บทที่ 10 ยอดฝีมือไต่ถามฟ้า

    “พี่ใหญ่ฝาน พี่ใหญ่หลิวเรียกหาพวกเราเข้าพบด้วยเรื่องใด?”

    หานซิ่นมองดูฝานไคว่ซึ่งมีท่าทางรีบร้อน อดถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัยมิได้

    ฝานไคว่กล่าวด้วยสีหน้ามึงงว่า “เราก็ไม่ทราบชัด พี่ใหญ่หลิวเพียงสั่งเราชักนำพวกท่านไปพบเขาในยามสาม บอกว่ามีเรื่องสำคัญคิดหารือ”

    เมื่อจี้คงโส่วกับหานซิ่นติดตามหลิวปังเข้าสู่ห้องลับหลั่งหนึ่ง หลิวปังมิเพียงขอให้เซียวเหอกับเฉาเซินออกไป แม้แต่ฝานไคว่ก็ถูกรั้งตัวอยู่นอกห้องลับ

    หลิวปังหน้าเคร่งขรึมสำรวม กล่าวกับจี้คงโส่วและหานซิ่นว่า “เราตามตัวพวกท่านมา เพราะพิจารณาเห็นว่าเรื่องราวสำคัญยิ่งยวด ทั้งยังตึงมือ หากปราศจากไหวพริบและพลังฝีมือที่เหนือคน ยากจะปฏิบัติหน้าที่สำเร็จ”

    หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ จี้คงโส่วทำความเข้าใจกับขีดความสามารถของหลิวปัง บังเกิดความนับถือเลื่อมใส ยอมถวายชีวิตเข้ารับใช้ จึงกล่าว “พี่ใหญ่หลิวโปรดสั่งมา ขอเพียงพวกเรากระทำได้ จะไม่สร้างความผิดหวังแก่ท่าน”

    หลิวปังผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ ขบคิดแล้วกล่าว “พวกท่านสมควรทราบข่าวที่เฉินเซิ่งอ๋องปราชัยที่เมืองเฉินแล้วกระมัง?”

    ข่าวการปราชัยของเฉินเซิ่งอ๋อง ซึ่งนำทัพจางฉู่แข็งข้อต่อราชวงศ์ฉิน แพร่สะบัดไปทั่วอำเภอเพ่ยเสี้ยน เพราะเหตุนี้กองทัพธรรมจึงชิงปฏิบัติการ ซุ่มโจมตีกองกำลังของมู่หยงเชียนที่หุบเขาเทียนฝู่ ยามนี้หลิวปังพลันเอ่ยถึง ย่อมต้องมีเจตนาลึกล้ำ ดังนั้นจี้คงโส่วผงกศีรษะคราหนึ่ง

    หลิวปังกล่าวว่า “แต่เราได้รับข้อมูลข่าวสารว่าหลังจากที่เฉินเซิ่งอ๋องแตกพ่าย ได้นำคนสนิทสิบกว่าคนหลบหนีไปยังเมืองไหวอิน”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นพากันร้องคำ “ว่ากระไร?” สำหรับกับพวกมัน นี่นับเป็นข่าวที่สะท้านสะเทือนอย่างยิ่งยวด

    หลิวปังกล่าวช้าๆ ว่า “นี่เป็นข่าวที่จริงแท้ ตอนนี้เมืองไหวอินยังอยู่ในมือของกองทัพฉิน หากพวกเราไปสายก้าวหนึ่ง เฉินเซิ่งอ๋องจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเขา พวกเราต้องส่งคนลอบเข้าเมืองไหวอิน ชักนำเขามายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน”

    จี้คงโส่วทั้งแตกตื่นทั้งลิงโลด กล่าวว่า “ดังนั้นพี่ใหญ่หลิวคิดใช้สอยพวกเรา?”

