บทที่ 9 แผ้วถางเส้นทางราชัน

    เมื่อได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ การประชุมเจ็ดพรรคเจียงไหวก็เปิดฉากขึ้น ต่อหน้าศิษย์ของเจ็ดพรรคจำนวนหลายพันคน

    หลิวปังนำผู้นำค่ายพรรคทั้งหกคนก้าวขึ้นเวทีที่จัดสร้างจากไม้กฤษณา สีหน้าของเขาสดชื่นแจ่มใส บังเกิดความกระตือรือร้นจนคึกคัก

    นายอำเภอเพ่ยเสี้ยนเหมาอวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ห่างจากเวทีไม่ไกล จับตาดูเหตุการณ์ที่ดำเนินไป สุดท้ายสายตาจ้องจับบนใบหน้าหลิวปัง ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง ใบหน้าหลิวปังคล้ายเปล่งประกายรัศมีชนิดหนึ่ง บันดาลให้เหมาอวี่บังเกิดความประหวั่นครั่นคร้ามขึ้นมา

    หลิวปังเป็นเทพมังกรชาดจริงหรือ?

    มีแต่หลิวปังที่ทราบกระจ่างแก่ใจว่า ทุกประการเพียงเป็นฉากที่จี้คงโส่วจัดสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน

    หลิวปังต้องประเมินค่าของจี้คงโส่วใหม่ ทั้งนับถือเลื่อมใสต่อฝีมืออันแยบคายของมัน หลิวปังจัดหาหนังวัวและผ้าแพรจำนวนหนึ่งให้กับจี้คงโส่ว แต่จี้คงโส่วกลับเนรมิตมังกรขาวที่สมจริงขึ้นมาตัวหนึ่ง บวกกับเครื่องมือกลไกทำให้มีชีวิตชีวา และเข้มแข็งเปี่ยมพลัง

    เหตุการณ์ดำเนินไกปตามแผนการที่จี้คงโส่ววางไว้ เมื่อหลิวปังเข้าสู่ดงไม้ จี้คงโส่วกับหานซิ่นก็อาศัยพลังลมปราณอันลึกล้ำเชิดมังกรขาวนั้น สร้างฉากของเทพมังกรขาวปรากฏสู่โลกหล้าอย่างแนบเนียน

    พริบตาที่หลิวปังสะบัดกระบี่ฟันมังกรขาว จี้คงโส่วกับหานซิ่นก็ล้วงเลือดสุกรที่จัดเตรียมไว้ก่อนโปรยขึ้นฟ้า จากนั้นเคลื่อนย้ายมังกรขาวไปเก็บซ่อนไว้

    แต่นี่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของแผนเนรมิตสร้างเทพเจ้า เส้นสายสำคัญที่เปรียบเสมือนวาดมังกรแต้มนัยน์ตา* ซึ่งฝีมือการแสดงของจี้คงโส่ว

    จี้คงโส่วชมชอมดูงิ้ว บวกกับมีวิชาทางน้ำเป็นเลิศ ดังนั้นปลอมตัวเป็นสตรีชรา กล่าววาจาโน้มน้าวชักจูง ทำให้ผู้คนผูกโยงหลิวปังกับเทพมังกรชาดเข้าด้วยกัน

    ฝีมือหยั่งเท้าอยู่บนผิวน้ำของสตรีชราดูไปลี้ลับพิสดาร แท้ที่จริงรวบรัดจำกัดยิ่ง เพียงแต่ปักเสาไม้อยู่ใต้น้ำสองต้น ตนเองยืนอยู่บนเสาไม้ ดูไปคล้ายหยั่งเท้าบนผิวบึง

    เมื่อเรียงร้อยเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงสร้างตำนานบทหนึ่งขึ้น กลับชุบสร้างคนผู้หนึ่งเป็นเทพเจ้า ตัวเอกของตำนานบทนี้คือหลิวปังเอง

    นึกถึงตอนนี้ หลิวปังต้องลอบหัวร่อในใจ เนื่องเพราะเขาทราบว่าตราบใดที่ตำนานบทนี้ไม่ถูกเปิดโปง เกียรติภูมิของเขาจะเจิดจรัสดุจอาทิตย์ยามเที่ยง หนทางข้างหน้าจะบรรเจิดเฉิดฉัน

    ฝานไคว่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กล่าวเสียงกังวานว่า “ตอนนี้พวกเราขอเชิญผู้แทนทางการหลิวถิงจ่างกล่าววาจา”

