บทที่ 9 แผ้วถางเส้นทางราชัน (หน้า 2)

    มู่หยงเชียนที่ได้รับความไว้วางใจจากจ้าวเกาจัดส่งมาควบคุมดูแลเขตปกครองซื่อสุ่ย ไม่เพียงเพราะไหวพริบพลังฝีมือของมัน ประการสำคัญคือมันถนัดในการนำทัพออกศึก

    ยามนี้มู่หยงเชียนนำกำลังไพร่พลห้าพันนายเคลื่อนขบวนไปตามทางภูเขาอย่างเป็นระเบียบ ยังเกิดความเชื่อมั่นว่าภายใต้การฝึกอบรมของมัน นักรบในสังกัดเป็นหน่วยรบอันแข็งแกร่งหน่วยหนึ่งของกองทัพราชวงศ์ฉิน

    สถานการณ์ที่อำเภอเพ่ยเสี้ยนล่อแหลมยิ่ง ยามใดที่เจ็ดพรรคไหวเจียงก่อกบฏขึ้น จะมีสภาพเฉกเช่นไฟลามทุ่ง หากไม่สามารถตัดไฟแต่ต้นลม ผลสุดท้ายคงเลวร้ายสุดคาดคิด

    ดังนั้นมันตัดสินใจรีบรุดถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนก่อนกำหนดการประชุมเจ็ดพรรค ดำเนินแผนกำจัดกวาดล้าง

    ที่สร้างความประหลาดใจแก่มันคือ จางอิ๋งกับย่างจื่อแห่งทำเนียบทางโลกหลังจากเข้าสู่อำเภอเพ่ยเสี้ยนกลับไม่ส่งข่าวมา นับเป็นเรื่องผิดปรกติวิสัยอยู่บ้าง

    มันล่วงรู้ขีดความสามารถของทั้งสองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจางอิ๋ง ได้รับการจัดอันดับอยู่ในทำเนียบทางโลกเหนือกว่ามันอีก ทั้งยังมีฟางรุ่ยและพวกทำการช่วยเหลือ สมควรจัดการกับหลิวปังได้ไม่ยากนัก แต่แล้วกระทั่งนางก็ไม่ส่งข่าวมา

    แต่ว่าปมปริศนาทั้งหลายใกล้จะคลี่คลายแล้ว มู่หยงเชียนมองดูภูมิประเทศสองฟากข้าง ทราบว่าบรรลุถึงหุบเขาเทียนฝู่ จากที่นี้ถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยนใช้เวลาเดินทางอีกสองสามชั่วยาม ขอเพียงกองกำลังของมันไปถึง จะไม่มีสิ่งใดยับยั้งการเคลื่อนเข้าสู่อำเภอเพ่ยเสี้ยนได้

    หุบเขาเทียนฝู่อยู่หว่างกลางขุนเขาสองลูก ต้นไม้แน่นขนัดรกครึ้ม ภูมิประเทศหวาดเสียวอันตราย มู่หยงเชียนเคลื่อนกำลังเข้าสู่หุบเขา เดินทัพถึงกลางคนพลันรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ปรกติธรรมดาทำให้มันหยุดม้าเอาไว้

    มันกวาดตาผ่านดงไม้สองฟากข้าง ลมภูเขาโชยพัดผ่าน ต้นไม้กิ่งใบล้วนสั่นไหว หากปรากฏศัตรูซุ่มอยู่ภายใน นับเป็นเรื่องคับขันอันตรายยิ่ง ดังนั้นออกคำสั่งว่า “แจ้งให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อม เคลื่อนผ่านหุบเขาโดยเร็วที่สุด”

    คำสั่งพอถ่ายทอดออก ถึงกับสะท้านทั่วหุบเขา สร้างความแตกตื่นแก่นกกาฝูงหนึ่งจนบินเตลิดขึ้นฟ้า

    มู่หยงเชียนเหลียวหน้าไปยังเฉาเซินซึ่งติดตามอยู่ดานหลัง ถามคำถามว่า “แม่ทัพเฉา ในความเห็นท่าน หลังจากเข้าสู่อำเภอเพ่ยเสี้ยน ปฏิบัติการกวาดล้างจะใช้เวลากี่วัน?”