    หลิวปังกล่าวอย่างจริงจังว่า “พวกเราไม่ทราบที่พักพิงที่แน่นอนของเฉินเซิ่งอ๋อง เมืองไหวอินกว้างไพศาล คิดหาตัวคนผู้หนึ่งไม่ง่ายนัก เราเห็นว่าพวกท่านคุ้นเคยกับเมืองไหวอินเป็นอย่างดี ได้แต่รบกวนพวกท่านรุดไปสักครา”

    เฉินเซิ่งอ๋องเป็นยอดคนที่จี้คงโส่วให้ความเคารพยกย่องตลอดมา หากสามารถรับใช้ยอดคนในดวงใจ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของจี้คงโส่ว จึงกล่าว “นี่ไม่มีปัญา พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทาง”

    มันสบตากับหานซิ่นแวบหนึ่ง ล้วนปราศจากความรู้สึกยินดีที่ได้คืนสู่ถิ่นเก่า เนื่องเพราะพวกมันทราบว่า เมืองไหวอินในยามนี้ต้องเพิ่มมาตรการป้องกัน กระจายเต็มไปด้วยทหารฉิน พวกมันพอกลับเข้าไป เท่ากับเข้าสู่ถ้ำเสื้อวังมังกร

    หลิวปังกลับกล่าวว่า “ไม่ ตอนนี้พวกเราต้องแข่งกับเวลา สามารถเข้าเมืองไหวอินก่อนก้าวหนึ่ง จะมีโอกาสหาเฉินเซิ่งอ๋องพบอีกส่วนหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยของเฉินเซิ่งอ๋อง พวกท่านต้องออกเดินทางทั้งยามราตรี”

    จี้คงโส่วแม้ร้อนรุ่มใคร่ช่วยคน แต่ยังเห็นว่าฉุกละหุกไปบ้าง ต้องกล่าวว่า “แต่ว่า...” หลิวปังชิงกล่าวว่า “เรื่องนี้สร้างความลำบากแก่พวกท่านแล้ว เนื่องด้วยมีความสำคัญยิ่งยวด ให้รู้เห็นกันเพียงพวกเราสามคน อย่าได้แพร่งพรายต่อผู้ใด”

    หานซิ่นกล่าวถามว่า “แม้แต่พี่ใหญ่ฝานก็ไม่อาจบอกหรือ?”

    หลิวปังกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “เรามิใช่บอกว่าฝานไคว่ไม่น่าไว้วางใจ แต่เรื่องนี้ยิ่งมีผู้คนล่วงรู้น้อยลง ความปลอดภัยของเฉินเซิ่งอ๋องยิ่งมีหลักประกัน หากข่าวคราวรั่วไหลออกไป ผลสุดท้ายคงเลวร้ายสุดคาดคิด”

    ดังนั้นจี้คงโส่วกับหานซิ่นอำลาหลิวปัง ออกเดินทางทั้งยามวิกาล ถึงแม้พวกมันไม่ทราบว่าอนาคตข้างหน้าเป็นโชคหรือเคราะห์ แต่ก็บังเกิดความลิงโลดชนิดหนึ่ง ชมชอบความเร้าใจซึ่งมาพร้อมกับการท้าทายที่แปลกใหม่

 

    หลังจากเดินทางไกลหนึ่งวันหนึ่งคืน ยามเที่ยงวันที่สอง จี้คงโส่วกับหานซิ่นมาถึงเมืองน้อยฟ่งอู่ แวะพักรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    การย้อนกลับมาครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองอดนึกถึงการตายของเซียนหยวนจื่อมิได้ หากมิใช่พวกมันบังเอิญหลบภัยในร้านค้าอาวุธ คงไม่ได้รับอิทธิปาฏิหาริย์ ดูดรับพลังหยินและหยางมาเป็นของตน เมื่อสืบสาวราวเรื่องกลับไป สร้างความสะทกสะท้อนใจยิ่ง

    หวนซิ่นกวาดตามองรอบข้าง เห็นโต๊ะสิบกว่าตัวนั่งเต็มไปด้วยผู้คน ส่งเสียงอึกทึกวุ่นวาย พลันลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “จี้เส้า ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ถูกต้อง”

    จี้คงโส่วใจหายวาบ เนื่องเพราะมันก็เกิดความรู้สึกดุจเดียวกัน ซึ่งความจริงนับแต่ออกจากอำเภอเพ่ยเสี้ยน ก็เกิดความรู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อจับตาดู กลับไม่พบเห็นสิ่งผิดปรกติใด จึงเก็บงำไว้ในใจ ไม่บอกออกมา หานซิ่นพอเอ่ยถึง ความรู้สึกนั้นก็ปะทุขึ้นมาใหม่ จึงกล่าว “ข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นกัน พวกเราคงถูกสะกดรอยตามแล้ว”

    หานซิ่นกล่าวถามว่า “พวกเราทำอย่างไรดี?”

