บทที่ 4 หัวใจปีศาจ (ต่อ)

หลายวันนี้ จิ่นซือจิตใจไม่อยู่กับตัว ทุกครั้งเมื่อเห็นเด็กบ้านตระกูลจิง กระแสเย็นเยือกที่มิอาจควบคุมพลันแล่นขึ้นมาจากปลายเท้า หมดความอยากอาหาร ราวกับก้างปลาตำคอ

เช้าวันนี้ อากาศแจ่มใส เมื่อปัดกวาดกองหิมะในลานสวนเรียบร้อย บรรดาบ่าวรับใช้ก็เริ่มทำงานของวันนี้อย่างเป็นระเบียบ ขณะกำลังเตรียมยกสำรับ บ่าวของเรือนหงซาน (ภูแดง) พลันวิ่งมารายงานว่า คุณชายมู่ของคฤหาสน์ตระกูลมู่ นายน้อยเว่ยของจวนตระกูลเว่ย องค์ชายเจ็ดจ้าวเช่อ องค์ชายแปดจ้าวเจวี๋ย องค์ชายสิบสามจ้าวซง ยังมีเยียนซื่อจื่อแห่งคฤหาสน์เยียนหวัง มารวมตัวกันอยู่ในโถงหลิวหลี (ผลึกแก้ว) ของเรือนหงซาน นายน้อยใหญ่กำลังต้อนรับอยู่ที่นั่น นายน้อยสามและนายน้อยห้ากำลังเร่งรุดไป พร้อมกับถามว่า นายน้อยสี่อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่ หากดีขึ้นแล้วก็ไปร่วมครึกครื้นด้วยกัน

จูเก่อเยว่อุปนิสัยค่อนข้างแปลกประหลาด ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับพี่น้องในบ้านนัก วันๆ ขลุกอยู่แต่ในเรือนชิงซาน อ่านหนังสือ ไม่ก็ปลูกดอกไม้ กินของว่างผลไม้ ปราศจากบุคลิกกระตือรือร้นอย่างสิ้นเชิง หากไม่นับนิสัยโหดร้ายเกินควร ความประพฤติถือว่าอยู่ในร่องในรอยดี ยามนี้กำลังเอกเขนกบนเตียง ฟังรายงานจบก็บอกกับคนส่งข่าวว่าเขารู้สึกไม่ค่อยสบาย คงไม่ไปร่วมด้วยแล้ว

ฉู่เฉียวยืนอยู่ข้างเตาหอมคอยพัดควันกำยานเบาๆ พอได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง มิได้เอ่ยถ้อยคำ ครู่ใหญ่สำรับอาหารก็ถูกยกเข้ามา ฉู่เฉียวตามหลังสาวใช้ส่งอาหาร ถอยออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง

จิ่นซือปรายตามอง ทิ้งช่วงครู่หนึ่งก็หาโอกาสล่าถอยออกไปบ้าง

โถงหลิวหลีแม้เรียกว่าโถง แต่แท้จริงเป็นแค่ศาลาหลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนเขาปาเจี่ยว (แปดมุม) ของเรือนหงซาน ด้านล่างเป็นทะเลสาบเขียวใส ยามนี้เข้าสู่ช่วงหลงตงพอดี ผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง หิมะปกคลุมสุดหูสุดตา สองฟากเป็นป่าเหมยแดงสลับขาว เบ่งบานประชันกับไอหนาว ฉูดฉาดบาดตา

นอกป่าเหมย เป็นดอยฝึกม้าของตระกูลจูเก่อ ผืนเนินขนาดใหญ่มหึมาปลูกเต็มไปด้วยต้นหญ้าชั้นดีที่ย้ายมาจากนอกด่าน ใช้สำหรับเลี้ยงม้าสายพันธุ์ดี สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่แต่ผู้คนบางตา บรรดาข้าทาสหากไม่มีกิจธุระไม่อาจเหยียบย่าง จึงเงียบสงบอย่างมาก ฉู่เฉียวตัวเล็ก หลบรอดพวกเวรยามมาถึงดอยฝึกม้าได้อย่างว่องไว ก่อนปีนขึ้นเนินโดยไม่ถูกพบเห็น

รูปร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างเช่นยามนี้ คิดย้ายกระถางใบหนึ่ง ต้องเปลืองแรงมหาศาล