    หลิวปังประสานมือคารวะโดยรอบ จากนั้นส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า “วันนี้เราสามารถยืนอยู่ที่นี้ บังเกิดความเต็มตื้นยิ่ง เจ็ดพรรคเจียงไหวก่อตั้งโดยชนชาติของรัฐที่ล่มสลาย สามารถสืบทอดถึงตอนนี้นับว่าไม่ง่ายนัก เมื่อสามสิบปีก่อน ผู้นำค่ายพรรคตอนนั้นต่างพากันย้ายสำนักใหญ่มายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน กลายเป็นปรากฏการณ์ที่หนึ่งอำเภอรวมเจ็ดพรรค จุดประสงค์ของผู้นำในตอนนั้น เพื่อสร้างสัมพันธ์ธภาพอันดีต่อกันจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนยืนหยัดอยู่ได้” เอ่ยถึงตอนนี้หยุดเล็กน้อย ค่อยกล่าวสืบต่อ “ลุล่วงถึงปัจจุบัน ย่างเข้าสู่กลียุค เผด็จการฉินเพิ่มการขูดรีด ระหว่างค่ายพรรคเกิดข้อขัดแย้ง กระทบถึงฐานรากของเจ็ดพรรค เพื่อมิให้กิจการที่ผู้อาวุโสรุ่นก่อนเพียรสร้างขึ้นต้องล่มสลายไป เรากับเหล่าผู้นำค่ายพรรคร่วมกันหารือ ตกลงว่าจะจัดตั้งสหพันธ์เจ็ดพรรคเพื่อร่วมกันกระทำการใหญ่ ในที่นี้อาจมีคนตั้งข้อสงสัยว่า สหพันธ์เจ็ดพรรคมีประโยชน์อันใด? หากไม่รวมตัวเป็นสหพันธ์ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้หรือ?”

 

....................................................

    จิ๋วดำ    * เป็นสุภาษิตบทหนึ่ง มีที่มาดังนี้ จิตรกรยุคราชวงศ์ใต้จางเจิงโยววาดมังกรบนกำแพงวัดวา แต่ไม่ยอมแต้มนัยน์ตา บอกว่าหากแต้มนัยน์ตา มังกรจะโบยบินไป ผู้คนทั้งหลายไม่ยอมเชื่อ จางเจิงโยวจึงแต้มนัยน์ตาลงบนมังกรสองตัว มังกรทั้งสองตัวล้วนโบยบินขึ้นฟ้าไป ต่อมาใช้เปรียบเปรยว่าหากเพิ่มเติมข้อความสำคัญลงไป จะทำให้เนื้อหาทั้งหมดมีพลัง และเพิ่มชีวิตชีวา

...............................................

 

นี่เป็นคำถามที่คาใจทุกผู้คน หลิวปังพอเอ่ยถึง ทุกผู้คนล้วนต้องการฟังคำตอบจากเขา

    มิคาดหลิวปังเปลี่ยนเป็นกล่าว “ก่อนหน้านี้เราไปตรวจงานในท้องที่ที่รับผิดชอบ ผ่านบ้านเรือนหลังหนึ่ง พบว่าภายในบ้านมีผู้คนมากหน้าหลายตา เราจึงแวะเข้าไปชมดู ที่แท้บ้านหลังนี้พำนักด้วยผู้เฒ่าคนหนึ่ง มีบุตรชายสามคน ทุกคนต่างร่ำร้องขอแบ่งสมบัติ แยกย้ายกันไปสร้างเนื้อสร้างตัว ผู้เฒ่านั้นกลับแจกจ่ายตะเกียบให้กับพวกมัน สั่งให้พวกมันหักทิ้ง บุตรชายทั้งสามล้วนกระทำได้ ผู้เฒ่านั้นจึงแจกตะเกียบให้กำหนึ่ง ให้พวกมันทำตามวิธีเดิม แต่ว่าบุตรชายทั้งสามใช้กำลังอย่างไรไม่อาจหักตะเกียบทั้งกำได้ ผู้เฒ่านั้นจึงกล่าว ‘ตะเกียบข้างหนึ่งหักได้โดยง่าย ตะเกียบกำหนึ่งยากหักได้ พวกเจ้าเฉกเช่นตะเกียบ หากแยกย้ายกันไป ขอเพียงเผชิญอุปสรรคจะถูกโค่นล้มโดยง่าย หากพวกเจ้าร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันดูแลบ้านหลังนี้ จะเป็นเช่นตะเกียบกำหนึ่ง ไม่ว่าอุปสรรคใหญ่หลวงเพียงใดก็ยากจะโค่นพวกเจ้าลงได้’” พลางยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าว “ผู้เฒ่าชนบทคนหนึ่งยังเข้าใจเหตุผลข้อนี้ พวกท่านทั้งหลายล้วนออกท่องยุทธจักร มากด้วยประสบการณ์ คงไม่ถึงกับสู้ผู้เฒ่าชนบทไม่ได้กระมัง?”

    ทุกผู้คนพอฟังนิทานเรื่องนี้ค่อยเข้าใจจิตเจตนาของหลิวปัง ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสับสน

    “การรวมเจ็ดพรรคเป็นสหพันธ์เป็นเรื่องดี ควรแก่การส่งเสริมอย่างแท้จริง”

    คนกล่าววาจากลับเป็นจางฉง แต่หลิวปังหาประหลาดใจไม่ เนื่องเพราะทราบดีว่าจางฉงกำลังดำเนินแผน “ถอยเพื่อสำหรับรุก”

    ได้ยินจางฉงกล่าวสืบต่อ “แต่เมื่อเจ็ดพรรครวมเป็นสหพันธ์ ย่อมต้องแต่งตั้งผู้นำสหพันธ์ท่านหนึ่ง หากคนในเจ็ดพรรคเราแย่งชิงตำแหน่งผู้นำสหพันธ์จนผิดพ้องหมองใจกัน ไยมิใช่ขัดกับวัตถุประสงค์ของการรวมตัวเป็นสหพันธ์?”

