บทที่ 7 ทำลายล้างเหล่าโจรภูเขา (หน้า 2)

    ที่แท้หัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้ชาวบ้านทั้งหมดคุกเข่าอยู่หน้าหมู่บ้าน รอให้ฝูงโจรเขาเหลียนฮัวจัดการกับหวังเทียนอี้แล้วค่อยร้องขอชีวิต คิดไม่ถึงทั้งสองฝ่ายเปิดฉากตะลุมบอนกัน คนของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนล้วนชมดูจนตะลึงลาน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าที่นี้อยู่ใกล้กับสมรภูมิสู้รบเกินไป สมควรถอยห่างไปให้ไกลกว่านี้

    ขณะที่หวังเทียนอี้ต่อสู้กับฝูงโจรภูเขา คนตาสามเหลี่ยมนั้นก็ถือดาบโถมใส่หวังเทียนอี้ หวังเทียนอี้ไม่ทันสังเกตว่ามันเป็นใคร ชิงต่อยหมัดใส่ใบหน้ามัน ต่อยมันกระเด็นออกนอกวง

    คนตาสามเหลี่ยมคืบคลานขึ้นมา รู้สึกว่าตาขวาปวดแปลบแสบร้อน ปรากฏดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า พอยกมือลูบคลำตาขวา ก็เจ็บปวดจนแทบกระโดดปราดขึ้นมา มันเห็นหวังเทียนอี้ฆ่าชายฉกรรจ์หน้าดำที่เป็นพวกพ้องกับตา นึกหวาดหวั่นต่อหวังเทียนอี้ ไม่กล้าเข้าไปสู้พัวพันอีก

    มันเหลียวหน้ามอง เห็นคนในหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนคุกเข่าอยู่บนพื้น ผู้ที่คุกเข่าอยู่แถวหน้าสุดห่างจากมันสิบก้าว เป็นชายฉกรรจ์สูงใหญ่ในงานมงคลสมรสกับหัวหน้าหมู่บ้าน คนตาสามเหลี่ยมถูกหวังเทียนอี้ต่อยใส่หมัดหนึ่ง เพลิงโทสะไม่มีที่ระบาย พอเห็นหัวหน้าหมู่บ้านและพวกคุกเข่าอยู่ด้านหลังตนเอง จึงถือดาบเข้าหาหัวหน้าหมู่บ้านกับหลี่ต้าหนิว

    ตาขวาของคนตาสามเหลี่ยมบวมปูดขึ้นมา ได้แต่หยีตามองดูผู้คน ร้องว่า "พวกเจ้าชาติสุนัขทั้งสอง วันนี้เราแหยแหย (คำเรียกตัวเองเป็นปู่) เป็นเช่นนี้ ล้วนถูกพวกเจ้าทำร้าย แหยแหยพานส่งพวกเจ้าขึ้นสวรรค์ไป" พลางเงื้อดาบขึ้นมา

    หัวหน้าหมู่บ้านแตกตื่นจนหน้าถอดสี ร่ำร้องว่า "ท่านผู้เข้มแข็งโปรดไว้ชีวิต นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา" พลางใช้หัวเข่าคืบคลานออกไปหนึ่งก้าว กอดเท้าซ้ายของคนตาสามเหลี่ยมไว้

    หลี่ต้าหนิวที่คุกเข่าอยู่เห็นเช่นนั้น ต้องกำค้อนเหล็กที่วางอยู่บนพื้นกระชับมั่น มือขวาสั่นระริกไม่หยุดยั้ง ชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังมันก็หวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงที่สุด

    คนตาสามเหลี่ยมกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า "เจ้าเต่าชรา ล้วนเป็นเจ้าทำร้ายคน เมื่อวานเราสมควรฆ่าเจ้าตั้งแต่แรก" พลางจับดาบด้วยสองมือ จ่อปลายดาบใส่ศีรษะหัวหน้าหมู่บ้าน ยกชูสองมือขึ้น ตระเตรียมแทงทะลุศีรษะหัวหน้าหมู่บ้านในคราเดียว

    หัวหน้าหมู่บ้านใช้กำลังทั้งหมดกอดขาซ้ายของคนตาสามเหลี่ยมไว้ ตลอดทั้งร่างสั่นระริก ปากแผดเสียงร่ำร้องออกมา