ขณะจะผละไป พลันพบว่าบริเวณไหล่เขามีเงาคนลับๆ ล่อๆ ฉู่เฉียวก้มตัวหลบ รอให้คนผู้นั้นเดินผ่านค่อยขยับไปใกล้ เพียงเห็นต้นสนบริเวณไหล่เขามีอาชาพ่วงพีสีดำเมื่อมตัวหนึ่งผูกอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ สีดำปลอดทั้งตัว เห็นฉู่เฉียวตรงมาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ฉู่เฉียวลอบฉงนใจ ม้าชั้นดีขนาดนี้สมควรระแวงตื่นตัวเมื่อมีคนเข้าใกล้ถึงจะถูก พอก้มมอง พบว่าบนพื้นหิมะมีเม็ดข้าวสาลีที่ยังกินไม่หมดประมาณกำมือหนึ่งดังคาด ฉู่เฉียวเขย่งปลายเท้าเหนี่ยวคอม้า พินิจอยู่นาน ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่มิได้ใส่ใจ

เพิ่งผละออกมา ช่วงที่เบือนหน้าก็เหลือบเห็นซองธนูบนตัวม้า ในนั้นบรรจุธนูหางนกยูงหลายสิบดอก หยิบขึ้นมาดอกหนึ่ง หัวธนูสีเงินยวงสลักคำว่า ‘เยียน’ ที่ขรึมขลังไว้ด้านบน

บรรดาเจ้านายของแต่ละตระกูลล้วนกำลังรื่นรมย์ชมดอกเหมยอยู่ในโถงหลิวหลี ฉู่เฉียววิ่งเลาะไปตามทางเล็กๆ ข้างผนังผาของเขาปาเจี่ยว เอากระถางหวายรมควันวางไว้บนทางเล็กๆ ของผนังผา ล้วงงูเล็กหลายตัวออกมาจากถุงผ้าที่สะพายข้างตัว

“เฮอะ! ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าคิดไม่ซื่อ!”

เส้นเสียงแหลมเล็กดังขึ้น ฉู่เฉียวหันกลับไป เพียงเห็นจิ่นซือยืนอยู่ข้างหลัง ท่าทางกระหยิ่มจนลืมตัว ได้ยินนางพูดต่อว่า “เดี๋ยวข้าจะฟ้องนายน้อยสี่ คราวนี้เจ้าตายแน่”

“เช่นนั้นหรือ?” ฉู่เฉียวเอียงคอ เบะปากอย่างเจ้าเล่ห์ ไกลออกไปแว่วเสียงฝีเท้าเดินมา จึงส่ายหน้าพลางกล่าว “นั่นกลับไม่แน่” จบคำ ร่างก็พลิกตัวลอยลิ่วลงหน้าผาไป!

“อยู่ทางนั้น!” สุ้มเสียงอ่อนเยาว์ดังขึ้นแทบจะเวลาเดียวกัน จิ่นซือไม่ทันได้อุทาน ก็ถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเข้ามาจับกดกับพื้น

จูซุ่นเขม้นมองสาวน้อยอย่างดุดัน ก่อนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “จิ่นซือ ตอนนี้หลักฐานครบครัน เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก”

จิ่นซือตกใจใหญ่ รีบท้วงว่า “ไม่ใช่ข้า เป็นจิงซิงเอ๋อร์ ข้าสะกดรอยตามนางมา!”

“เหลวไหล ข้าเห็นเจ้าทำท่าลับๆ ล่อๆ เข้าไปขโมยกระถางหวายของพ่อบ้านจู ยังจะใส่ความคนอื่นอีก!”

สุ้มเสียงเจื้อยแจ้วพลันดังขึ้น จิ่นซือหันขวับ เพียงเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งยืนข้างกายจูซุ่น ท่าทางคุ้นตาอย่างมาก ในสมองสว่างวาบทันใด กระจ่างแจ้งแผนการทั้งหมด ร้องดังลั่นว่า “นางเป็นพวกเดียวกับจิงซิงเอ๋อร์ พ่อบ้านจู อย่าไปเชื่อนาง!”

