บทที่ 8 บุปผาร่านราคะ

    “อา...โอ...อืมม์...”

    สุ้มเสียงครวญครางชนิดหนึ่งดังลอดรอยร่องบนผนังห้องท้องเรือออกมากระทบโสตอันปราดเปรียวของฟางรุ่ย

    เบื้องหน้าสายตาของฟางรุ่ยคล้ายปรากฏภาพอันอวบอัดสมบูรณ์ของจางอิ๋งขึ้น ร่างที่บิดไหวราวงูขาว ตาที่หรี่ปรือราวปกคลุมด้วยหมอกชั้นหนึ่ง ปากที่แดงสดใสครึ่งเม้มปิดครึ่งเผยอออก ล้วนแล้วแต่สะท้อนความงามของสตรีที่เติบโตเต็มสาวนางหนึ่ง

    มันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของร่างกายตนเอง ตลอดทั้งร่างรุ่มร้อนราวถูกไฟสุม เพื่อผ่อนคลายประสาทความรู้สึกอันเขม็งเกร็ง มันได้แต่เดินออกมาบนดาดฟ้าเรือ คิดหมายสลัดหลุดจากความเย้ายวนของคลื่นเสียงที่แฝงมนต์มารนั้น

    ความร่านสวาทของจางอิ๋ง เฉกเช่นกับความงามของนาง เป็นที่เลื่องลือในทำเนียบทางโลก

    เนื่องเพราะจางอิ๋งฝึกวิชารักษารูปโฉมคงความงามแขนงหนึ่ง ต้องอาศัยพลังชีวิตของบุรุษเพื่อดูแลรักษาผิวพรรณ บรรลุถึงจุดประสงค์ของการคงไว้ซึ่งความงาม สำหรับกับนาง หาได้มีนิสัยร่านสวาทมาแต่กำเนิดไม่ นางที่ปล่อยตัวปล่อยใจเช่นทุกวันนี้ เพราะเพื่อแก้แค้นบุรุษไร้น้ำใจที่ทำร้ายจิตใจนางผู้หนึ่ง

    สุ้มเสียงในห้องท้องเรือเงียบสงบลงโดยเร็ว แสดงว่าบุรุษบนเตียงไม่อาจสร้างความพึงพอใจแก่จางอิ๋ง ฟางรุ่ยนึกถึงตอนนี้ หัวใจอดร้อนผ่าวมิได้

    จางอิ๋งลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิในสภาพเปลือยเปล่า ปรับเปลี่ยนลมหายใจ ชักนำพลังชีวิตของบุรุษที่ดูดรั้งเข้ามาเมื่อครู่ไปรอบกาย หลังจากสำเร็จเสร็จสิ้น ยังยากจะดับไฟราคะในอกได้ ต้องทอดถอนใจคำหนึ่ง มองดูเรือนร่างที่ยวนใจของตัวเอง นึกเสียดายที่ไม่มีผู้ใดซ่องเสพ

    ในยามนั้น นางขยับใบหูคราหนึ่ง คล้ายได้ยินเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงดังจากบนดาดฟ้าเรือ นางฟังสุ้มเสียงจำแนกบุคคล ทราบว่าคนที่เบื้องนอกคือฟางรุ่ย

    นางกับฟางรุ่ยเคยมีสัมพันธ์รักกัน เพียงแต่วิชาดูดธาตุหยินบำรุงหยางของนางดำเนินในแนวทางรุนแรง กัดกร่อนพลังชีวิตของบุรุษเกินไป นางมุ่งหลีกเลี่ยงจากการร่วมรักกับคนในทำเนียบทางโลก ฟางรุ่ยผู้นี้แม้มีอายุสูงวัย แต่ก็สอดคล้องกับคำ “ชราหากแข็งแกร่ง” ความสามารถบนเตียงของมันเป็นที่ชื่นชมของนาง ในยามที่ไฟราคะยังคุกรุ่นเช่นนี้ จางอิ๋งบังเกิดความคิดก่อลมสวาทอีกคำรบหนึ่งขึ้น...
    ขณะที่ฟางรุ่ยกับจางอิ๋งพัวพันเป็นพัลวัน หัวใจพลันสั่นสะท้าน คล้ายได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นที่เบื้องนอก ขณะจะถอนตัวออกมา ร่างของจางอิ๋งกลับคล้ายหนวดปลาหมึก รัดพันมันเอาไว้ ไม่อาจปลีกตัวไปได้

    “จางเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่จาง) หลิวปังปรากฏตัวขึ้นแล้ว ตอนนี้อยู่ที่เก๋งอี้เอียนเก๋อ”

    คนกล่าววาจาคือจิ่วสือกับติงเซวียน พวกมันล้วนเป็นมือดีทำเนียบทางโลก ครั้งนี้ติดตามจางอิ๋งมายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน รับหน้าที่สำคัญในหน่วย

    จางอิ๋งยังเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง สองมือโอบตะโพกของฟางรุ่ย ทั้งเสนอและสนอง หอบหายใจกล่าวว่า “อาศัย...พวกท่าน...ยังจัดการ...หลิวปัง...ไม่ได้หรือ?”

    จิ่วสือกับติงเซวียนลอบหัวร่อในใจ ทราบว่าจางอิ๋งถือสาที่ยาม “ประกอบกิจ” ถูกผู้คนรบกวน พวกมันคิดใคร่สร้างผลงานจึงลงจากเรือ เร่งรุดไปยังเก๋งอี้เอียนเก๋อ

    

    หลิวปังอยู่ที่เก๋งอี้เอียนเก๋อจริงๆ

    เมื่อจิ่วสือกับติงเซวียนเดินทางถึงเก๋งอี้เอียนเก๋อ หลิวปังนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างของชั้นบน สั่งสุราอี้เอียนชุนป้านหนึ่มารินดื่มเพียงลำพัง

    ยามนี้ฟ้าเพิ่งมืดค่ำลง ภยในร้านมีผู้มาดื่มไม่มากนัก โต๊ะหกเจ็ดตัวนั่งไว้ด้วยผู้คนสิบกว่าคน

    จิ่วสือเดินขึ้นชั้นบน มองปราดเดียวก็แลเห็นไก้สืออี้กับนักฆ่าฟงหวินเหลยเตี้ยน (วาตะเมฆา อสนีสายฟ้า) คนเหล่านี้ล้วนเป็รมือดีที่จางฉงว่าจ้างมาเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ เพียงดูจากการที่พวกมันนั่งกระจัดกระจาย แต่ก็ปิดเส้นทางรุกถอยของหลิวปัง แสดงว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ชำนาญการลอบสังหาร

    นอกจากไก้สืออี้และพวกแล้ว ยังมีโต๊ะอีกสองโต๊ะนั่งไว้ด้วยผู้คน โต๊ะหนึ่งเป็นคู่สามีภรรยา มีอายุห้าหกสิบปี อีกโต๊ะหนึ่งนั่งไว้ด้วยชาวยุทธจักรสี่ห้าคน ดื่มสุราโอภาปราศรัยกันอย่างถูกคอ    

    จิตใจของจิ่วสือค่อยผ่อนคลาย ชักชวนติงเซวียนนั่งลง สังสุราป้านหนึ่ง ถั่วทอดจานหนึ่ง จากนั้นสำรวจดูหลิวปังซึ่งนั่งหันหลังให้

    ทันใดหลิวปังหมุนตัวมายิ้มพลางทักทายว่า “ท่านคือจิ่วสือ หรือว่าติงเซวียน เหตุใดจางเซียนเซิง (ท่านผู้แซ่จาง) ไม่มา?”

    จิ่วสือบังเกิดความไม่สบายใจขึ้น ยื่นมือแตะถ้วยสุราบนโต๊ะ นี่เป็นรหัสสัญญาณที่พวกมันนัดหมายไว้ ขอเพียงขว้างถ้วยสุราออก จะปรากฏอาวุธห้าหกชนิดโหมจู่โจมใส่หลิวปัง    

    จิ่วสือสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวด้วยความถือดีว่า “เราคือจิ่วสือ”

    หลิวปังส่งเสียงดังอ้อ ยกถ้วยสุราขึ้น กล่าวว่า “หากท่านเฉลียวฉลาด สมควรคาดคิดว่าเราเมื่อรู้ประวัติของพวกท่าน ไฉนยังกล้ามาเพียงลำพัง นี่ไยมิใช่น่าประหลาดนัก?”

    คำพูดนี้คล้ายกระตุ้นเตือนจิ่วสือ ดังนั้น จิ่วสือกวาดตาสำรวจมองผู้ดื่มกินที่ชั้นบนใหม่ หากทว่าไม่พบเห็นสิ่งผิดปรกติใด

    หลิวปังกล่าวอีกว่า “ท่านไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวา อาศัยเราสามารถจัดการกับพวกท่านทั้งสองอย่างเหลือเฟือ”

    จิ่วสือขุ่นแค้นจนหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ท่านมีความมั่นใจจริงๆ?”

    หลิวปังกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ขอเพียงท่านลงมือ จะได้รับคำตอบโดยเร็ว” กล่าวพลางจิบสุราคำหนึ่ง ท่วงท่าปลอดโปร่งดุจเดิม

    จิ่วสือปิดปากลง เนื่องเพราะสีหน้าหลิวปังปราศจากความรู้สึกใด แต่จิ่วสือรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันที่แผ่ซ่านจากร่างหลิวปัง

    ไก้สืออี้กับนักฆ่าวาตะเมฆาอสนีสายฟ้าพากันจับจ้องมองถ้วยสุราในมือจิ่วสือเป็นจุดเดียว มิคาดยามนั้นบังเกิดเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันใดมา ผู้รันใช้คนหนึ่งร้องว่า “น้ำร้อนมาแล้ว” พลางหิ้วกาน้ำขนาดใหญ่ใบหนึ่งขึ้นมา

    สายตาติงเซวียนไม่ได้จ้องจับที่ผู้รับใช้ หากแต่จ้องมองจงอยปากของกาน้ำ ซึ่งปรากฏไอร้อนพวยพุ่งออกมา หากเป็นผู้รับใช้ที่หิ้วกาน้ำมาเติมน้ำร้อนให้แก่ผู้มาดื่มกินเป็นประจำ น้ำในกาจะไม่กระเซ็นออกมา แต่ผู้รับใช้นี้พอเดินขึ้นชั้นบน ก็ทำน้ำร้อนในกาเรี่ยราดทั่วพื้นดิน

    ติงเซวียนพลันร้องคำ “ระวัง” ทันใดนั้นเหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติขึ้น

    ผู้ที่ลงมือก่อนคือผู้รับใช้นั้น

    มันพอหิ้วกาน้ำถึงข้างโต๊ะของนักฆ่าวาตะเมฆาอสนีสายฟ้า พลันแผ่พุ่งพลังฝ่ามือ บังคับสายน้ำฉีดพุ่งออกจากจงอยปากของกาน้ำใส่หน้านักฆ่าทั้งสี่

    นักฆ่าวาตะเมฆาพายุอสนีสายฟ้าได้แต่ล่าถอยหลบเลี่ยง ยื่นมือกดขอบโต๊ะ หยิบยืมพลังพุ่งถอยไปด้านหลัง

    “โอย โอย...”

    เสียงแผดร้องพลันดัง นักฆ่าวาตะกับเมฆารู้สึกปวดแปลบที่กลางหลัง กระทั่งคนที่ฆ่าพวกมันเป็นใครยังไม่ทราบ ก็ล้มฟุบลงเสียชีวิต

    นักฆ่าอสนีกับสายฟ้าก็ถอยร่นถึงข้างโต๊ะของชาวยุทธจักรทั้งสี่นั้น จึงเห็นสามีภรรยาสูงอายุคู่นั้นชักกระบี่สั้นออก แทงใส่กลางหลังนักฆ่าวาตะและเมฆา ทั้งสองค่อยตื่นตัวขึ้น ขณะจะล่าถอย ชายยุทธจักรทั้งสี่นั้นพากันลงมือ

    เห็นแน่ชัดว่านักฆ่าวาตะเมฆาอสนีสายฟ้าล้วนจบชีวิต ผู้รับใช้นั้นพลันกวาดกาน้ำในมือใส่ไก้สืออี้

    ไก้สืออี้ได้แต่ชักดาบต้านปะทะ

    ขณะเดียวกันจิ่วสือกับติงเซวียนพากันลงมือ เป้าหมายของพวกมันคือหลิวปัง

    พวกมันปฏิบัติการร่วมกันมาสิบสามปี รู้ใจกันเป็นอย่างดี กระบี่ทั้งสองเล่มผสมผสานสอดคล้อง ม้วนจู่โจมออกดุจดพายุม้วนเมฆา

    ในยามนั้น หลิวงปังพลันตบโต๊ะผุดลุกขึ้น

    สองมือหลิวปังตบใส่โต๊ะไม้ กลับดูดรั้งโต๊ะไม้ขึ้นมา ควงโต๊ะไม้ราวกับถาดกลมใบหนึ่งเข้าปะทะกับกระบี่

    จิ่วสือเห็นโต๊ะไม้กดทับมาดุจเมฆดำกลุ่มหนึ่ง จึงตวาดก้อง เร่งระดับความเร็วของสภาวะกระบี่ขึ้น

    เสียงระเบิดดังหนักๆ เศษไม้ปลิวกระจายเวียนว่อน คมกระบี่ของจิ่วสือแทงทะลุโต๊ะไม้ มุ่งใส่ลำคอของหลิวปัง

    เห็นคมกะบี่ห่างจากหลิวปังเจ็ดเชียะ หลิวปังพลันเลิกคิ้วขึ้น ขยับร่างคราหนึ่ง ที่ด้านหลังพลันปรากฏหลิวปังขึ้นอีกคนหนึ่ง

    เป็นหลิวปังที่คล้ายหล่อหลอมจากพิมพ์เดียวกัน!

    หลิวปังทั้งสองคนเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง ตบฟาดกระบี่ของจิ่วสือพ้นห่าง พุ่งหมัดต่อยใส่ท้องน้อยจิ่วสืออย่างหนักหน่วง

    ขณะที่ติงเซวียนพบว่าผิดท่า หลิวปังคนหนึ่งก็ช่วงชิงกระบี่ในมือจิ่วสือ จ่อจี้ใส่คอหอยมัน

    ทุกประการคล้ายเกิดขึ้นในชั่วพริบตา รวดเร็วจนสุดคาดคิดคำรวณ รอจนผู้รับใช้นั้นปักจงอยปากของกาน้ำใส่ทรวงอกไก้สืออี้ การต่อสู้ก็ยุติลง

    ติงเซวียนบังเกิดความรู้สึกที่เลอะเลือนสงสัย กวาดตาผ่านหน้าหลิงปังที่เบื้องหน้า มองดูหลิวปังซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง ดูไม่ออกว่าในคนทั้งสองผู้ใดเป็นหลัวปังตัวจริง

    หลิวปังซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ดูท่าวิชาปลอมแปลงโฉมของข้าพเจ้ามีความรุดหน้า กลับก่อกวนจนท่านพี่ผู้นี้มึนงงสงสัย จำแนกไม่ออกว่าใครเป็นตัวจริงใครเป็นตัวปลอม”

    มันพอส่งเสียงหัวร่อก็กลัยคืนสู่สุ้มเสียงดังเดิม จากนั้นยกมือลูบไล้ใบหน้า เผยเห็นโฉมหน้าของชายหนุ่มที่แฝงแววคึกคะนอง กลับเป็นจี้คงโส่ว

 

    วิกาลยามต้น (ประมาณสองทุ่ม) อำเภอเพ่ยเสี้ยนยังคงคึกคักครึกครื้น

    ถนนตรอกซอยทุกสายที่ทอดสู่ที่ตั้งสำนักหงส์ดำ ล้วนจัดวางเวรยามไว้ หากทว่าในสำนักหงส์ดำ นอกจากจุดโคมไฟไม่กี่แห่ง ส่วนใหญ่มืดมิดสนิท เพิ่มความลึกลับอีกหลายส่วน

    คนและม้าขบวนหนึ่งอารักขารถม้าหลายคันเข้าสู่ประตูข้างของสำนักหงส์ดำ ลดเลี้ยวหลายครามาถึงตึกเล็กๆ หลังหนึ่ง เห็นโคมไฟดวงหนึ่งสองนำทาง หลิวปังกับฝานไคว่ลงบันไดมาต้อนรับ ที่ด้านหลังยังมีจี้คงโส่วกับหานซิ่น และมือดีสำนักหงส์ดำอีกหลายคน

    รถม้าหยุดนิ่งลง หลิวปังเดินไปเปิดประตูรถด้วยตัวเอง ปรากฏผู้คนเจ็ดแปดคนทยอยลงจากรถ ทุกคนมีสายตาเจิดจ้าดุจสายฟ้า กอปรด้วยบุคลิภาพยอดฝีมือ ล้วนเป็นชนชั้นผู้นำเจ็ดพรรคเจียงไหว นอกจากเจ้าของร้านรวงเสื้อเขียวจางฉงแล้ว แม้แต่หัวหน้าพรรคเฉาปางคนใหม่กับเจ้าสำนักพุ่มบุปผาที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ก็มากันพร้อมหน้า

    ภายในห้องโถงข้างจัดเรียงที่นั่งสองแถว หลิวปังนั่งอยู่ตรงกลาง พอโบกมือคราหนึ่ง ทุกผู้คนก็แยกย้ายนั่งลง

    จี้คงโส่วเห็นเช่นนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘พี่ใหญ่หลิวมิใช่คนของเจ็ดพรรค แต่มีลักษณะเหนือล้ำกว่าผู้นำทั้งเจ็ดพรรค’ มันหาทราบไม่ว่าสิบปีมานี้เจ็ดพรรคเจียงไหวจะมากจะน้อยเคยรับน้ำใจจากหลิวปัง ดังนั้นยอมรับหลิวปังเป็นผู้นำ

    หญิงรับใช้ยกน้ำชาอาหารว่างมา จากนั้นฝานไคว่ปรบมือกล่าวกับบริวารว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาห้องโถงข้างในรัศมีห้าสิบก้าว หากมีคนล่วงล้ำ ฆ่าได้โดยไม่ละเว้น”

    คำพูดพอกล่าว บรรยากาศในห้องโถงพลันตึกเครียดขึ้นมา สายตาทุกคู่จ้องจับบนร่างหลิวปัง รอให้หลิวปังกล่าววาจา

    หลิวปังลุกขึ้นช้าๆ กล่าวว่า “ได้รับความรักและไว้วางใจจากทุกท่าน ยกให้เราเป็นผู้นำ เราหลิวปังรู้สึกเป็นเกียรตินัก วันนี้ที่เชิญทุกท่านมา เพื่อสอบถามความเห็นจากทุกท่านเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากคืนนี้พวกเราจะชูธงแห่งธรรม แข็งข้อต่อเผด็จการฉินแล้ว”

    ทุกผู้คนนิ่งเงียบงันไปชั่วขณะ หัวหน้ากลุ่มเจ้าโถวจวิน (กลุ่มเตาไฟ) กว๋อชานจึงร้องถามว่า “คุณชายหลิว ตามแผนเดิมมิใช่กำหนดว่าเป็นวันแรมหนึ่งค่ำเดือนห้าหรอกหรือ? ไฉนเลื่อนเร็วขึ้นมา?”

    หลิวปังกล่าวว่า “เราก็คิดดำเนินการตามแผนเดิม แต่จางฉงลอบสุมหัวกับมู่หยงเชียน เตรียมเปิดฉากโจมตี หากพวกเราทำตามแผนเดิม คงได้แต่ปล่อยให้ผู้คนเชือดเฉือนถ่ายเดียว” พลางล้วงกระบอกไม้ไผ่ซึ่งใช้ผูกขาของนกพิราบสื่อสารออกมาอันหนึ่ง กล่าวสืบต่อ “ตามข่าวที่ได้รับ มู่หยงเชียนจัดกำลังทหารหลายพันนาย อยู่ระหว่างเดินทางมายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน อย่างช้าภายในสองวันจะมาถึง”

    ทุกผู้คนรับฟังจนหน้าแปรเปลี่ยนไป คิดไม่ถึงว่าทางการจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีคนส่งเสียงด่าทอจางฉง

    หลิวปังโบกมือกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายรักษษความสงบไว้ สำหรับกับพวกเรา ก่อการเร็วขึ้นหนึ่งวัน หรือก่อการช้าอีกหนึ่งวันไม่สำคัญ ประการสำคัญคือทุกท่านมีการตัดสินใจแน่นอนหรือไม่ เมื่อก้าวเดินออกไป จะไม่ขอย้อนกลับ ทุกท่านมีการเตรียมตัวเตรียมใจหรือไม่?”

    หัวหน้ากลุ่มเตาไฟร้องดังๆ ว่า “เราตกลงใจแต่แรกแล้ว หากมีชีวิตภายใต้การกดขี่เช่นนี้ มิสู้กระทำการให้ลือลั่น เราไม่สนใจผู้อื่นคิดอย่างไร แต่เรากว๋อชานขอติดตามท่านแล้ว”

    คำพูดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อย หลิวปังพึงพอใจต่อการแสดงออกของทั้งหมดยิ่ง กล่าวว่า “ประเสริฐ ทั้งหมดเมื่อร่วมแรงร่วมใจ พวกเราต้องกระทำการใหญ่สำเร็จแน่นอน มู่หยงเชียนแม้ยกกำลังทหารมาหลายพัน แต่พวกเราก็ไม่ต่ำทราม ขอเพียงยันไว้สักสามสี่วัน ทัพใหญ่ของเฉินเซิ่งอ๋องจะยกมาถึง ภายใต้การกลุ้มกระหนาบทั้งหน้าหลัง กองทัพฉินต้องแพ้พ่ายแน่นอน”

    ทุกผู้คนพอฟังคำ “เฉินเซิ่งอ๋อง” พลันเกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ในสายตาของทั้งหมด เฉินเซิ่งอ๋องตั้งตัวเป็นอ๋องเป็นวีรบุรุษแห่งยุคสมัย หากได้รับความช่วยเหลือจากเฉินเซิ่งอ๋อง ไหนเลยกระทำการใหญ่ไม่สำเร็จ?

    หัวหน้าพรรคเสี้ยวฮั่วปาง (พรรคขอทาน) หงเทียนร้องออกมาว่า “มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ยินข่าวคราวของท่าน คิดไม่ถึงท่านไปขอความช่วยเหลือจากเฉินเซิ่งอ๋อง คุณชายหลิวเก่งกาจไม่น้อย”

    หลิวปังกล่าวช้าๆ ว่า “ที่พวกเรากระทำมีโทษฐานตัดศีรษะ ย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จากการแยกแยะของเรา หลังจากที่พวกเราชูธงแห่งธรรมขึ้น อาศัยกำลังที่มีอยู่ ยากจะยืนหยัดอยู่ในอำเภอเพ่ยเสี้ยน ทางที่ดีอยู่ใต้ร่มธงของเฉินเซิ่งอ๋อง ดังนั้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เราลอบเดินทางไปยังเมืองเฉิน เข้าพบเฉินเซิ่งอ๋อง สุดท้ายได้รับคำมั่นสัญญาจากเฉินเซิ่งอ๋องว่า จะส่งกำลังมาสนับสนุนในวันแรมหนึ่งค่ำเดือนห้า”    

    ทุกผู้คนคึกคักขึ้นอักโข นับตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ราชวงศ์ฉินดำเนินการปกครองอย่างโหดร้ายทารุณ ราษฎรได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ผู้นำค่ายพรรคในที่นี้ส่วนใหญ่เป็นคนของรัฐที่สิ้นชาติ ต่างตกทุกข์ได้ยาก ยิ่งตั้งใจลุกฮือขึ้นแข็งข้อ โดยส่วนรวมเพื่อราฏฎรทั้งแผ่นดิน โดยส่วนตัวก็คิดผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์ ช่วงชิงตำแหน่งให้กับตนเอง

    หลิวปังสบตากับฝานไคว่แวบหนึ่งแล้วกล่าว “ท่านทั้งหลายเมื่อไม่มีความคิดเป็นอื่น วันพรุ่งนี้เจ็ดพรรคเจียงไหวจะรวมเป็นสหพันธ์ หลังจากนั้นจะประกาศตัวไม่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฉินอีกต่อไป” พลางกวาดตาไปยังหัวหน้าพรรคเฉาปางคนใหม่จางชือ กับเจ้าสำนักพุ่มบุปผาคนใหม่หลี่เฮ่า ถามว่า “ท่านทั้งสองมีปัญหาใดหรือไม่?”

    จางชือกับหลี่เฮ่าผุดลุกขึ้น กล่าวว่า “ค่ายพรรคเราคืนสู่ความสงบ คาดว่า “ไม่มีปัญหา แต่เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย พวกเราพอกลับไปจะควบคุมตัวผู้ที่แข็งข้อเอาไว้”

    หลิวปังปรบมือกล่าวคำประเสริฐ เดินถึงเบื้องหน้าชายหนุ่มที่ข้างกายหัวหน้ากลุ่มเตาไฟ กล่าวว่า “หยางฝาน เรื่องที่เรามอบหมายต่อท่านดำเนินถึงขั้นใด?”

    หยางฝานเป็นคนรุ่นใหม่ในร้านรวงเสื้อเขียว ซึ่งหลิวปังวางตัวให้เป็นเจ้าของร้านรวงเสื้อเขียวรุ่นต่อไป พอฟังรีบลุกขึ้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าติดต่อกับศิษย์ส่วนใหญ่ในค่ายพรรค ขอเพียงโค่นจางฉงล้มลง ข้าพเจ้ามั่นใจว่าสามารถก้าวขึ้นแทนที่” มันลังเลเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “เพียงแต่หลายวันนี้จางฉงมิเพียงติดต่อกับคนของมู่หยงเชียน ทั้งยังว่าจ้างมือกระบี่แคว้นอู๋เวี่ยนามอวี้ปอมาคอยอารักขา คิดฆ่ามันเกรงว่าไม่ง่ายนัก”

    หลิวปังร้องโพล่งว่า “อวี้ปอ? เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นอู๋เยี่ยอวี้ปอ?”

    ในความทรงจำของหลิวปัง อวี้ปอมีกระบี่ไว เป็นที่เลื่องลือในแคว้นอู่เวี่ย หากที่ข้างกายจางฉงเพิ่มยอดฝีมือเช่นนี้คนหนึ่ง คิดลอบสังหารจะเพิ่มความยากลำบาก อัตราส่วนของความสำเร็จลดต่ำลงถึงขีดสุด

    แว่วเสียงเคาะเกราะบอกโคงยามดังมาแต่ไกล กระทบโสตทุกผู้คนอย่างชัดเจน

    ใบหูหลิวปังพลันขยับคราหนึ่ง บังเกิดความตื่นตัวขึ้น

    แทบเป็นเวลาเดียวกัน พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งถลันออกจากด้านหลังหลิวปัง ใช้ท่าเท้าที่พิสดารปานภูตพรายโถมออกจากห้องโถง

    คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น คือจี้คงโส่วเอง

    จี้คงโส่วพอโถมออกจากห้อง เห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งปราดถึงเชิงกำแพงตึก มันไม่แตกตื่นลนลาน ตวัดมือวูบ ในมือเพิ่มมีดเล็กๆ เล่มหนึ่ง     

    เสียงขวับเมื่อประกายสีขาวสายหนึ่งกรีดฝ่าอากาศออกไป แต่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้คน หากแต่เป็นพื้นที่อันว่างเปล่า

    เงาดำนั้นกลับชะงักร่างลง ที่แท้หากมันหลบหนีต่อไป จะเผชิญกับมีดบินซึ่งล่วงหน้ามาดักรอมัน มันย่อมไม่คิดตาย ได้แต่หยุดร่างลง

    พริบตาที่ชะงักงัน หลิวปังก็ลอยตัวข้ามศีรษะมัน ทิ้งตัวลงขวางหน้ามันไว้ ประสานกับจี้คงโส่วทางด้านหลัง กระหนาบมันไว้กึ่งกลาง

    หลิวปังเพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าผู้มา กล่าวว่า “ท่านคือย่างจื่อ”

    ย่างจื่อเป็นชื่อของคนผู้หนึ่ง เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในสังกัดผู้ดูแลเขตเมืองซื่อสุ่ยมู่หยงเชียน

    ยามนี้มันปรากฏตัวที่สำนักหงส์ดำ ไม่ต้องบอกก็ทราบว่ามีเจตนาใด มิหนำซ้ำคำนวณจากช่วงเวลา แสดงว่ามันซ่อนตัวอยู่นอกห้องโถงแอบฟังแผนการของหลิวปังและพวกโดยละเอียด

    ย่างจื่อกล่าวด้วยความถือดีว่า “ท่านเมื่อสามารถระบุชื่อเรา สมควรล่วงรู้ความเป็นมาของเรา หากทราบสถานการณ์ก็รามือรับการจับกุม ติดตามเราไปมอบตัวต่อทางการ ไม่เช่นนั้น... เฮอะ” มันไม่ได้กล่าวสืบต่อ เนื่องเพราะมันทราบว่าทุกคนในบริเวณล้วนทราบว่า ในตัวบทกฎหมายของราชวงศ์ฉิน ความผิดกบฏต้องรับโทษอันใด

    หลิวปังกลับยิ้มออกมา กล่าวว่า “ใต้เท้าย่างรับราชการมานานปีกระมัง?”

    ย่างจื่อถูกย้อนถามจนงงงันวูบหนึ่ง จึงยืดอกขึ้นกล่าวว่า “ไม่นานนัก ประมาณสิบปีเศษ ได้รับความไว้วางใจจากจวินลิ่ง (ผู้ควบคุมดูแล) ให้ดูแลรับผิดชอบกรมเมืองทั่วเจียงไหว”

หนังสือแนะนำ

Special Deal