บทที่ 8 บุปผาร่านราคะ (หน้า 2)

    ดวงตาหลิวปังปรากฏรอยยิ้มเย้ยเยาะขึ้น กล่าวว่า “เราที่ถามคำถามนี้ เพราะท่านกล่าววาจาไร้เดียงสาเกินไป แสดงว่ารับราชการนานปี ถูกความคร่ำครึครอบงำ จึงบอกให้โจรกบฏยอมมอบตัว”

    ย่างจื่อเดือดดาลเป็นการใหญ่ ชักกระบี่ที่หว่างเอวออกมา โถมไปยังเบื้องหน้าดุจมังกรร้ายตัวหนึ่ง

    หลิวปังเพียงแย้มยิ้ม ยิ้มอย่างเชื่อมั่นถึงเพียงนั้น คล้ายกับในโลกไม่มีเรื่องราวที่คู่ควรให้หวั่นไหวใจ

    ย่างจื่อนับตั้งแต่ฝึกปรือเพลงกระบี่สำเร็จ ยังไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนต่อเพลงกระบี่ของมันถึงเพียงนี้ ดังนั้นยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม เป็นเหตุให้ข้อมือสั่นสะท้านคราหนึ่ง

    พริบตานั้นหลิวปังพลันลงมือ ต่อยหมัดใส่กระบี่ฉาดหนึ่ง

    ลมหมัดพลังกระบี่พอปะทะ บังเกิดเสียงระเบิดหนักๆ หลิวปังเพียงส่ายร่างโงนเงนเล็กน้อย จึงเปลี่ยนจากหมัดเป็นฟาดฝ่ามือ

    ทั้งสองหักล้างกันหลายกระบวนท่า ตอนแรกหลิวปังยังเข้าใจว่า ย่างจื่อเมื่อประกาศตัวเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของทางการ สมควรมีฝีมือกล้าแข็ง มิคาดผ่านไปหลายกระบวนท่า พบว่าเพลงกระบี่ของย่างจื่อมีเพียงนี้เอง

    หลิวปังชำเลืองมองก็เหลือบเห็นสีหน้าอันลิงโลดของจี้คงโส่ว ดังนั้นงอนิ้วดีดคมกระบี่ของย่างจื่อพ้นห่าง ร้องบอกว่า “จี้เส้า (คนหนุ่มแซ่จี้) ขอมอบคนผู้นี้ให้แก่ท่าน” พลางถอนตัวล่าถอยออกจากวงต่อสู้

    ย่างจื่อรู้สึกว่าพลังกดดันลดทอนลง ยังไม่ทันพักผ่อนหอบหายใจ รู้สึกมีรังสีการฆ่าฟันคุกคามจากด้านหลัง ได้แต่หันขวับไปรับมือศัตรู

    คนลงมือคือจี้คงโส่ว มันก็ต่อยหมัดออก กลับคุกคามย่างจื่อจนถอยกายไปหลายก้าว ค่อยล่วงรู้สถานการณ์เบื้องหน้า บังเกิดความคิดหลบหนีขึ้น

    ย่างจื่อรุกเพื่อล่าถอย พลันโถมออกไป ขยับกระบี่เป็นรูปดอกเหมยสิบสามดอก ตอบโต้ใส่จี้คงโส่ว

    คราครั้งนี้มันใช้กระบี่ราวคลุ้มคลั่ง จี้คงโส่วแม้ล่วงรู้จุดประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม ได้แต่ใช้ท่าเท้าว่างเปล่าหลบเลี่ยง

    ย่างจื่อพลันรั้งกระบี่กลับ หมุนตัวหลบหนี เห็นแน่ชัดว่าจะหนีรอดได้ พลันรู้สึกมีพลังอันหนักหน่วงดุจขุนเขากดกระแทกถึงด้านหลัง กลับเป็นหลิวปังลงมือขัดขวาง

    ย่างจื่อไม่หยุดยั้งชะงัก เร่งระดับความเร็วกว่าเดิม ทั้งสูดลมหายใจคำหนึ่ง รวมกำลังที่แผ่นหลัง รับพลังหมัดอันหนักหน่วงนี้เอาไว้

    เสียงทึบหนักๆ ราวกับหวดเนื้อสุกรลงบนเขียงไม้ ย่างจื่อรู้สึกลำคอหวานวูบ กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง แต่ความเร็วของมันแทนที่จะลดลงกลับเพิ่มขึ้น ชิงกระโดดข้ามกำแพงตึกออกไป

    ทุกผู้คนตื่นตระหนกยิ่ง พากันลอยตัวข้ามกำแพงตึกไป กลับพบเห็นฉากที่เหนือความคาดหมายฉากหนึ่ง

    เห็นย่างจื่อทอดร่างเป็นซากศพ หานซิ่นถือกระบี่ยืนอยู่ด้านข้าง ปลายกระบี่ปรากฏโลหิตหยดหยาดลงมา

    จี้คงโส่วงงงันวูบหนึ่ง จึงร้องออกมาว่า “ท่านหาน ไฉนเป็นท่าน?”