    มันทราบว่าการรวมเจ็ดพรรคเป็นสหพันธ์ยากขัดขวางได้ จึงถอยมาก้าวหนึ่ง คิดจุดชนวนความขัดแย้งเรื่องการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำสหพันธ์ขึ้น

    หลิวปังย่อมดูเจตนาของจางฉงออก จึงยิ้มเล็กน้อย กวาดตาไปยังฝานไคว่ ในบรรยากาศเช่นนี้ ทางที่ดีเขาควรนิ่งเงียบไว้ ปล่อยให้ผู้อื่นกล่าววาจาแทน

    ฝานไคว่พลันแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่ทันเลือกผู้นำสหพันธ์ จางเหลาปั่น (เถ้าแก่แซ่จาง) ทราบได้อย่างไรว่าผู้คนไม่ยอมรับ? นอกจากท่านจงใจขัดขวาง มิให้เจ็ดพรรครวมเป็นสหพันธ์”

    จางฉงสืบเท้าออกไป กล่าวด้วยหน้าแดงคอพองว่า “ฝานเหมินจู่ (หัวหน้าสำนักแซ่ฝาน) ท่านหมายความกระไร? เราเพียงคิดอ่านแทนเจ็ดพรรค ท่านไฉนกล่าวหาเราเช่นนี้?”

    ฝานไคว่กล่าวว่า “หากท่านคิดอ่านแทนเจ็ดพรรคจริง ก็ไม่สมควรสมคบคิดกับทางการ กดขี่บีบคั้นค่ายพรรคอื่น ทั้งยังเชิญตัวใต้เท้าเหมามา แสดงว่าคิดยืมมือทางการขัดขวางการรวมพรรคเป็นสหพันธ์”

    เหมาอวี่ที่ใต้เวทีเดือดดาลเป็นการใหญ่ ร้องว่า “ฝานไคว่ ท่านกล้าลบหลู่เรานายอำเภอ ใช่คิดกบฏหรือไม่?” พลางโบกมือวูบ คิดหมายสั่งการให้ไพร่พลที่ร่วมทางมาหลายร้อยนายขึ้นเวทีไป

    ฝานไคว่ชิงโบกมือคราหนึ่ง ศิษย์สำนักหงส์ดำนับพันก็รายล้อมไพร่พลหลายร้อยนายไว้ บรรยากาศในบริเวณพลันเขม็งตึงเครียดขึ้น

    เหมาอวี่ก็มิใช่ชนชั้นธรรมดา มันได้รับแต่งตั้งจากมู่หยงเซียน ให้มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอ มีฝีมือติดตัว จึงกล่าว “พวกท่านใคร่ครวญให้ดี ที่นี้เป็นเขตปกครองของราชวงศ์ฉิน หากพวกท่านแข็งข้อต่อเรา เท่ากับแข็งข้อต่อราชวงศ์ฉิน ตามตัวบทกฎหมายราชวงศ์ฉิน นี่เป็นโทษฐานกบฏ ต้องถูกดาบรุมสับสังหาร กระทบกระเทือนถึงเก้าชั่วโครต”

    มันมีเจตนาข่มขู่ อย่างน้อยให้คนเหล่านี้ใคร่ครวญว่าทำเช่นนี้ การทำเช่นนี้ใช่คู่ควรหรือไม่

    จริงดังคาดหมาย คนในบริเวณมีสีหน้าลังเล หลิวปังจึงกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “หากเราไม่ลุกฮือขึ้น ท่านยอมปล่อยปละละเว้นเราหรือ? หากให้วางอาวุธ เป็นเนื้อบนเขียงของพวกท่าน ขอต่อสู้จนตัวตายประเสริฐกว่า” พลางชักกระบี่ยกชูขึ้นฟ้า ร้องบอกต่อไพร่พลของเหมาอวี่ว่า “ในพวกท่านหากยอมติดตามเราหลิวปัง ให้มาทางด้านนี้”

    คำพูดพอกล่าว ไพร่พลของเหมาอวี่ทั้งหลายร้อยนายแตกแถวออกมา คงเหลือคนสนิทไม่กี่คนอยู่ข้างกายเหมาอวี่

    หลิวปังประกาศก้องว่า “ท่านเมื่อกล่าวหาเรากบฏ เราพานกบฏ เรื่องแรกที่เรากระทำคือฆ่าท่านที่เป็นสุนัขรับใช้ทางการ นำโลหิตของท่านเซ่นธงธรรมของพวกเรา”