    แต่แล้วปลายดาบของคนตาสามเหลี่ยมห่างจากผมขาวของหัวหน้าหมู่บ้านหนึ่งนิ้วก็ชะงักค้างไว้ ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งซัดพุ่งมา ปักใส่กลางหลังคนตาสามเหลี่ยม ปลายกระบี่ทะลุหน้าอกของมันประมาณหนึ่งเชียะ คนตาสามเหลี่ยมส่ายร่างโงนเงนหลายคราก็ล้มตายลง ส่วนหัวหน้าหมู่บ้านฟุบร่างกับพื้น แตกตื่นจนหลั่งน้ำมูกน้ำตาออกมา

    คนของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนล้วนแตกตื่นตะลึงลาน ชาวบ้านที่อยู่แถวหน้าผู้หนึ่งพลันผุดลุกขึ้นชี้มือไปร้องว่า "เป็นจอมยุทธ์เยาว์วัยนั้น" ทั้งหมดมองตามปลายนิ้วมัน แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ชะงักเสียงร่ำไห้ ยืดเอวขึ้นมองดู เห็นหวังเทียนอี้ถูกรุมล้อมอยู่ที่ห่างไปยี่สิบก้าว ในมือปราศจากกระบี่ยาว คงเหลือกระบี่หักเล่มหนึ่ง

    ตอนนั้นหวังเทียนอี้พอดีชักกระบี่ด้วยมือซ้าย ฟันหัวหน้ากลุ่มย่อยของโจรภูเขาบนหลังม้าร่างขาดเป็นสองท่อน เนื่องเพราะอยู่ใกล้กับหัวหน้าหมู่บ้านและพวก พลันเห็นโจรภูเขาผู้หนึ่งยกชูดาบคิดฆ่าหัวหน้าหมู่บ้าน จึงไม่ขบคิดมากความ ซัดกระบี่มือซ้ายออก ปลิดชีวิตโจรภูเขานั้น จากนั้นก็ถูกศัตรูรุมล้อมไว้

    ชาวบ้านทั้งหมดเห็นหวังเทียนอี้พอปราศจากกระบี่ยาว ก็ตกอยู่ในห้วงคับขัน ต้องทอดถอนใจออกมา หลี่ต้าหนิวร่างสั่นศีรษะ พลันก้มกายลงโขกศีรษะต่อหัวหน้าหมู่บ้าน หลั่งน้ำตากล่าวว่า "ชุนจ่าง (หัวหน้าหมู่บ้าน) ขอฝากบ้านให้ท่านดูแลด้วย" กล่าวจบผุดลุกขึ้น เช็ดน้ำตาขู่คำรามว่า "เราขอเสี่ยงกับพวกเจ้าแล้ว" พลางถือค้อนเหล็กวิ่งเข้าหาหวังเทียนอี้

    ชาวบ้านที่อยู่แถวหน้าสุดคนหนึ่งก็ร้องดังๆ ว่า "ชุนจ่าง (หัวหน้าหมู่บ้าน) พวกเราก็เสี่ยงชีวิตกับพวกมันเถอะ"

    หัวหน้าหมู่บ้านส่ายโงนเงนลุกขึ้นยืน หันกายกลับไป เห็นมันหลั่งน้ำตาของผู้ชราออกมา ยกชูสองมือขึ้น ร่างสั่นระริกอย่างรุนแรง ร้องดังๆ ว่า "เสี่ยงชีวิตเถอะ ทั้งหมดล้วนเสี่ยงชีวิตเถอะ"

    สุ้มเสียงอันชราภาพบังเกิดผลในการกระตุ้นปลุกเร้า ชาวบ้านทั้งหมดล้วนผุดลุกขึ้น ถืออาวุธที่ความจริงจัดเตรียมไว้เพื่อป้องกันหวังเทียนอี้หลบหนี เข่นฆ่าเข้าหาฝูงโจรภูเขา

 