    หานซิ่นกล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “ซึ่งความจริงพวกท่านพอลงมือ ข้าพเจ้าก็ลอบออกมา ซ่อนตัวอยู่ที่นี้ มาตรว่าต่อยตีกันซึ่งหน้า ข้าพเจ้ายังใช้การไม่ได้ แต่ไม้ตายของข้าพเจ้าคือลอบแทงใส่ผู้คนทางข้างหลัง”

    หลิวปังอดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า “ดีที่ท่านลงมือ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงยุ่งยากมากแล้ว” พลางหันไปประสานมือต่อผู้นำเจ็ดพรรค กล่าวว่า “เวลากระชั้นเร่งร้อน เราไม่รั้งตัวทุกท่านแล้ว หวังให้พวกท่านกลับไปเตรียมการแต่เนิ่นๆ”

    ทุกผู้คนเห็นย่างจื่อเสียชีวิต ค่อยคลายใจลง พากันกล่าวคำอำลาจากไป

    ฝานไคว่ไม่กล้าเพิกเฉย เรียกระดมบริวารเตรียมการในวันพรุ่งนี้ คงหลงเหลือแต่หลิวปังกับจี้คงโส่วและหานซิ่นอยู่ที่ลานตึก

    หลิวปังแหงนมองท้องฟ้าราตรี พลันทอดถอนใจคำหนึ่ง คล้ายมีความในใจหนักอึ้ง สร้างความประหลาดใจแก่จี้คงโส่วจนกล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิว พรุ่งนี้จะถึงเวลากระทำการใหญ่ ท่านสมควรคึกคักเข้มแข็งจึงถูกต้อง ไฉนกลับทอดถอนใจ?”

    หลิวปังฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ต่อให้เราควบคุมเจ็ดพรรคไว้ได้ สักวันหนึ่งพวกเราต้องออกจากอำเภอเพ่ยเสี้ยน เข้าร่วมช่วงชิงความเป็นใหญ่ หากเราไม่ได้รับการยอมรับจากส่วนรวม ไหนเลยนำทัพได้? หากไม่สามารถนำทัพ ไหนเลยเข้าร่วมชิงความเป็นใหญ่ได้?”

    เอ่ยถึงตอนนี้ แว่วเสียงจุดประทัดรัวม้าล่อดังมาแต่ไกล เพิ่มพูนบรรยากาศอันครึกครื้นแก่ยามวิกาล หลิวปังงงงันวูบ จึงกล่าวอย่างนึกได้ว่า “วันนี้เป็นวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนห้า เป็นเทศกาลเทพเจ้า ทั้งหมดคงเซ่นไหว้ทวยเทพ จึงครึกครื้นถึงเพียงนี้”

    นี่เป็นคำกล่าวโดยไม่เจตนา กลับกระตุ้นให้จี้คงโส่วบังเกิดปฏิภาณวูบ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลับมีวิธีการหนึ่ง ทำให้ท่านเพิ่มพูนบารมี เป็นที่ยอมรับของทั้งหมดในเวลาชั่วข้ามวัน”

    หลิวปังหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวว่า “ทหากท่านมีวิธีการเช่นนี้จริง ชื่อเสียงลาภยศของเราหลิวปังจะมีส่วนของจี้เส้าท่านอยู่ด้วย หากฝืนคำพูดนี้ ขอให้ความเพียรพยายามของเราหลิวปังล้วนมลายหายสูญไปสิ้น”

    คำพูดนี้พอกระทบโสตจี้คงโส่ว ทราบว่านี่เป็นคำสาบานอันสาหัสของหลิวปัง ดังนั้นจี้คงโส่วนึกทบทวนความคดของตนเองอีกเที่ยวหนึ่ง เห็นว่ากระทำได้ จึงลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “วิธีการของข้าพเจ้าคือเนรมิตสร้างเทพเจ้า”

    

    การรวมตัวของเจ็ดพรรคเจียงไหวเป็นสหพันธ์ใหญ่ นับเป็นเรื่องราวอันครึกโครม บริวารของเจ็ดพรรคเจียงไหวจำนวนหลายพันคนล้วนรวมตัวที่ประตูเมืองตะวันออกอย่างเนืองแน่น

    ทั้งหมดที่ชุมนุมกันที่ประตูเมืองตะวันออกเนื่องเพราะเวทีของที่ประชุมเจ็ดพรรคอยู่ที่ริมบึงซีหยางหู ซึ่งอยู่นอกประตูเมืองตะวันออกห่างไปสิบลี้

    วันที่สิบสี่ค่ำเดือนห้า หลิวปังกับผู้นำทุกค่ายพรรครวมตัวกันที่ประตูเมืองตะวันออก กลับเห็นเจ้าของร้านรวงเสื้อเขียวจางฉงเดินทางมาพร้อมกับนายอำเภอเพ่ยเสี้ยนเหมาอวี่

    หลิวปังรีบออกไปรับหน้า กล่าวว่า “คิดไม่ถึงใต้เท้าจะให้เกียรติมา นับเป็นความภาคภูมิใจของเจ็ดพรรคเจียงไหวนัก”

    เหมาอวี่กล่าวว่า “แม้แต่หลิวถิงจ่าง (กำนันแซ่หลิว) ยังมาร่วมสนุก เราในฐานะเจ้าของสถานที่ไหนเลยไม่มาได้?”