    เหมาอวี่หน้าแปรเปลี่ยนไป รับทวนยาวจากมือคนสนิทมาถือไว้ ปากกล่าวว่า “ท่านยังคงใคร่ครวญให้ดีก่อน”

    หลิวปังกล่าวว่า “เราใคร่ครวญดีแล้ว รับทราบมาว่าเพลงทวนถามฟ้าไม่ตอบรับของท่านเกรี้ยวกราดรุนแรง วันนี้จะให้ทั้งหมดเปิดหูเปิดตาแล้ว”

    เหมาอวี่สูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง ถือทวนกระชับมั่น ทราบว่านี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของมัน

    จากเวทียกพื้นถึงใต้ต้นไม้ที่เหมาอวี่ยืนอยู่ เว้นระยะห่างกันสิบวา ทั้งสองจับจ้องมองหน้ากันแต่ไกล บรรยากาศในบริเวณพลันผนึกค้างไว้

    หลิวปังยกกระบี่ชี้เฉียง ยื่นออกไปอย่างแช่มช้าทีละน้อย

    “ช้าก่อน อย่าเพิ่งลงมือ”

    คนร้องทัดทานคือจางฉง มันจ้องมองเงาหลังของหลิวปัง พลันรู้สึกถึงพลังกดดันดุจขุเนขา จึงร้องว่า “ใต้เท้าเหมาเป็นแขกรับเชิญ หากลงมือล่วงเกิน เกรงว่าถูกสหายร่วมแนวหยามประณาม พวกเราไหนเลยเสียมารยาทได้”

    ทุกผู้คนหาแยแสสนใจไม่ จางฉงพานตัดใจกล่าวว่า “พวกท่านเมื่อเพิกเฉยต่อคำพูดของเรา เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่สืบไป”

    ขณะจะสะบัดหน้าจากไป หลิวปังพลันเอ่ยปากแล้ว เขากล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่าไปได้หรือ?”

    จางฉงคาดคิดว่าหลิวปังจะลงมือ แต่หลิวปังไม่เคลื่อนไหว ที่ด้านหลังจางฉงพลันบังเกิดเสียงระเบิดสองครา เวทีไม้ที่ด้านหลังมันแตกออกช่องสองแห่ง ท่ามกลางเศษไม้กระเซ็นซ่าน เงาร่างสองสายสาดพุ่งออกมา จู่โจมใส่กลางหลังจางฉงดุจสายฟ้า

    เหตุแปรเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน อยู่เหนือความคาดหมายคนทั้งหมด จางฉงยิ่งแตกตื่นตระหนก เนื่องเพราะมันอาศัยกระแสลมที่ปั่นป่วน คำนวณตำแหน่งทิศและเส้นทางจู่โจมของคนร้ายทั้งสองออกได้

    ฝ่ายตรงข้ามแสดงว่าศึกษาแนววิชาฝีมือของจางฉงมา ดังนั้นวางแผนจู่โจมทำร้ายล่วงหน้า หนึ่งมุ่งมาที่มือ หนึ่งมุ่งเป้ามาที่เท้า ปิดสกัดความเคลื่อนไหวทั้งมือเท้าของจางฉงไว้

    ปฏิกิริยาประการแรกของจางฉงคือ เลื่อนมือมาที่ข้างเอว กลับตะปบถูกอากาศธาตุ ค่อยฉุกคิดว่าไม่ได้พกนำกรรไกรไร้หัวติดตัว

    ฝานไคว่กลับโห่ร้องชมเชยออกมา แม้แต่มันก็ไม่ล่วงรู้มาก่อนว่า จี้คงโส่วกับหานซิ่นจะซ่อนตัวอยู่ใต้เวที

    ที่แท้ภารกิจของจี้คงโส่วกับหานซิ่น มิเพียงเนรมิตสร้างเทพเจ้า ทั้งยังได้รับมอบหมายจากหลิวปัง ให้รอจนหลิวปังส่งสัญญาณก็เปิดฉากจู่โจมใส่จางฉง

    พริบตาที่จี้คงโส่วกับหานซิ่นจู่โจมลงมือ จางฉงก็เคลื่อนไหวแล้ว

    มาตรว่ามือของมันถูกจำกัดไว้ แต่ยังไม่อาจควบคุมการเคลื่อนเท้าของมัน

    เท้าของมันแนบติดกับพื้นเวที ลื่นไหลไปวาเศษ ยืดระยะห่างพ้นจากการจู่โจมทำร้าย จากนั้นพลันหมุนตัวราวลูกข่าง ปรากฏเงาเท้าแถวหนึ่งลอยขึ้นกลางหาว

    คราครั้งนี้ถึงรอบจี้คงโส่วกับหานซิ่นบังเกิดความตื่นตระหนก พวกมันฝึกซ้อมท่าลอบสังหารนี้มาหลายสิบครั้ง แต่คิดไม่ถึงว่าจางฉงจะมีปฏิกิริยารวดเร็วถึงเพียงนี้