    โจรภูเขาความจริงถูกมู่หยงชิวสุ่ยกับหวังเทียนอี้ฆ่าฟันไปไม่น้อย ยามนี้ชาวบ้านทั้งหมดพอฮือเข้ามา ก็กลายเป็นชาวบ้านห้าหกคนกลุ้มรุมโจรภูเขาคนหนึ่ง ชาวบ้านทั้งหมดถูกโจรภูเขากดขี่ข่มเหงนานปี ทุกคนสั่งสมความแค้นแน่นอก จึงลงมือไม่ยั้ง ถึงแม้โจรภูเขาขาดใจตาย ชาวบ้านยังใช้หอกยาวจอบเสียมทิ่มแทงหวดตีจนซากศพกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนกองหนึ่ง

    ฝูงโจรภูเขาถูกโจมตีถอยร่น หวังเทียนอี้ครึ่งนั่งครึ่งนอนกับพื้น มองดูชาวบ้านที่โกรธแค้นวิ่งผ่านข้างกายไป ต่อจากนั้นคนผู้หนึ่งประคองมันขึ้นมา หวังเทียนอี้เหลียวหน้ามอง เห็นเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเอง

    หัวหน้าหมู่บ้านยื่นส่งกระบี่ยาวที่ถอนจากร่างคนตาสามเหลี่ยมแก่มัน หวังเทียนอี้รับมาถือไว้ สายตาทั้งสี่ข้างของคนทั้งสองประสานสบกัน แต่ไม่ทราบกล่าวกระไรดี

    พลันได้ยินมู่หยงชิวสุ่ยร้องบอกที่ด้านหลังว่า "เทียนอี้ ฆ่าคนขี่ม้า" หวังเทียนอี้เหลียวหน้ามอง เห็นโจรภูเขาคงเหลือม้าห้าหกตัว คนขี่ม้าส่วนใหญ่เป็นหัวหน้ากลุ่มของโจรภูเขา มีฝีมือเข้มแข็ง วิชาขี่ม้าเป็นเลิศ ชาวบ้านทั้งหลายมิใช่คู่มือพวกมัน พวกมันกำลังควบขับไล่ต้อนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ส่วนโจรภูเขาที่เดินเท้ามิใช่คู่มือของชาวบ้านที่มีกำลังมากกว่า ดังนั้นหวังเทียนอี้รับคำคราหนึ่ง ถือกระบี่วิ่งไล่กวดตามโจรภูเขาที่ขี่ม้าผู้หนึ่ง

    มู่หยงชิวสุ่ยสะบัดดาบฟันโจรภูเขาผู้หนึ่งร่วงลงจากหลังม้า มันทราบว่าโจรภูเขายากกอบกู้สถานการณ์ได้ ขอเพียงกำจัดหัวหน้ากลุ่มที่ขี่ม้าให้หมดสิ้น โจรภูเขาที่หลงเหลือก็ไม่อาจย้อนกลับมาใหม่ นึกถึงตอนนี้ เห็นหวังเทียนอี้ วิ่งตะบึงมา ร้องบอกว่า "คุณชายมู่หยง สกัดมันไว้" พอเพ่งตามอง เห็นต้าอ๋องนั้นควบม้าผ่านหน้ามันไป หวังเทียนอี้ยังอยู่ห่างจากต้าอ๋องนั้นสิบกว่าก้าว เห็นแน่ชัดว่าไม่อาจตามทัน

    มู่หยงชิวสุ่ยหัวร่อดังยาวนาน ปักดาบสีดำลงกับพื้น ยื่นสองมือไปข้างหน้า นิ้วทั้งสิบไขว้สลับกัน ทำท่าย่อตัวต่อหวังเทียนอี้ ร้องบอกว่า "เหยียบขึ้นมา เราจะส่งท่านระยะทางหนึ่ง"

    หวังเทียนอี้ ล่วงรู้ความคิดของมู่หยงชิวสุ่ยจึงวิ่งตะบึงมา กระโดดลอยตัวใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบใส่สองมือของมู่หยงชิวสุ่ย มู่หยงชิวสุ่ยก็หยิบยืมพลังถาโถมของหวังเทียนอี้ ใช้สองมือช้อนรองเท้าของหวังเทียนอี้ตวัดรั้งขึ้น ส่งร่างหวังเทียนอี้เข้าหาต้าอ๋องที่กำลังควบม้าหลบหนี