    เฉาเซินขบคิดแล้วกล่าว “ขุมกำลังของเจ็ดพรรคเจียงไหวไม่อาจชะล่าดูแคลน หากพวกมันรวมตัวเป็นสหพันธ์ เบื้องสูงเบื้องต่ำรวมเป็นหนึ่งเดียว ในเวลาอันสั้นยากจะกวาดล้างโดยราบคาบได้”

    มู่หยงเชียนฉุกคิดว่าเรื่องราวตึงมือ ต้องกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นเกรงว่ามีปัญหาอยู่บ้าง ตอนนี้ในเขตเมืองซื่อสุ่ยมีเพียงเซียวเหอนำกำลังหนึ่งพันนายเฝ้ารักษา หากโจรกบฏเฉินเซิ่งบุกโจมตี เกรงว่าเซียวเหอยากรักษาเมืองได้”

    มันคล้ายยังไม่ทราบข่าวเฉินเซิ่งอ๋องแตกพ่าย นี่ไม่อาจโทษว่ามัน สองวันมานี้มันอยู่ระหว่างเดินทัพ ขาดการติดต่อกับภายนอก ไม่ทราบข่าวล่าสุดจากแนวรบ

    เฉาเซินกล่าวว่า “ข้อวิตกกังวลของจวินลิ่ง (ผู้ควบคุมดูแล) มีเหตุผล ดูท่าปฏิบัติการครั้งนี้ออกจะรีบร้อนไป ขาดความรอบคอบรัดกุมอยู่บ้าง”

    มู่หยงเชียนฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “เราก็อับจนปัญญา ก่อนหน้านี้จ้าวเซี่ยง (ท่านมหาเสนาบดีจ้าว) สั่งกำชับให้เราจับตาดูความเคลื่อนไหวของเจ็ดพรรคเจียงไหวอย่างใกล้ชิด ยามใดที่เจ็ดพรรคเจียงไหวลุกฮือขึ้น อย่าว่าแต่เราไม่อาจรักษาตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองซื่อสุ่ยไว้ กระทั่งศีรษะบนบ่ายังยากรักษาสืบไป”

    เฉาเซินกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “จ้าวเซี่ยงไฉนให้ความสำคัญแก่เจ็ดพรรคเจียงไหวถึงเพียงนี้? หรือว่าความนี้มีเลศนัย?”

    หวนนึกถึงเจ็ดพรรคเจียงวไหวจะอย่างไรเป็นค่ายพรรคในยุทธจักร ด้วยศักดิ์ฐานะอันสูงส่งของจ้าวเกา ไฉนให้ความสำคัญต่อค่ายพรรคท้องถิ่นถึงเพียงนี้?”

    มู่หยงเชียนลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “ท่านยังไม่ทราบ ผู้ก่อตั้งเจ็ดพรรคเจียงไหวล้วนเป็นบุตรหลานของรัฐต่างๆ ที่ถูกล้มล้างไป ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าผู้จงรักที่คิดฟื้นฟูชาติรัฐ อย่าว่าแต่จ้าวเซี่ยงให้ความสำคัญ แม้แต่เวิ่นเทียนโหลว (ตึกไต่ถามฟ้า) ก็คิดเกลี้ยกล่อมเจ็ดพรรคเจียงไหวเข้าเป็นพวก”

    เฉาเซินร้องโพล่งว่า “ตึกไต่ถามฟ้า? แม้แต่ตึกไต่ถามฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลทรงอิทธิพลก็ให้ความสนใจต่อเจ็ดพรรคเจียงไหว?”