    จี้คงโส่วกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “หากคิดสลัดหลุดจากคนผู้หนึ่ง วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้มันกลายเป็นคนตาย”

    หานซิ่นใจสั่นสะท้าน จากนั้นดวงตาทอประกายอำมหิตวูบหนึ่ง

    หลังจากตกลงใจ จี้คงโส่วกับหานซิ่นรับประทานอาหารอย่างลวกๆ จากนั้นออกจากเมืองน้อยฟ่งอู่ ยังคงเลือกทางภูเขาที่คราก่อนใช้หลบหนีออกจากเมืองไหวอิน

    จี้คงโส่วความจริงสามารถเดินทางตามทางหลวง ว่าจ้างรถม้าคันหนึ่งโดยสารแทนเท้า แต่พอหวนนึกถึงพลังกดดันขุมนั้น สร้างความไม่สบายใจ จึงตัดสินใจใช้วิธีการพิเศษค้นหาที่มาของพลังกดดันขุมนั้น

    วิธีที่ดีที่สุดย่อมใช้ทางภูเขาซึ่งห่างไกลจากฝูงชน เมื่อไม่อาจฝูงชนเป็นเครื่องกำบัง ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือสูงเยี่ยมกว่านี้ จี้คงโส่วเชื่อว่าสามารถค้นหาร่องรอยเบาะแสได้

    แต่พลังกดดันขุมนี้เร้นลับเกินไป บัดเดี่ยวสาบสูญบัดเดี๋ยวปรากฏ ไม่มีตำแหน่งแห่งที่อันแน่นอน หากทว่าแฝงตัวอยู่ตามต้นไม้โขดหิน

    จี้คงโส่วค่อยฉุกคิดว่า ความสูงส่งของพลังฝีมือคนผู้นี้ เกรงว่าทัดเทียมกับหลิวปัง อาศัยตนเองกับหานซิ่นไม่อาจต้านทานรับได้ ดูท่าวันนี้คงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนาแล้ว

    พริบตาที่แบ่งแยกสมาธิครุ่นคิด พลันปรากฏรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่งแผ่พุ่งจากพงหญ้าแถบหนึ่ง กดคุกคามถึงด้านหลังของจี้คงโส่ว

    จี้คงโส่วตื่นตระหนกยิ่ง ไม่กล้าขบคิดมากความ ยิ่งไม่รีรอลังเล พุ่งโถมไปเบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง พร้อมกันนั้นกวาดตาไปทางซ้าย เห็นหานซิ่นก็เคลื่อนไหวดุจเดียวกัน แสดงว่าคนทั้งสองเผชิญการจู่โจมจากบุคคลคนเดียวในเวลาเดียวกัน

    ยามนี้คนทั้งสองเร่งเร้าพลังซ่อนเร้นภายในกายถึงขีดสุด รู้สึกมีกระแสลมพัดผ่านข้างหู เงาไม้โขดหินถดถอยไปด้านหลัง ต่างคิดเร่งระดับความเร็วรุดหน้าไป แล้วค่อยหมุนตัวกลับมาชมดูโฉมหน้าแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม

    แต่ว่ารังสีการฆ่าฟันที่คุกคามจากด้านหลังกลับคล้ายวิญญาณร้ายตามพัวพัน ไม่ว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นถาโถมรวดเร็วเพียงไหน รังสีการฆ่าฟันนี้แทนที่จะลดลงกลับเพิ่มพูนขึ้น คุกคามต่อชีวิตของพวกมัน

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นแตกตื่นจนขวัญหายแล้ว

    หากต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด มิสู้ไม่หลบหนี ดังนั้นจี้คงโส่วหยุดสภาวะถาโถมออกไป เคลื่อนขวางหกเชียะแล้วหมุนตัวกลับมา

    มันคำนวณไม่ผิด ฝ่ายตรงข้ามไม่มีความคิดมุ่งร้ายหมายชีวิต มันกับหานซิ่นพอหยุดชะงักลง รังสีการฆ่าฟันนั้นก็ยั้งเอาไว้ ไม่คุกคามเข้ามาอีก

    “เด็กน้อยไม่เลวจริงๆ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ยังล่วงรู้เจตนาของเรา นับเป็นคุณสมบัติที่ควรส่งเสริม”

    สุ้มเสียงแกร่งกร้าวเสียงหนึ่งดังขึ้น สร้างความแตกตื่นแก่จี้คงโส่วจนสะดุ้งเฮือกหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราผอมสูงผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าสามเชียะ มันมีใบหน้าซูบสดใส คนคล้ายไม้รวกลำหนึ่ง พานมีสุ้มเสียงดังปานฟ้าร้อง

    จี้คงโส่วถามโพล่งว่า “ท่าน...ท่านเป็นใคร? ไฉนล้อเล่นเช่นนี้?”