    มันจงใจเน้นคำ “ถิงจ่าง) แสดงว่ามีเจตนายกตนข่มท่าน หลิวปังยิ้มโดยไม่ถือสา กล่าวว่า “ใต้เท้ากล่าวถูกต้อง”

    เหมาอวี่กลับไม่ยอมเลิกรา กล่าวว่า “ฟังว่าเจ็ดพรรคเจียงไหวรวมเป็นสหพันธ์ คัดเลือกผู้นำสหพันธ์ หลิวถิงจ่างก็มีส่วนด้วย เพียงไม่ทราบท่านอาศัยศักดิ์ฐานะใดเข้าร่วมกิจการภายในของเจ็ดพรรค?”

    หลิวปังพอฟังก็ล่วงรู้จุดประสงค์ของเหมาอวี่ ทั้งยังเห็นจางฉงเฟยอยิ้มออกมา แสดงว่าพวกมันตระเตรียมมาขัดขวาง จึงกล่าว ใต้เท้าถามได้ประเสริฐ เจ็ดพรรคเจียงไหวถือเป็นหน่วยงานในยุทธจักร เราในฐานะตัวแทนบ้านเมือง เสนอตัวเป็นผู้นำสหพันธ์เจ็ดพรรค หรือมีอันใดไม่ถูกต้อง?”

    เหมาอวี่ส่งเสียงดังกล่าวว่า “เราเป็นนายอภเภอเมือง ยังไม่กล้าเสนอหน้า ท่านเพียงเป็นถิงจ่างเล็กๆ คนหนึ่ง อาศัยอะเรข้าร่วมช่วงชิงตำแหน่งผู้นำสหพันธ์?”

    หลิวปังเยือกเย็นไม่ลนลาน กล่าวว่า “เราบอกแล้วว่าเจ็ดพรรคเจียงไหวเป็นหน่วยงานในยุทธจักร ถึงแม้เราเพียงเป็นถิงจ่างเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ได้รับการยอมรับจากเจ็ดพรรค ระหว่างตำแหน่งทางการกับผู้นำสหพันธ์ ไม่อาจวิจารณ์ร่วมกัน”

    เหมาอวี่คิดกล่าวกระไร จางฉงชิงฉุดดึงมือมันไว้ กระซิบบอกว่า “ใต้เท้าอย่าได้กระตุ้นโทสะส่วนรวม ไม่เช่นนั้นจะกระทบถึงแผนการที่วางไว้”

    เหมาอวี่กวาดตามอง เห็นในผู้นำเจ็ดพรรคมีสีหน้าขุ่นเคือง แสดงว่าไม่พอใจต่อการวางก้ามของมัน ได้แต่สงบปากคำไว้

    หลิวปังก็กวาดตามายังข้างกายจางฉง กลับไม่พบเห็นอวี้ปอซึ่งได้รับการกล่าวขานเป็นมือกระบี่ที่หนึ่งแห่งแคว้นอู๋เยี่ย ต้องลอบตื่นตัวขึ้น

    หลิวปังทราบว่ายิ่งใกล้ความสำเร็จ ยิ่งไม่อาจชะล่าใจ ไม่เช่นนั้นจะล้มเหลวในนาทีสุดท้าย นึกเสียใจก็สายเกิน ดังนั้นกล่าวเบาๆ ที่ข้างหูฝานไคว่หลายคำค่อยโบกมือกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้ว พวกเราออกเดินทางเถอะ”

    ทุกผู้คนขานรับโดยพร้อมเพรียง ผู้คนหลายพันคนเคลื่อนขบวนสู่บึงซีหยางหู ซึ่งได้ชื่อว่ามีทัศนียภาพเลื่องลือของอำเภอเพ่ยเสี้ยน

    จากประตูเมืองตะวันออกถึงบึงซีหยางหู แม้เป็นระยะทางไม่ไกล แต่ต้องตัดผ่านดงไม้แถบหนึ่ง ยามนี้เป็นต้นฤดูคิมหันต์ ดงไม้เขียวชอุ่มสดใส สายลมโชยพัดผ่าน บังเกิดเป็นเสียงดังราวระลอกคลื่น

    ทั้งหมดขณะจะบรรลุถึงริมดง พลันได้ยินเสียงซ่าซ๋าดังประหลาดพิกล คล้ายมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตนหนึ่งเลื้อยคลานบนพื้นดิน บันดาลให้ผู้คนเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

    ทุกผู้คนขณะตื่นเต้นสงสัย ขบคิดคาดเดาไม่ออก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร่ำร้องว่า “สวรรค์ นั่นเป็นตัวประหลาดใด?”