    มู่หยงเชียนผงกศีรษะ กล่าวว่า “ดังนั้นเราตัดสินใจรีบรุดมายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน หากไม่สามารถดึงเจ็ดพรรคเจียงไหวให้รับใช้ทางการ ก็จะไม่เบิ่งตาดูผู้ใดใช้สอยเจ็ดพรรคเจียงไหวได้”

    เฉาเซินค่อยได้คิด ติดตามมู่หยงเชียนเดินทางต่อ แต่รุดหน้าไม่กี่ก้าว มู่หยงเชียนพลันรั้งดึงบังเหียนม้า ม้าศึกยกขาหน้าขึ้น แผดเสียงร้องออกมา

    กองกำลังทั้งหมดหยุดการลง สีหน้ามู่หยงเชียนปรากฏแววตื่นเต้นสงสัย กล่าวว่า “ประหลาด เราไฉนรู้สึกไม่ถูกต้อง? หรือว่ามีหน่วยซุ่มอยู่ที่นี้?”

    มันขบคิดชั่วขณะจึงถ่ายทอดคำสั่งไป ส่งหน่วยสอดแนมชุดหนึ่งล่วงหน้าไปก่อน

    นี่ความจิงเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการแต่แรก เพียงแต่มู่หยงเชียนถือดีในกองกำลังตัวเองเกินไป จึงนึกชะล่าใจ ยามนี้ค่อยสั่งการแสดงว่าสายเกินการณ์แล้ว

    ทันใด เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังขึ้นที่เหนือศีรษะ มู่หยงเชียนไม่ทันมีปฏิกิริยา เห็นท่อนไม้หินใหญ่จำนวนมากสุดคณาถูกผลักลงจากผนังผา ความรุนแรงของสภาวะ ประหนึ่งอสนีบาตฟาดทลาย

    “โอย โอย...”

    เสียงแผดร้องดังระงม หินใหญ่และท่อนไม้พอถล่มลง ม้าผงะหงายผู้คนล้มตาย หน่วยรบที่ผ่านการฝึกอบรมมากลับแตกพ่ายไม่เป็นขบวน แยกย้ายหลบหนีไปยังดงไม้ข้างทาง

    แต่แล้วยามนั้น ในดงไม้บังเกิดเสียงสายคันธนูดังขึ้น จากนั้นแว่วเสียงขยับเขวี้ยว ลูกธนูหลายร้อยดอกแหวกฝ่าอากาศอกมา เปิดฉากยิงสังหารอย่างโหดร้าย

    ไพร่พลของมู่หยงเชียนล้มตายดุจใบไม้ร่วง แต่สภาวะจู่โจมไม่หยุดยั้งชะงัก ยังติดต่อตามมาดุจระลอกคลื่น หลังการโหมจู่โจมหลายระลอก หน่วยรบห้าพันนายบาดเจ็บล้มตายกว่าครึ่ง

    มู่หยงเชียนทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ในที่สุดพบเห็นร่องรอยของศัตรู ที่แท้บนผนังผาสองฟากข้างปรากฏศีรษะผู้คนสลอน อาศัยสภาพภูมิประเทศ ทำการโอบล้อมเป็นวงกว้าง

    มู่หยงเชียนตวาดคำ “รีบถอย” ขณะจะนำกำลังที่หลงเหลือล่าถอยกลับเส้นทางเมื่อขามา พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับ บนเส้นทางเมื่อขามาปรากฏม้าพ่วงพีตัวหนึ่งควบขับออกมา คนบนหลังม้าคือหลิวปังเอง

    หลิวปังที่ปรากฏกายในที่นี้ เนื่องเพราะเขาทราบว่าหุบเขาเทียนฝู่จึงเป็นสถานที่เหมาะกับการซุ่มโจมตีที่สุด

    ยามนี้เจ็ดพรรคเจียงไหวรวมตัวจัดตั้งเป็นกองทัพธรรม หากทว่ายังขาดประสบการณ์สู้รบ ทั้งไม่ได้ผ่านการฝึกอบรม หากปะทะกับกองกำลังของมู่หยงเชียน ไม่ต่างกับไข่กระทบหิน