    หลิวปังบอกว่าความน่ากลัวของจางฉงไม่เพียงอยู่ที่เพลงเท้า ยังอยู่ที่เข็มเจ้าโอสถ ซึ่งบรรจุอยู่ในปิ่นปักผมบนศีรษะ พวกมันไม่อาจปล่อยให้จางฉงซัดเข็มเจ้าโอสถออก ทั้งไม่อาจปล่อยให้จางฉงสำแดงเพลงเท้าออกมา

    พวกมันปรับเปลี่ยนแผนการที่วางไว้ ให้หานซิ่นชักกระบี่จู่โจมใส่เท้าจางฉง ส่วนจี้คงโส่วดึงมีดบินเจ็ดนิ้วออกมาถือมั่น เล็งไปที่ข้อมือของจางฉง

    จางฉงได้แต่เคลื่อนขวางไปทางซ้าย ไม่ว่ามันถือดีเพียงไหน ก็ไม่ใช้เท้าซึ่งกอปรขึ้นจากเลือดเนื้อรับคมกระบี่ของหานซิ่น ได้แต่หลบเลี่ยงก่อน

    หานซิ่นขยับข้อมือ กลับใช้เพลงเท้าอันลือลั่นเตะใส่ จุดศูนย์กลางของร่างแหกระบี่ เสียงปงเมื่อร่างแหซึ่งถักสานจากพลังกระบี่แตกกระจาย หานซิ่นต้องถอยกายไปหลายก้าว

    จางฉงไม่ฉวยโอกาสรุกไล่ ร่างคล้ายหอกซัดเล่มหนึ่งพุ่งย้อนไปด้านหลัง ขณะเดียวกันยกมือแตะปิ่นปักผมบนศีรษะ

    มือของมันเพิ่งยกขึ้น ได้ยินเสียงขวับ ประกายสีขาวสายหนึ่งกรีดฝ่าอากาศมายังข้อมือของมัน

    จางฉงรู้สึกข้อมือปวดแปลบคราหนึ่ง ต้องส่งเสียงร้องออกมา มือข้างนั้นตกห้อยลงอย่างอ่อนล้า

    มันพบว่าบนข้อมือปักไว้ด้วยมีดบินเจ็ดนิ้วเล่มหนึ่ง เมื่อมองย้อนทวนเส้นทางของมีดบินไปก็เห็นใบหน้ายิ้มของจี้คงโส่ว

    จางฉงบังเกิดความตื่นตระหนกสุดเปรียบปาน ได้คิดว่าทุกความเคลื่อนไหวของตนเองล้วนอยู่ภายใต้การคาดคิดคำนวณของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นปราศจากความคิดต่อสู้สืบต่อ ความคิดเพียงหนึ่งเดียวคือหนี

    มันหยิบยืมความเจ็บปวดจากการถูกมีดบินปักตรึงข้อมือกระทืบเท้าคราหนึ่ง เสียงเปรียะเมื่อพื้นเวทีแตกแยกออกเป็นช่อง คิดอาศัยช่องแตกของพื้นเวทีหลบหนีไป

    มันดีดลูกคิดรางแก้วได้ไม่เลว แต่ลืมนึกถึงกระบี่ของหานซิ่น

    หานซิ่นเกร็งกำลังพรักพร้อมแต่แรก พลันกวาดกระบี่ราวสายลมหอบใบไม้ร่วงหล่น ฟันใส่ร่างที่ตกวูบลงของจางฉง

    “โอย...”

    จางฉงรู้สึกมีพลังเย็นเยียบคุกคามถึงข้างเอว จากนั้นได้ยินเสียงประหลาดชนิดหนึ่งกลับเป็นเสียงคมกระบี่จมใส่เลือดเนื้อ และขูดกับกระดูกร่างกาย

    ผู้คนในบริเวณชมดูจนสมองพองโต ร้องอุทานดังระงม เห็นร่างของจางฉงถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดเนื้อเหวอะหวะกระดูกขาวโพลนโผล่พ้นออกมา สยดสยองยิ่งนัก

    ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ปรากฏแก่สายตาเหมาอวี่ มันไม่อาจสะกดกลั้นใจอีกต่อไป พลันกุมกระชับทวน แว่วเสียงดังอึงอล ขยับทวนเป็นบุปผาทวนดอกหนึ่ง

    หลิวปังยิ้มแล้ว เขาทราบว่าเหมาอวี่ไม่อาจระงับจิตใจอีกต่อไป

    หลิวปังที่ยื่นกระบี่ออกอย่างแช่มช้า เพื่อเพิ่มความกดดันใส่เหมาอวี่ไม่หยุดยั้ง เขาต้องการให้เหมาอวี่ร้อนรุ่มกระวนกระวาย เช่นนี้ค่อยมีโอกาสจู่โจมเอาชัยในคราเดียว

    เหมาอวี่พลันตวาดว่า “ท่านไปตายเถอะ” ขยับข้อมือวูบ ทวนยาวกลับกลายเป็นมังกรร้ายตัวหนึ่ง พุ่งฝ่าอากาศเข้าหาคมกระบี่ที่ยื่นออกของหลิวปัง

    หลิวปังหยีตาลง สองตาสาดประกายเย็นเยียบ จ้องจับที่ทวนยาวซึ่งจู่โจมใกล้เข้ามาทุกขณะ พลันจู่โจมลงมือ กระบี่กรีดเป็นเส้นโค้งอย่างสวยงามออกไป

    ไม่มีเสียงโลหะปะทะดังที่คาดคิดไว้ และไม่มีเสียงแตกระเบิดตามที่คาดหวัง...