    หวังเทียนอี้คล้ายดั้นเมฆขี่หมอก เหินข้ามกลุ่มคนบนพื้น ไล่กวดตามม้าเร็วตัวนั้นจนทัน ซัดกระบี่หลุดจากมือ กระบี่ก็ปักใส่ลำคอต้าอ๋องที่ฟุบร่างบนหลังม้า ตรึงคนติดกับหลังม้า จากนั้นตัวเองตกถึงพื้น กลิ้งตัวไปหลายตลบ ค่อยสลายพลังทุ่มเหวี่ยงของมู่หยงชิวสุ่ยไปจนหมดสิ้น

    มู่หยงชิวสุ่ยเหลียวดูสมรภูมิสู้รบ พบว่าโจรภูเขาทั้งหมดแทบถูกสังหารสิ้น คงเหลือโจรภูเขาไม่กี่คนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ที่ด้านหลังปรากฏกลุ่มชาวบ้านไล่กวดตามไม่ลดละ จึงปลดผ้าคลุมหน้าลงมาโยนทิ้งกับพื้น ร้องบอกต่อหัวหน้าหมู่บ้านว่า "จับเป็นสักหลายคน"

    ยามนี้ไม่ต้องให้หวังเทียนอี้กับมู่หยงชิวสุ่ยลงมืออีก โจรภูเขาที่หลงเหลือสูญเสียความคิดต่อสู้ ส่วนใหญ่คุกเข่ากับพื้นร้องขอชีวิต ส่วนน้อยที่ต่อสู้ขัดขืน หลี่ต้าหนิวก็นำกลุ่มชาวบ้านไปทุบตีพวกมันล้มลงกับพื้นค่อยเลิกรา

    หวังเทียนอี้ถอนกระบี่จากซากศพต้าอ๋องนั้น เดินกะโผลกกะเผลกเข้าหามู่หยงชิวสุ่ย ตลอดทั้งร่างแปดเปื้อนคราบเลือดดินโคลน เสื้อผ้าก็กลับกลายเป็นสีแดงคล้ำ เมื่อมองดูมู่หยงชิวสุ่ยพบว่ามันสะอาดสะอ้านกว่าตนเอง เพียงแต่ตลอดทั้งร่างถูกคราบโลหิตกระเซ็นใส่

    มู่หยงชิวสุ่ยก็หลั่งเหงื่อโซมกาย จึงปลดผ้าพันคอหนังเตียวเงินลงมา เห็นบนผ้าพันคอก็แปดเปื้อนคราบโลหิตหลายจุด จึงทอดถอนใจคำหนึ่ง กลับใช้ผ้าพันคอหนังเตียวเงินเช็ดคราบเลือดบนดาบสีดำ จากนั้นโยนผ้าพันคออันล้ำค่าทิ้งลงบนใบหน้าของซากศพโจรภูเขาซากหนึ่ง

    มันเหลียวมองหวังเทียนอี้ที่เดินเข้าใกล้ ยิ้มพลางกล่าวว่า "วันนี้เราหยั่งรู้ล่วงหน้า ไม่ได้สวมเสื้อใหม่มา"

    จากนั้นสลายรอยยิ้ม กล่าวกับหวังเทียนอี้ว่า "เมื่อครู่ท่านตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่ควรซัดกระบี่ช่วยคน กุศลจิตของท่านครั้งนี้มีส่วนช่วยท่าน แต่ท่านอย่าได้เข้าใจว่าคนดีจะได้รับกุศลสนอง หากว่าเราเป็นท่าน เราจะฆ่าโจรภูเขาเหล่านี้แก้แค้นให้กับชาวบ้านที่เสียชีวิต มิใช่รีบร้อนเสนอชีวิตตัวเองต่อศัตรู อย่างนั้นจะมีชาวบ้านล้มตายมากกว่าเดิม"

    หวังเทียนอี้งงงันวูบ หวนนึกถึงความเคลื่อนไหวของตนเองเมื่อครู่เสี่ยงอันตรายเกินไป ต้องทอดถอนใจกล่าวว่า "แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น ข้าพเจ้าได้แต่ทำเยี่ยงนั้น ต่อให้รักษาชีวิตไว้ ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตอยู่แก้แค้นให้กับชาวบ้านทั้งหมด"