    ชายชรานั้นยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ล้อเล่น? เราฟ่งอู่ไม่เคยล้อเล่นมาก่อน หากพวกเจ้าไม่หยุดร่างลง คงวิ่งจนพลังชีวิตสิ้นสูญล้มตายลง”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป ถามโพล่งราวกับนัดแนะกันไว้ว่า “ท่านบอกว่าท่านเป็นใคร?”

    ชายชรานั้นรู้สึกประหลาดใจที่เด็กหนุ่มทั้งสองมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ จึงกล่าว “เราแซ่ฟ่ง จัดอยู่อันดับห้า จึงเรียกว่าฟ่งอู่ (ที่ห้าแซ่ฟ่ง)”

    จี้คงโส่วทวนคำ “ฟ่งอู่?” จากนั้นร้องออกมาว่า “ท่านคือฟ่งอู่แห่งเวิ่นเทียนโหลว (ตึกไต่ถามฟ้า)”

    หานซิ่นก็เลื่อนมือแตะด้ามกระบี่ ถึงแม้ทราบว่าหากฝ่ายตรงข้ามเป็นฟ่งอู่ ต่อให้ชักกระบี่ก็เปล่าประโยชน์ แต่ยังเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ

    พวกมันแม้เพิ่งออกท่องเที่ยว แต่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวในยุทธจักรมาไม่น้อย บวกกับระหว่างนี้ได้ยินหลิวปังกับฝานไคว่เอ่ยถึงตำนานเรื่องราวต่างๆ จึงรู้จักคนมีชื่อเสียงแห่งยุคไม่น้อย

    เวิ่นเทียนโหลว (ตึกไต่ถามฟ้า) มีชื่อเลื่องระบือ จัดอยู่ในห้าตระกูลทรงอิทธิพลแห่งยุค โดยได้รับการขนานนามร่วมกับยู่ซื่อเก๋อ (ทำเนียบทางโลก) หลิวหวินใจ (เรือนเมฆลิ่วล่อง) จืออินถิง (เก๋งผู้รู้ใจ) กับทิงเซียงเซี่ย (หอสดับความหอม) เป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ลึกลับที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด

    ไม่มีผู้ใดทราบว่าประมุขตึกไต่ถามฟ้าเป็นใคร และไม่มีผู้ใดทราบว่าอิทธิพลของตึกไต่ถามฟ้ากระจายอยู่แห่งหนใด ฟ่งอู่เป็นยอดฝีมือในยอดฝีมือของตึกไต่ถามฟ้า ที่มีชื่อเลื่องระบือ เพราะสืบเนื่องจากการต่อสู้ในเมืองหลวงเดิมของรัฐเอี้ยน

    ตอนนั้นรัฐเอี้ยนล่มสลายแล้ว แต่ครั้งกระโน้นรัชทายาทรัฐเอี้ยนคือไทจือตันใช้ให้จิงเคอปลงพระชนม์จิ๋นซีฮ่องเต้ ดังนั้นเมืองหลวงเดิมของรัฐเอี้ยนให้ความสำคัญกับวิชาการต่อสู้ หลายสิบปีนี้ยังไม่เสื่อมถอย ในจำนวนนี้นับยอดฝีมือสำนักกระบี่นามตู๋กูฉานมีชื่อเสียงที่สุด มีท่าไม้ตายเจ็ดกระบี่พบดาวเดี่ยว ฟังว่าพอแทงกระบี่ออกสามารถก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเจ็ดประการในชั่วพริบตา น้อยคนที่รับมือได้ แต่มือกระบี่เช่นนี้กลับทอดร่างเป็นซากศพกลางถนนยามวิกาล

    มีคนที่ไปยังที่เกิดเหตุบอกเล่าว่า ตู๋กูฉานกลับถูกกระบี่จู่โจมสังหารในท่าเดียว แต่ดูไม่ออกว่าเป็นเพลงกระบี่ค่ายสำนักใด รอจนพวกมันเคลื่อนย้ายซากศพของตู๋กูฉาน ค่อยพบว่าบนพื้นศิลาใต้ร่างตู๋กูฉานมีคนใช้พลังดรรชนีสลักข้อความว่าผู้ฆ่าคนคือฟ่งอู่ตึกไต่ถามฟ้า

    เมื่อจี้คงโส่วกับหานซิ่นรับฟังตำนานเรื่องราวนี้ ถึงกับโห่ร้องชมเชยออกมา แต่พวกมันคาดคิดไม่ถึงว่า บุคคลที่เป็นตำนานผู้นี้จงปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าพวกมัน

    ฟ่งอู่ยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าเคยได้ยินชื่อของเราหรือ?”