    ทุกผู้คนเงยหน้าขึ้น เห็นส่วนลึกของดงไม้ปรากฏหมอกหนากลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้า ไม่ทราบเป็นสิ่งใด

    ทุกผู้คนคิดรอดูว่าหลังจากที่หมอกสลายคลายจะเกิดเรื่องอันใด พลันได้ยินเสียงสวบ ส่วนลึกของกลุ่มหมอกปรากฏประกายสีขาวสายหนึ่งลอยขึ้น พุ่งฉวัดเฉวียนอยู่ท่ามกลางกิ่งใบของต้นไม้ บัดเดี๋ยวปรากฏบัดเดี๋ยวเร้นหายไป

    ทั้งหมดแตกฮือล่าถอย บังเกิดความประหวั่นสุดระงับ พอเพ่งตามองดูใหม่ กลุ่มหมอกค่อยจางหาย เงาสีขาวก็สาบสูญไป ภายในดงไม้กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม

    ชั่วครู่ให้หลัง ทั้งหมดค่อยตื่นจากภวังค์ตะลึงลาน ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า

    “ประหลาดแท้ เราอายุปูนนี้ เพิ่งพบเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้เป็นครั้งแรก”

    “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินผู้คนเอ่ยถึงมาก่อน ดูไปคล้ายเป็นงูยักษ์ตัวหนึ่ง”

    “หากเป็นงูยักษ์ยังพอทำเนา แต่มันพานบินได้ ต้องมิใช่งูยักษ์ธรรมดา”

    พลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “สัตว์ประหลาดนี้ไม่ปรากฏขึ้นมาก่อน ไม่ปรากฏขึ้นสาย พานปรากฏในวันประชุมเจ็ดพรรค เกรงว่าเป็นลางร้าย”

    หลิวปังเหลียวหน้าไป พบว่าคนกล่าววาจาเป็นจางฉง จึงกล่าว “จางเหลาปั่น (เถ้าแก่แซ่จาง) ท่านกล่าวเช่นนี้ ใช่คิดปลุกปั่นผู้คนให้เกิดความวุ่นวายกระมัง?”

    จางฉงแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า “มิใช่เราคิดปลุกปั่นผู้คน หากแต่ความจริงประจักษ์แก่สายตา เราอยู่ที่อำเภอเพ่ยเสี้ยนหลายสิบปี เพิ่งพบเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ในดงไม้แห่งนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นในวันประชุมเจ็ดพรรค หรือเป็นเหตุบังเอิญประการหนึ่ง?”

    คำพูดนี้ก่อเกิดปฏิกิริยาขยายวงออกไป นี่ไม่อาจโทษว่าทั้งหมดจิตใจอ่อนไหว หากทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาออกจะเหลือเชื่อไปแล้ว

    จางฉงลอบลิงโลดยินดี มันคิดถ่วงเวลามิให้การประชุมเจ็ดพรรคดำเนินไปได้ ขณะอับจนปัญญา กลับเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ช่วยให้มันบรรลุจุดประสงค์มุ่งหมาย

    หลิวปังพลันโบกมือกล่าวว่า “ทั้งหมดมิต้องลนลาน ในดงไม้มีความแปลกประหลาดใด ตอนนี้ไม่มีผู้ใดทราบ ขบคิดคาดเดาไปรังแต่เพิ่มความสับสนของเรื่องราว มิสู้ให้เราไปชมดูให้รู้แน่”

    ผู้คนหลายพันคนพอฟัง พากันจับจ้องมองหลิวปังเป็นจุดเดียว แม้แต่เหมาอวี้กับจางฉงก็ลอบเลื่อมใสต่อกำลังขวัญของอีกฝ่าย

    ฝานไคว่สืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว กล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิว ยังคงให้เราไปเถอะ ท่านต้องอยู่ควบคุมสถานการณ์”

    หลิวปังตบไหล่มันเบาๆ กล่าวว่า “มิใช่ไปตามนัดหมายของยมบาล ไม่ต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้ ขอให้เชื่อเรา ไม่ว่าเกิดเรื่องใด เราต้องมีชีวิตรอดกลับมา” กล่าวจบ หมุนตัวก้าวยาวๆ ไปยังดงไม้

    คนพอเข้าสู่ดงไม้ก็รู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันขุมหนึ่ง

