บทที่ 7 ทำลายล้างเหล่าโจรภูเขา

    หวังเทียนอี้และคนของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนเหลียวมองไปบนภูเขาอย่างงุนงง เห็นคนชุดขาวขี่ม้าขาวผู้หนึ่งอยู่บนยอดเขา ต่อจากนั้นควบม้าลงจากเขา ก่อเกิดเป็นผงคลีสายหนึ่ง ชั่วพริบตาก็ลงมาถึงเชิงเขา คนขับขี่กระโดดลงจากหลังม้า มาถึงเบื้องหน้าหวังเทียนอี้ มันมิใช่มู่ชิวสุ่ยจะเป็นผู้ใดได้

    มันสวมชุดนักบู๊สีขาว หว่างเอวสะพายดาบยาวสีดำ ยังคงใช้หนังหนูเตียวสีขาวพันคอ ท่วงท่าองอาจหาญกล้า จนผู้คนไม่กล้าจ้องมองตรงๆ

    มู่ชิวสุ่ยหัวร่อคำหนึ่งกล่าวว่า "ดีที่ไม่ได้มาสาย"

    หวังเทียนอี้เห็นม้าขาวตัวนั้นพ่นควันขาวออกจากจมูกปาก แสดงว่าวิ่งห้อจนเหน็ดเหนื่อย ทราบว่ามู่ชิวสุ่ยควบม้ามาตลอดทาง สร้างความตื้นตันใจยิ่ง ตรงเข้าไปกุมมือทั้งสองของมู่ชิวสุ่ยไว้ แต่ไม่ทราบแสดงความขอบคุณอย่างไรดี ได้แต่กล่าวเสียงหนักๆ ว่า "ขอบคุณ"

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มโดยไม่นำพา กล่าวว่า "ไม่ต้องเกรงใจ ระหว่างนี้พื้นที่ทางเหนือไม่อาจล่าสัตว์ ทุกวันอยู่ว่างจนน่าเบื่อ" หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า "ศิษย์พี่ศิษย์น้องของท่านทั้งสองเหน็ดเหนื่อยสาหัสนัก พอบอกกล่าวจบก็ยืนหลับไป รุดมาไม่ได้ คนของเราก็ถูกเรื่องราวผูกมัดไว้ ข้าพเจ้าได้แต่มาช่วยท่านด้วยตัวเอง อย่าได้ตำหนิว่าคนเดียวน้อยเกินไป สู้ไม่ได้ยังหลบหนีได้"

    หวังเทียนอี้ไม่อาจกล่าววาจาใดได้ เพียงกุมมือมู่ชิวสุ่ยไว้ ทั้งสองหันกายเดินออกไปสิบกว่าก้าว เผชิญหน้ากับฝูงโจรภูเขา

    ยามนี้ฝูงโจรภูเขาใกล้เข้ามาอีก เห็นพวกมันแต่งกายลักษณะต่างๆ บางคนสวมหมวกเกราะ บางคนคลุมหนังสัตว์ อาวุธในมือก็สารพัดสารพัน บ้างถือเหล็กง่าม บ้างถือทวนยาว บ้างกระชับดาบ

    มู่ชิวสุ่ยเห็นโจรภูเขามาถึง ก็ล้วงผ้าขาวออกมาผืนหนึ่งคลุมหน้าเอาไว้ สร้างความสงสัยใจแก่หวังเทียนอี้จนถามว่า "คุณชายมู่ทำเช่นนี้..."