    หลิวปังรู้ซึ้งถึงข้อนี้ จึงตกลงใจจัดทัพพิสดารเข้าช่วงชิง อาศัยชัยภูมิของหุบเขาเทียนฝู่สร้างความเสียหายแก่กองกำลังของมู่หยงเชียนอย่างใหญ่หลวง

    กล้ามเนื้อบนใบหน้ามู่หยงเชียนสั่นกระตุก ดวงตาทอประกายเคียดแค้นออกมา กล่าวว่า “เราดูไม่ผิดจริงๆ เจ้าเป็นโจรกบฏมาแต่กำเนิด เพียงแค้นที่เรามืออ่อนไป ไม่กำจัดเจ้าแต่เนิ่นๆ”

    หลิวปังหามีโทสะไม่ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เราเป็นโจรกบฏมาแต่กำเนิด พอดีจับคู่กับท่านที่เป็นสุนัขรับใช้ของทางการ หากไม่ต่อสู้พิสูจน์คามเป็นตายสักครั้ง ไยมิใช่น่าเสียดายนัก?”

    มู่หยงเชียนมองดูนักรบที่ข้างกาย ใคร่ครวญว่าหากตนเองพลันนำมือดีในสังกัดจู่โจมลงมืออย่างกะทันหัน จะมีโอกาสสัมฤทธิ์ผลสักกี่ส่วน

    มันล่วงรู้สถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นอย่างดี ไม่ว่านำไพร่พลรุกหน้าหรือล่าถอย ล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างอนาต แต่หากสามารถค่ากุมหลิวปังเป็นตัวประกัน ก็จะถอนตัวล่าถอยไปได้

    ขณะที่มันครุ่นคิดใคร่ครวญ หลิวปังคล้ายมองทะลุถึงจิตใจมัน จึงกล่าว “เราทราบว่าตอนนี้ท่านคิดอะไร ขอน้อมเตือนว่าอย่าได้คิดเล่นลวดลาย ข้าพเจ้าจะเปิดโปกาสให้ท่านสู้กันตัวต่อตัว หากท่านละทิ้ง เกรงว่าจะนึกเสียใจภายหลัง”

    มู่หยงเชียนแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เราไม่เคยต่อสู้กับคนเสียสติมาก่อน”

    หลิวปังยิ้มอย่างสง่างาม กล่าวว่า “อาจบางทีเราท้าสู้กับท่านในตอนนี้ ถือว่าเสียสติจริงๆ ขอเพียงเราออกคำสั่งคำเดียว ห่าธนูกับภูเขาก้อนหินจะทำลายล้างพวกท่านจนสิ้นซาก เราที่ไม่ออกคำสั่งเพราะไม่ต้องการให้เหล่านักรบที่ด้านหลังท่านต้องพลีชีพโดยใช่เหตุ”

    สุ้มเสียงของหลิวปังไม่ดังนัก แต่แฝงความจริงใจชนิดหนึ่ง ผู้คนในบริเวณล้นรับฟังจนงงงันวูบหนึ่ง หลิวปังกล่าวสืบต่อ “ดังนั้เราคิดเดิมพันกับท่านสักครั้ง ขอเพียงท่านเอาชนะกระบี่ในมือเราได้ เราจะปล่อยให้พวกท่านไปจากหุบเขาเทียนฝู่ ไม่เช่นนั้นหากนักรบของท่านยอมเข้าร่วมกับเรา จะมีชีวิตสืบไป”

    มู่หยงเชียนไม่มีทางเลือกอื่นอีก ได้แต่รับคำท้าของหลิวปัง เนื่องเพราะหลิวปังใช้ชีวิตของนักรบตนเองมูกมัดตนเองไว้ หากตนเองไม่รับปากจะเป็นเหตุให้หน่วยรบของมันลุกฮือขึ้น