    มู่หยงชิวสุ่ยกล่าวเสียงเย็นชาว่า "เรื่องทั้งหมดเกิดจากกุศลจิตของท่าน แต่ขุมกำลังของท่านได้แต่เช็ดก้นให้กับท่าน กุศลจิตของท่านเป็นเหตุให้หมู่บ้านทั้งหมดและตัวท่านเองตกอยู่ในห้วงวิกฤต หากมิใช่ท่านมีขุมกำลังเพียงพอ ชาวบ้านและตัวท่านล้วนต้องตาย คิดกระทำความดีก็ต้องมีขุมกำลังหนุนหลัง หากไม่มีขุมกำลังยากจะเดินหน้าไปได้"

    หวังเทียนอี้รับฟังจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ

    ยามนั้นท่านอาอวี่และซื่อเจี้ยนค่อยควบม้ามา ร้องว่า "คุณชาย พวกเรามาสายแล้ว"

    มู่หยงชิวสุ่ยเล่นละครอย่างแนบเนียน กล่าวว่า "พวกเจ้ายามเกิดเรื่องไม่สามารถรุดมาทันเวลา ครั้งนี้แล้วกันไป ครั้งหน้าจะไม่ยกโทษให้แก่พวกเจ้า"

    พลางเงยหน้าขึ้น มองไปยังท่านอาอวี่กับซื่อเจี้ยน เห็นทั้งสองยืนสำรวม สองมือแนบลำตัว ซื่อเจี้ยนงอนิ้วชี้ทั้งสองข้างแตะกับนิ้วหัวแม่มือ ที่เหลือสามนิ้วยื่นออกมา ส่วนท่านอาอวี่มือซ้ายกำเป็นหมัด นิ้วหัวแม่มือยื่นออก มือขวาก็กำเป็นหมัด แต่ยื่นนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อยออก มู่หยงชิวสุ่ยเห็นเช่นนั้น ทราบว่าตนเองฆ่าคนไปสามสิบสามคน ส่วนหวังเทียนอี้ฆ่าศัตรูสิบหกคน

    จากนั้นมู่หยงชิวสุ่ยสั่งการให้ท่านอาอวี่กับซื่อเจี้ยนช่วยเหลือหัวหน้าหมู่บ้านเก็บศพ รักษาผู้บาดเจ็บ คุมตัวเชลยที่ยอมจำนน จากนั้นให้หัวหน้าหมู่บ้านนำตัวเชลยมาสองคนเพื่อสอบปากคำ

    มู่หยงชิวสุ่ยมองดูโจรภูเขาที่ถูกจับมัดอย่างแน่นหนา บังคับให้คุกเข่ากับพื้นทั้งสอง หลังจากทราบว่าบนค่ายภูเขายังมีโจรภูเขาที่ล้มป่วยรับบาดเจ็บอยู่สามสิบสามคน จึงถามโจรภูเขาทางซ้ายว่า "ตอนนี้บนค่ายภูเขาพวกเจ้าเก็บรักษาเงินมากน้อยเท่าใด?"

    โจรภูเขานั้นกล่าวว่า "ผู้น้อยไม่ทราบ เราเพียงเป็นคนเลี้ยงม้า เรื่องนี้มีแต่ต้าอ๋อง (หัวหน้าโจร) ที่ทราบได้ แต่ว่ามันถูกฆ่าตายแล้ว..."

    ไม่ทันกล่าวจบ มู่หยงชิวสุ่ยก็ตบมันปลิวกระเด็นไป หันไปตะคอกถามโจรภูเขาทางขวาว่า "เจ้าบอก เก็บรักษาเงินไว้มากน้อยเท่าใด?"

    โจรภูเขาทางขวาก็ไม่ทราบ แต่เห็นพวกพ้องถูกตบกระเด็น ไม่กล้าบอกว่าไม่ทราบ จึงกล่าว "อืมม์...ห้าร้อยตำลึง"

    มู่หยงชิวสุ่ยกระชากดึงตัวโจรภูเขาที่ตนตบกระเด็นไปขึ้นมา ถามย้ำว่า "เจ้าบอก มากน้อยเท่าใด?"