จูซุ่นนั่งบนเก้าอี้นุ่ม มีบ่าวชายร่างบึกสี่คนหามไว้ ยี่สิบไม้เมื่อหลายวันก่อน เฆี่ยนจนเขาก้นระบมไปหมด พอได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามเสียงอ่อนลงว่า “เจ้าบอกว่าเจ้าตามจิงซิงเอ๋อร์มา แล้วนางอยู่ไหน”

“นางกระโดดลงเหวไปแล้ว”

“ว่ากระไร” จูซุ่นเดือดดาลขึ้นมาทันที ตวาดเกรี้ยวกราด “เจ้าเห็นข้าปัญญาอ่อนหรือ? ที่เจ้าพูดหมายถึง นางเด็กน้อยตระกูลจิงคนนั้นปรักปรำเจ้า ตอนนี้โดดลงเหวฆ่าตัวตายแล้ว?”

“ข้า...”

“เหลวไหลทั้งเพ!” จูซุ่นกล่าวต่อ “เจ้าอยู่ที่นี่มาสี่ห้าปีแล้ว ข้าดีกับเจ้ามาตลอด เจ้ากับจิ่นจู๋แย่งตำแหน่งคนโปรด นั่นเป็นเรื่องภายในของเรือนชิงซาน ไยต้องสาดโคลนบนหัวข้า ตอนนี้เจ้าคิดจะทำอะไร จะเอากระโถนอุจจาระเทใส่หัวข้าต่อหน้าเจ้านายทั้งหลายใช่หรือไม่?”

“พ่อบ้านจู ท่านต้องเชื่อข้า”

“ใครก็ได้ เอาตัวนางไปเฆี่ยนให้หนัก!”

เสียงแผดร้องแสบหูดังขึ้นฉับพลัน ฉู่เฉียวจับเชือกที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วโหนตัวเข้าไปในโพรงเล็กๆ เขาปาเจี่ยวแห่งนี้ก่อขึ้นจากหินหมึก เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ บนหินหมึกจะมีตะไคร่น้ำสีม่วงชนิดหนึ่งแพร่พันธุ์ ตะไคร่น้ำชนิดนี้หายากมาก เมื่อนำไปรมควันจนแห้งจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดมแล้วชื่นใจ ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเหล่าบ่าวไพร่ในคฤหาสน์จูเก่อจะมาเก็บตะไคร่ชนิดนี้ที่ริมผา นานเข้าก็กลายเป็นโพรงใหญ่สูงท่วมหัว ฉู่เฉียวพักอยู่ในเรือนด้านหลัง รู้ว่ามีโพรงนี้แต่แรกแล้ว นางเกาะหญ้าแห้งแล้วโดดลงพื้นอย่างระวัง ค่อยๆ เก็บเชือกปลายตะขอกลับมา รั้งรอเงียบๆ ให้คนข้างบนแยกย้ายกันไป

ทันใดนั้นเอง ปรากฏลมหายใจอุ่นๆ รดที่ริมหู ตามด้วยเสียงบุรุษกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “แม่สาวใช้คนนี้ จิตใจไฉนโหดเหี้ยมนัก”

ฉู่เฉียวสะดุ้งเฮือก หันขวับกลับไป ในห้วงเร่งร้อนกลับไม่ลืมคว้าตะขอบนเชือกขึ้นมา พาดไปบนลำคออีกฝ่ายอย่างดุดัน

“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าเป็นแค่เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ”

ฝ่ายตรงข้ามมือไม้ว่องไว คว้าหมับที่ข้อมือผอมบางของฉู่เฉียว น้ำเสียงเรียบราบไร้อารมณ์

ฉู่เฉียวตัวเล็กแรงน้อย โดนจับกดกับพื้นด้วยมือเดียว แต่กลับขืนแรงโงหัวขึ้นมา พลันต้องตกตะลึง “เป็นท่าน?”

บุรุษคล้ายตกตะลึงเช่นกัน พินิจมองเด็กหญิงอย่างถ้วนถี่ พลันหัวเราะขึ้นมา “นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้า ยาสมานแผลใช้ดีหรือไม่?”

เพียงเห็นผู้มามีเรียวคิ้วเชิดสูง จมูกโด่งเป็นสัน ลูกตาดำขลับดั่งน้ำหมึก ในความอ่อนโยนกลับแฝงความคมกริบประหนึ่งใบมีด เขาก็คือแขกในงานเลี้ยงวันนี้...เยียนสวิน เยียนซื่อจื่อแห่งนครรัฐเยียนเป่ยซึ่งเป็นตัวประกันอยู่ในนครเจินหวง

ฉู่เฉียวเชิดหน้า กล่าวเสียงเย็นชา “ท่านมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ท่านต้องการอะไร”

เยียนสวินหัวเราะเบาๆ “ประโยคนี้ควรเป็นข้าถามเจ้ามากกว่ากระมัง?”

