่ยกล่าวช้าๆ ว่า “เต่าเหล็กดำเมื่อไม่อยู่ที่หานซิ่น มันคงไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ในสายตาฟ่งอู่ เต่าเหล็กดำมีความสำคัญกว่าชีวิตของหานซิ่นอีก ตราบใดที่หานซิ่นยังมีชีวิตอยู่ มันยังมีความหวังครอบครองเต่าเหล็กดำ หากฆ่าหานซิ่นทิ้ง มันกระทั่งความหวังใยเดียวก็ไม่มี”

    จี้คงโส่วขบคิดชั่วขณะจึงเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “หากหานซิ่นไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตจริง ข้าพเจ้าคิดปล่อยวางเรื่องของมันไว้ก่อน รุดไปยังเมืองไหวอินสักครา”

    ตอนนี้มันเป็นห่วงความปลอดภัยของเฉินเซิ่งอ๋อง จะอย่างไรภารกิจของพวกมันอยู่ที่เฉินเซิ่งอ๋อง หากเฉินเซิ่งอ๋องเป็นไรไป มันจะกลายเป็นคนบาปของแผ่นดินแล้ว

    ฟางรุ่ยกล่าวถามว่า “ท่านคิดเข้าเมืองไหวอินไปเพื่อภารกิจใด?”

    จี้คงโส่วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดไปเสาะหาคนผู้หนึ่ง เป็นคนที่สำคัญยิ่งยวดผู้หนึ่ง หากเขาประสบเหตุเภทภัยใดเพราะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงนึกเสียใจไปชั่วชีวิต”

    ฟางรุ่ยเพ่งตาถามว่า “เป็นผู้ใด?”

    จี้คงโส่วลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “เฉินเซิ่งอ๋อง”

    ฟางรุ่ยงงงันวูบหนึ่ง พลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ผู้ใดบอกว่าเฉินเซิ่งอ๋องอยู่ที่เมืองไหวอิน? นี่ล้วนเป็นข่าวโคมลอย ในความเป็นจริง เฉินเซิ่งอ๋องเสียชีวิตในสมรภูมิที่เมืองเฉินตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว”

    จี้คงโส่วร้องคำ “ว่ากระไร?” ยามกะทันหันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง กล่าวว่า “นี่เป็นไปได้อย่างไร?”

    ฟางรุ่ยกล่าวว่า “เฉินเซิ่งแม้ตั้งตัวเป็นอ๋องที่เมืองเฉิน มีไพล่พลสิบหมื่น แต่ผู้ที่มันเผชิญหน้าคือจางหานผู้เป็นยอดขุนพลราชวงศ์ฉิน กับกองทัพฉินจำนวนสี่สิบหมื่น ภายใต้รังนกที่ย่อยยับ ไหนเลยมีไข่ที่สมบูรณ์? เฉินเซิ่งไหนเลยฝ่าวงล้อมของทัพฉิน หลบหนีออกจากเมืองเฉินมาถึงเมืองไหวอินได้? อย่าว่าแต่เฉินเซิ่งพอเสียชีวิต จางหานก็แขวนศีรษะมันอยู่เหนือประตูเมืองเฉิน ประจานเป็นเวลาสามวัน เรื่องนี้รู้กันทั่วแผ่นดิน มันจะฟื้นคืนชีพได้อย่างไร?”

    หัวใจจี้คงโส่วตกวูบลง บังเกิดความประหวั่นประการหนึ่ง ในใจมันมีความคิดเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือหากคำบอกกล่าวของฟางรุ่ยเป็นความจริง อย่างนั้นหลิวปังก็พูดปด? หรือว่าแหล่งข่าวของหลิวปังผิดเพี้ยน ค่อยเกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้?