    โจรภูเขานั้นรีบกล่าวว่า "ห้าร้อย...ไม่ถูกต้อง เป็นหนึ่งพันตำลึง"

    มู่หยงชิวสุ่ยวางร่างมันลง ตวัดมือตบหน้าโจรภูเขาทางขวาหลายฉาด ตวาดว่า "กลับกล้าหลอกเรา ที่แท้มากน้อยเท่าใด?"

    โจรภูเขาทางขวาค่อยเข้าใจเจตนาของมู่หยงชิวสุ่ย ให้การว่า "หนึ่ง...สองพันตำลึง"

    สุดท้ายมู่หยงชิวสุ่ยอาศัยการสอบสวนเช่นนี้ สรุปว่าใต้คันธงบนค่ายภูเขาฝังเงินไว้หนึ่งหมื่นตำลึง

    มันเรียกตัวหัวหน้าหมู่บ้านมา ให้ส่งคำให้การนี้ไปยังกรมเมืองหรือทหารที่ประจำการอยู่ใกล้ที่สุด พร้อมกับนำกำลังมารับตัวเชลยพร้อมทั้งซากศพไป หัวหน้าหมู่บ้านก็เป็นคนชาญฉลาด ล่วงรู้เจตนาของมู่หยงชิวสุ่ย รีบใช้ให้บุตรชายควบม้าเร็วไปส่งข่าว

    ทหารที่ประจำการอยู่ที่ห่างไปร้อยลี้พอได้รับแจ้งเหตุ ก็ยกกำลังมา ภายในหนึ่งวันก็มาถึงหมู่บ้านเตี้ยนสือชุน คุมตัวเชลยทั้งหมดพร้อมกับเคลื่อนย้ายซากศพไป ทั้งยัง "บุกตี" ค่ายเหลียนฮัวลึกลงไปสามเชียะ จากนั้นปล่อยข่าวว่า มีโจรภูเขาผู้หนึ่งหอบเงินหกพันตำลึงหลบหนี กองทหารจึงค้นภูเขาในรัศมีร้อยลี้จนทั่ว จับตัวโจรภูเขา คนร้าย โจรลักเล็กขโมยน้อยในพื้นที่นี้มาสอบปากคำ

    นับแต่นั้นพื้นที่โดยรอบของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนคืนสู่ความสงบ ปราศจากโจรผู้ร้ายรังควานอีก

 

    ยามนี้มู่หยงชิวสุ่ยอยู่ในโรงเตี๊ยมของเมืองน้อยเขตมณฑลชานตุง ร่ำร้องอาละวาดว่า "อะไร พี่ใหญ่ทำอะไรกันแน่? เราใกล้บรรลุข้อตกลงการนำเข้าโสมคนกับตระกูลเสิ่นที่นอกด่านแล้ว ท่านพ่อพลันเรียกตัวเรากลับมา เปลี่ยนเป็นพี่ใหญ่ดำเนินการแทน แสดงว่าต้องการให้มันได้ความดีความชอบไป แต่แล้วตอนนี้เกิดเรื่องขึ้น ทั้งสองฝ่ายมีคนบาดเจ็บล้มตาย กลับเรียกให้เรากลับนอกด่านไปแก้ปัญหาให้กับมู่หยงเฉิง"

    มันพออาละวาดออกมา ซื่อเจี้ยนกับท่านอาอวี่พากันคุกเข่าลงกับพื้น ไม่กล้าเอ่ยปากสอดคำ พวกมันกับหวังเทียนอี้และพวกทั้งสามพักอยู่ที่นี้สองวัน ความจริงตระเตรียมลงใต้ด้วยกัน คิดไม่ถึงประมุขตระกูลมู่หยงส่งคนมาแจ้งให้มู่หยงชิวสุ่ยออกนอกด่านไปเจรจาการค้าโสมกับตระกูลเสิ่นใหม่

    ท่านอาอวี่รอจนมู่หยงชิวสุ่ยอาละวาดผ่าน ค่อยกล่าวว่า "คุณชายอย่าได้มีโทสะ คุณชายใหญ่ได้รับการวางตัวให้เป็นประมุขตระกูลมู่หยงคนต่อไป พวกเราต้องสะกดอดกลั้นไว้ หากคำพูดเหล่านี้ล่วงรู้ถึงหูท่านประมุขก็ย่ำแย่แล้ว"