    หานซิ่นหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “ย่อมเคยได้ยินมา เพียงแต่ระหว่างนี้เกิดเรื่องแขวนหัวแพะขายเนื้อสุนัข มีนักต้มตุ๋นมากมาย พวกเราไหนเลยจำแนกออกว่าเป็นจริงหรือแปลกปลอม?”

    ฟ่งอู่หามีโทสะไม่ กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “นามอันน้อยนิดของเราไหนเลยคู่ควรให้ผู้อื่นแอบอ้าง? สหายน้อยยกย่องเราสูงส่งไปแล้ว” เอ่ยถึงตอนนี้สองตาสาดประกายเจิดจ้า กอปรด้วยลักษณะของยอดฝีมือสำนักหนึ่ง

    จี้คงโส่วสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ สำนึกตัวว่าต่อให้มันกับหานซิ่นลงมืออย่างสุดกำลัง ก็ไม่อาจรับมือฝ่ายตรงข้ามได้ ปัญหาเฉพาะหน้าคือทำความเข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูหรือสหาย แล้วค่อยคิดอ่านกัน ดังนั้นปรายตาบอกใบ้ให้หานซิ่นอย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ ค่อยน้อมคำนับกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ฟ่ง...”

    ฟ่งอู่ชิงโบกมือกล่าวว่า “อย่าได้ใช้คำ ‘ผู้อาวุโส’ การมาของเราครั้งนี้เพื่อคิดร้องขอต่อสหายน้อยทั้งสองเรื่องหนึ่ง ขอเพียงพวกเจ้ารับปาก นับแต่นี้จะเป็นสหายของเราฟ่งอู่”

    คนผู้นี้มีชื่อเสียงเรียงนาง กลับไม่ข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า จี้คงโส่วจึงเกิดความรู้สึกที่ดีอยู่หลายส่วน กล่าวว่า “ฟ่งเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่ฟ่ง) มีพลังฝีมือกล้าแข็ง เพลงกระบี่สูงเยี่ยม ยังมีเรื่องใดต้องร้องขอต่อผู้อื่น?”

    ฟ่งอู่ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “เรามาเพราะเต่าเหล็กดำ ไม่ทราบสหายน้อยทั้งสองยอมบอกร่องรอยของมันหรือไม่?”

    จี้คงโส่วใจหายวูบครุ่นคิดขึ้น ‘เรื่องที่เต่าเหล็กดำตกอยู่ในมือเรา มีคนล่วงรู้น้อยกว่าน้อย ฟ่งอู่ทราบได้อย่างไร?’ ยามนั้นลอบคร่ำครวญในใจ มาตรว่าเต่าเหล็กดำนำมาซึ่งพลังลมปราณพิสดารล้ำแก่ตนเอง แต่ก็ชักนำความยุ่งยากแก่ตนเอง นับว่าตรงกับคำกล่าวที่ว่าในวาสนาซ่อนเภทภัยจริงๆ

    ฟ่งอู่เห็นจี้คงโส่วมีสีหน้าลังเล จึงแค่นเสียงเบาๆ กล่าวว่า “สหายน้อยทั้งสองไม่ยอมบ่งบอกกระมัง?”

    จี้คงโส่วเห็นดวงตาฟ่งอู่ทอประกายอำมหิตกลับเยือกเย็นลง กล่าวว่า “มิใช่ไม่ยอมบอก หากแต่ไม่มีวาจาเรียนบอก เพียงไม่ทราบฟ่งเซียนเซิงได้ยินข่าวลือจากที่ใดจึงยอมเชื่อโดยง่ายดาย?”