    ดังนั้นมันปลดคันธนูไร้ขนนกออกมา ในซอกนิ้วคีบจับลูกระเบิดอัคคีสามลูก มันจะให้เด็กน้อยที่โอหังบังอาจผู้นี้รับทราบไม้ตายของมัน

    หลิวปังหน้าเคร่งเครียดลง ยกกระบี่เสมออก กล่าวว่า “เราจะขอรับทราบคันธนูไร้ขนนกของมู่หยงจวินลิ่ง (ผู้ดูแลแซ่มู่หยง) อีกครั้ง เชิญ”

    มู่หยงเชียนปล่อยมือจากสายคันธนู ลูกระบิดอัคคีทั้งสามลูกก็แหวกฝ่าอากาศดุจดาวตก กรีดเปนเส้นสายที่แตกต่าง พุ่งใส่หลิวปังราวกับมังกรร้ายมุ่นเมฆ

    หลิวปังก็ใช้กระบี่ออก กรีดจากตำแหน่งมุมอันพิสดาร จากนั้นขยับกระบี่ บังเกิดเป็นเส้นโค้งเส้นแล้วเส้นเล่า กอปรเป็นวงแล้ววงเล่า ขยายออกนอก กอปรเป็นสนามพลังรูปเกลียวแห่งหนึ่ง

    เห็นลูกระเบิดอัคคีทั้งสามลูกพอพุ่งชนใส่สนามพลังรูปเกลียวที่หลิวปังก่อตัวขึ้น คล้ายเผชิญกับพลังดึงดูดอันกล้าแข็ง ในพลังดึงดูดแฝงแรงเหนียวหนือชนิดหนึ่ง ดูดลูกระเบิดอัคคีเอาไว้ จากนั้นชักนำลูกระเบิดอัคคีหมุนรอบโคจรจบอย่างเชื่องช้า

    นี่คล้ายกับผิวน้ำอันสงบรางเรียบแห่งหนึ่งมีคนโยนก้อนหินลงไป ตำแหน่งที่ก้อนหินตกลงในน้ำจะเป็นศูนย์กลาง ก่อเกิดเป็นระลอกขยายวงกว้างออกไป ลูกระเบิดอัคคีจะโคจรไปตามระลอกที่ขยายวงกว้างออกไปไม่หยุดยั้ง

    ‘วิชารองรับจึงยิ่งใหญ่?’

    มู่หยงเชียนพลันฉุกคิดถึงยอดวิชาแขนงหนึ่ง ทำให้มันนึกโยงถึงบุคคลผู้หนึ่ง พลันบังเกิดความหวาดหวั่นสุดเปรียบปานชนิดหนึ่งครอบงำทั้งกายและใจ

    พริบตาที่มู่หยงเชียนบังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึง ลูกระเบิดอัคคีทั้งสามลูกพลันหลุดพ้นจากวงโคจรของสนามพลัง พุ่งใส่ดงไม้ที่อยู่ห่างไปสิบกว่าวาซึ่งไร้ผู้คนแถบหนึ่ง

    แว่วเสียงระเบิดติดต่อกัน เปลวไฟแลบแปลบปลาบ ต้นไม้ฉีกขาด ก้อนหินแตกทำลาย เกิดการทำลายล้างอย่างรุนแรง ดงไม้แถบนั้นถูกทลายราบคาบ เกิดความเสียหายอย่างยับเยิน

    ในความแตกตื่นตะลึงลาน หลิวปังไม่เคลื่อนไหว มู่หยงเชียนไม่เคลื่อนไหว ผู้คนของทั้งสองฝ่ายในหุบเขาเทียนฝู่นับพันนับหมื่นก็ไม่มีผู้ใดขยับเคลื่อนไหว มีแต่ม้าศึกแผดเสียงร้องด้วยความหวั่นไหว