    แต่นี่ยังไม่อาจสะกดให้หลิวปังหยุดยั้งลง

    หลิวปังเลื่อนมือแตะด้ามกระบี่ เดินลึกเข้าดงไม้ไปหลายสิบวา พลันชะงักเท้าลง ได้ยินเสียงระเบิดหนักๆ ต้นเถาวัลย์ที่ข้างกายกองหนึ่งพลันแตกระเบิดออก

    โดยกระชั้นชิดติดกัน แว่วเสียงดังขวับเขวี้ยวราวกับจะฉีกกระชากบรรยากาศให้ขาดกระจาย ลำไม้ไผ่สิบลำซัดพุ่งมาจากทิศทางที่แตกต่าง ปักฉึกลงกับพื้นที่ว่างในดงไม้ ล้อมกักหลิวปังเอาไว้

    มิหนำซ้ำใจกลางที่กองเถาวัลย์แตกระเบิดออก ยังปรากฏประกายเย็นเยียบจุดขึ้นวูบขึ้น ที่แท้เป็นกระบี่อันเจิดจ้าดุจสายรุ้งเล่มหนึ่ง

    คนจู่โจมกระบี่คือมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นอู๋เวี่ยนามอิ้วปอ

    นี่เป็นแผนลอบสังหารที่วางไว้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าพื้นภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมโดยรอบ ตลอดจนความสัมพันธ์ของบุคคลล้วนผสมกลมกลืน ผู้ที่ตกเป็นเป้าลอบสังหารไม่มีทางรอดพ้นได้

    หลิวปังขยับกายวูบหนึ่ง คล้ายหายลับไป จากนั้นปรากฏตัวขึ้นใหม่ แต่ที่ซึ่งปรากฏตัวกลับเป็นตำแหน่งที่อวี้ปอคาดไม่ถึง

    หลิวปังลอยตัวอยู่กลางอากาศ มือหนึ่งยึดจับเถาวัลย์เส้นหนึ่ง มือหนึ่งถือกระบี่มั่น หยิบยืมสภาวะอแกว่งไกว คมกระบี่จู่โจมตอบโต้ใส่

    พริบตานั้นเหตุการณ์เปลี่ยนพลิก หลิวปังมิเพียงหลบรอดจากการลอบสังหาร ทั้งยังเป็นฝ่ายรุก กลายเป็นผู้จู่โจมสังหาร

    อวี้ปอยามตื่นตระหนก กลับไม่ลนลาน พลันถีบเท้าลอยตัว ตะปบคว้าเถาวัลย์เส้นหนึ่งเช่นกัน หยิบยืมพลังแกว่งตัวขึ้นกลางอากาศ พอดีหลบรอดจากท่ากระบี่ของหลิวปัง

    ยามเมื่อมันแกว่งตัวขึ้นไปยังจุดสูงสุด พลันตวาดก้อง กระบี่คล้ายอาชาพาดผ่านฟ้า จู่โจมลงหาหลิวปัง

    เห็นคมกระบี่ของมันจ่อใส่หลิวปังห่างเพียงเจ็ดเชียะ หลิวปังพลันขยับเคลื่อนตัวสามเชียะ อวี้ปอพอพบว่าเป้าหมายเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ ก็ยากที่จะยั้งสภาวะกระบี่ได้

    เสียงฉึกเมื่อกระบี่มันแทงใส่ลำต้นไม้ต้นหนึ่ง มันหยิบยืมพลังกระแทกสะท้อน หงายร่างตีลังกากลางอากาศ ทิ้งตัวลงยังที่ห่างไปสามวา

    หลิวปังไม่ได้รุกไล่ซ้ำเติม เพียงกล่าวถามว่า “ท่านคือมอืกระบี่ที่หนึ่งแห่งแคว้นอู่เยี่ยนามอวี้ปอ?”

    อวี้ปอคล้ายคิดไม่ถึงว่าเป้าหมายของมันมีฝีมือสูงเยี่ยมถึงเพียงนี้ ต้องงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว “เป็นเรา”

    หลิวปังดูออกว่าอวี้ปอมีความสำเร็จในเชิงกระบี่เป็นพิเศษ หากคิดพิสูจน์ผลแพ้ชนะ ต้องหักหาญกันร้อยกระบวนท่า แต่เขาไม่คิดเสียเวลากับการช่วงชิงที่ไร้สาระเช่นนี้ จึงกล่าว “ท่านมีเพลงกระบี่ไม่เลว ไม่ทราบจางฉงจ่ายเงินแก่ท่านเท่าใด?”