    ฟ่งอู่หน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “เราเมื่อติดตามมาจากอำเภอเพ่ยเสี้ยน หากไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ไหนเลยยอมลำบากตรากตรำเช่นนี้ เราขอเตือนสักคำ สหายน้อยทั้งสองยังคงบอกมาแต่โดยดี”

    จี้คงโส่วพานตัดใจกล่าวว่า “ในเมื่อฟ่งเซียนเซิงเข้าใจว่าเต่าเหล็กดำอยู่ที่พวกเราก็เชิญตรวจค้นเถอะ หากฟ่งเซียนเซิงไม่พบอันใด สมควรมีคำว่ากล่าวต่อพวกเราสักคำ”

    ฟ่งอู่คิดไม่ถึงว่าจี้คงโส่วยินยอมให้ตนเองค้นตัว รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง จากนั้นแค่นหัวร่อกล่าวว่า “พวกเจ้าเข้าใจว่าเราเป็นทารกอมมือถูกหลอกได้โดยง่ายหรือ? ในความเห็นเรา เต่าเหล็กดำคงถูกซุกซ่อนอยู่ในสถานที่อันมิดชิด หาอยู่ที่ตัวพวกเจ้าไม่”

    จี้คงโส่วกล่าวถามว่า “ฟ่งเซียนเซิงคิดทำอย่างไรจึงยอมเลิกรา?”

    ฟ่งอู่กล่าวว่า “พวกเจ้าเมื่อออกท่องยุทธจักร นับเป็นคนในเส้นทาง พวกเรามิสู้กระทำตามกฎของยุทธจักร”

    จี้คงโส่วถามไถ่รายละเอียด ฟ่งอู่กล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสองผนึกกำลังจู่โจมใส่เรา มีกำหนดสามกระบวนท่า ขอเพียงพวกเจ้ารับมือเราได้สามกระบวนท่า เราจะปล่อยให้พวกเจ้าจากไป ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าต้องติดตามเราไปแต่โดยดี จวบกระทั่งบอกร่องรอยของเต่าเหล็กดำออกมาค่อยยุติ”

    มันคิดแสดงฝีมือข่มขู่ขวัญเด็กหนุ่มทั้งสอง จากนั้นค่อยหยิบยื่นผลประโยชน์เข้าล่อ จวบจนบรรลุจุดประสงค์ ที่ผ่านมามันลงมือต่อศัตรูโดยไม่ไว้ไมตรี คราครั้งนี้ยอมโอนอ่อนผ่อนปรน เพราะเพื่อเต่าเหล็กดำ ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยใจคอของมัน คงเปิดฉากฆ่าฟันแล้ว”

    จี้คงโส่วสำนึกตัวว่าต่อให้พวกมันทั้งสองผนึกกำลังก็ไม่แน่ว่าจะรับมือฟ่งอู่ได้ แต่ในชีวิตมันชิงชังการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ผู้อื่นยิ่งข่มขู่บีบคั้น มันยิ่งไม่ยอมสยบ จึงกล่าว “ตกลงกันตามนี้”

    กล่าวจบล่าถอยไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหานซิ่น ตระเตรียมรับมือศัตรูเข้มแข็ง

    พริบตานั้น ทั้งสองรู้สึกมีรังสีการฆ่าฟันที่หนักหน่วงดุจขุนเขาแผ่ซ่านจากร่างฟ่งอู่ กดคุกคามจนแทบขาดใจตาย

    ฟ่งอู่ที่กำหนดการต่อสู้ไว้สามกระบวนท่า เพราะคิดใช้พลังสภาวะเข้าสะกดเด็กหนุ่มทั้งสอง จนพลังจิตของจี้คงโส่วกับหานซิ่นพังทลายลง มีแต่ทำเช่นนี้จี้คงโส่วกับหานซิ่นจึงยอมศิโรราบ บอกร่องรอยของเต่าเหล็กดำออกมา

    จี้คงโส่วทอดถอนใจคำหนึ่ง สีหน้าทอแววอับจนปัญญาอยู่บ้าง ขณะที่ฟ่งอู่เข้าใจว่าอีกฝ่ายใกล้พังทลายลง จี้คงโส่วพลันลงมือ

    จี้คงโส่วใช้ท่าเท้าว่างเปล่า สืบเท้าออกไป รวมพลังฝีมือทั่วร่างอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือ ต่อยหมัดใส่ใบหน้าฟ่งอู่

    สีหน้าท่าทีของมันสมจริงสมจัง หลอกให้ฟ่งอู่ตายใจ พร้อมกับฝีเท้าที่รวดเร็วว่องไว หมัดนี้บรรลุเป้าหมายของการใช้ความพิสดารสยบศัตรู

    หานซิ่นรู้ใจมันเป็นอย่างดี จึงชักกระบี่หนุนเสริม ประกายสีขาวสายหนึ่งติดตามหลังพลังหมัดของจี้คงโส่ว แทงปราดใส่ทรวงอกฟ่งอู่