    มู่หยงเชียนพอทราบว่าการใช้ลูกธนูไร้ขนนกยิงลูกระเบิดอัคคีไม่ประสบผลดังที่คาดหวังก็ยากที่จะโค่นศัตรูเบื้องหน้าลงได้ แต่มันยังคิดหวังโชคช่วย ดังนั้นหยิบฉวยหอกยาวจากมือผู้ใต้บังคับบัญชาเล่มหนึ่ง ร่ายรำหอกยาวชิงจู่โจม ก่อเกิดเป็นพลังวังวนขุมแล้วขุมเล่า กดคุกคามใส่หลวปัง

    หลิวปังจับตาดูระดับความเร็วและความเปลี่ยนแปลงของหอกยาว รอจนคมหอกห่างจากกระบี่ของตนเองสามเชียะ ก็คุมกระบี่ตอบโต้กลับไป

    ในหุยเขาที่มืดมัวสลัว พลันปรากฏประกายกระบี่สีขาวสายหนึ่ง พุ่งสวนคมหอกไปจ่อจี้ใส่หว่างคิ้วใด

    มู่หยงเชียนไม่ทราบว่าหลิวปังค้นพบช่องว่างรอยโหว่ในเพลงหอกของตนเองได้อย่างไร เพียงรู้สึกละลานตาวูบ ประกายกระบี่ก็จ่อถึงใบหน้า ได้แต่ขวางหอกปิดป้องต้านทานไว้

    กระบี่หอกกระทบกัน บังเกิดเสียงตังใหญ่ มู่หยงเชียนสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ถอยกายไปหลายก้าว

    หลิวปังไม่ถดถอยกลับรุกไล่ สะบัดกระบี่เป็นฝนกระบี่นับร้อยพัน ครอบคลุมใส่มู่หยงเชียนจากทั่วสี่ทิศแปดทาง

    มู่หยงเชียนไม่ตื่นตระหนกก็ทำไม่ได้ ผลจากการปะทะ แสดงว่าหลิวปังมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่ามันขั้นหนึ่ง มันค่อยว่าถิงจ่างเล็กๆ ผู้นี้ซ่อนคมงำประกาย ซุกงำพลังการฝึกปรือไว้ตลอดมา

    มันได้แต่กวัดแกว่งหอกยาวปิดสกัดทุกตำแหน่งมุมเอาไว้ หวังว่าสามารถต้านทานรับการโหมโจ่โจมระลอกนี้ของหลิวปัง

    เสียงตังตังดังไม่หยุดยั้ง หลิวปังใช้กระบี่ต่างดาบ ฟาดฟันออกสิบสามกระบี่ ทุกกระบี่แฝงพลังอันหนักหน่วง ไม่เปิดโอกาสให้มู่หยงเชียนหยุดพักหอบหายใจได้

    การสะบัดกวัดแกว่งหอกของมู่หยงเชียน แทบเป็นไปตามสัญชาตญาณ เคลื่อนไหวตามท่าเพลงกระบี่ของหลิวปัง หลายกระบวนท่าแรกยังพอต้านทานรับไว้ได้ สิบกระบวนท่าให้หลังรู้สึกพลังไม่ต่อเนื่อง เมื่อหลิวปังกรีดกระบี่สุดท้ายออก มันได้แต่ซัดหอกยาวออกไป พาตัวพุ่งถอยไปด้านหลัง

    มันพุ่งถอยคราเดียวห้าหกวา ถอยร่นถึงเบื้องหน้าเฉาเซินและเหล่าขุนพล

    ทันใด มู่หยงเชียนรู้สึกเย็นวาบที่กลางหลัง ปรากฏกระบี่ไวเล่มหนึ่งจ่อใส่กลางหลังมัน จมลึกไปในร่างมันสามหุน จากนั้นหยุดนิ่งไว้

    มันทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล ขณะจะเหลียวหน้าไป พลันได้ยินสุ้มเสียงที่คุ้นหูเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังว่า “ใต้เท้ามู่หยงอย่าได้เคลื่อนไหว เราเฉาเซินแม้ทราบว่าท่านเป็นผู้ดูแลเขตปกครองหนึ่ง แต่กระบี่ในมือเรากลับรอบรู้จำกัด ไม่แน่ว่าจะให้ความเคารพต่อท่านเช่นเดียวกับเรา”

    มู่หยงเชียนสูดลมหายใจคำหนึ่ง บังคับตนเองสงบเยือกเย็นลง ค่อยกล่าวว่า “เฉาเซิน หรือว่าท่านคิดกบฏร่วมกับหลิวปัง?”