    สมองของมันพลันกลับกลายเป็นเลือะเลือนอลวน สับสนยุ่งเหยิงดั่งกองปอ ได้แต่กวาดตาไปยังฟางรุ่ย คิดค้นหาคำตอบที่แน่ชัด

    ฟางรุ่ยกล่าวว่า “ท่านสามารถไม่เชื่อเรา แต่มิอาจไม่เชื่อความจริง ขอเพียงท่านออกพ้นจากเขตเมืองซื่อสุ่ย จะทราบกระจ่างเอง”

    ลมแม่น้ำเย็นระรื่นพอพัดผ่าน สมองของจี้คงโส่วค่อยคืนสู่ความแจ่มใส เห็นว่าระหว่างหลิวปังกับฟางรุ่ย ต้องมีคนผู้หนึ่งพูดปด ขอเพียงออกจากเขตเมืองซื่อสุ่ย สอบถามจากผู้คน จะทราบความจริงเอง

    นึกถึงตอนนี้ จี้คงโส่วพลันถามว่า “หากข้าพเจ้าคาดเดาไม่ผิด ฟางเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่ฟาง) คงมิใช่สหายของหลิวปังกระมัง?”

    ฟางรุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “เรายังคงกล่าวคำเดิม เราเป็นสหายของใครไม่สำคัญ ประการสำคัญคือเรากระทำไปเพราะหวังดีต่อท่าน”

    จี้คงโส่วจับจ้องมองมันอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าว “ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องราว ข้าพเจ้าไม่กล้าเชื่อถือผู้ใด”

    ฟางรุ่ยกล่าวว่า “สมควรเป็นเช่นนี้” ยามนี้มันไม่วิตกว่าจี้คงโส่วจะระแวงสงสัย ขอเพียงจี้คงโส่วยังอยู่ในเงื้อมมือมัน มันไม่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสครอบครองเต่าเหล็กดำ

    มันหาทราบไม่ว่าจี้คงโส่วยังนิ่งนอนใจกว่ามันอีก เนื่องเพราะเต่าเหล็กดำถูกเผาวอดวายไปแล้ว จึงไม่กลัวว่าผู้อื่นจะคิดอ่านครอบครอง

    เห็นฟ้ามืดค่ำลงแล้ว ฟางรุ่ยจึงจุดพลุในมือ เสียงสวบเมื่อประกายอันเจิดจ้าบาดตาสายหนึ่งพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ลอยขึ้นสูงหลายสิบวาค่อยแตกระเบิดออกเป็นดอกไม้ไฟรูปร่ม  ผนึกค้างอยู่กลางอากาศชั่วขณะค่อยดับไป

    มีอยู่หลายครั้งที่จี้คงโส่วคิดกระโจนลงน้ำหลบหนี แต่ฟางรุ่ยคล้ายจงใจไม่เจตนา กลับจับตาดูเส้นทางที่มันคิดหลบหนี ทำให้มันยากจะหาโอกาสได้

    ครึ่งชั่วยามให้หลัง บนผิวน้ำพลันบังเกิดเสียงใบเรือปะทะลม หัวเรือแหวกฝ่าสายน้ำมาอย่างรวดเร็ว จี้คงโส่วเพ่งตามอง เห็นเรือนำเที่ยวสองชั้นประกอบด้วยเสากระโดงสี่เสาลำหนึ่งแล่นเลียบริมน้ำมา บนเรือจุดโคมไฟสว่างไสว สาดส่องผิวน้ำริมน้ำ นับเป็นเรือโดยสารอันภูมิฐาน

    จี้คงโส่วลอบตื่นตระหนก คาดว่านี่เป็นพวกพ้องของฟางรุ่ย ดูจากลักษณะเช่นนี้ ต้องมิใช่ชาวยุทธจักรธรรมดา ตนเองคิดหลบหนีจากเงื้อมมือพวกมัน เกรงว่าไม่ง่ายนัก

    ได้ยินฟางรุ่ยกล่าวว่า “สหายของเราผู้นี้มีอัธยาศัยใจคออันดี ทั้งชมชอบคบหาสหาย รอสักครู่ท่านควรใกล้ชิดกับมันให้มากไว้”

    จี้คงโส่วเห็นว่าไม่มีโอกาสหลบหนี กลับสงบจิตใจลง กล่าวว่า “สหายที่ทั้งร่ำรวยทั้งสูงศักดิ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว หากวันหน้าอับจนสิ้นทาง จะได้ขอหยิบยืมเงินสักเล็กน้อย”

    ฟางรุ่ยกล่าวว่า “ด้วยส่วนสัดสติปัญญาของท่าน หากคิดหวังชื่อเสียงลาภยศง่ายดายยิ่ง ไยต้องตกต่ำถึงขั้นหยิบยืมเงินทองจากผู้คน?”