    ฟ่งอู่ก็ลอบตื่นตระหนก คิดไม่ถึงว่าจี้คงโส่วกับหานซิ่นมิเพียงมีพลังลมปราณแกร่งกร้าว กระบวนท่าที่ใช้ก็บรรลุถึงขั้นน่าตื่นใจ โดยเฉพาะท่าเท้าว่างเปล่าของจี้คงโส่ว สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่มัน เข้าใจว่าเป็นวิทยายุทธ์ในเต่าเหล็กดำเสียอีก

    มันหมายมั่นครอบครองเต่าเหล็กดำ ดังนั้นพอเห็นท่าเท้าพิสดารเช่นนี้ จึงนึกโยงไป ยามนั้นไม่รีบร้อนลงมือ ยกมือไพล่หลัง ถอยกายไปสามก้าว คิดรับทราบความลึกล้ำของท่าเท้าจี้คงโส่วดู

    สามก้าวของมันคล้ายเดินทอดน่องอย่างปลอดโปร่ง คล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา กลับสลายท่าจู่โจมของหนึ่งหมัดหนึ่งกระบี่ไป

    จี้คงโส่วตื่นตระหนกยิ่ง ตวาดถามว่า “นี่นับเป็นหนึ่งกระบวนท่าหรือไม่?” พลางหมุนตัวรอบหนึ่ง ในมือเพิ่มมีดสั้นเจ็ดนิ้วเล่มหนึ่ง

    ฟ่งอู่แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ถือว่าหนึ่งกระบวนท่า” พลางโคจรพลังลมปราณ กระดูกทั่วร่างก็ลั่นเกรียวกราว เสื้อผ้าเบ่งพองราวอัดลมเข้าไป เป็นสภาพที่ขู่ขวัญผู้คนนัก

    มันขณะจะสะอึกกายลงมือ พลันอุทานดังเอ๊ะ ถอยกายไปอีกสามก้าว

    สามก้าวนี้มิใช่เป็นความยินยอมพร้อมใจ หากแต่จำต้องล่าถอย ที่แท้มันขณะจะลงมือ พลันพบว่ากระบี่ที่หานซิ่นโถมแทงออกแม้พื้นเพธรรมดา แต่พอผสานกับมีดบินเจ็ดนิ้วของจี้คงโส่ว แทบเป็นภูเขาฟ้าไร้ตะเข็บ ทำให้ฟ่งอู่ต้องประเมินฝีมือของเด็กหนุ่มทั้งสองไม่ พร้อมกันนั้นยิ่งหมายมั่นครอบครองเต่าเหล็กดำกว่าเดิม

    เมื่อมันได้คิดถึงข้อนี้ พลันพบว่ากำหนดสามกระบวนท่าคงเหลือกระบวนท่าสุดท้ายแล้ว

    ดังนั้นมันชักกระบี่ดังเช้ง ประกายเย็นเยียบวูบขึ้น พลังกระบี่ผนึกเป็นรังสีการฆ่าฟัน แผ่ปกคลุมพื้นที่ช่องว่างรัศมีหลายวา

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นหน้าเผือดขาวลง ใจกลางฝ่ามือปรากฏเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมา ต่างรู้สึกถึงพลังกดดันที่น่าตระหนกและความคิดฆ่าฟันอย่างรุนแรงที่แฝงมากับกระบี่นี้

    จี้คงโส่วตวาดว่า “ท่านหาน พวกเราเสี่ยงเถอะ อย่างมากตกตายพร้อมกับมัน” มันลงมือประสานเสริมคมกระบี่ของหานซิ่น มีดบินเจ็ดนิ้วซัดพุ่งออกดุจประกายสายฟ้า

    ฟ่งอู่เคลือบแคลงสงสัยยิ่ง หวนนึกถึงเด็กหนุ่มทั้งสองเพิ่งครอบครองเต่าเหล็กดำสองสามเดือนก็พลิกผันจากอันธพาลน้อยเป็นมือดี หากตนเองสามารถยึดครองเต่าเหล็กดำ ไยมิใช่พิชิตไปโดยไร้ผู้ต่อต้าน? ดังนั้นขยับข้อมือวูบ ปรากฏรุ้งเขียวสายหนึ่งแหวกฝ่าอากาศออกไป

    หัวใจจี้คงโส่วคล้ายถูกวัตถุใดบีบรัดไว้ เกิดความรู้สึกช่วยตัวเองไม่ได้ยึดครองจิตใจจนหมดสิ้น