    เฉาเซินกวาดตามองรอบข้าง พบว่าคนสนิทของตนเองห้อมเข้ามา แยกมู่หยงเชียนออกจากหน่วยรบของมัน ค่อยกล่าวว่า เรายังไม่มีกำลังขวัญเพียงนั้น”

    มู่หยงเชียนลอบโคจรพลัง พบว่าปลายกระบี่ของเฉาเซินแม้แทงลึกเข้ามาเพียงสามหุน แต่ก็จ่อใส่เส้นเลือดของมัน ขอเพียงมันขัดขืนดิ้นรน จะประสบสภาพพลังโลหิตทะลักหลั่งจากร่าง ดังนั้นไม่กล้าเคลื่อนไหว เพียงกล่าวว่า “ท่านเมื่อไม่มีกำลังขวัญเช่นนี้ก็ไม่ควยก่อกบฏตามผู้อื่น ขอเพียงท่านถอนกระบี่กลับไป เราจะไม่สืบสาวเอาความ ทั้งยังจะใช้สอยท่านดุจเดิม”

    เฉาเซินหัวร่อกล้ว มันกล่าวว่า “ใต้เท้ามู่หยงเข้าใจเจตนาของเราผิดไปแล้ว เนื่องเพราะเราไม่มีกำลังขวัญเช่นนี้ จึงเลียนแบบผู้อื่นก่อกบฏสักครา เพื่อบ่มเพาะกำลังขวัญของตัวเอง อย่าว่าแต่เราเมื่อลงมือก็ไม่เปลี่ยนใจโดยง่ายดาย”

    มู่หยงเชียนบันดาลโทสะขึ้นมา กล่าวว่า “ต่อให้ท่านไม่นึกถึงตัวเองก็ควรนึกถึงความปลอดภัยของครอบครัวท่าน อาจบางทีท่านยังไม่ทราบ ก่อนที่จะเคลื่อนกำลัง เราสั่งให้ซียวเหอควบคุมตัวคนในครอบครัวของขุนพลตั้งแต่ระดับชั้นนายทัพ เพื่อป้องกันพวกท่านแปรพักตร์ คิดไม่ถึงเรากลับคำนวณถูกต้อง”

    เฉาเซินอดยิ้มมิได้ กล่าวถามว่า “ท่านไว้วางใจเซียวเหอถึงเพียงนี้จริง?”

    มู่หยงเชียนหน้าแปรเปลี่ยนไป ถามโพล่งว่า “หรือว่าเซียวเหอเป็นพวกเดียวกับพวกท่าน?”

    “เซียวเหอมิเพียงเป็นพวกเดียวกับมัน ทั้งยังเป็นสหายของเรา ในแผนปฏิบัติการของพวกเราครั้งนี้ เซียวเหอมีส่วนร่วมด้วย”

    คนกล่าววาจาคือหลิวปัง เขายกมือไพล่หลัง เดินถึงเบื้องหน้ามู่หยงเชียน

    มู่หยงเชียนไม่อาจทนทานรับความกระทบกระเทือนติดต่อกัน คนคล้ายพังทลายลง สีหน้ากลับกลายเป็นท้อแท้ทอดอาลัย