     จี้คงโส่วยิ้มพลางกล่าวว่า “นับแต่ข้าพเจ้าจำความได้ ก็ออกปากขอยืมเงินจากผู้คน แต่ไม่เคยมีคนขอยืมเงินจากข้าพเจ้า อาจเป็นเพราะไม่มีคนออกปากต่อคนที่ยากไร้กว่า”

    ขณะสนทนา เรือใหญ่จอดเทียบฝั่งแล้ว ที่หัวเรือบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “คนบนฝั่งเป็นฟางเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่ฟาง) กระมัง?”

    ฟางรุ่ยรับคำคราหนึ่ง คนที่หัวเรือกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “จู่เหยิน (นาย) เราขอเชิญฟางเซียนเซิงขึ้นเรือ”

    ฟางรุ่ยกล่าวขอบคุณ คว้าแขนของจี้คงโส่วสะกิดเท้าลอยตัวขึ้น ร่างคล้ายเหยี่ยวเหินนภา พุ่งผ่านผิวน้ำสองวา ทิ้งตัวลงบนดาดฟ้าเรือ

    จี้คงโส่วลอบตื่นเต้นตระหนก หวนนึกถึงฟางรุ่ยมีฝีมือถึงขั้นนี้ พวกพ้องของมันย่อมไม่ต่ำทราม คราครั้งนี้ตนเองเท่ากับขึ้นเรือโจรร้าย ยามขึ้นเรือง่ายดาย คิดลงจากเรือคงยากเย็นกว่าปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์อีก

    สายตายามกวาดมอง เห็นบนเรือใหญ่แขวนเต็มไปด้วยโคมแดง มีเงาคนเคลื่อนไหวไม่กี่คน หยั่งความตื้นลึกหนาบางไม่ออก ดังนั้นเตือนสติตัวองในใจ หากไม่ถึงคราจำเป็น อย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ

    คนที่หัวเรือชักนำฟางรุ่ยกับจี้คงโส่วเข้าสู่ห้องโถงของห้องท้องเรือ ร้องเรียกหญิงรับใช้ให้ยกน้ำชามา จากนั้นกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ฟางเซียนเซิงนั่งรอสักครู่ ผู้น้อยจะไปเรียนต่อจู่เหยินเรา” กล่าวจบล่าถอยออกไป

    จี้คงโส่วชมเชยว่า “บ่าวไพร่ผู้หนึ่งยังมีสัมมาคารวะถึงเพียงนี้ คาดว่าผู้เป็นจู่เหยินคงต้องมีบุคลิกอันเลิศล้ำ ฟางเซียนเซิง ดูท่าสหายของท่านไม่เพียงมั่งมีเงินทอง ทั้งยังมีรสนิยมอันสูงส่ง”

    นี่เป็นเพียงครั้งแรกที่มันเห็นการตกแต่งอันเลิศหรูเช่นนี้ ในใจเกิดความนิยมเลื่อมใส หากมิใช่รู้ตัวว่าตกอยู่ในห้วงอันตราย กลับคิดเสพสุขสักครา

    ฟางรุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “น้องแซ่จี้ดูไม่ผิด สหายของเราผู้นี้แซ่จาง เป็นพ่อค้าวาณิชรุ่มรวย ปีศาจยากไร้เช่นเราสามารถคบหาสหายเช่นนี้ นับเป็นโอกาสที่หายากยิ่ง”

    จี้คงโส่วลอบแค่นเสียงในใจ หาได้กล่าวเปิดโปงไม่ เพิ่งจิบน้ำชาคำหนึ่ง บ่าวไพร่เมื่อครู่ก็กลับเข้ามา กล่าวว่า “จู่เหยินเราจัดงานเลี้ยงที่ไป่เล่อจิง (วังเคลื่อนที่ร้อยสุขสันต์) ท่านทั้งสองโปรดตามเรามา”

หนังสือแนะนำ

Special Deal