    พริบตาที่ทวนกระบี่ใกล้กระทบกัน หลิวปังพลันขยับข้อมือ บังคับกระบี่เปลี่ยนทิศทาง แนบติดกับด้ามทวนของเหมาอวี่ พุ่งเสียดคันทวนขึ้นไป ฟันใส่นิ้วมือของเหมาอวี่

    เหมาอวี่หน้าแปรเปลี่ยนไป พลันพบว่ากระบวนท่าของหลิวปังกลับเป็นดาวข่มของเพลงทวน หากไม่ละทิ้งทวน ก็ต้องเบิ่งตาดูนิ้วมือถูกกระบี่ฟันขาดสะบั้น

    ไม่ว่าผลสุดท้ายใด ล้วนเป็นสิ่งที่มันไม่พึงปรารถนา ดังนั้นได้แต่ล่าถอย คิดยืดระยะห่างออกไปแล้วค่อยคิดอ่านหาทางพลิกแพลง

    มันพอล่าถอย  ค่อยพบว่ากระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแฝงพลังดึงดูดอันกล้าแข็ง ยังคงแนบติดกับคันทวน สุดที่มันจะสลัดหลุดได้

    มันได้แต่ละทิ้งทวน พาตัวพุ่งถอยไปด้านหลังดุจลูกธนู คิดหมายหลุดพ้นจากอันตรายเฉพาะหน้า

    หลิวปังยื่นมืออีกข้างหนึ่งออก ดูดรั้งทวนยาวของเหมาอวี่ขึ้นมาก่อนที่จะตกลงสู่พื้น พลันตวาดก้อง แผ่พุ่งพลังจากใจกลางฝ่ามือ ซัดพุ่งทวนยาวออกไป

    ทวนยาวแหวกฝ่าอากาศ ไล่กวดตามร่างที่พุ่งถอยของเหมาอวี่ ด้วยระดับความเร็วดุจดาวตกไล่ขับจันทร์

    เหมาอวี่ได้ยินเสียงฉึก คล้ายดังขึ้นที่ทรวงอกมัน มันก้มศีรษะลงก็เห็นคันทวนท่อนหนึ่ง ที่ไหลหลั่งออกมาเป็นโลหิตสีแดงฉาน อาการเจ็บปวดจับใจทำให้มันไม่อาจประคองร่างสืบไป

    พริบตาที่มันล้มลง คล้ายได้ยินหลิวปังกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เราไม่ตาย ท่านกลับไปก่อนก้าวหนึ่ง”

    “เทพมังกรชาด”

    “เทพมังกรชาด”

    ผู้คนหลายพันคนพลันเปล่งเสียงร้องออกมา สุ้มเสียงคล้ายคลื่นกระแทกเข้าสู่ฝั่ง สายตาที่เทิดทูนบูชาที่แทบเป็นความงมงาย จับจ้องมองมายังร่างหลิวปังเป็นจุดเดียว

    หลิวปังยกมือขึ้นช้าๆ สะกดสรรพเสียงรอบข้างลง กล่าวว่า “เราเห็นว่าทั้งหมดสมควรเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไร และนี่เป็นสาเหตุที่เราฆ่าเหมาอวี่ จุดประสงค์ที่เราทำเช่นนี้ เพื่อบอกต่อทั้งหมดว่า เมื่อตัดสินใจแล้วจะไม่ล่าถอย ขอกระทำเรื่องที่พึงกระทำถึงที่สุด” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวย้ำว่า “อ๋องอำมาตย์มิใช่เป็นมาแต่กำเนิด เหตุใดพวกเราต้องถือกำเนิดมาต้องต่ำต้อยกว่า? หรือว่าอ๋องอำมาตย์เหล่านั้นจะกำเนิดเกิดมาก็สูงศักดิ์กว่าพวกเรา? ไม่เด็ดขาด ความยากดีมีจน ตลอดจนยศถาบรรดาศักดิ์ ล้วนพึ่งพาความพากเพียรของตัวเอง ขอเพียงท่านขวัญกล้าพอ การก้าวขึ้นแทนที่จักรวรรดิฉินก็มิใช่ความเพ้อฝันอีกต่อไป นับแต่นี้พวกเราขอต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง อาจบางทีอีกไม่นาน ในพวกเราจะได้เป็นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นขุนนางอำมาตย์”