    อวี้ปอกล่าวว่า “นี่เป็นความลับส่วนตัวของเรา ไม่มีความจำเป็นต้องบอกต่อท่าน”

    หลิวปังกลับกล่าวว่า “ไม่ว่าท่านยอมบอกหรือไม่ แต่เราแน่ใจว่าท่านเพียงรับเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ยังไม่ด้เงินว่าจ้างทั้งหมด...เพราะว่าท่านฆ่าเราไม่สำเร็จ”

    อวี้ปอเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว “เรายอมรับความจริงข้อนี้”

    หลิวปังทราบว่าควรใช้วิธีการใดโยกคลอนจิตใจนักฆ่าที่ได้รับการว่าจ้างมา ดังนั้นกล่าวว่า “แต่หากท่านร่วมมือกับเรา มิเพียงจะได้รับเงินว่าจ้างทั้งหมด ทั้งยังจะได้เงินมากกว่าเดิม”

    อวี้ปอสั่นศีรษะกล่าวว่า “เราจะไม่ฆ่าจางฉงให้กับท่าน ไม่ว่าท่านจ่ายเงินเท่าใดก็ตาม นี่เป็นหลักการของเรา”

    หลิวปังยิ้มพลางกล่าวว่า “คนที่ถือหลักการมักเป็นผู้ที่พึงเชื่อถือ เราไม่ต้องการให้ท่านฆ่าจางฉง ขอเพียงท่านไปจากที่นี้ สามวันให้หลังท่านสามารถไปยังร้านแลกเงินต้าทงรับเงินว่าจ้างทั้งหมดของท่าน เพียงบอกว่าเป็นเราจ่ายให้กับท่าน”

    อวี้ปอรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง ต้องกล่าวว่า “เราเชื่อท่านได้หรือ?”

    หลิวปังกล่าวว่า “ท่านสมควรเชื่อ เพราะว่านี่เป็นการค้าที่ไม่เลว”

    ในที่สุดอวี้ปอกล่าวว่า “เป็นการค้าที่ไม่เลวจริงๆ เพียงแต่เราคิดถามคำหนึ่ง เราได้เงินทอง แล้วท่านได้อะไร?”

    หลิวปังกล่าวว่า “เราได้เวลาที่เราต้องการ แต่หากมิใช่ท่านมีเพลงกระบี่อันสูงเยี่ยม เราก็ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้”

    อวี้ปอไม่กล่าววาจามากความ เพียงออกจากดงไม้ไปอย่างรวดเร็ว

 

    ฝานไคว่นึกเป็นห่วงความเป็นความตายของหลิวปัง ชักชวนผู้นำค่ายพรรคคิดติดตามเข้าดงไม้ มิคาดส่วนลึกของดงไม้บังเกิดเสียงกู่อันยาวนานดังขึ้น

    ฝานไคว่ร้องโพล่งว่า “เป็นพี่ใหญ่หลิว”

    สีหน้าจางฉงปรากฏแววผิดหวังวูบหนึ่ง สบตากับเหมาอวี่ ในใจบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายส่วน

    ทุกผู้คนเพ่งตาจ้องจับไปยังส่วนลึกของดงไม้ ติดตามดูความเคลื่อนไหวภายในดงไม้

    ในดงไม้พลันบังเกิดกระแสลมก่อตัวขึ้น ส่วนลึกของดงไม้ปรากฏประกายสีขาวเคลื่นอไหวดุจสายฟ้า ด้วยระดับความเร็วยิ่งกว่าทวิชาติจัตุบาทธรรมดาทั่วไป มิน่าเล่าผู้คนจึงยึดถือเป็นสัตว์ประหลาด

    ทุกผู้คนอยู่ห่างไกล ไม่อาจเห็นลักษณะของเงาสีขาวชัดตา แต่การปรากฏตัวของมันมักคู่กับกลุ่มหมอกชั้นหนึ่ง ทั้งเลอะเลือนทั้งลี้ลับ เป็นเหตุให้ผู้คนร้องอุทานออกมา

    ด้วยสายตาของฝานไคว่ เพียงมองทะลุผ่านหมอกเลือนราง เห็นสัตว์ประหลาดลักษณะคล้ายงูยักษ์ มีความยาวห้าวาเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางกิ่งใบ ตำแหน่งที่มันเคลื่อนผ่านปรากฏกิ่งไม้สั่นไหว ใบไม้ร่วงพรูลงสู่พื้น เป็นสภาพที่น่าตระหนกนัก

    หวนนึกถึงหลิวปังแม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่เมื่อเผชิญกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ เกรงว่าสุดที่เรี่ยวแรงมนุษย์จะต้านทานได้ มันสมควรเข้าไปช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง

    ฝานไคว่ขณะจะถลันเข้าไป พลันเห็นเงาร่างสายหนึ่งลอยตัวขึ้นบนยอดไม้ดุจก้อนเมฆหยอ่มหนึ่ง สู้พัวพันกับเงาสีขาวนั้นเป็นพัลวัน

    ฝานไคว่เพ่งตามอง พบว่าคนผู้นั้นคือหลิวปัง

    เห็นบนยอดไม้บังเกิดกระแสลมปั่นป่วน กิ่งใบหักร่วงหล่น มาตรว่าอยู่ห่างหลายสิบวา แต่ผู้คนในบริเวณยังรู้สึกถึงพลังกดดันอันหนักหน่วง คุกคามจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก

    พริบตานั้นไม่ว่าศัตรูหรือสหาย ล้วนพบเห็นความจริงอันน่าตระหนกประการหนึ่ง นั่นคือหลิวปังซึ่งปรกติเก็บเนื้อเก็บตัว ที่แท้เป็นยอดฝีมืออันลึกล้ำ หากเอ่ยถึงพลังฝีมือ ในผู้นำเจ็ดพรรคไม่ว่าผู้ใดก็มิใช่คู่มือของเขา

    ฝานไคว่ลอบปีติยินดี มันเป็นผู้ติดตามที่จงรักภักดีต่อหลิวปัง ที่แล้วมาหวั่นวิตกว่าหลิวปังไม่ได้รับการยอมรับจากส่วนรวม แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ไม่ว่าหลิวปังสังหารสัตว์ประหลาดนี้ได้หรือไม่ เป็นที่แน่ใจว่าจะเสริมสร้างบารมีขึ้นในจิตใจของทั้งหมด

    ยามนั้นการต่อสู้ระหว่างปลิวปังกับสัตว์ประหลาดดำเนินถึงขีดสุด หลิวปังลอยตัวอยู่บนยอดไม้ ทุกกระบี่คล้ายสายฟ้าคะนองฝน สะกดสัตว์ประหลาดนั้นเอาไว้

    ได้ยินหลิวปังตวาดก้อง ประกายกระบี่คล้ายอสนีบาตฟาดทลาย ฟาดฟันลงยังตำแหน่งตรงกลางของเงาสีขาวนั้น

    เห็นห่าโลหิตสายหนึ่งฉีดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลับกลายเป็นหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่งพร่างพรมลงสู่พื้น เงาสีขาวนั้นก็มืดหม่นลง ถูกตัดขาดเป็นสองท่อน ร่วงหล่นลงจากยอดไม้

    ทุกผู้คนชมดูจนขวัญสั่นวิญญาณสะท้าน ฝานไคว่ไม่อาจสะกดกลั้นใจอีกต่อไป ร้องคำ “ไป” โถมเข้าดงไม้ก่อนบุคคลแรก

    เมื่อผู้คนหลายพันคนรุดถึงสถานที่ต่อสู้ ถึงกับร้องอุทานดังระงม ชะงักเท้าลงอย่างลืมตัว

    หลิวปังยืนอยู่บนพื้นที่ว่างในดงไม้ ตลอดทั้งร่างชุ่มโชกด้วยหยาดเหงื่อ โลหิตสีแดงฉานชโลมทั่วพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอบอวล รมจนผู้คนแทบอาเจียน

    ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเข้าไปไต่ถาม เนื่องเพราะในพริบตานี้ หลิวปังคล้ายกลับกลายเป็นมนุษย์เทพอันสูงส่ง อยู่เหนือผู้คนทั้งหมด

    ในที่สุดหลิวปังระบายลมจากปากยาวๆ กล่าวว่า “เราอายุปูนนี้ ยังไม่เคยงูยักษ์ขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อน”

    ฝานไคว่สั่นศีรษะกล่าวว่า “มันมิใช่งูยักษ์เด็ดขาด ถึงแม้เราไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรกันแน่ แต่แน่ใจว่ามันมิใช่งู”

    หลิวปังกล่าวถามว่า “ท่านไฉนแน่ใจเช่นนี้?”

    ฝานไคว่กล่าวว่า “งูบินไม่ได้ แต่มันไม่เพียงบินได้ มิหนำซ้ำยังคล้ายมังกรที่คั้นเมฆขี่หมอกเหาะเหินอยู่กลางหาว ดังนั้นมันเพียงมีลักษณะคล้ายงู แต่มิใช่งูจริงๆ”

    ทุกผู้คนยอมรับว่าฝานไคว่กล่าวมีเหตุผล แต่ว่าหากมันมิใช่งู อย่างนั้นเป็นอะไร?

    คนผู้หนึ่งพลันกล่าวว่า “พวกเราไปชมดูมิใช่ทราบกระจ่างหรอกหรือ?ไ

    ทุกผู้คนคล้ายตื่นจากความฝัน แยกย้ายกันตรวจค้นดู แต่ผลจากการตรวจค้น นอกจากคราบโลหิตที่ไหลหลั่งเนืองนองแล้ว ไม่มีผลรับอันใด

    ผู้คนจำนวนมากเห็นสัตว์ประหลาดถูกกระบี่หลิวปังฟันขาดเป็นสองท่อนชัดๆ ยามนี้สืบเสาะค้นหากลับไม่เห็นร่องรอยแต่อย่างไร หรือนี่เป็นสัตว์วิเศษที่ฆ่าไม่ตาย?