    หลิวปังหันหน้าหากองกำลังในสังกัดมู่หยงเชียน ชูมือขึ้นกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายขายชีวิตให้กับเผด็จการฉินเพียงเพื่อปากท้องตัวเอง นี่เป็นส่วนท่ไม่อาจกล่าวโทษได้ แต่ตอนนี้เหล่าผู้กล้าลุกฮือขึ้นแข็งข้อต่อการกดขี่ของฝ่ายปกครอง การล่มสลายของเผด็จการฉินเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมาย หากพวกท่านเพียงเพื่อเงินเดือนทหารอันน้อยนิด ยังคงรับใช้เผด็จการฉินต่อไป เป็นเรื่องที่ไม่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง ไยไม่เข้าร่วมกับกองทัพธรรมของพวกเรา หากแม้นก่อการสำเร็จ ทุกคนจะได้เสพสุขวาสนากัน”

    เสียงขาดคำ คนสนิทของเฉาเซินขานรับก่อน ที่หลงเหลือเห็นว่าสถานการณ์ยากกอบกู้ บวกกับศัตรูเข้มแข็งรายล้อมรอบ ได้แต่คล้อยตามกระแสเข้าร่วมกับหลิวปัง

    สีหน้าหลิวปังปรากฏแววปลาบปลื้มยินดี คล้ายคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะดำเนินโดยราบรื่นเช่นนี้ ดังนั้นเรียกตัวผู้นำเจ็ดพรรคมา แบ่งแยกกองกำลังทัพฉิน สลายเป็นกลุ่มย่อย จัดให้เข้าสังกัดกลุ่มต่างๆ ของกองทัพธรรม

    วิธีเช่นนี้สามารถควบคุมกองกำลังทัพฉินอย่างได้ผล เพื่อป้องกันการก่อหวอด แต่ประการสำคัญยิ่งกว่าคือ หลิวปังต้องการให้ทหารฉินเป็นครูฝึกให้ชาวยุทธจักรเหล่านี้ปรับตัวเป็นไพร่พลทหาร เรียนรู้การจัดขบวนทัพ ตลอดจนการเดินทัพ มีแต่ทำเช่นนี้จึงสามารถใช้เวลาอันสั้นเพาะสร้างทัพแกร่งให้กับตนเอง เมื่อคุมกำลังทหารอยู่ในมือค่อยมีทุนรอนในการเข้าร่วมช่วงชิงแผ่นดิน

    หลังจากที่ทุกประการดำเนินการลุล่วง หลิวปังยังออกคำสั่งให้ตั้งด่านตามเส้นทางสำคัญต่างๆ ในเขตเมืองซื่อสุ่ย เพียงอนุญาตให้ผ่านเข้า ห้ามมิให้ออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวการลุกฮือที่อำเภอเพ่ยเสี้ยนเข้าหูของหน่วยสอดแนมกองทัพฉิน สิ่งที่หลิวปังต้องการที่สุดคือช่วงชิงเวลา ก่อนที่ทัพฉินจะมาถึง เขาไม่เพียงมีทัพแกร่งให้ใช้สอย ยังต้องมีเสบียงบำรุงคอยหนุนหลัง

    สุดท้ายหลิวปังมองดูขุมกำลังนับหมื่น ประกาศว่า “ถ่ายทอดคำสั่งไป เคลื่อนกำลังกลับอำเภอเพ่ยเสี้ยน”

    ขณะที่ทั้งหมดออกจากหุบเขาเทียนฝู่ ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำลง หลิวปังมองดูมู่หยงเชียนซึ่งคล้ายไก่ชนที่สู้แพ้ พลันทำท่าฟันมือลงต่อเฉาเซิน

    แบบฉบับของหลิวปังเน้นที่รวบรัดหมดจด ไม่ทิ้งชนวนเภทภัยไว้ มาตรว่ามู่หยงเชียนที่สูญเสียอำนาจทางทหารไม่เป็นที่น่าหวั่นหวาดอีก แต่หลวปังยังยึดถือเป็นการคุกคามชนิดหนึ่ง

    ในสมรภูมิที่หุบเขาเทียนฝู่ ยอดขุนพลแห่งกองทัพฉินถูกโค่นล้มลงผู้หนึ่ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal