บทที่ 8 กระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน

    หวังเทียนอี้แยกทางกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก เดินทางมายังเมืองจี้หนันเพียงลำพัง มันพอออกจากสำนักชิงเฉิง ก็ผ่านการศึกสองครั้ง หวนนึกถึงตัวเองรอดตายอย่างหวุดหวิด ค่อยทราบว่าวงการนักเลงไม่ได้รวบรัดดังที่คาดคิดไว้

     โดยเฉพาะคำกำชับกำชาก่อนแยกจากกันของมู่หยงชิวสุ่ย ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังแก่มัน บวกกับเดินทางโดยลำพัง ไม่ว่าตอนพักแรมหรือร่วมทางกับผู้คน มิเพียงไม่กล้าเปิดเผยศักดิ์ศรีว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง กระทั่งชื่อแซ่ยังใช้ชื่อหวังเอ้อ (ที่สองแซ่หวัง) คิดไปเยี่ยมญาติทางใต้ ผู้อื่นเห็นมันพกพากระบี่ จึงสอบถามดู มันบอกว่าเป็นบิดาให้มันพกติดตัว จากนั้นชักกระบี่ออกมาร่ายรำสะเปะสะปะ แลกกับเสียงหัวร่อของผู้คน

     ต่อมามันพบพานกองคาราวานพ่อค้า ร่วมทางเป็นเวลานาน มันอายุยังเยาว์ บวกกับเวลาส่วนใหญ่ฝึกฝีมือที่สำนักชิงเฉิง จึงด้อยประสบการณ์ เหล่าพ่อค้าและครูมวยมักสนทนาถึงอิสตรีและการพนัน มันรับฟังไม่เข้าใจ ยากที่ร่วมวงสนทนา ยามโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอดนึกถึงจางชวนซิ่วและจ้าวเฉียนเจี๋ยมิได้

     ก่อนที่จะบรรลุถึงเมืองจี้หนัน ระหว่างทางเป็นเมืองน้อยหมู่บ้านชนบท กระบี่หวังเทียนอี้หักไปเล่มหนึ่ง แต่ในถิ่นชนบทคิดซื้อหาจอบเสียบเคียวเกี่ยวข้าวง่ายดาย หากทว่าหาช่างเหล็กหลอมกระบี่ไม่พบว่าเมืองจี้หนันเจริญรุ่งเรือง ข้าวของมีราคาแพง ไม่ทราบต้องจ่ายเงินเท่าใด ค่อยซื้อกระบี่ที่ดีเล่มหนึ่งได้ ดังนั้นนึกถึงสำนักชิงเฉิงขึ้นมา

     มันไม่มีเพื่อนพ้องรุ่นราวคราวเดียวกัน ย่อมเปลี่ยวเหงาสุดทนทาน ดีที่ใกล้ถึงเมืองจี้หนันแล้ว หวังเทียนอี้จึงร่ำลาคาราวานพ่อค้า ตั้งใจว่าจะอยู่ที่เมืองจี้หนันสักหลายวัน เที่ยวชมปูชนียสถานเลื่องชื่อ ผ่อนคลายความคิดถึงบ้านเกิดสักครา

     เห็นประตูเมืองจี้หนันปรากฏแก่สายตา บนทางหลวงมีผู้คนสัญจรขวักไขว่ เปรียบกับเมืองชิงโจวยังครึกครื้นกว่ามากนัก นับว่าสมกับเป็นเมืองหลวงของมณฑลชานตุงอย่างแท้จริง

     พลันเห็นบนพื้นที่ว่างข้างทางมุงไว้ด้วยผู้คนกลุ่มหนึ่ง ที่ด้านข้างปักลำไม้ไผ่ผูกป้ายผ้าไว้ เขียนตัวหนังสือโย้เย้ว่า กระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดินŽ สะกิดความสงสัยใจของมันขึ้นมา หยิบฉวยห่อผ้าบนหลังล่อสะพายที่กลายหลัง จูงล่อเดินเข้าไปชมดู

     พอเดินผ่านกลุ่มคนเข้าไป ค่อยพบว่าคนชมดูความสนุกสนานต่างพกพาอาวุธ ล้วนเป็นชาวยุทธจักร แสดงว่าถูกป้ายผ้าดึงดูดมา รอจนหวังเทียนอี้ชมดูชัดตา อดหัวร่อออกมามิได้

     เห็นบนพื้นที่ว่างปูผ้าผืนหนึ่ง จัดว่างไว้กระบี่เล่มหนึ่ง ลำไม้ไผ่ขนาดสั้นที่พันผ้าอยู่ตรงปลายสองลำ ยังมีชามเคลือบบิ่นไปมุมหนึ่ง ภายในบรรจุน้ำสีขุ่น คล้ายกับเป็นน้ำหินปูน

     ข้างผืนผ้ายืนไว้ด้วยชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับตนเองสองคน คนหนึ่งรูปร่างผอมซูบ แต่ตากลมโตเป็นประกาย อีกคนหนึ่งกลับอ้วนฉุ ดวงตาเล็กหยี มือถือม้าล่อใบหนึ่ง เสื้อผ้าของทั้งสองสกปรกจนจำแนกสีเดิมไม่ออก ทั้งแปดเปื้อนคราบน้ำมัน ขาดวิ่นไปหลายแห่ง หากว่าไม่บอก ผู้อื่นผอมซูบแต้มจุดสีขาวไว้บนเสื้อผ้า ยามนี้มันกำลังประสานมือคารวะโดยรอบ ชายหนุ่มร่างอ้วนก็รัวม้าล่อสามครา ทั้งหมดล้วนสงบสุ้มเสียงคิดฟังดูว่าชายหนุ่มนั้นกล่าวว่ากระไร

     ชายหนุ่มร่างอ้วนยังเป่าประกาศชักชวนว่า ท่านทั้งหลายที่ขึ้นเหนือล่องใต้ ขอเชิญเข้ามาชมดูกระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน และเพลงกระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดินŽ

     คำพูดนี้เรียกเสียงหัวร่อครืนใหญ่ เห็นแน่ชัดว่าไม่มีคนมุงดูมากกว่านี้ ชายหนุ่มผอมซูบค่อยส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า ท่านผู้กล้าทั้งหลาย เราติงซัน (ที่สามแซ่ติง) กับผู้น้องกว๋อลิ่ว (ที่หกแซ่กว๋อ) ร่อนเร่ถึงที่นี้ หามีญาติมิตรชิดใกล้ ตอนนี้ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร ทุกวันค้างแรมอยู่ใต้สะพาน

     ไม่ทันกล่าวจบ ครูที่แต่งกายเช่นครูมวยหลายคนก็โยนเหรียญกษาปณ์ให้หลายอัน หันกายหมายจากไป ปากพึมพำว่า เรายังเข้าใจว่าเป็นอะไร ที่แท้เป็นขอทานสองคนŽ

     ติงซันเห็นผู้คนคิดแยกย้ายจากไป รีบร้องว่า ท่าน ผู้กล้าชะงักเท้า ข้าพเจ้ายังกล่าวไม่จบŽ

     ชายหนุ่มร่างอ้วนกว๋อลิ่วก็ร้องดังๆ ว่า น้องเราผู้นี้ได้รับการถ่าวทอดเพลงกระบี่จากตระกูล ทั่วหล้าไร้ผู้ต่อต้านŽ

     ผู้คนที่คิดแยกย้ายจากไปพอฟังคำ เพลงกระบี่ไร้ผู้ต่อต้านŽ ค่อยกลับเข้ามาใหม่ ติงซันกลืนน้ำลายคำหนึ่ง ร้องว่า เพลงกระบี่ประจำตระกูลเราร้ายกาจยิ่ง ฟังว่าเมืองจี้หนันมีผู้มีฝีมือมากมายเหลือคณา...Ž

     หวังเทียนอี้รับฟังถึงตอนนี้ พลันเห็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนแหวกฝ่ากลุ่มคน ส่ายอาดๆ เข้ามายืนอยู่แถวหน้าสุด ลักษณะคล้ายเป็นอันธพาลร้านถิ่น บนร่างไม่ได้พกพาอาวุธ คนนำหน้ามีหน้าตาเหี้ยมหาญ สูงใหญ่เช่นหลี่ต้าหนิว ผู้คนที่ถูกพวกมันผลักไสออกห่างความจริงคิดอาละวาดออกมา พอเห็นรูปลักษณะของมันต้องปิดปากลง

     ได้ยินติงซันกล่าวสืบต่อ ข้าพเจ้าถือดีในฝีมือ คิดเดิมพันดู โดยท้าประลองกับยอดคนทุกท่าน หากไม่ใช้กระบี่จริง เปลี่ยนเป็นใช้กระบี่ไผ่สองเล่มŽ พลางหยิบไม้ไผ่ลำหนึ่งขึ้นมาสะบัดกวัดแกว่งแล้วกล่าว ที่ปลายกระบี่ไผ่พันผ้าหลายชั้นรับรองไม่ทำร้ายคน ก่อนประลองให้จุ่มน้ำปูนขาว เสื้อผ้าผู้ใดถูกจี้ใส่ถือเป็นฝ่ายแพ้Ž

     ยามนั้นผู้คนที่มุงดูค่อยทราบว่าจุดสีขาวบนเสื้อผ้าของติงซันเป็นเรื่องราวใด พากันหัวร่อครืนออกมา ปรากฏครูมวยผู้หนึ่งถามว่า หากว่าเราเป็นฝ่ายแพ้จะเป็นอย่างไรŽ

     ติงซันกล่าวว่า ท่านเพียงมอบเงินแก่พวกเราสิบตำลึงเท่านั้นŽ พอเอ่ยถึงเงิน ดวงตามันถึงกับเป็นประกายขึ้นมา

     ครูมวยนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า หากว่าพวกท่านเป็นฝ่ายแพ้เล่า? พวกท่านมีเงินสิบตำลึงมอบต่อเราหรือ?Ž

     ทั้งหมดหัวร่อครืนอีกครา ติงซันก็หากระอักกระอ่วนไม่ แยกเขี้ยวหัวร่อพลางกล่าวว่า หากข้าพเจ้าเป็นฝ่ายแพ้ จะมอบกระบี่เล่มนี้แก่ท่านŽ พลางใช้มือขวาหยิบกระบี่พร้อมฝักเล่มนั้นยืนต่อผู้คนรอบข้าง

     ทั้งหมดจับจ้องมองดู แต่ไม่เห็นตัวกระบี่ ฝักจัดทำจากไม้ มีรอยบุ๋มเข้าไป คาดว่าก่อนนี้ประดับอัญมณีใดไว้ แต่ถูกแคะออกไป กระบี่ทั้งเล่มเป็นสีเทาทึบทึม สกปรกไม่น่าดู

     ครูมวยนั้นหัวร่อดังฮา กล่าวว่า กระบี่ชำรุดเล่มนี้มีค่าสิบตำลึง? ทราบหรือไม่ว่ามีดหั่นผักเล่มหนึ่งเพียงห้าสิบเหรียญกษาปณ์ หากแต่มีดหั่นผักยังน่าใช้กว่ากระบี่ของเจ้าอีกŽ

     ติงซันยิ้มพลางชักกระบี่ออกมา เห็นตัวกระบี่แวววับจับตา คล้ายแสงอาทิตย์ส่องต้องผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ฝูงชนถึงกับเงียบกริบลง มีคนล่วงรู้คุณค่า ทราบว่ากระบี่ที่แวววับเช่นนี้หายากยิ่ง

     ติงซันหันไปกล่าวกับกว๋อลิ่วว่า ถอนดึงเส้นผมให้กับข้าพเจ้าสองเส้นŽ

     กว๋อซันยกมือขึ้นหมายถอนดึงเส้นผม แต่แล้วฉุกใจได้คิด ปฏิเสธว่า ข้าพเจ้าไม่มีเส้นผม ท่านถอนดึงเองŽ

     ติงซันพึมพำว่า นี่เรียกว่าคบสหายโดยไม่ไตร่ตรองŽ พลางถอนดึงเส้นผมตัวเองออกมาสองเส้น บอกให้ดูให้ดี จากนั้นยื่นกระบี่ออกในระดับเสมอออก ปล่อยมือให้เส้นผมร่วงลงมา เส้นผมทั้งสองเส้นพอตกลงบนคมกระบี่ ก็ถูกตัดขาดเป็นสี่ท่อน

     ทั้งหมดอุทานว่า กระบี่ที่คมกล้านักŽ สายตาของหวังเทียนอี้ก็จ้องจับที่กระบี่เล่มนั้น ไม่อาจรั้งสายตากลับมาอีก ผู้ที่ฝึกกระบี่ทุกคนล้วนใฝ่ฝันได้ครอบครองกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง ตอนนี้ปรากฏกระบี่เช่นนี้ขึ้นที่เบื้องหน้า ตีราคาเพียงสิบตำลึง ดังนั้นมันเริ่มหวั่นไหวใจขึ้นมา

     ติงซันกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย กระบี่เล่มนี้ฟันหยกดุจฟันหยวก ตัดเนื้อวัวราวหั่นก้อนเต้าหู้ แต่ว่าเพลงกระบี่ของข้าพเจ้ายังเลิศยิ่งกว่า ท่านทั้งหลายโปรดดูŽ

     กล่าวพลางร่ายรำออกมาหลายท่า ปรากฏว่าฝีเท้าสับสน ยามใช้กระบี่ไร้เรี่ยวแรง รุกรับชักช้าเกินไป ผู้ที่มีฝีมือติดตัวดูออกว่า คนที่ไม่ยอมลำบากลำบนฝึกกระบี่จึงเป็นเช่นนี้

     ติงซันพอร่ายรำจบ ก็หลั่งเหงื่อโซมหน้า หอบหายใจออกมา กว๋อลิ่วรัวม้าล่อคราหนึ่งถามว่า ไม่ทราบท่านใดคิดเดินพันสักครา?Ž

     คนแต่งกายเช่นครูมวยที่ยืนอยู่แถวหน้าผู้หนึ่งร้องคำ เราเองŽ พลางกระโดดปราดออกไปมันสวมชุดดำ หว่างเอวสะพายดาบเล่มหนึ่ง พอประกฎกายออกไป กลับไม่เหลือบแลติงซัน สายตาเพียงจ้องจับที่กระบี่เล่มนั้น

     ผู้คนที่มุงดูอยู่พากันกล่าวว่า หลิวเอ้อเกอ (พี่รองแซ่หลิว) คิดเปลี่ยนเป็นจับกระบี่แล้วŽ

     อีกสักครู่ได้ครอบครองกระบี่ อย่าลืมเลี้ยงสุราพวกเราŽ

     ครูมวยหลิวค่อยรั้งสายตากลับจากกระบี่ หันไปตกปากรับคำเพื่อนพ้อง ลักษณะท่าทางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

     ติงซันก็สอดกระบี่คืนฝัก วางลงกับพื้น หยิบฉวยกระบี่ไผ่ที่ว่าทั้งสองเล่มขึ้นมา ยื่นส่วนปลายของกระบี่ที่พันผ้าไว้ไปในชามบิ่น จุ่มน้ำปูนขาวเล็กน้อย จากนั้นส่งกระบี่ไผ่เล่มหนึ่งให้กับครูมวยหลิว

     ครูมวยหลิวชี้มือไปยังเสื้อผ้าของติงซันกล่าวว่า ไม่ได้ เสื้อผ้าของเจ้าเต็มไปด้วยจุดขาว หากว่าจี้ถูก เจ้าอาจดื้อด้านไม่ยอมรับŽ

     กว๋อลิ่วที่ยืนอยู่ด้านหลังติงซันหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า สหายท่านนี้ละเอียดรอบคอบนัก แต่ว่าไม่เป็นไร พวกเราผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก็ใช้ได้แล้วŽ

     ติงซันก็ยิ้มโดยไม่ถือสา เดินไปถอดเสื้อผาผลัดเปลี่ยนกับกว๋อลิ่ว ถือกระบี่ไผ่เดินออกมา ทำท่าตั้งรับ กล่าวคำ เชิญŽ คำหนึ่ง

     ครูมวยหลิวไม่อาจอดรนทนรอแต่แรก จึงฟันกระบี่ไผ่ใส่หน้าอกของติงซัน เป็นกระบวนท่าเพลงดาบนามฟันหัวซานด้วยพลัง

     ติงซันมีสีหน้าตื่นตระหนก ไม่กล้าต้านปะทะ ถอยกายไปหนึ่งก้าว ครูมวยหลิวบังเกิดความกระหยิ่มใจ ใช้ตามติดด้วยท่ามังกรพ้นทะเล กระบี่ไผ่ในมือจู่โจมจากล่างขึ้นบน แทงปราดใส่หน้าอกตงซันสามแห่ง

     ติงซันคล้ายมือไม้ปั่นป่วน ปิดบนป้องล่างเป็นพัลวัน ยามรีบร้อนกลับถูกส่วนปลายของกระบี่ไผ่ครูมวยหลิวจี้ใส่ด้ามกระบี่ หวังเทียนอี้เห็นติงซันเสือกส่งกระบี่ไผ่แล้วปล่อยคลาย  หยิบยืมพลังทิ่มแทงของครูมวยหลิว ปล่อยให้กระบี่ไผ่หลุดจากมือ ลอยลิ่วไปยังอ้อมอกของครูมวยหลิว

     เพื่อนพ้องของครูมวยหลิวเห็นมันใช้ออกสองกระบวนท่า ก็กระแทกกระบี่ไผ่ของติงซันหลุดจากมือ พากันโห่ร้องชมเชยออกมา กว๋อลิ่วกลับประกาศว่า ท่านแพ้แล้ว ติงซันชนะŽ

     ครูมวยหลิวงงงันวูบ มองไปยังกว๋อลิ่ว เห็นกว๋อลิ่วชี้มือมาที่ท้องน้อยตนเองอย่างยิ้มแย้ม มันก้มศีรษะมองดู อดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ ที่แท้ติงซันปล่อยให้กระบี่ไผ่ลอยมายังอ้อมอกตัวเอง ฝากจุดสีขาวที่ท้องน้อยตนเองจุดหนึ่ง

     ครูมวยหลิวกล่าวอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจว่า เราชนะแล้ว เรากระแทกไม้ไผ่ของมันหลุดลอยไปชัดๆŽ

     กว๋อลิ่วยิ้มระรื่นทั่วใบหน้ากล่าวว่า พวกเราเดิมพันว่าเสื้อผ้าผู้ใดถูกจี้เป็นจุดขาวถือเป็นฝ่ายแพ้ ท่านทั้งหลาย พวกท่านเห็นว่าติงซันชนะหรือไม่?

     ผู้คนที่มุงดูอยู่หากเป็นคนที่ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ต่างคิดชมดูความสนุกสนานต่อไป ผู้ที่มีฝีมือติดตัวเห็นติงซัน ฝีมือต่ำต้อยถึงเพียงนี้ ต่างก็คิดช่วงชิงกระบี่มาครอบครอง จึงร้องบอกว่า ใช้แล้ว เสี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์) ผู้นี้เป็นฝ่ายชนะŽ

     รับชำระเงินแล้วจากไป ยังมีผู้อื่นรออยู่Ž

     ครูมวยหลิวถูกโห่ร้องจนหน้าบัดเดี๋ยวแดงฉานบัดเดี๋ยวซีดขาว ติงซันพานเดินเข้ามา ประสานมือกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ขอบคุณที่ชี้แนะ โปรดมอบเงินมาสิบตำลึงŽ

     ครูมวยหลิวหน้าแดงคล้ำดั่งตับสุกร ล้วงมือไปในอกเสื้อ ปากร้องว่า จ่ายให้สิบตำลึงก่อนพวกเราประลองกันใหม่...Ž

     ไม่ทันขาดคำ ที่ด้านหลังถูกผลักโดยแรงจนร่างถลาเสียหลัก แทบล้มคว่ำลงกับพื้น ยามโกรธแค้นจึงชักดาบออกมา หันขวับไปร้องถามว่า ผู้ใด?Ž

     หวังเทียนอี้ที่ด้านข้างเห็นชัดตาว่า เป็นชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมหาญ รูปร่างสูงใหญ่เช่นหลี่ต้าหนิวนั้นสืบเท้าเข้ามา ผลักจนครูมวยหลิวแทบล้มคว่ำลง

     ชายฉกรรจ์นั้นคล้ายไม่เห็นดาบในมือครูมวยหลิว ตัดบทว่า ไสหัวไป กระบี่เล่มนี้เป็นของเราแหยแหย (ปู่) แล้วŽ

     ครูมวยหลิวไหนเลยเคยได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้ พลันขู่คำรามก้อง ถาโถมเข้ามา ยังคงใช้ออกด้วยท่าฟันหัวซานด้วยพลัง ฟันดาบลงยังศีรษะของชายฉกรรจ์นั้น

     ได้ยินเสียงฉาด ชายฉกรรจ์นั้นประกบฝ่ามือทั้งสอง หนีบดาบเล่มนั้นไว้ จากนั้นสลัดสองมือวูบ เหวี่ยงร่างครูมวยหลิวออกไป ยื่นมือขวาปราดออก ประทับฝ่ามือใส่กลางหลังครูมวยหลิว ครูมวยหลิวอ้าปากกระอักโลหิตคำหนึ่ง ร่างเซถลาไปหลายก้าวค่อยล้มลง เพื่อนพ้องของมันหลายคนรีบกระโดดเข้ามาโอบอุ้มมันขึ้น เห็นมันหน้าขาวซีดดุจกระดาษ มุมปากมีคราบโลหิตเป็นทางยาว ร่างสั่นกระตุกตลอดเวลา มองปราดเดียวก็ทราบว่ารับบอบช้ำภายในสาหัส

     สหายของครูมวยหลิวผู้หนึ่งเห็นฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนคนไม่น้อย ทั้งมีฝีมือกล้าแข็ง จึงไม่กล้าวู่วาม กล่าวถามว่า ท่านที่นับถือสังกัดสำนักใด? ลองบอกต่อสำนักคุ้มกันภัยเทียนฟุเราŽ

     ชายฉกรรจ์นั้นหัวร่อฮาฮากล่าวว่า สำนักคุ้มกันภัยเทียนฟุอันกระจ้อยร่อยยังกล้าเอ่ยถึงด้วย?Ž มันชะงักเสียงหัวร่อ ประกาศว่า บิดาฉีจวี้แห่งสำนักฝ่ามือเหล็ก เศษสวะนี้ถูกฝ่ามือทรายเหล็กของเราฟาดใส่ ต้องพักรักษาตัวสักหนึ่งเดือนŽ

     คนของสำนักคุ้มกันภัยเทียนฟุพอฟังว่าฝ่ายตรงข้ามสังกัดสำนักฝ่ามือเหล็ก ต้องสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ

     เมื่ออยู่ในเมืองจี้หนัน เอ่ยถึงสำนักฝ่ามือเหล็ก กล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ค่ายสำนักนี้ประกอบกิจการอันต่ำช้า ตั้งแต่รีดนาทาเร้นร้านรวง ทั้งยังเปิดซ่องคณิกา เนื่องเพราะเจ้าสำนักฝ่ามือเหล็กเคยเป็นศิษย์สำนักอู่ตัง มีสำนักอู่ตังหนุนหลัง กรมเมืองจึงลืมตาข้างหลับตาข้าง แสร้งเป็นไม่รู้ไม่เห็น หลังจากประกอบการเป็นเวลายี่สิบปี สำนักฝ่ามือเหล็กก็เบียดเสียดเข้าเป็นหนึ่งในห้าผู้ทรงอิทธิพลวงการนักเลงเมืองจี้หนัน

     สำนักคุ้มกันภัยเทียนฟุเพียงเป็นสำนักคุ้มกันภัยเล็กๆ ไม่มีคนหนุนหลัง ทั้งปราศจากยอดฝีมือเข้าร่วม ได้แต่ยอมก้มหัวให้กับฉีจวี้ กล่าวว่า ที่แท้ท่านที่นับถือเป็นขุนพลคู่ใจของเจ้าสำนักฝ่ามือเหล็ก นับถือนับถือ วันนี้บังอาจล่วงเกินขออย่าได้ถือสา...Ž

     ฉีจวี้คร้านที่จะสนใจชนชั้นต่ำต้อยเช่นนี้ ไม่รอให้อีกฝ่ายกล่าวจบ ก็ตัดบทว่า ไสหัวไปŽ

     ติงซันเห็นมือคนสอดมือเข้ามา ก็ล่าถอยถึงข้างกายกว๋อลิ่ว กล่าวเบาๆ ว่า สำนักฝ่ามือเหล็กเมื่อสอดมือเข้ามา ดูท่าต้องอดอยากอีกมื้อหนึ่งแล้วŽ

     กว๋อลิ่วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า สำนักฝ่ามือเหล็กเป็นของเล่นเช่นใด ไยต้องนำพาด้วย?Ž

     ติงซันทอดถอนใจกล่าวว่า เราไม่ได้หมายความเช่นนี้ เมื่อวานเราค่อยนึกหาวิธีหาเงินเช่นนี้ แต่พวกมันคงไม่ยอมจ่ายเงินให้ ไม่แน่ว่ายังจะลงมือ เมื่อเป็นเช่นนี้หลังจากนี้ยังมีตัวโง่งมใดกล้าประลองกระบี่กับเรา?Ž

     ฉีจวี้เก็บกระบี่ไผ่ขึ้นมาตั้งแต่แรก เห็นชายหนุ่มทั้งสองกระซิบกระซาบ คล้ายกับกล่าวไม่จบสิ้น สร้างความรำคาญขึ้นมา ร้องว่า พวกเจ้ากล่าวจบแล้วหรือไม่? รีบเข้ามาประลองฝีมือŽ

     ติงซันขานรับว่า มาแล้วŽ พลันอุทานดังอากล่าวว่า คนเมื่อครู่ยังไม่ชำระเงิน คนเล่า?Ž สายตายามกวาดมอง ไหนเลยยังมีร่องรอยของคนในสำนักคุ้มกันภัยเทียนฟุแม้แต่เงา

     ฉีจวี้ ร้อนรุ่มใคร่ช่วงชิงกระบี่ เพื่อนำไปมอบต่อเจ้าสำนักกระบี่เหล็ก ดังนั้นชิงกล่าวว่า อย่าได้พร่ำไร้สาระ หากเจ้าชนะ เราจะจ่ายให้ยี่สิบตำลึง รับต่วนด้วยŽ

     ติงซันรับคำอย่างยิ้มแย้ม หันไปยังกว๋อลิ่ว ใช้นิ้วชี้กรีดวาดลำคอตัวเอง จากนั้นส่ายนิ้วชี้เป็นความหมายว่าอย่าได้ฆ่าคน

     กว๋อลิ่วแค่นเสียงดังเฮอะ ก้มกายลงเก็บก้อนหินขึ้นจากพื้น

     ติงซันเห็นเช่นนั้นค่อยคลายใจลง ยื่นกระบี่ไผ่ไปจุ่มน้ำปูนขาวใหม่ ปากกล่าวว่า ท่านจอมยุทธ์ อย่าลืมยี่สิบตำลึงŽ

     ฉีจวี้กล่าวเสียงหนักๆ ว่า หากเก่งกล้าก็มาหยิบฉวยไปŽ พลางโถมเข้ามาอย่างหักโหม

     หวังเทียนอี้เห็นชัดตาว่า ฉีจวี้ไม่มีความสำเร็จในเชิงกระบี่เท่าใด แต่มีพลังฝีมือกล้าแข็ง ร่างสูงใหญ่เบาราวขนนก แทงกระบี่ปราดมา ไม่ว่าระดับความเร็วและพลังที่ใช้ร้ายกาจกว่าครูมวยหลิวนั้นมากนัก

     แต่ว่าติงซันไม่คิดพัวพันกับฉีจวี้มากความ ชิงย่อกายลง ยื่นแขนออกไป กระบี่ไผ่ของฉีจวี้ก็พุ่งผ่านศีรษะไป ร่างสูงใหญ่ของฉีจวี้จึงปะทะชนใส่กระบี่ไผ่ มันใช้กระบี่ไผ่สะกิดใส่หน้าท้องฉีจวี่ แต้มจุดสีขาวบนเสื้อผ้าฝ่ายตรงข้าม จากนั้นกลิ้งตัวไปยังด้านข้าง

     ติงซันยืดกายขึ้น กล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า ท่านจอมยุทธ์ ข้าพเจ้าชนะแล้วŽ

     ฉีจวี้พลันพบว่าติงซันหายวับกับตา เพิ่งงงงันวูบ ร่างก็พุ่งผ่านไป ได้ยินที่ด้านหลังบังเกิดเสียงติงซันซุกงำฝีมือไว้ ฉีจวี้ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของติงซัน แต่มันที่ด้านข้างเห็นชัดตาคนผู้นี้มีความเคลื่อนไหวรวดเร็วนัก ติงซันดูไปมีอายุไล่เลี่ยกับตนเอง กลับจู่โจมกระบี่อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ยามกะทันหันคล้ายกับมีกรงเล็บเกาใส่หัวใจมันเป็นพัลวัน

     มันทราบว่าตนเองมีกระบี่รวดเร็ว พอพบเห็นมือกระบี่ไวอีกคนหนึ่ง ก็คิดประลองฝีมือสักครา ตอนแรกหวังเทียนอี้ต้องการกระบี่เล่มนี้แต่ตอนนี้เพียงคิดประลองฝีมือกับชายหนุ่มนี้สักครา ปลอบใจตัวเองว่า จะอย่างไรกระบี่ไผ่ไม่ทำร้ายคน เงินสิบตำลึงก็ไม่มากนักž

     เห็นติงซันเดินเข้าหาฉีจวี้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านจอมยุทธ์ เงินยี่สิบตำลึงŽ

     ฉีจวี้หน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย สุดท้ายกล่าวว่า วันนี้เราต้าแหย (เจ้านายใหญ่) ไม่ได้พกนำมา ติดค้างไว้ก่อนŽ กล่าวจบหันกายหมายจากไป

     ได้ยินติงซันร้องไล่หลังว่า ท่านจอมยุทธ์กระบี่ของเราŽ ฉีจวี้ค่อยพบว่าตนเองยังถือกระบี่ไผ่เล่มนั้นอยู่ จึงแค่นเสียงดังเฮอะ โยนกระบี่ไผ่ไปในฝูงชน ในใจครุ่นคิดว่าจะขับไล่ฝูงชนแย่งชิงกระบี่วิเศษอย่างไร

     ติงซันเห็นฉีจวี้คิดจากไป ค่อยถอนหายใจโล่งอก เหลียวมองดูกว๋อลิ่ว เห็นกว๋อลิ่วนั่งยองๆ กับพื้น ถลึงมองมาอย่างโกรธเคือง จึงรีบยิ้มประจบต่อมัน แต่แล้วกว๋อลิ่วผุดลุกขึ้น มองมาที่ด้านหลังของตนเอง

     แทบเป็นเวลาเดียวกัน ที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า สหายรับกระบี่Ž ติงซันหันกายไป เห็นชายหนุ่มสะพายห่อผ้าที่กลางหลังผู้หนึ่งถือกระบี่ไผ่ที่ฉ๊จวี้โยนทิ้งไป พุ่งตัวมาถึงเบื้องนห้า จ้วงแทงกระบี่ใส่

     ติงซันลอบร้องคำ กระบี่ที่รวดเร็วนักž ตนเองไม่ทันตระเตรียมตัว ไม่มั่นใจว่าจะต้านทานได้ จึงใช้เท้าซ้ายหมุนทำมุมเก้าสิบองศา ทั้งสองฝ่ายพุ่งเฉียดผ่านไป จากนั้นติงซันเสือกส่งกระบี่ไผ่ในมือขวาใส่ชายโครงข้างขวาของอีกฝ่าย ครุ่นคิดในใจ เจ้าจบสิ้นแล้วž

     กระบี่ของติงซันนี้รวดเร็วยิ่ง คิดไม่ถึงหางตาของชายหนุ่มนั้นเหลือบเห็นกระบี่ไผ่ ก็หักทับพับแขน ใช้ปิดป้องต้านกระบี่นี้ไว้

     พริบตาดุจประกายไฟ ทั้งสองประมือกันสองกระบวนท่า ชายหนุ่มนั้นพุ่งตัวไปสามสี่ก้าว ค่อยหยุดยั้งลง ยืนหันหลังให้กับติงซัน

     ติงซันตาเป็นประกาย ร้องบอกต่อชายหนุ่มนั้นว่า ฝีมือที่รวดเร็ว ลงมือสืบต่อŽ

     ชายหนุ่มผู้นี้คือหวังเทียนอี้เอง เมื่อครู่ฉีจวี้โยนกระบี่ไผ่ไปยังฝูงชน สร้างความตระหนกแก่ฝูงขนจนแตกฮือออก หวังเทียนอี้จึงยื่นมือรับกระบี่ไผ่ไว้ มันกริ่งเกรงสูญเสียโอกาสทดสอบกระบี่ไว กระทั่งห่อผ้าที่กล้างหลังก็ไม่ทันปลดลงมา ชิงวิ่งตะบึงเข้าหาติงซัน

     ติงซันพอกล่าวจบ กว๋อลิ่วพลันร้องว่า ลงมือของบิดาท่าน กระบี่ของท่านถูกช่วงชิงไปแล้วŽ ที่แท้มันเห็นฉีจวี้ย้อนกลับมาหยิบฉวยกระบี่บนพื้นขึ้น แต่ว่าไม่ขัดขวาง เพียงร้องบอกต่อติงซัน

     

     ฉีจวี้พอหยิบฉวยกระบี่ ก็หันกายจากไป ได้ยินติงซันร่ำร้องด่าทอทีด้านหลัง พลางไล่กวดตาม จึงหยุดยั้งลง บุ้ยปากคราหนึ่งสมุนบริวารของมันทั้งสี่ก็ดาหน้าเข้าหาติงซัน

     หวังเทียนอี้เห็นฉีจวี้ฉวยโอกาสหยิบฉวยกระบี่ไป ก็โยนกระบี่ไผ่ทิ้ง คิดชักกระบี่ออกมาหมายช่วยเหลือติงซันอีกแรงหนึ่ง พลันได้ยินกว๋อลิ่วกล่าวว่า น้องเรา ท่านมิต้องยุ่งเกี่ยวŽ

     หวังเทียนอี้ชะงักงันวูบ มองดูกว๋อลิ่วอย่างงุนงง กว๋อลิ่วยิ้มพลางกล่าวว่า มิต้องให้ท่านสอดมือเข้าไป เพียงชมดูเรื่องสนุกสนานก็พอŽ

     กล่าวจบสะบัดมือขวาวูบหนึ่ง ซัดก้อนหินออกสี่ลูก

     เสียงร้องโอดโอยพลันดัง สมุนของฉีจวี้ทั้งสี่ถูกก้อนหินซัดใส่ศีรษะ จนศีรษะแตกโลหิตหลั่งไหล ทุกคนยกมือกุมศีรษะเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน

     ติงซันรกระทั่งเหลือบแลยังไม่เหลือบแลพวกมัน วิ่งผ่านข้างกายทั้งหมด หยุดยืนที่เบื้องหน้าฉีจวี้ ถลึงมองมันอย่างขุนเคือง

     ฉีจวี้ไม่ทันเห็นว่าสมุนทั้งสี่ถูกจัดการอย่างไร ต้องงงงันวูบ ค่อยระงับสติลง เปลี่ยนมือเป็นถือกระบี่ด้วยมือซ้าย กล่าวว่า เจ้าคิดหาที่ตายเราจะส่งเสริมเจ้า ขาดคำ ฟาดฝ่ามือขวาใส่ใบหน้าติงซัน พริบตานั้นใจกลางฝามือเปลี่ยนเป็นสีดำ กลับใช้พลังถึงแปดส่วน

     แต่ว่าฝ่ามือใช้ออกถึงกลางคัน ที่ลำคอถูกกระแทกใส่อย่างหนักหน่วง จนปรากฏดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า ร่างเสียหลักการทรงตัวล้มลงกับพื้น แต่ร่างไม่ทันตกถึงพื้น ที่ตาขวาก็ถูกต่อยใส่หมัดหนึ่ง

     หมัดนี้หนักหน่วงยิ่ง บวกกับแรงล้มฟาดลง ดูไปคล้ายกับถูกต่อยล้มลงกับพื้น รู้สึกแก้วหูลั่นอึงอล ลืมตาไม่ขึ้น กระบี่ในมือก็ถูกช่วงชิงกลับไป

     ฉีจวี้ไหนเลยเคยพลาดท่าเสียทีเช่นนี้มาก่อน ต้องคำรามก้อง ใช้มือยันพื้นหมายลุกขึ้น มิคาดเพิ่งงอตัวลง ที่ชายโครงก็ถูกเตะใส่เท้าหนึ่ง ครึ่งซีกร่างชาด้าน หงายตึงลงกับพื้นใหม่ มันเบิ่งตาข้างซ้าย ร้องว่า พวกเจ้ากล้าแตะต้องสำนักฝ่ามือ...Ž คำ เหล็กŽ ไม่ทันเปล่งจากปากก็เห็นหมัดข้างหนึ่งต่อยมายังตาซ้ายของมัน

     ฉีจวี้รู้สึกว่าในความมืดบังเกิดฝนเลือดกระเซ็นซ่าน ต่อจากนั้นเป็นดาวทองระยิบระยับ ข้างหูได้ยินติงซันกล่าวว่า เราเพียงชมชอบรับประทานอุ้งตีนเป็ดŽ เสียงขาดคำปรากฏหมัดเท้าระดมใส่มันดุจห่าฝน เพียงจู่โจมใส่ใบหน้ามัน

     ฉีจวี้ยกมือกุมศีรษะ งอตัวดุจกุ้งเผาเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน พยายามป้องกันมิให้ฝ่ายตรงข้ามจู่โจมถูกใบหน้า ถึงแม้มันเป็นชนชั้นอันธพาลที่มีศักดิ์ฐานะ หากถูกผู้คนต่อยใส่ใบหน้าจนบวมปูด ออกจะเสื่อมเสียหน้าไปแล้ว

     หวังเทียนอี้ได้แต่ยืนปากอ้าตาค้าง มันไม่ทันเห็นชัดตาว่ากว๋อลิ่วลงมืออย่างไร เพียงทราบว่าอีกฝ่ายใช้อาวุธลับ ต่อจากนั้นสมุนของฉีจวี้ทั้งสี่ก็ยกมือกุมศีรษะเกลือกกลิ่งไปตามพื้น แต่ว่ามันเห็นการลงมือของติงซัน ฝ่ามือของฉีจวี้ไม่ทันบรรลุถึงทรวงอกของติงซัน ติงซันก็เอี้ยวตัวเตะใส่ก้านคอของฉีจวี้ เพลงเท้ายังรวดเร็วกว่าเพลงเท้าแส้เหล็กของฉีเหวินหลินอีก ต่อจากนั้นต่อยหมัดกระแทกฉีจวี้ล้มลง

     เรื่องราวหลังจากนั้นยิ่งเหลือเชื่อ ติงซันถือกระบี่ด้วยมือซ้าย ต่อยหมัดเตะเท้าใส่ใบหน้าฉีจวี้ จนฉีจวี้ยกมือกุมศีรษะเกลือกกลิ้งร่างไปมา เป็นสภาพที่น่าหัวร่อนัก แต่นอกจากกว๋อลิ่วแล้วไม่ว่าผู้ใดก็หัวร่อนัก แต่นอกจากกว๋อลิ่วแล้วไม่ว่าผู้ใดก็หัวร่อไม่ออก

     ติงซันเตะต่อยจนเบื่อหน่าย ค่อยยืดกายขึ้นถือกระบี่เดินกลับมา กล่าวกับสมุนของฉีจวี้ซึ่งคืบคลานขึ้นจากพื้นว่า ยังมิรีบหามอุ้งตีนเป็ดของพวกเจ้าไปอีก?Ž

     สมุนของฉีจวี้ทั้งสี่คล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน รีบวิ่งไปประคองฉีจวี้ขึ้นมา ฉีจวี้สองตาแดงก่ำ มันไม่ได้รับบอบช้ำภายใน เพียงรับบาดเจ็บภายนอก สำหรับชนชั้นยอดฝีมือ อาการบาดเจ็บภายนอกไม่นับเป็นอย่างไร ขอเพียงโคจรพลังสักหนึ่งชั่วยาม จะขจัดอาการฟกช้ำไปได้ แต่ไม่มีผู้ใดฝึกโคจรพลังถึงบริเวณใบหน้า เกรงว่าใบหน้าที่บวมปูดราวหัวสุกรต้องคงอยู่ระยะเวลาหนึ่ง มันเป็นขุนพลคู่ใจของเจ้าสำนักฝ่ามือเหล็ก บงการสมุนบริวารหลายสิบคน ไหนเลยอาศัยใบหน้าที่ฟกช้ำดำเขียวเช่นนี้สั่งการผู้คนได้?

     เห็นติงซันเดินกลับเข้าหาพวกพ้อง พอดีหันหลังให้กับมัน ฉีจวี้พลันคำรามก้อง ขยับสองแขนสลัดสมุนที่ประคองมันทั้งสี่ล้มลง พกพาความแค้นโถมเข้าหาติงซัน ยื่นมือขวาออก ฝ่ามือทั้งข้างกลับกลายเป็นสีดำ ฟาดใส่กลางหลังติงซันอย่างสุดกำลัง

     หวังเทียนอี้กับกว๋อลิ่วหันหน้าหาติงซัน จึงเห็นฉีจวี้พุ่งโถมเข้ามาอย่างชัดตา หวังเทียนอี้ต้องร้องเตือนว่า ระวังด้านหลังŽ

     กว๋อลิ่วกลับแค่นเสียงอย่างเย็นชา ล้วงมือขวาไปในอกเสื้อ พอชักดึงมือออก ปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งพุ่งวาบออกจากมือ แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงดัง ด้วยระดับความเร็วไม่ต่างกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง

     ติงซันได้ยินเสียงฝีเท้าที่ด้านหลังตั้งแต่แรก แต่ว่าไม่นำพา พอเห็นหว๋อลิ่วล้วงมือไปในอกเสื้อ กลับหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ชักกระบี่ในมือออก

     ที่สร้างความตื่นตระหนกแก่หวังเทียนอี้คือ ติงซันถือกระบี่ด้วยมือซ้าย แต่ไม่ใช้มือขวาชัก หากทว่าคลายมือซ้ายจากการจับฝักกระบี่ จากนั้นคว้าด้ามกระบี่ไว้ ดึงกระบี่จากสั้นราวกับกำลังชักมีดสั้น ฟันกระบี่เป็นเส้นโค้งที่ด้านซ้ายเข้าสกัดอาวุธลับที่กว๋อลิ่วซัดออก เสียงติงเมื่อกระบี่ปัดกระแทกอาวุธลับปลิวลิ่วไป

     เพิ่งปัดกระแทกอาวุธลับไป ฝ่ามือสีดำของฉีจวี้ก็จู่โจมถึงกลางหลังติงซัน ติงซันกระทั่งศีรษะยังไม่เหลียวกลับ หากโน้มร่างท่อนบนไปข้างหน้า ตวัดเท้าเตะกลับหลังตามสภาวะ มันพอโน้มตัวไปข้างหน้า ก็หลบรอดจากฝ่ามือของฉีจวี้ จากนั้นเท้าขวาเฉียดผ่านริมฝ่ามือขวาของฉีจวี้ พอดีเตะใส่จมูกของฉีจวี้ ร่างสูงใหญ่ของฉีจวี้จึงล้มหงายไปด้านหลัง เลือดกำเดาที่ฉีดพุ่งจากปากก็กรีดเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างสวยงาม

     ติงซันไม่แยแสสนใจฉวีจวี้ที่ยกมือปิดจมูกเกลือกกลิ้งร่วงไป ดุด่ากว๋อลิ่วว่า ข้าพเจ้าบอกต่อท่านแล้วว่าอย่าได้ฆ่าคนโดยวู่วามŽ

     กว๋อลิ่วกระโดดปราดขึ้นมา ร้องว่า ผายลม ตะปูทะลุกระดูกของข้าพเจ้าเพียงคิดทำลายมือขวามัน ตัวอุบาทว์นี้คู่ควรให้ข้าพเจ้าฆ่าทิ้งหรือ?

     ติงซันเห็นกว๋อลิ้วโกรธแค้นขึ้นมา ก็ท่าทีก็อ่อนลง รบขอขมาว่า ข้าพเจ้าผิดแล้ว ที่กลางหลังข้าพเจ้าไม่มีดวงตางอกเงย ต้องขออภัยด้วยŽ

     กว๋อลิ่วแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า ยังมิรีบเก็บตะปูทะลุกระดูกกลับมาให้กับข้าพเจ้าอีก?Ž

     ติงซันรับคำ คืบคลานไปตามพื้น ควานหาตะปูให้กับกว๋อซิ่ว ฉีจวี้ก็ดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง หยีตาลงยกมืออุดจมูกไว้ มันถูกทุบตีมากมายหลายคราล้วนไม่ได้รับบอบช้ำภายใน หรือว่าฝ่ายตรงข้ามไม่รู้จักวิชากำลังภายใน? อย่างนั้นตนเองไฉนมิใช่คู่มือของมัน

     สุดท้ายฉีจวี้ไม่กล้าบุกเข้าไป คืบคลานลุกขึ้นจากพื้น นำสมุนบริวารกลับไปยังเมืองจี้หนัน ก่อนจากไปคิดกล่าวคำอาฆาตสักหลายคำ พอดีประสานสบกับสายตาของกว๋อลิ่ว ฉีจวี้ต้องกล้ำกลืนคำพูดไว้ หมุนตัววิ่งจากไป

     หวังเทียนอี้เห็นติงซันเก็บตะปูทะลุกระดูกได้ ส่งคืนให้กับกว๋อลิ่ว เห็นตะปูตัวนั้นเป็นสีดำ ไม่ทราบทำจากวัตถุใด

     สุดท้ายติงซันกระทืบเท้ากล่าวว่า คนจากไปหมดสิ้นแล้ว ใช้แล้ว ตอนแรกเริ่มมีครูมวยหลายคนโยนเศษเหรียญให้หลายอัน ข้าพเจ้าจะไปเก็บมาŽ ที่แท้มันนึกออกว่าตอนแรกครูมวยเหล่านั้นยึดถือพวกมันเป็นขอทาน โยนเหรียญกษาปณ์ให้หลายอัน ยามนี้ผู้คนที่มุงดูอยู่หนีหายไปจนหมดสิ้น จึงคิดกลับไปเก็บเศษเหรียญมา

     กว๋อลิ่วชิงฉุดดึงมันไว้ แอบชี้มือไปยังหวังเทียนอี้ ติงซันมองตามปลายนิ้วมัน เห็นหวังเทียนอี้ยืนซึมเซาราวคนนอนละเมอ กว๋อลิ่วยังกระซิบบอกว่า เนื้อโอชะยังไม่โบยบินไปŽ

     ติงซันเข้าใจด้วยปัญญาไว จากนั้นกล่าวว่า แต่ว่ามันยังกล้าประลองฝีมือหรือ?Ž ในความคาดคิดของมัน เห็นว่าตัวเองเปิดเผยฝีมือมากเกินไปแล้ว

     กว๋อลิ่วยิ้มอย่างกลอกกลิ้ง บอกว่าคอยดูฝีมือมัน พลางเดินเข้าหาหวังเทียนอี้ ประสานมือคารวะต่อมัน หวังเทียนอี้ค่อยเรียกสติกลับมา คารวะตอบคราหนึ่ง

     กว๋อลิ่วปั้นสีหน้าอับจนปัญญาทอดถอนใจกล่าวว่า น้องเราเมื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบังอำพราง เราสองพี่น้องขึ้นเขาไปหาสมุนไพร พลาดท่าพลัดตกลงจากหน้าผา ถูกกิ่งไม้เกี่ยวร่างไว้ พบว่ากลางผนังผามีถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้าพำนักด้วยชายชราผู้หนึ่ง เป็นยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม ถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่พวกเราสามปีŽ เอ่ยถึงตอนนี้ ส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า ข้าพเจ้าฝึกวิชาอาวุธลับ แต่ว่าน้องเราสมองไม่ดี ไม่อาจเรียนรู้เพลงกระบี่ ชายชรานั้นจึงถ่ายทอดเพลงหมัดเท้าให้ อย่าได้เห็นมันหยิบฉวยกระบี่จากภายในถ้ำ แท้ที่จริงไม่มีความเข้าใจในเชิงกระบี่...Ž

     ติงซันรับฟังถึงตอนนี้ คิดเอ่ยปากสอดคำ กว๋อลิ่วชิงกระซิบบอกคำ เนื้อโอชะŽ ติงซันค่อยกล่าวเสียงละห้อยว่า ถูกแล้วŽ

     กว๋อลิ่วกล่าวสืบต่อ เนื่องเพรามจำเป็นต้องใช้ พวกเราจึงคิดขายกระบี่ทิ้ง น้องเรามีบุคลิกโอ่อ่าผ่าเผย คู่ควรกับกระบี่เล่มนี้ ข้าพเจ้าต้องการให้พวกท่านประลองฝีมือต่อ ไม่แน่ว่ากระบี่เล่มนี้จะเป็นของท่านŽ

     หวังเทียนอี้พอฟังจบจึงกล่าว ไม่ทราบพวกท่านอยู่ในถ้ำรับประทานอะไร?Ž

     กว๋อลิ่วงงงันวูบจึงกล่าว ที่ริมถ้ำมีต้นผลไม้ พวกเราปลิดผลไม้ป่ารับประทานŽ

     ฤดูหนาวเล่า?Ž

     ฤดูหนาวรับประทาน...รับประทาน...Ž

     หวังเทียนอี้พลันปลดห่อผ้าจากกลางหลัง วางลงบนหลังล่อที่เหยาะย่างมาถึง กล่าวว่า ข้าพเจ้ามิใช่คู่มือของน้องแซ่ติงท่านนี้ แต่ข้าพเจ้ายังคิดประลองต่อŽ

     กว๋อลิ่วกับติงซันล้วนงงงันวูบ หวังเทียนอี้กล่าวสืบต่อ ข้าพเจ้าทราบว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายแพ้ แต่ท่าดึงกระบี่ด้วยมือซ้ายของแซ่เต็งหมดจดเกินไป หากข้าไม่ซ้อมมือกับยอดฝีมือเช่นท่าน ออกจะน่าเสียดายไป สามารถประกระบวนท่ากับยอดฝีมือ ต่อให้ต้องจ่ายสิบตำลึงก็คู่ควรŽ หวนนึกถึงเงินสิบตำลึงกำลังจะหลุดลอยไป อดเจ็บปวดใจมิได้

     ติงซันรับฟังจนหัวร่อฮาฮากล่าวว่า ข้าพเจ้าชมชอบคนที่รวบรัดชัดเจนเช่นน้องเราที่สุด ไม่คล้ายกับผู้คนบางคน... มามามาŽ

     จากนั้นหวังเทียนอี้วางกระบี่ลงกับพื้น หยิบกระบี่ไผ่ขึ้นมาเล่มหนึ่ง สะบัดกวัดแกว่งแล้วกล่าว ไม่ต้องจุ่มน้ำปูนขาวแล้ว ขอน้องแซ่กว๋อเป็นผู้ตัดสินเถอะŽ

     กว๋อลิ่วกับติงซันพอฟัง พากันชูนิ้วหัวมือชมเชยหวังเทียนอี้คำหนึ่ง

     หวังเทียนอี้ผ่อนคลายร่างกาย ปรับลมหายใจเข้าออก เข้าสู่สภาพเตรียมพร้อม ติงซันก็หยุดยืนในระยะห่างสิบก้าว สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

     กว๋อลิ่วอยู่ตรงกลาง ร้องตวาดว่า เริ่มได้Ž

     หวังเทียนอี้กับติงซันพุ่งขวับเข้าหาอีกฝ่ายราวลูกธนูหลดุจากแหล่ง คล้ายดาวตกสองดวงปะทะชนกัน ชั่วพริบตาก็ย่นระยะเข้าใกล้ หวังเทียนอี้คล้ายมองไม่เห็นกระบี่ที่แทงปราดมายังไหล่ซ้ายตนเอง ขู่คำรามพลางแทงกระบี่ใส่ไหล่ขวาติงซัน

     ท่าทิ่มแทงของติงซันนี้เพียงเป็นท่าหลอกล่อ ก่อนหน้านี้คู่มือทั้งสองอ่อนด้อยเกินไป มันล้วนใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่คราครั้งนี้ใช้ความเร็ว จึงแทงกระบี่ไผ่ออก คิดให้ฝ่ายตรงข้ามลงมือปิดป้อง ตนเองจะได้ฉวยโอกาสเคลื่อนไหว แต่ว่าหวังเทียนอี้คล้ายมองไม่เห็น ทิ่มแทงสู้กับทิ่มแทง เป็นวิธีการต่อสู้ตกตายตามกัน บวกกับท่าถาโถมของทั้งสองล้วนรวดเร็วจนน่าตระหนก กระบี่ไผ่ก็มีน้ำหนักเบา ระดับความเร็วที่แทงออกรวดเร็วกว่ากระบี่เหล็กหลายเท่า ติงซันกลับไม่มีโอกาสพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้

     กว๋อลิ่วเห็นทั้งสองแทบแทงถูกไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายพร้อมกัน ต่อจากนั้นเป็นเสียงเพียะเพียะ เมื่อร่างที่ถาโถมเข้าหาของทั้งสอง กดทับกระบี่ไผ่ทั้งสองเล่มหักกลาง เห็นแน่ชัดว่าร่างของทั้งสองจะปะทะชนกันแล้ว

     เนื่องเพราะหวังเทียนอี้ไม่ถนัดในการใช้กระบี่ไผ่ ดังนั้นไม่อาจหยุดร่างได้ แต่ติงซันมีปฏิกิริยารวดเร็ว ชิงยกมือซ้ายแตะกับลำคอหวังเทียนอี้ ปัดร่างหวังเทียนอี้หมุนรอบ ตนเองก็หยิบยืมพลังเบี่ยงตัว ทั้งสองจึงเฉียดผ่านไปอย่างหวุดหวิด

     ติงซันวิ่งถลาไปหลายก้าว ค่อยหยดร่างลงหัวร่อฮาฮากล่าวว่า สมอยาก สมอยากจริงๆŽ พลางเหลียวหน้ามา กล่าวถามหวังเทียนอี้ที่แทบถลาล้มลงว่า น้องเรา ท่านสังกัดสำนักใด?Ž

     หวังเทียนอี้รีรอลังเล ไม่ทราบสมควรบอกหรือไม่ กว๋อลิ่วชิงกล่าวว่า ข้าพเจ้าทราบŽ เห็นหวังเทียนอี้กับติงซันมองดูมันอย่างสงสัยใจ จึงส่งเสียงกระแอมกล่าวว่า น้องผู้นี้สังกัดสำนักฆ่าตัวตาย น้องเราท่านไม่มีเรื่องใดปลงไม่ตกกระมัง?Ž

     ติงซันกับหวังเทียนอี้ตอนแรกงงงันวูบ จากนั้นหัวร่อออกมาพร้อมกัน หวังเทียนอี้ประสานมือต่อติงซันกล่าวว่า น้องแซ่ติงมีเพลงกระบี่สูงเยี่ยม ข้าพเจ้านึกไปนึกมา ได้แต่ใช้วิธีการต่อสู้เสี่ยงชีวิตนี้ชดเชยระยะห่างสักเล็กน้อยŽ

     กว๋อลิ่วรับฟังจนงงงันวูบแล้วกล่าว ยุทธวิธีของท่านถูกต้อง แต่ว่าครั้งที่สองคงทำไม่ได้แล้วŽ

     ติงซันตาเป็นประกายกล่าวว่า ครั้งนี้เสมอกัน ข้าพเจ้าหาลำไม้ไผ่มาสู้สืบต่อŽ

     กว๋อลิ่วกล่าวอย่างแช่มช้าว่า มิใช่เสมอ หากแต่น้องผู้นี้แพ้แล้วŽ พลางหันไปกล่าวกับหวังเทียนอี้ว่า น้องเรา ท่านลูบคลำไหล่ซ้ายของท่านดูŽ

     หวังเทียนอี้ก้มศีรษะลง ใช้มือซ้ายลูบคลำไหล่ซ้ายตัวเอง ฝ่ามือพอลูบผ่าน ปรากฏเศษผ้ารูปวงกลมชิ้นหนึ่งหลุดติดมือมา ที่แท้เสื้อคลุมชั้นนอกกับชุดนวมชั้นในถูกกำลังภายในที่แฝงมากับไม้ไผ่ของฝ่ายตรงข้ามกระแทกเป็นรู จนถึงผิวหนังตัวเอง เหลียวดูไม้ไผ่ที่หักกลางบนพื้น กระทั่งเศษผ้าที่พันส่วนปลายของไม้ไผ่ยังไม่ฉีกขาดเสียหายแต่อย่างไร

     ติงซันร้องดังๆ ว่า ถือว่าเสมอกันŽ จากนั้นกล่าวกับหวังเทียนอี้อย่างเสียใจว่า น้องเรา เมื่อครู่พวกเราเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป ข้าพเจ้าจึงใช้กำลังภายในตามสัญชาตญาณ แต่ว่ากำลังภายในของท่านอ่อนด้อยกว่าข้าพเจ้า จึงถูกกระบี่ไผ่ของข้าพเจ้าแทงทะลุเสื้อผ้าเป็นรูŽ

     กว๋อลิ่วก็กลับคำตัดสิน บอกว่าเสมอกันพลางตัดไหล่หวังเทียนอี้ กล่าวว่า น้องเรารวดเร็วยิ่งสามารถต่อสู้กับติงซันŽ

     หวังเทียนอี้เห็นว่าสู้แพ้ไม่เป็นไร แต่อีกฝ่ายอ่อนข้อให้เช่นนี้ มันกลับไม่ยินดี ยืนกรานจ่ายเงินให้ แต่กว๋อลิ่วกับติงซันกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องการ

     หวังเทียนอี้เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า เมื่อไม่ต้องการเงิน ขอให้ข้าพเจ้าเลี้ยงอาหารท่านทั้งสองสักมื้อŽ

     ติงซันกับกว๋อลิ่วสบตากันวูบ ชี้หน้าอีกฝ่ายกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเนื้อรับประทานแล้วŽ

     จากนั้นติงซันถูมือทั้งสอง กล่าวอย่างกระดากว่า น้องเรา ข้าพเจ้ามีคำร้องขอประการหนึ่ง ไม่ทราบได้หรือไม่?Ž

     หวังเทียนอี้ถามว่าอะไรหรือ ติงซันยกมือเกาศีรษะ กล่าวอย่างกระดากว่า ไม่ทราบเลี้ยงพวกเราอาบน้ำสักครั้งได้หรือไม่? พวกเราไม่ได้อาบน้ำมาสองเดือนแล้วŽ

     หวังเทียนอี้ยิ้มออกมากล่าวว่า ข้าพเจ้าก็ไม่ได้อาบน้ำมานาน คิดอาบน้ำเช่นกัน ข้าพเจ้าไม่เคยมายังเมืองจี้หนัน ขอให้พวกท่านนำข้าพเจ้าไปหาห้องอาบน้ำสักแห่งหนึ่งŽ

     ติงซันรับคำด้วยความยินดี คล้องแขนหวังเทียนอี้พลางกล่าวว่า น้องเรา หลังจากรับประทานอาหารไม่มีเรื่องกระทำ พวกเราประลองฝีมือกันใหม่Ž

     หวังเทียนอี้กล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า ต้องจ่ายอีกสิบตำลึงหรือ?Ž

     ติงซันกับกว๋อลิ่วหัวร่อฮาฮา คล้องแขนหวังเทียนอี้คนละข้าง บอกว่าไม่คิดค่าบริการ ทั้งสามต่างก็หัวร่อดังๆ พร้อมกัน

หนังสือแนะนำ

Special Deal