    พอตัดผ่านดงไม้ เห็นใกล้บรรลุถึงริมบึงซีหยางหูแล้ว ทุกผู้คนยังวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวเมื่อครู่ แต่แล้วยามนั้น บนผิวบึงบังเกิดเสียงคร่ำครวญหวนไห้ดังมา คล้ายสตรีสูงอายุสูญเสียบุตร ร่ำไห้ด้วยความโศกาอาดูร

    ทุกผู้คนกวาดตาไปยังต้นเสียง เห็นบนผิวน้ำที่ห่างจากฝั่งสิบกว่าวา ปรากฏสตรีชราผมขาวโพลนนางหนึ่งหยั่งเท้าบนผิวบึง ยกแขนเสื้อปิดหน้าร่ำไห้ จนผู้คนไม่อาจโฉมหน้าแท้จริงของนาง

    ใต้เท้าของนางเป็นน้ำในบึงสีเขียวใส หามีแพไม้หรือลำเรือรองรับไม่ ไม่ทราบนางลอยอยู่บนผิวน้ำได้อย่างไร

    ทุกผู้คนบังเกิดความตื่นตระหนกอีกครา เข้าใจว่าพบพานผีสางกลางวันแสกๆ แล้ว

    หลิวปังกลับแหวกร่างผู้คน เดินออกไปหลายก้าว ประสานมือกล่าวว่า “ท่นาผู้เฒ่าไฉนร่ำไห้ในที่นี้? หรือว่าประสบเรื่องเศร้าเสียใจอันใด?”

    สตรีชรานั้นไม่เงยหน้าขึ้น ร่ำไห้พลางกล่าวว่า “มีคนฆ่าบุตรชายเรา ดังนั้นเราร่ำไห้คร่ำครวญ”

    หลิวปังกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ผู้ใดฆ่าบุตรชายของท่าน?”

    สตรีชรานั้นกล่าวว่า “บุตรชายเราเป็นไป่หลงตี้จวิน (เทพมังกรขาว) อาศัยอยู่ในบึงซึหยางหู เมื่อครู่อยู่ว่างไร้เรื่องราวจึงขึ้นฝั่งมาท่องเล่น มิคาดกลับถูกเช่อหลงตี้จวิน (เทพมังกรชาด) ฆ่าตาย จนบัดนี้ยังหาศพไม่พบ วิญญาณยังไม่หวนคืน จะไม่ให้เราผู้เฒ่าเศร้าเสียใจได้อย่างไร?”

    คำพูดพอกล่าว สายตาทุกคู่ในบริเวณพากันจับจ้องมองหลิวปังเป็นจุดเดียว

    ขอเพียงมิใช่ตัวโง่งม สมควรปะติดปะต่อเรื่องราว ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น

    ที่หลิวปังฆ่าตายมิใช่งู หากแต่เป็นมังกรซึ่งคือเทพมังกรขาวผู้เป็นบุตรชายของสตรีชรา

    ผู้ที่ฆ่าเทพมังกรขาวเป็นเทพมังกรชาด แต่ว่าคนลงมือคือหลิวปังชัดๆ หรือว่าหลิวปังเป็นเทพมังกรชาดจุติมา?

    สายตาผู้คนที่จับจ้องมองหลิวปังเพิ่มความเคารพยำเกรงอีกสามส่วน แม้แต่ฝานไคว่ เหมาอวี้และจางฉงก็ไม่มีข้อยกเว้น ในสายตาพวกมัน หลิวปังคล้ายมิใช่หลิวปังอีกต่อไป หากแต่เป็นเทพมังกรชาดจุติมา

    หลิวปังหาลิงโลดยินดีไม่ พลันชักกระบี่จากฝัก ตวาดว่า “เราเข้าใจว่าท่านเป็นหญิงชาวบ้านอันดีงาม จึงเอ่ยปากถามไถ่ คิดไมถึ่งท่านกลับกล่าววาจาปลุกปั่นยุยงผู้คน สมควรรับเราหนึ่งกระบี่”

    สตีชรานั้นพลันเงยหน้าขึ้น ร้องโพล่งว่า “ท่าน...ท่านเป็นเทพมังกรชาดจุติมา?” นางกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านคิดเข่นฆ่าให้สิ้นซากหรือ?” ขาดคำขยับตัวคราหนึ่ง ร่างก็จมหายลงในน้ำ

    เห็นผิวบึงเกิดระลอกขยายวงกว้างออกสูญสลายไร้ร่องรอย ผิวบึงกลับสู่ความสงบดังเดิม

    แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่กลับประทับตราตรึงอยู่ในใจผู้คน ทุกถ้อยคำของสตรีชรานั้นสะท้านสะเทือนจิตใจผู้คน โดยเฉพาะคำพูดก่อนที่นางจะจมหายลงในน้ำ

    หรือว่าหลิวปังเป็นเทพมังกรชาดมาจุติจริงๆ?

    นี่คล้ายเป็นปริศนาที่ยากคลี่คลายได้

หนังสือแนะนำ

Special Deal