ฉู่เฉียวใช้ความคิดเร็วรี่ พิจารณาซ้ำไปซ้ำมา หากผลักชายผู้นี้ลงเหวจะมั่นใจได้กี่ส่วนว่าจะตายในคราเดียว ระหว่างที่คิด มือก็คลำมีดสั้นข้างเอว เยียนสวินกลับชูนิ้วขึ้นมา เอ่ยเบาๆ ว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากให้ใครพบเห็น ก็ทำตัวดีๆ อย่าได้คิดตุกติก เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงอำมหิตนัก”

ฉู่เฉียวเลิกคิ้ว “เทียบกับความอำมหิตของพวกท่าน ข้ายังห่างไกลนัก ท่านมาหลบแถวนี้ คิดว่าคงไม่ใช่กำลังทำเรื่องดีงามอะไร ท่านกับข้าก็ไม่ต่างกัน อย่าทำท่าเหมือนกำลังช่วยข้า แสร้งเป็นคนดีมีน้ำใจ”

เยียนสวินได้ยินก็ลุกพรวดพราดทันที เกาะต้นเฮาเฉ่า (หญ้าชนิดหนึ่ง) แล้วตะโกนขึ้นไป “ข้างบนนั่นใคร”

ฉู่เฉียวตกใจใหญ่ ทำท่าจะยับยั้ง ทว่าไม่ทันการณ์แล้ว คิดในใจว่าหากตัวเองถูกพบเห็น เสี่ยวปาต้องรับเคราะห์ไปด้วย ดังนั้นตัดสินใจชักมีดสั้นออกมา จ้วงแทงแผ่นหลังของเยียนสวินเต็มแรง

เยียนสวินพลิกฝ่ามือปิดปากเล็กๆ ของฉู่เฉียว ก่อนรวบตัวเข้ามากอดไว้แน่นหนา ยามนั้น ได้ยินเสียงร้องถามจากข้างบน เยียนสวินชะโงกหน้าออกไปจากโพรง ตอบกลับไปว่า “ข้าชื่นชมดอกเหมยอยู่ตรงนี้ พวกเจ้ามาร่ำร้องหาอะไร ยังไม่รีบไปให้พ้น”

จูซุ่นถูกยกมาถึงริมผา พอเห็นเยียนสวิน ท่าทีวางก้ามก็หายสิ้น ค้อมเอวผงกศีรษะอยู่นาน ก่อนชักนำคนจากไปอย่างเร็ว

เยียนสวินคลายวงแขนพร้อมรอยยิ้มกริ่ม กล่าวกับฉู่เฉียวว่า “ทีนี้ถือว่าข้าช่วยเจ้าครั้งใหญ่แล้วกระมัง?”

ฉู่เฉียวตัวเล็ก ยืนตรงหน้าเยียนสวินยังไม่ถึงไหล่ของเขา เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แน่ใจว่าข้างบนไม่มีความเคลื่อนไหวอีก ค่อยเหวี่ยงตะขอในมือขึ้นไป เมื่อเกี่ยวแน่นดีแล้วจึงเริ่มปีน

เยียนสวินหรี่ตามองนาง เห็นนางท่วงท่าปราดเปรียว ทว่าไม่คล้ายมีวิทยายุทธ์ แต่นับว่าขวัญกล้าและรอบคอบ มือไม้คล่องแคล่วว่องไว โพรงถ้ำแห่งนี้ห่างจากข้างบนแค่หนึ่งช่วงตัว เยียนสวินใช้สองมือเกาะหินแน่น ออกแรงเล็กน้อยก็ทะยานตัวขึ้นไปได้แล้ว

ฉู่เฉียวเก็บซ่อนตะขอเรียบร้อย สำรวจมองทั่วทิศรอบหนึ่ง มั่นใจว่าปลอดภัยค่อยหมุนตัวตั้งท่าจากไป แต่ได้ยินเสียงของเยียนสวินจึงหันกลับมา กล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็นว่า “ข้าไม่อยากติดค้างน้ำใจท่าน อีกเดี๋ยวเมื่อกลับไป ท่านระวังม้าตัวเองให้ดี”