    มู่หยงชิวสุ่ยกระแทกนั่งลงบนเก้าอี้ ผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าว "พวกท่านล้วนลุกขึ้น เราเสียกิริยาไปแล้ว วันพรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางออกนอกด่าน คาดว่ามือดีของตระกูลมู่หยงคงรอพวกเราที่นครหลวงแล้ว ใช่แล้ว ท่านจัดเตรียมของขวัญให้กับหวังเทียนอี้และพวกแล้วกระมัง ตอนนี้ส่งไปให้กับพวกมันเถอะ"

    ท่านอาอวี่รับคำ กล่าวว่า "เราจะนำมาให้คุณชายผ่านตาดู" พลางเปิดตู้ในห้องพัก หยิบถาดออกมาสามใบ จัดวางลงบนโต๊ะ

    มู่หยงชิวสุ่ยกวาดตามองแวบหนึ่ง ต้องกล่าวอย่างสงสัยใจว่า "เป็นเรื่องราวใด? ไฉนไม่จัดเตรียมให้เหมือนกัน?"

    ที่แท้สิ่งของในถาดทั้งสามใบแตกต่างกัน ใบหนึ่งจัดวางชุดนักบู๊เนื้อดีมีราคา ยังมีตั๋วแลกเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง ส่วนอีกสองใบจัดวางเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากเนื้อผ้าธรรมดา จัดวางง่วนป้อ* หนักสิบตำลึงสองอัน ดังนั้นมู่หยงชิวสุ่ยกล่าวว่า "ไหนเลยมีการมอบของขวัญเช่นนี้ ไยมิใช่สร้างความลำบากใจแก่เทียนอี้ ไม่ทราบว่ากล่าวกับศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างไรดี?"

    *คำนี้ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว เป็นเงินตรารูปลิ่ม สองข้างนูนขึ้น มีทั้งเงินและทอง

    ท่านอาอวี่กล่าวอย่างนอบน้อมว่า "คุณชาย เราต้องการให้หวังเทียนอี้เกิดความลำบากใจ"

    "ว่ากระไร?"

    "หวังเทียนอี้มีพลังซ่อนเร้น มิเพียงเฉลียวฉลาด ทั้งยังมีจิตใจดีงาม วันหน้าต้องโดดเด่นเหนือใคร ไม่แน่ว่าอีกหลายปีให้หลัง อาจเป็นตัวแทนสำนักชิงเฉิง และป้อนข้อมูลข่าวสารแก่พวกเรา ทั้งต้องการให้ผู้อื่นบอกเรื่องของมันต่อพวกเรา ดังนั้นตอนนี้สมควรสร้างรอยแตกแยกเล็กๆ ขึ้น ศิษย์กลุ่มอู้สำนักชิงเฉิงอีกสองคนเห็นศิษย์ร่วมสำนักตนเองได้รับการเกื้อกูลจากตระกูลใหญ่ของบู๊ลิ้ม ย่อมต้องเกิดความคับข้องใจ รอยแตกแยกแม้มีขนาดเล็ก แต่ยากรับรองว่าวันหน้าไม่อาจใช้ให้เกิดประโยชน์ได้"

    มู่หยงชิวสุ่ยขบคิดแล้วกล่าว "ประเสริฐมาก ตอนนี้จัดส่งไปเถอะ"

    

    หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามซึ่งพักอยู่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม พอได้รับถาดทั้งสามใบ พากันกล่าวขอบคุณท่านอาอวี่ หวังเทียนอี้ความจริงไม่ปฏิเสธไม่รับของขวัญ แต่หวนนึกถึงคุณธรรมน้ำมิตรที่มู่หยงชิวสุ่ยรุดมาช่วยรับมือศัตรูพวกมาก ได้แต่รับเอาไว้

    หลายวันมานี้จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยทราบว่ามู่ชิวสุ่ยแท้ที่จริงเป็นทายาทอันดับสองของตระกูลมู่หยง ซึ่งมีนามกระเดื่องเลื่องบู๊ลิ้มนามมู่หยงชิวสุ่ย ต่างก็นึกอิจฉาเลื่อมใสในโชควาสนาของหวังเทียนอี้

    รอจนท่านอาอวี่จากไป จ้าวเฉียนเจี๋ยบนเตียงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าความจริงเข้าใจว่าตระกูลมู่หยง มีคุณชายคนเดียว คิดไม่ถึงนอกเหนือจากมัน ยังมีพี่ใหญ่ต่างมารดาอีกคนหนึ่ง"

    จางชวนซิ่วกล่าวว่า "เนื่องเพราะมู่หยงชิวสุ่ยมีชื่อเกินไป ออกท่องเที่ยวไม่กี่ปี ก็อาศัยวิชาฝีมือและสติปัญญาสร้างชื่อเลื่องลือ มิน่าเล่าข้าพเจ้าพอได้ยินชื่อ 'มู่ชิวสุ่ย' รู้สึกคุ้นหูยิ่ง หากมิใช่มารดามันเป็นนักร้องนางรำ ไม่แน่ว่าจะได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขตระกูลมู่หยงรุ่นต่อไป นี่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของบู๊ลิ้ม จัดอยู่หนึ่งในเจ็ดผู้กล้าวงการนักเลง ขุมกำลังยังกล้าแข็งกว่าสำนักชิงเฉิงเรามากนัก เทียนอี้ท่านสามารถคบหาสมาคม วันหน้าฝึกฝีมือสำเร็จลงจากเขา ก็เข้าสังกัดตระกูลมู่หยง รับรองมีชื่อเสียงเรียงนาม ต่างกับพวกเราที่อย่างมากเป็นผู้คุ้มกันตึกใดตึกหนึ่งเท้านั้น"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยก็กล่าวว่า "ใช่แล้ว เทียนอี้โชคดีนัก แม้แต่เสื้อผ้าที่ตระกูลมู่หยงส่งมาก็ต่างกับพวกเรา"

    หวังเทียนอี้ไม่ทราบอธิบายอย่างไรดี ได้แต่สงบปากคำไว้

    เช้าวันรุ่งขึ้น หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามส่งมู่หยงชิวสุ่ยและบ่าวไพร่ขึ้นเหนือ ก่อนจากกันมู่หยงชิวสุ่ยกำชับหวังเทียนอี้ว่า วิชาฝีมือของมันมิใช่แนวทางทั่วไป โดยเฉพาะกำลังภายใน หากฝึกปรือเช่นนี้ยากบรรลุถึงขั้นลึกล้ำ ทั้งกำชับหวังเทียนอี้ว่า ทางที่ดีอย่าได้บอกว่าตัวเองสังกัดสำนักชิงเฉิง หากมีคนทราบว่าสำนักชิงเฉิงมีศิษย์ฝีมือดีเช่นนี้ อาจดึงตัวไปเข้าสังกัด ยังมีแนวทางฝีมือของหวังเทียนอี้ดุร้ายเกินไป หากไม่ลงมืออย่างสุดกำลังยากประสบผล หากว่าสู้แพ้ จะเสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักชิงเฉิง หากว่าสู้ชนะ ฝ่ายตรงข้ามอาจบาดเจ็บล้มตาย เพาะเป็นความแค้นขึ้นมา

    ทุกครั้งที่หวังเทียนอี้อยู่เบื้องหน้ามู่หยงชิวสุ่ย มักหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น เนื่องเพราะสิ่งที่มู่หยงชิวสุ่ยบอกกล่าวล้วนเป็นเรื่องที่ตนเองคาดไม่ถึง    

    หลังจากนั้นหวังเทียนอี้และพวกก็แยกทางกัน จางชวนซิ่วส่งจ้าวเฉียนเจี๋ยไปยังภูเขาไท่ซาน ส่วนหวังเทียนอี้ ไปตามทางหลวงสู่เมืองจี้หนัน มันยัดเยียดตั๋วแลกเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้กับศิษย์พี่ทั้งสอง ตัวเองเจียดเงินซื้อล่อตัวหนึ่งควบขับเดินทาง

หนังสือแนะนำ

Special Deal