    คำพูดเหล่านี้มีอำนาจในการโน้มน้าวจิตใจปลุกเร้าจนผู้คนเลือดลมพลุ่งพล่าน ฝานไคว่ก็ขานรับเป็นบุคคลแรก ร้องดังๆ ว่า “ที่แล้วมาเรานับถือเลื่อมใสพี่ใหญ่หลิวที่สุด หลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนี้ยิ่งทำให้เราเชื่อว่าเขามิใช่คนธรรมดา เราฝานไคว่ยอมรับนับถือจนหมดใจ ศิษย์สำนักหงส์ดำเราขอติดตามรับใช้ ยอมตายถวายชีวิตให้”

    เสียงขาดคำ คนของค่ายพรรคต่างๆ มีปฏิกิริยาตอบสนอง ในผู้คนหลายพันคนมีอยู่เก้าส่วนที่ยอมรับหลิวปัง ถึงแม้มีเพียงส่วนน้อยที่สงบนิ่ง แต่ก็เกิดความคิดคล้อยตามกระแสส่วนใหญ่

    คนเหล่านี้สังกัดค่ายพรรคต่างๆ ใช้ชีวิตหลั่งเลือดคมดาบ ไม่นำพาต่อความเป็นตาย ปรกติไม่ยอมรับนับถือผู้คนโดยง่ายดาย แต่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้แปลกพิสดารเกินไป ทั้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นว่าหลิวปังเป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นเทพมังกรชาดจุติมา ภายใต้ความเชื่อมั่นอยู่นี้ เมื่อมีคนกระพือหนุนเสริมภายใต้เงื่อนไขที่สุกงอม หลิวปังก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของทั้งหมด

    หลิวปังเห็นเหตุการณ์เป็นไปตามความคาดหมาย ดวงตาอดปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่งมิได้ สบตากับจี้คงโส่วแวบหนึ่ง เห็นจี้คงโส่วยิ้มอย่างเฉิดฉันเงียบงันไม่กล่าววาจา

    ครั้นแล้วหลิวปังเสนอชื่อหยางฟานแทนที่จางฉง ดูแลร้านรวงเสื้อเขียวสืบแทน ก้าวขึ้นบนเวที ยืนรวมกับผู้นำค่ายพรรค เรียงรายอยู่ด้านหลังหลิวปัง

    หลิวปังก้มลงมองดูศิษย์ทั้งหลายพันคนที่ใต้เวที ร้องดังๆ ว่า “วันนี้พวกเราเจ็ดพรรคเป็นสหพันธ์ชุมนุมมวลหมู่ผู้กล้า ไยไม่ฉวยโอกาสชูธงแห่งธรรม ยึดอำเภอเพ่ยเสี้ยนก่อนค่อยขับไล่ทัพฉินภายใต้การนำของมู่หยงเชียน จากนั้นเข้าร่วมกับเฉินเซิ่งอ๋อง?”

    คำพูดนี้คล้ายอัคคีกลุ่มหนึ่ง แผดเผาอารมณ์อันร้อนแรงของทุกผู้คน ผู้คนที่ริมบึงซีหยางหูทั้งหลายพันคนล้วนถูไม้ถูมือ บังเกิดความกระเหี้ยนกระหือรือขึ้น

    ฝานไคว่โบกธงใหญ่ซึ่งจัดเตรียมอยู่ก่อน สะบัดพัดพลิ้วอยู่เหนือเวที หลิวปังก็โบกมือร้องว่า “กองทัพธรรมมีแต่รุกหน้าโดยไม่ล่าถอย สาบานต้องล้มล้างราชวงศ์ฉินเราท่านขึ้นเป็นอ๋องอำมาตย์”

    ภายใต้การบัญชาการของหลิวปัง ผู้คนหลายพันคนจัดขบวนทัพ แบ่งกำลังหลายสายเคลื่อนเข้าสู่อำเภอเพ่ยเสี้ยน

    เมื่อหลิวปังยกทัพถึงอำเภอเพ่ยเสี้ยน แทบไม่เผชิญกับการต่อต้านขัดขืน กองทัพธรรมลุกฮือขึ้นก่อการ ไม่ต้องทำศึกสงครามก็พิชิตชัยชนะ ยึดครองตัวเมืองแห่งหนึ่ง จึงเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทั้งหมด บังเกิดความฮึกเหิมอย่างเต็มเปี่ยม

    หลิวปังใช้เวลาอันสั้นจัดระเบียบในกองทัพ ตรากฎอันเข้มงวด จากนั้นวางมาตรการป้องกันรักษาเมือง นี่นับเป็นครั้งแรกที่กองทัพธรรมตั้งประจันกับทัพฉิน หลิวปังวุ่นวายจนฟ้ามืดค่ำค่อยสำเร็จเรียบร้อย

    ภายใต้การห้อมล้อมของฝานไคว่และพวก หลิวปังเดินทางกลับสำนักหงส์ดำ ยามนี้สำนักหงส์ดำกลายเป็นฐานที่มั่นของกองกลางของกองทัพธรรม ทุกผู้คนเพิ่งนั่งเรียบร้อย พลันบังเกิดเสียงวิหคกระพือปีกอย่างเร่งร้อน นกพิราบส่งสารตัวหนึ่งบินเข้าห้องโถง ร่อนลงเกาะบนหัวไหล่หลิวปัง

    หลิวปังแกะกระบอกไม้ไผ่อันหนึ่งจากขานก ล้วงเศษผ้าออกมาชิ้นหนึ่ง อาศัยแสงเทียนอ่านดู สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป

    ฝานไคว่ดูอกว่าไม่ถูกต้อง รีบถามว่า “พี่ใญ่หลิว เป็นผู้ใดส่งข่าวมา?”

    หลิวปังกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “เป็นเซียวเหอส่งมาจากเขตเมืองซื่อสุ่ย”

    ฝานไคว่ถามโพล่งว่า “หรือสถานการณ์เกิดความเปลี่ยนแปลง?”

    หลิวปังปั้นหน้าเคร่งเครียด กวาดตาผ่านหน้าทั้งหมด กล่าวว่า “เกรงว่าพวกเราต้องสู้ศึกอย่างโดดเดี่ยวแล้ว เพราะเซี่ยวเหอส่งข่าวมาว่า แม่ทัพรัฐฉินนามจางหานนำทัพใหญ่สิบกว่าหมื่นทำศึกกับเฉินเซิ่งอ๋องที่เมืองเฉิน ปรากฏเฉินเซิ่งอ๋องพ่ายพินาศ ทิ้งเมืองหลบหนีไป”

    ผู้นำเจ็ดพรรคในบริเวณล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป แม้แต่จี้คงโส่วกับหานซิ่นก็คาดคิดไม่ถึงว่าเฉินเซิ่งอ๋องผู้ยิ่งใหญ่จะประสบความปราชัยอย่างย่อยยับ

    บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนเป็นเขม็งเคร่งเครียดขึ้นมา

    หลิวปังพบว่ามีผู้คนส่วนหนึ่งแสดงเค้าความตื่นตระหนกและเคลือบแคลงออกมา แต่ยังไม่อาจโยกคลอนบารมีที่หลิวปังเพาะสร้างขึ้นในวันเดียว

    หลิวปังสูดลมหายใจลึกๆ แล้วกล่าว “ทัพเฉินเซิ่งอ๋องเมื่อแตกพ่ายก็ไม่อาจปฏิบัติตามข้อตกลง ยกกำลังมาประสานเสริมกับพวกเรา ศัตรูเข้มแข็งเผชิญหน้า พวกเราอย่าได้เสียขบวน ต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จึงจะผ่านวิกฤตเฉพาะหน้าได้”

    ฝานไคว่ยืดอกขึ้นกล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิว ท่านมีคำพูดใดบอกได้อย่างเต็มที่ พวกเราเจ็ดพรรคเมื่อตัดสินใจติดสอยห้อยตามท่าน ก็ถือเป็นภาระที่ไม่ขอปฏิเสธ”

    ผู้นำหกพรรคที่เหลือส่งเสียงสนับสนุน ดวงตาหลิวปังทอแววสำนึกขอบคุณ ปัญหาเฉพาะหน้าคือโจมตีทัพฉินภายใต้การนำของมู่หยงเชียน มีแต่จู่โจมให้แตกพ่าย ตนเองจึงจะได้รับการยอมรับจากคนของเจ็ดพรรค ไม่เช่นนั้นถึงแม้ว่าไม่ตายใต้เงื้อมมือมู่หยงเชียน เขาก็จะถูกคนของเจ็ดพรรคทอดทิ้ง

    ดีที่หลิวปังศึกษายุทธการสู้รบ ยี่สิบกว่าปีนี้ เขาร่ำเรียนตำราพิชัยสงครามจนแตกฉาน เท่ากับสร้างความเชื่อมั่นแก่เขา ยามนั้นกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “อันว่าผู้สันทัดจัดเจนในการศึก เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันซับซ้อน ต้องศึกษาสภาพการศึกให้ปรุโปร่ง ไม่จำกัดอยู่ใต้รูปแบบ เน้นพลิกแพลงตามสถานการณ์อันซับซ้อน ตอนนี้หากพวกเราอยู่รักษาอำเภอเพ่ยเสี้ยน มีแต่หนทางตายสายเดียว มิสู้รุกแทนตั้งรับ ค่อยบรรลุถึงหลักการของทัพพิสดาร ชิงเป็นฝ่ายกำหนด ทั้งหมดเมื่อรวมใจไว้ก็ขอให้ทั้งหมดรับฟังคำสั่งเรา จะได้รบชนะเป็นครั้งแรก”

    ทุกถ้อยคำของเขากระทบโสตทุกผู้คนอย่างชัดเจน ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อทั้งหมดมองดูสีหน้าอันหนักแน่นของหลิวปัง ล้วนบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

    เนื่องเพราะพวกมันเชื่อว่าหลิวปังเป็นเทพเจ้า มิใช่มนุษย์ปุถุชน ในการสู้รบระหว่างมนุษย์กับเทวะ ไม่มีเหตุผลที่เทพเทวะจะไม่พิชิตชัย

หนังสือแนะนำ

Special Deal