    มันทราบว่าตนเองจบสิ้นแล้ว แต่แล้วยามนั้นพลันเห็นประกายเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งผ่านข้างกายไป

    ฟ่งอู่ขณะกำชับเป็นมั่นเหมาะ พลันรู้สึกมีพลังกล้าแข็งสายหนึ่งจู่โจมใส่ตัวกระบี่มัน จนข้อแขนชาวูบ ต้องหงายร่างพลิกตัวไปด้านหลัง พอเพ่งตามองเห็นในวงต่อสู้เพิ่มกระบี่อีกเล่มหนึ่ง

    กระบี่เล่มนี้ใช้ออกด้วยระดับความเร็วสุดเปรียบปาน ขณะที่ฟ่งอู่บีบรัดใส่จี้คงโส่วกับหานซิ่น ห่างเพียงหนึ่งเชียะ กระบี่เล่มนี้ก็สกัดสภาวะกระบี่อันเกรี้ยวกราดของฟ่งอู่เป็นผลสำเร็จ

    เจ้าของกระบี่ไม่สะดุดหยุดยั้ง ยื่นมือตะปบร่างจี้คงโส่ว สยบจุดชีพจรของมันไว้ จากนั้นพุ่งโถมไปยังดงไม้แถบหนึ่ง

    ที่แท้ผู้มามุ่งเป้าไปที่จี้คงโส่ว หาได้คิดร้ายต่อฟ่งอู่ไม่

    นี่เรียกว่าจั๊กจั่นจับแมลง นกกระจิบตามหลัง รอจนฟ่งอู่ได้คิดถึงข้อนี้ ก็ชักช้าก้าวหนึ่ง

    ในชีวิตมันมีแต่ขวางดาบช่วงชิงของรักผู้อื่น คิดไม่ถึงมีคนใช้วิธีที่มันจัดการกับผู้อื่นมาจัดการกับมัน ถึงกับบังเกิดโทสะลุกฮือโหม กระโดดลอยตัวขึ้น ขยับกระบี่เป็นเงากระบี่นับร้อยพันสาย โถมแทงใส่เงาหลังของผู้มา

    กระบี่ของฟ่งอู่นี้แทบทุ่มเทอย่างสุดกำลัง คมกระบี่กรีดฝ่าอากาศเป็นเส้นสายสุดคณานับ ครอบคลุมใส่ฝ่ายตรงข้าม

    ทันใด พงหญ้านอกดงไม้แถบหนึ่งพลันแตกกระจายออก พร้อมกับกรวดหินดินทรายที่สาดพุ่งใส่ ยังแฝงกลิ่นหอมที่กำซาบซ่านชนิดหนึ่ง

    ฟ่งอู่บังเกิดความตื่นตระหนกอีกครา ไม่เพียงตื่นตระหนกที่ปรากฏศัตรูซุ่มทำร้าย ยังแตกตื่นตระหนกต่อกลิ่นหอมที่โชยกระทบจมูก ปฏิกิริยาอันดับแรกของมันคือกลั้นลมหายใจไว้ ถลันไปด้านข้าง ปล่อยให้ลมหอมเฉียดผ่านข้างกายไป จากนั้นยังคงรุดหน้าสืบต่อ

    พริบตาที่ฟ่งอู่พุ่งเฉียดผ่านลมหอมไป ข้างหูพลันแว่วเสียงดังอึงอล คล้ายเป็นเสียงแมลงโบยบิน แท้ที่จริงเป็นเสียงยิงอาวุธลับจากขดลวด

    มันรีบล้มตัวลง มุดไปในพงหญ้า ได้ยินเสียงลมแรงหลายสายพุ่งเฉียดผ่านหนังศีรษะไป

    แต่รอจนมันผุดลุกขึ้น พบว่าคนผู้นั้นหนีบร่างจี้คงโส่วพุ่งปราดดุจลูกธนู ล่วงหน้าไปหลายสิบวาแล้ว ต่อให้คิดติดตามก็ตามไม่ทัน

    กลิ่นหอมนั้นจางเบาบางลงทีละน้อย ยังลอยอยู่ริมจมูกของฟ่งอู่ พร้อมกันนั้นพงหญ้าที่ห่างไปสิบกว่าวาแหวกแยกออก เงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนต้นหญ้าเอนลู่ไปตลอดทาง

หนังสือแนะนำ

Special Deal