เยียนสวินตะลึงเล็กๆ รอจนตั้งสติได้ เงาร่างของเด็กหญิงก็เดินไปไกลแล้ว ทอดสายตามองไป เหมือนลูกสุนัขตัวหนึ่งกำลังปีนป่ายไปตามทางเล็กๆ ที่ขรุขระ ครู่เดียวก็หายลับไม่เห็นเงา

เยียนสวินหรี่ตามองพลางหัวเราะเบาๆ ว่า “น่าสนใจ”

 

ลงจากเขาปาเจี่ยว เลี้ยวอ้อมภูเขาจำลองเล็กๆ ลูกหนึ่งก็เข้าสู่ป่าเหมย

วันนี้บรรดาคุณชายจอมล้างผลาญของเหล่าตระกูลใหญ่แห่งนครเจินหวงชุมนุมกันพร้อมหน้าที่คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ พื้นที่ป่าเหมยมีการเฝ้าระวังอย่างแน่นหนา เงียบเชียบอย่างยิ่ง ฉู่เฉียวตัวเล็ก เดิมดุ่มๆ อยู่ในป่าเหมย นานครั้งก็เขย่งเท้าเด็ดกิ่งเหมย ท่าทีผ่อนคลายสบายใจ

“นี่! เจ้ามานี่!”

เสียงนั้นห้วนสั้นปราศจากความเกรงใจ น้ำเสียงอ่อนเยาว์แฝงความเอาแต่ใจอยู่หลายส่วน ฉู่เฉียวเงยหน้ามองไป เพียงเห็นคุณชายน้อยชุดแพรอายุสิบขวบเศษคนหนึ่ง สวมอาภรณ์ชั้นนอกสีเขียวสด สาบเสื้อบุหางเตียวสีขาวปลอดที่เดินเส้นด้วยด้ายทองอย่างประณีต ใบหน้าขาวนวลเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งเชิดปลายน้อยๆ สองตาดำขลับจ้องมองมาที่นาง พลางตะโกนว่า “เจ้านั่นล่ะ ข้าหมายถึงเจ้า!”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้วเบาๆ คิดในใจว่าอย่าหาเรื่องจะดีกว่า จึงค้อมคำนับตามธรรมเนียม กล่าวอย่างนบนอบว่า “บ่าวยังมีธุระ อภัยที่ไม่อาจรั้งอยู่นาน” จบคำก็หมุนตัวผละไป

คุณชายน้อยตะลึงวูบ คิดไม่ถึงบ่าวคนนี้บอกจะไปก็ไป จึงย่นจมูกแล้วสะบัดแส้ในมือ ตะคอกว่า “บ่าวสุนัข! ช่างโอหังนัก!”

ฉู่เฉียวได้ยินก็หันขวับ ยื่นสองมือขาวนวลคว้าแส้เฆี่ยนม้าไว้ในมือ จ้องมองกลับไปด้วยสายตาเย็นเยียบ

คุณชายน้อยไหนเลยคาดคิดว่าสาวใช้ของตระกูลจูเก่อจะดุร้ายปานนี้ ออกแรงกระชากกลับก็ไม่เป็นผล ปากเล็กๆ เริ่มเบะ ก่อนสบถว่า “เจ้าอยากตายใช่หรือไม่? ข้าจะสั่งคนตัดคอเจ้า!”

ฉู่เฉียวได้ฟังกลับแค่นหัวเราะ พลิกมืออย่างรวดเร็ว ด้ามแส้ก็ลื่นหลุดจากมือของคุณชายน้อย เข้ามาอยู่ในมือของฉู่เฉียว เด็กหญิงยังไม่ถึงแปดขวบ รูปร่างแบบบาง ใบหน้านวลชมพู แต่สายตาปราศจากแววไร้เดียงสา นางสาวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “แส้ม้าใช้สำหรับกระตุ้นม้า หาใช่สำหรับเฆี่ยนตีผู้คน”

พูดจบก็พลิกแส้ยื่นส่งให้ถึงมือของคุณชายน้อย แล้วหมุนตัวจากไป

คุณชายน้อยเห็นแม่นางน้อยตัวเล็กกว่าตน กลับแลดูทรงอำนาจยิ่งนัก มือไม้ก็แคล่วคล่อง จึงบังเกิดความรู้สึกอยากชิดใกล้ เห็นนางผละจากไป พลันร้อนใจขึ้นมา แต่จะร้องเรียกก็กลัวเสียหน้า จึงวิ่งไปกางแขนขวางนางอย่างขัดใจ “เจ้าเป็นบ่าวของเรือนไหน ชื่ออะไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสั่งคนมาลากเจ้าไปตัดหัวได้?”

ฉู่เฉียวเงยหน้าเฉยชามองคุณชายน้อยแวบหนึ่ง ผลักแขนอีกฝ่ายออก ก่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงเยาะหยัน “สู้คนอื่นไม่ได้ก็ร่ำร้องให้ผู้อื่นมาช่วย นับเป็นตัวอะไร คนเช่นท่านมีฐานะระดับไหน ข้าก็คร้านจะสนใจ”

ต้นเหมยแกว่งไกวเบาๆ คุณชายน้อยชุดแพรหยัดยืนนิ่งงัน เหม่อมองร่างเล็กๆ ของฉู่เฉียวค่อยๆ กลืนหายไปจนสุดเขตป่าด้วยแววตาตะลึงค้าง

กลับถึงเรือนชิงซาน ฉู่เฉียวทักทายพวกบ่าวที่เดินสวนกัน จากนั้นตรงเข้าเรือน จูเก่อเยว่กึ่งเอนบนตั่งนุ่ม ท่าทางเกียจคร้าน เห็นฉู่เฉียวเข้ามาก็ไม่เงยหน้า เพียงปรายมองด้วยหางตาแวบหนึ่ง

ฉู่เฉียวเดินถึงหน้าแจกันหยก นำดอกของเมื่อวานออกมา จากนั้นเอากิ่งเหมยที่เพิ่งเด็ดมาเมื่อครู่ปักลงไปทีละช่อ พอเสร็จก็เดินถึงข้างกายจูเก่อเยว่ นั่งยองๆ ข้างเตาหอมขนาดเล็ก เอาน้ำหิมะที่กวาดลงมาจากดอกเหมยและหลันเซียงคลุกเคล้าด้วยกัน จากนั้นเทใส่ในเตาหอม หยิบพัดเล็กมาพัดเบาๆ อากาศในห้องพลันสดชื่นขึ้นมา จูเก่อเยว่สูดหายใจยาวๆ คำหนึ่งพลางหลับตาช้าๆ

กว่าครึ่งชั่วยามผ่านไป จูเก่อเยว่เหมือนหลับไปแล้ว ยามนั้นด้านนอกพลันปรากฏเสียงดัง หนุ่มน้อยลืมตาขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“นายน้อยสี่ พ่อบ้านจูส่งคนมารายงานว่า เพิ่งจับตัวแม่นางจิ่นซือ ขณะที่นางกำลังยกย้ายกระถางหวายอยู่ที่เขาปาเจี่ยว ซ้ำยังพกพางูพิษติดตัว หลักฐานพร้อมสรรพ ตอนนี้กำลังให้เรือนคุมกฎสอบสวนอยู่ขอรับ”

จูเก่อเยว่ปรือตาเบาๆ ก่อนกล่าวเรียบเรื่อยว่า “จิ่นซือแม้ชอบวางอำนาจ แต่ขี้ขลาด นางหรือจะกล้าพกงูติดตัว? แล้วนางว่าอย่างไรบ้าง”

“นางว่า...” เสียงบ่าวจู่ๆ ก็เบาลง สายตาชำเลืองมองฉู่เฉียวที่นั่งสงบเงียบแวบหนึ่ง “นางว่านางตามหลังซิงเอ๋อร์ไป ยังบอกว่าซิงเอ๋อร์วางแผนให้ร้ายนางกับจิ่นจู๋ จุดประสงค์ก็เพื่อแก้แค้นให้กับพวกเด็กตระกูลจิงที่ตายไปเมื่อหลายวันก่อน”

“ซิงเอ๋อร์” จูเก่อเยว่นั่งเอนบนตั่ง ยกถ้วยชาขึ้นมา กล่าวน้ำเสียงชืดชาว่า “เจ้าชี้แจง”

ฉู่เฉียวคุกเข่าบนพื้น ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เรียนนายน้อยสี่ ซิงเอ๋อร์ไม่ได้ทำ”

“แล้วเมื่อครู่เจ้าไปไหนมา”

“ซิงเอ๋อร์ไปที่สวนดอกเหมย”

“มีใครเห็นเจ้าหรือไม่?”

เด็กหญิงเอียงคอครุ่นคิดชั่วอึดใจ ค่อยกล่าวว่า “ตอนอยู่ในสวนซิงเอ๋อร์พบคุณชายน้อยคนหนึ่งโดยบังเอิญ ไม่ใช่คุณชายของคฤหาสน์เรา อายุราวสิบขวบเศษ สวมชุดยาวสีเขียวสด สาบเสื้อประดับขนเตียวสีขาวหิมะ ซิงเอ๋อร์ไม่ทราบนามของเขา”

“อืม” จูเก่อเยว่พยักหน้า ก่อนกล่าวกับบ่าวที่มารายงาน “เจ้าออกไปได้”

บ่าวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถามอย่างระมัดระวังว่า “แล้วแม่นางจิ่นซือ?”

จูเก่อเยว่เอนศีรษะไปด้านหลัง หลับตาพิงพนัก ก่อนเอ่ยเนิบๆ ว่า “ทำผิดก็ต้องรับโทษ ให้เรือนคุมกฎจัดการแล้วกัน”

บ่าวคนนั้นรับคำแล้วล่าถอยไป ในห้องกลับสู่ความเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นหอมของกำยานอบอวลบางเบา ราวกับอยู่ในม่านหมอก

“ซิงเอ๋อร์ ในใจเจ้าเกลียดแค้นคนที่ฆ่าญาติพี่น้องของเจ้าหรือไม่?”

ฉู่เฉียวก้มหน้า ตอบอย่างเฉลียวฉลาดว่า “นายน้อย นับแต่ซิงเอ๋อร์จำความได้ก็เป็นข้าทาสในคฤหาสน์แล้ว เป็นเพราะนายน้อย ซิงเอ๋อร์ถึงได้นอนเตียงอุ่น ได้กินอาหารร้อน ได้ใส่เสื้อหนา ซิงเอ๋อร์ยังเล็ก จิตใจไม่อาจบรรจุสิ่งของมากมายปานนั้น เพียงปรารถนารับใช้นายน้อยให้ดี มีชีวิตอย่างสุขสบาย”

“อืม” จูเก่อเยว่พยักหน้า “เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี เจ้าอายุยังน้อย แต่ทำอะไรเยือกเย็น ต่อไปเรือนกลางนี้มอบหมายให้เจ้ารับผิดชอบ”

“ขอบคุณนายน้อย” เด็กหญิงค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม เนิ่นนานจึงเอ่ยขึ้นว่า “นายน้อยเชื่อว่าพี่จิ่นซือให้ร้ายพี่จิ่นจู๋หรือไม่เจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่แค่นเสียงเฮอะเบาๆ “จิ่นซือจะกล้าสักแค่ไหน ต่อให้นางกล้า นางก็คิดอุบายแบบนี้ไม่ได้ จูซุ่นเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ ทำความผิดถูกเฆี่ยนตี ไม่ทราบจะเอาหน้าไว้ที่ใด เป็นไปได้ว่าอยากหาทางลงให้ตัวเอง เพียงแต่เขาไม่ควรสาดน้ำครำมาที่เรือนชิงซานของข้า สร้างสถานการณ์ว่าเป็นการขัดแย้งของบ่าวในเรือนเพื่อลบล้างความผิดของตัวเอง เสียแรงที่อยู่มาจนแก่ป่านนี้ ช่างโง่เขลายิ่งนัก”

“เช่นนั้นนายน้อยไฉนไม่ช่วยพี่จิ่นซือ เรือนคุมกฏอาจโบยนางจนตาย”

“ถ้าเรื่องนี้นางเป็นคนทำจริง ข้ากลับจะช่วยนาง แต่นางหลงกลคนอื่นง่ายดายเช่นนี้ แสดงว่าสติปัญญาโง่เขลา คนแบบนี้ เก็บไว้มีประโยชน์อะไร”

แสงอาทิตย์เที่ยงวันจัดจ้าแสบตา สาดทอเข้ามาตามรอยต่อของช่องหน้าต่าง ดอกเหมยส่งกลิ่นหอมระรื่น ค่อยๆ อบอวลไปทั่วห้อง

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1