    มู่ชิวสุ่ยอธิบายว่า "ท่านลืมบ่าวไพร่ที่รุดไปส่งข่าวหรือ? ในมือพวกมันอาจมีภาพวาดที่สองพ่อลูกตระกูลฉีวาดให้ เราต้องปลอมเป็นจางชวนซิ่ว ไม่เช่นนั้นพอเกิดการต่อสู้ โจรภูเขาเห็นว่าศีรษะของท่านมีราคา ศีรษะของเราไม่มีค่างวด ฮือเข้าหาท่านแต่ผู้เดียว"

    ยามนี้หวังเทียนอี้ทั้งเลื่อมใสมู่ชิวสุ่ยคิดอ่านรอบคอบ ทั้งตื้นตันที่มันนึกคิดแทนตนเอง ยิ่งยอมรับนับถือคุณธรรมน้ำมิตรของมู่ชิวสุ่ย เห็นว่าหากมีสหายเช่นนี้ แม้ตายเพื่อบุคคลประเภทนี้ก็คู่ควร

    ฝูงโจรภูเขาเร่งรุดถึงที่ซึ่งห่างจากหวังเทียนอี้และมู่ชิวสุ่ยห้าสิบก้าวต่างก็หยุดยั้งลง กระจายกำลังออกเป็นหลายกลุ่ม

    เนื่องเพราะอยู่ห่างไม่ไกล แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านและพวกยังดูออกว่าฝูงโจรภูเขามีสีหน้าท่าทีไม่อนาทร แสดงว่าไม่เห็นหวังเทียนอี้กับมู่ชิวสุ่ยอยู่ในสายตา

    เมื่อเห็นผู้เข้มแข็งบนเขาเหลียนฮัวมาถึง หัวหน้าหมู่บ้านรีบสั่งการให้ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าควบคุมหวังเทียนอี้คุกเข่าลง เป็นการแสดงความเคารพต่อฝูงโจร

    มู่ชิวสุ่ยเหลียวมองชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง กล่าวถามหวังเทียนอี้ว่า "ท่านเสนอหน้าให้กับคนเหล่านี้หรือ? ท่านเห็นว่าคู่ควรหรือ?"

    หวังเทียนอี้ก็หาคำตอบไม่ได้ เงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว "พวกมันก็จนปัญญา"

    มู่ชิวสุ่ยแค่นเสียงดังเฮอะคำหนึ่ง ไม่เอ่ยถึงคนของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนอีก เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า "ตอนอยู่บนภูเขาเรานับดูแล้ว มีคนเดินเท้าเจ็ดสิบคน คนขี่ม้าสิบคน รวมแปดสิบคนพอดี ฝ่ายตรงข้ามถืออาวุธที่ใช้กันในหมู่บ้าน ขีดความสามารถในการสู้รบไม่น่าวิตก แต่จำนวนคนมากมาย กลายเป็นปัญหาตึงมือ การสู้รบเช่นนี้ต่างกับการประลองฝีมือ ผู้ใดรับบาดเจ็บน้อยที่สุด ผู้นั้นจะตายช้ากว่าฝ่ายตรงข้าม ผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะ รอสักครู่พอเปิดฉากต่อสู้ ท่านอย่าได้เอาแต่รุกจู่โจม ให้ตั้งรับให้ดี สามารถฟันอาวุธหักก็ฟัน สามารถเตะถีบก็เตะถีบ แต่อย่าได้ถูกศัตรูล้อมเอาไว้ อย่างนั้นท่านต้องตายแน่นอน ให้สู้พลางเคลื่อนย้ายตำแหน่งพลาง หากสู้ไม่ได้ก็มองมาที่เรา พวกเรายังหลบหนีได้"

    หวังเทียนอี้พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ คล้ายถูกน้ำเย็นราดรดลงยังศีรษะ รีบผงกศีรษะรับ จดจำวาจาเหล่านี้จนขึ้นใจ

    พลันปรากฏโจรภูเขาสิบกว่าคนห้อมล้อมผู้คนสองคนออกมา คนหนึ่งสวมชุดเกราะ คาดว่าคงเป็นต้าอ๋อง (หัวหน้าโจร) บนเขาเหลียนฮัว คนหนึ่งแต่งกายเช่นนักศึกษา แสดงว่าเป็นซือแหย (ที่ปรึกษา) มันเดินพลางมองดูกระดาษหลายแผ่นในมือพลาง ต้าอ๋องนั้นรับกระดาษจากมือซือแหย ก้มศีรษะมองดูแวบหนึ่ง จากนั้นร้องถามหวังเทียนอี้ว่า "เจ้าคือหวังเอ้อโก่ว (สุนัขที่สองแซ่หวัง)"

    หวังเทียนอี้งงงันวูบ มู่ชิวสุ่ยได้คิดด้วยปัญญาไว้ว่า จิ้งจอกเฒ่าเช่นฉีจวินจื้อกลัวตอแยเรื่องราว กระทั่งชื่อจริงของศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสามก็ไม่แจ้งต่อฝูงโจรภูเขา จึงร้องตอบว่า "รับเงินจากเฒ่าบัดซบฉีจวินจื้อไม่กี่ตำลึง ก็ยกกำลังมามากมายถึงเพียงนี้หรือ?"

    ต้าอ๋องนั้นพอพิสูจน์ยืนยันว่าหวังเทียนอี้เป็นบุคคลที่สองพ่อลูกตระกูลฉีต้องการตัว บังเกิดความลิงโลดยินดี หันไปร้องบอกต่อฝูงโจรภูเขาว่า "เป็นพวกมัน"

    ในฝูงโจรภูเขาส่งเสียงโห่ร้องว่าล่าแพะอ้วนได้แล้ว จากนั้นต้าอ๋องนั้นหันมาถามมู่ชิวสุ่ยที่คลุมหน้า "เจ้าเป็นผู้ใด? อีกคนหนึ่งเล่า?"

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า "นามของข้าพเจ้าหรือ? ท่านมิใช่คนมีชื่อเสียง ยังไม่คู่ควรถาม"

    ต้าอ๋องนั้นเดือดดาลเป็นการใหญ่ โจรภูเขาที่ด้านหลังก็ร่ำร้องด่าทอวุ่นวาย

    สองวันนี้พวกมันตั้งด่านสกัดจับผู้คนบนทางหลวง ทั้งส่งหน่วยสอดแนมออกตามหาหวังเทียนอี้และพวกทั้งสาม เมื่อวานคนตาสามเหลี่ยมที่ส่งไปยังหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนกลับมารายงานว่าพบเห็นคนในภาพวาดทั้งสาม มิหนำซ้ำชายฉกรรจ์หน้าดำยังถูกฟาดตาย ไม่นานให้หลังหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนก็ส่งคนมารายงานว่าควบคุมตัวผู้คนไว้แล้ว สร้างความยินดีแก่ต้าอ๋องยิ่ง วันนี้ตระเตรียมนำกำลังมาเพียงยี่สิบคน แต่ซือแหยไม่เห็นด้วย บอกว่าคนจดหมายของสองพ่อลูกตระกูลฉีคล้ายมีพิรุธ หากเป็นผู้คนธรรมดาต้องไม่ตั้งค่าหัวมากมายถึงเพียงนั้น กลัวว่าคนทั้งสามยากจัดการได้ เสนอให้นำกำลังมามากกว่านี้ ต้าอ๋องเห็นว่ามีเหตุผล พานระดมกำลังมาแปดสิบคน ทิ้งคนป่วยพิการสามสิบกว่าคนอยู่เฝ้าค่ายภูเขา

    มู่ชิวสุ่ยเห็นฝูงโจรภูเขาโกรธแค้นขึ้นมา จึงหันมาคิดกล่าววาจากับหวังเทียนอี้ กลับเห็นหวังเทียนอี้ขาสั่นพึ่บพั่บ รู้สึกน่าหัวร่อและน่าเวทนา จึงกล่าว "หากท่านอยู่ห่างจากศัตรูเพียงห้าก้าว ต้องมีความกล้าโถมออกไปห้าก้าว หลังจากนั้น ได้แต่พึ่งพาสัญชาตญาณและโชคช่วย หวาดกลัวไปก็เปล่าประโยชน์"

    หวังเทียนอี้งงงันวูบ หลังจากนั้นขาไม่สั่นแล้ว จึงหันไปผงกศีรษะต่อมู่ชิวสุ่ย ใช้มือขวาชักกระบี่ออกมา กล่าวว่า "คุณชายมู่ พวกเราบุกเถอะ"

    มู่ชิวสุ่ยเห็นหัวหน้ากลุ่มของโจรภูเขาสั่งให้โจรภูเขาโถมเข้ามาแล้ว จึงสะบัดมือขวาคราหนึ่ง ในมือก็ถือดาบสีดำปลอดเล่มหนึ่งมั่นพลันก้มศีรษะลงกล่าวกับหวังเทียนอี้ว่า "น้องเรา เราหลอกท่าน"

    หวังเทียนอี้เหลียวหน้ามาอย่างงุนงง ได้ยินมู่ชิวสุ่ยกล่าวว่า "เราบอกชื่อปลอมต่อท่าน เราไม่ได้เรียกว่ามู่ชิวสุ่ย หากแต่เรียกว่ามู่หยงชิวสุ่ย* หากท่านตกตายต้องจำให้มั่น"

    *มู่หยงเป็นแซ่สองตัว ชิวสุ่ยแปลว่ากระจ่างใส

    กล่าวจบสีหน้าท่าทีแปรเปลี่ยนจากคุณชายที่สูงสง่าเปี่ยมราศี กลับกลายเป็นผู้เหี้ยมหาญที่แฝงกลิ่นอายฆ่าฟัน จ่อดาบใส่ฝูงโจรภูเขา ขู่คำรามว่า "เด็กทั้งหลาย ตามเรามา" ในเสียงร้องชิงเสือกดาบเข้าหาฝูงโจรภูเขา

    หวังเทียนอี้ไม่มีเวลาขบคิดมากความ ร้องดังๆ ว่า "พี่น้องมู่หยง ข้าพเจ้าจะจดจำไว้" พลางโถมติดตามมู่หยงชิวสุ่ยไป

    .......................

    ยามนั้นท่านอาอวี่กับเด็กรับใช้ของมู่หยงชิวสุ่ยนามซื่อเจี้ยนซุ่มอยู่อีกฟากหนึ่งของภูเขา เพียงโผล่ศีรษะออกมาสังเกตการต่อสู้

    ซื่อเจี้ยนตัดพ้อว่า "คุณชายไฉนไม่สั่งให้พวกเราออกไปเข่นฆ่าฝูงโจรภูเขา? พวกเราทั้งสามบวกกับเด็กน้อยสำนักชิงเฉิงนั้น ต้องขับไล่โจรภูเขาจนแตกพ่ายไป" ฟังจากปากคำมันคล้ายตัดพ้อนายเหนือไม่ชักชวนมันไปร่วมงานเลี้ยงก็มิปาน

    ท่านอาอวี่กล่าวว่า "เด็กทารกเข้าใจอันใด? เจ้าเพียงเฝ้าดูว่าคุณชายตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ก็พอ ภารกิจของเจ้าคือหากเห็นว่าผิดท่า ก็ช่วยเหลือคุณชายพ้นจากวงล้อม"

    ท่านอาอวี่ความจริงคัดค้านมิให้มู่หยงชิวสุ่ยมาช่วยเหลือหวังเทียนอี้ เหตุผลมีเพียงข้อเดียวคือ มู่หยงชิวสุ่ยมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ไหนเลยเสี่ยงอันตรายได้

    แต่ว่ามู่หยงชิวสุ่ยไม่เห็นชนชั้นกเฬวรากเหล่านี้อยู่ในสายตา หากแต่คิดค้นหาความลับในตัวหวังเทียนอี้ ดังนั้นกล่าวว่า "เราขบคิดไม่เข้าใจ ศิษย์ที่สำนักชิงเฉิงอบรมออกมาล้วนอยู่ในระเบียบแบบแผน แม้แต่วิชาฝีมือพวกมันก็อยู่ในระเบียบแบแผน เหตุใดศิษย์กลุ่มอู้ที่ต่ำต้อยที่สุดของพวกมัน จึงกอปรด้วยคุณสมบัติของนักฆ่าชั้นแนวหน้าเช่นนี้?"

    ท่านอาอวี่กล่าวว่า "แล้วจะเป็นอย่างไร? ชนชั้นนักฆ่ามีราคาค่างวดอันใด พวกเราต้องการมากน้อยเท่าใดก็มีมากน้อยเท่านั้น"

    มู่หยงชิวสุ่ยยิ้มออกมา จากนั้นกล่าวเป็นเชิงอ้อนวอนว่า "เราตรวจสอบเส้นทางการค้าตลอดทาง ระหว่างนี้รอฟังคำสั่งจากทางบ้าน อยู่ว่างไร้เรื่องราว คิดยืดเส้นยืดเส้นสักครา โจรภูเขากลุ่มนี้เกิดจากการรวมตัวอย่างหลวมๆ ขอท่านอาอวี่ยึดถือว่าเรากำลังออกล่าสัตว์เถอะ"

    ท่านอาอวี่กล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า "แล้วกันไปเถอะ คุณชายเคยฝ่าดงดาบทลายทะเลเลือดมา นี่ไม่นับเป็นอย่างไรได้ คุณชายกระทำการตามอำเภอใจเถอะ"

    มู่หยงชิวสุ่ยกลับกำชับว่า "อย่าลืมจับตาดูความเคลื่อนไหวของหวังเทียนอี้"

    ......................

    ต้าอ๋องนั้นประกาศว่า "ฆ่าหนึ่งคนได้เงินรางวัลห้าร้อยตำลึง" ดังนั้นฝูงโจรภูเขาพกความกระเหี้ยนกระหือรือดาหน้าเข้าหาหวังเทียนอี้และมู่หยงชิวสุ่ย

    หวังเทียนอี้พอรับศึก ก็จำแนกอันใดไม่ออก ไม่มีเวลาหวาดกลัว กระทั่งเวลาขบคิดใคร่ครวญก็ไม่มี

    ศัตรูหนุนเนื่องมาดุจสายน้ำ ทุกทิศทางมีแต่ดงดาบภูเขาทวน หวังเทียนอี้ได้แต่อาศัยสัญชาตญาณที่ผ่านการฝึกฝนมานานปีเข้าต่อสู้ ห้วงสมองเพียงนึกถึงคำพูดของมู่หยงชิวสุ่ยที่ว่า "อย่าได้ถูกศัตรูล้อมเอาไว้" ดังนั้นบุกซ้ายทะลวงขวา เข่นฆ่าไปมา เพียงมุ่งไปยังที่ซึ่งผู้คนบางตา

    หวังเทียนอี้หลบหลีกทวนที่แทงปราดมายังหน้าอก ฟันมือกระแทกหอกยาวหักกลาง ยังไม่ทันจู่โจมใส่ศัตรูที่ด้านตรงข้าม ที่ด้านข้างก็ปรากฏดาบฟาดฟันมา จึงยกเท้าถีบศัตรูพ้นห่าง ทั้งครุ่นคิดยังไม่ครุ่นคิด ก็โถมไปทางขวา เอี้ยวตัวข้างกาย โถมไปยังอ้อมอกของโจรภูเขานั้น เสือกกระบี่แทงทะลุอกโจรภูเขาไป

    ยังไม่ทันถอนกระบี่ออกจากซากศพ ที่ด้านหลังก็บังเกิดเสียงลมแหวกฝ่าอากาศดังขึ้น หวังเทียนอี้ใช้กำลังข้อมือหมุนตัวดังขวับ สับเปลี่ยนตำแหน่งตนเองกับซากศพ ยึดถือซากศพของโจรภูเขาต่างโล่ เห็นปลายแหลมของหอกสามเล่มแทงทะลุอกของซากศพออกมา หวังเทียนอี้ส่งเสียงร้องก้อง อ้อมออกจากหลังซากศพ มือขวาดึงกระบี่ออกมา ฟันในระดับเสมออก ส่งคนใช้หอกทั้งสามขึ้นสวรรค์ จากนั้นกลิ้งตัวไปตามพื้นดินปรากฏดาบใหญ่สองเล่มฟันใส่พื้นที่ยืนอยู่เมื่อครู่จนหินดินกระเซ็นซ่าน

    ยามนั้นหน้าหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนปรากฏดินทรายคละคลุ้ง หมอกสีเหลืองอบอวล เสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงตะโกนร่ำไห้ดังระงม ชาวบ้านที่คุกเข่ากับพื้นล้วนปากอ้าตาค้าง กระทั่งปากยังหุบไม่ลง

    ท่านอาอวี่บนภูเขามองลงมา เห็นท่ามกลางหมอกเหลือง ชุดสีขาวของคุณชายตนเองสะดุดตาเป็นพิเศษ คล้ายมังกรขาวตัวหนึ่งอาละวาดอย่างดุร้าย ดาบสีดำในมือคล้ายเขี้ยวมังกรที่อ้าออกแล้วหุบลง บุกไปที่ใดไม่มีผู้ใดต้านติด

    ส่วนหวังเทียนอี้โซซัดโซเซไม่มั่นคง แต่ไม่หยุดยั้งที่จุดใดจุดหนึ่ง ลดเลี้ยวลัดเลาะอยู่ริมฝูงชน เข่นฆ่าศัตรูที่อยู่โดดเดี่ยว เป็นเหตุให้โจรภูเขาไล่กวดตามมา

    เหล่าโจรภูเขาถือดีที่มีพวกมาก หาหวาดหวั่นขลาดเขลาไม่ ยังคงไล่ล่าฆ่าฟันทั้งสอง เมื่อมองจากบนเขาลงไป ร่างของมู่หยงชิวสุ่ยกับหวังเทียนอี้คล้ายจุดสองจุดบนภาพไท่จี๋ (ไท้เก๊ก) ที่เคลื่อนไหวไม่หยุด ชักนำให้ภาพไท่จี๋ (ไท้เก๊ก) ขนาดใหญ่หมุนตามไป

    ยามนั้นบนร่างหวังเทียนอี้ถูกโลหิตกระเซ็นใส่ มันใช้กระบี่ฟันโจรภูเขาผู้หนึ่งเสียชีวิต ปรากฏโจรภูเขาห้าคนถือดาบดาหน้ามา มันความจริงคิดหมุนตัวไป ที่ด้านหลังพลันบังเกิดเสียงลมดังขึ้น คล้ายมีคนโถมจู่โจมจากทางด้านหลัง มันไม่ทันขบคิดใคร่ครวญ ก็บิดเอวหมุนตัวฟันกระบี่ไปทางขวาง กระบี่ยาวแหวกฝ่าอากาศดังแหลมเล็ก สภาวะกระบี่เกรี้ยวกราดรุนแรง หาดฟาดฟันถูก ต่อให้เป็นผู้คนสามคนยังถูกฟันร่างขาดเป็นหกท่อน

    คิดไม่ถึงคนผู้นี้เคลื่อนไหวดุจมัจฉากลางวารี ย่อกายลงมุดผ่านใต้กระบี่ พุ่งเฉียดผ่านข้างกายหวังเทียนอี้ไป สร้างความตื่นตระหนกแก่หวังเทียนอี้ยิ่ง ได้ยินเสียงหัวร่อของมู่หยงชิวสุ่ยดังพร้อมกับเสียงแผดร้องของโจรภูเขาพลางกล่าวว่า "น้องเรา เพลงกระบี่อันยอดเยี่ยม"

    หวังเทียนอี้ค่อยทราบว่าเมื่อครู่นี้ตนเองกลับฟันกระบี่ใส่มู่หยงชิวสุ่ย ยามนั้นไม่ทันขบคิดใคร่ครวญ หลาวแหลมเล่มหนึ่งก็แทงปราดมาจากด้านข้าง จึงเอี้ยวตัวฟันออกตามสภาวะ ตัวกระบี่เลียดด้ามหลาวไป แทงใส่หน้าอกท้องน้อยของฝ่ายตรงข้าม ฟันนิ้วมือของโจรภูเขาขาดพร้อมกับไส้พุงที่ทะลักออกมา

    ยังไม่ทันรั้งกระบี่กลับ หวังเทียนอี้ก็ต่อยหมัดใส่ใบหน้าโจรภูเขาที่ข้างกายผู้หนึ่ง พลังหมัดไม่ใช้ถึงที่สุด ก็รีบหดมือกลับ ดาบใหญ่ที่ฟันใส่แขนซ้ายของมันจึงฟันใส่อากาศธาตุ หวังเทียนอี้จึงใช้เท้าถีบหน้ามือดาบนั้น กลิ้งตัวไปตามพื้นหนึ่ง ฟันเท้าของโจรภูเขาที่โคมเข้ามาผู้หนึ่งขาดสะบั้น

    หวังเทียนอี้เพิ่งกระโดดปราดขึ้น ทวนยาวเล่มหนึ่งก็จ้วงแทงมายังท้องน้อย มันไม่ทันฟันคันทวน จึงใช้มือซ้ายตะปบคว้าตัวทวนไว้ ปลายแหลมของทวนก็กระทบถูกหน้าท้องตนเอง ทางด้านขวายังบังเกิดเสียงดาบดังขึ้น ดาบหัวตัดเล่มหนึ่งฉวยโอกาสฟาดฟันมา

    หวังเทียนอี้ขวางกระบี่ตั้งรับ ถึงแม้แผ่พุ่งพลังเข้าไป แต่ว่าสภาวะดาบดุร้ายยิ่ง ดาบกระบี่ของทั้งสองพอปะทะ กระบี่ของหวังเทียนอี้ก็หักกลาง หวังเทียนอี้ใช้มือซ้ายคว้าจับทวน ประลองกำลังกับโจรภูเขาที่ใช้ทวน มือขวาเสือกส่งกระบี่ขึ้นไป ใช้ตัวกระบี่หักและโกร่งกระบี่หนีบคมดาบไว้ จากนั้นกรีดวาดกระบี่หักเป็นวงโค้งลงยังเบื้องล่าง รั้งดึงดาบหัวตัดพ้นห่าง ต่อจากนั้นใช้กระบี่หักจากล่างขึ้นบน ฟันลำคอของมือดาบนั้น แล้วจึงฟันคันทวนหัก เสือกส่งมือดาบออก คันทวนครึ่งท่อนก็แทงใส่ท้องน้อยของโจรภูเขาที่ใช้ทวนนั้น

    พริบตาดุจประกายไฟ หวังเทียนอี้จัดการกับศัตรูสามคน แต่กระบี่มือขวาก็หักไป พานปรากฏหัวหน้ากลุ่มย่อยของโจรภูเขาผู้หนึ่งควบม้ามาถึง เสือกทวนหมายแทงใส่ หวังเทียนอี้คำรามก้อง ยกมือซ้ายชักกระบี่สำรองจากกลางหลัง อาศัยท่วงท่าชักกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ ฟาดฟันกระบี่ออก ฟันทวนยาวและร่างของหัวหน้ากลุ่มย่อยนั้นขาดเป็นสองท่อน ขณะที่ร่างท่อนล่างของหัวหน้ากลุ่มย่อยนั้นยังนั่งอยู่บนหลังม้า โลหิตและฟองเลือดทะลักออกจากร่างท่อนล่าง คล้ายกับว่าม้าบรรทุกกาน้ำที่เดือดพล่านกาหนึ่ง สะกดจนโจรภูเขารอบข้างแตกตื่นตะลึงลาน

    มู่หยงชิวสุ่ยก็เข่นฆ่าศัตรูที่ด้านข้าง แต่ว่ามันไม่ได้ใช้กำลังจนหมดสิ้น ทางหนึ่งฆ่าฟันศัตรู ทางหนึ่งยังมีเวลาสังเกตดูหวังเทียนอี้ ดังนั้นเห็นท่าจู่โจมด้วยมือซ้ายของหวังเทียนอี้ ยามเมื่อมองแต่ไกล เห็นหวังเทียนอี้ มือซ้ายถือกระบี่โชกเลือด มือขวากำกระบี่หักครึ่งท่อน ตลอดทั้งร่างถูกโลหิตของศัตรูชโลมจนแดงฉาน คล้ายกับเทพสังหารสีแดงองค์หนึ่ง ฝูงโจรภูเขาที่รายล้อมรอบเริ่มถอยร่นไปยังด้านหลัง มู่หยงชิวสุ่ยต้องครุ่นคิด 'เราดูคนไม่ผิด มันยามเผชิญศัตรูพวกมากสามารถป้องกันตัว ทั้งยังมีคุณสมบัติก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือ'

    พลันเห็นหวังเทียนอี้ซัดกระบี่ในมือซ้ายออกนอกวงล้อมศัตรู เหล่าโจรภูเขาที่เริ่มถอยร่นพอเห็นเช่นนั้น ก็เปลี่ยนเป็นฮือเข้าหาหวังเทียนอี้ซึ่งถือกระบี่หักครึ่งท่อน คล้ายฝูงสุนัขป่าคิดรุมทึ้งราชสีห์ที่ไร้เขี้ยวเล็บตัวหนึ่ง

    มู่หยงชิวสุ่ยชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง ร้องตะโกนข้ามฝูงโจรภูเขาต่อหวังเทียนอี้ว่า "ท่านเสียสติแล้ว"

    หวังเทียนอี้ที่ถือกระบี่หักครึ่งท่อนตกอยู่ในดันตราย กระบี่หักของมันเพียงยาวกว่ามีดสั้นเล็กน้อย ได้แต่ปัดซ้ายป้องขวา ใช้ระดับความเร็วเข้าใกล้ฝ่ายตรงข้ามทำการฆ่าฟัน มันย่อตัวลงหลบรอดจากหอกยาว ปักกระบี่ใส่ท้องน้อยฝ่ายตรงข้าม แต่โจรภูเขาสองคนฟาดฟันดาบมา กระบี่หักของหวังเทียนอี้สั้นเกินไป ไม่กล้าต้านปะทะ ได้แต่กลิ้งตัวไปตามพื้นดินเป็นการหลบเลี่ยง

    มู่หยงชิวสุ่ยเห็นเช่นนั้นจึงคำรามก้อง เข่นฆ่ามาทางหวังเทียนอี้ ก่อนหน้านี้มันเพียงสู้อย่างฉาบฉวย อาศัยความเร็วปลิดปลงสังหารศัตรู ยามนี้ร้อนรุ่มคิดช่วยเหลือหวังเทียนอี้ เส้นทางที่ใช้จึงไม่วิ่งวนอีกต่อไป รู้สึกมีแรงต้านทานเพิ่มขึ้น ฝูงโจรภูเขาต้องการเงินรางวัลห้าร้อยตำลึง จึงรอบล้อมมู่หยงชิวสุ่ยเอาไว้ มู่หยงชิวสุ่ยก็เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางห่าอาวุธ มุ่งฆ่าศัตรูที่เบื้องหน้า แต่ว่าเข่นฆ่าขบวนหนึ่ง ปรากฏโจรภูเขาอีกขบวนหนึ่งหนุนเนื่องเข้ามา ดังนั้นได้แต่คืบเข้าใกล้หวังเทียนอี้ทีละก้าว

    ยามนี้หวังเทียนอี้รับบาดแผลหลายแห่ง ถึงแม้เป็นบาดแผลภายนอก แต่ก็แทบทนทานไม่ได้ ฝูงโจรภูเขาเห็นมันไม่มีอาวุธ จึงฉวยโอกาสโหมบุกอย่างดุดัน หวังเทียนอี้ได้แต่สู้เยี่ยงสัตว์จนตรอก ในที่สุดสบโอกาสเหมาะ ยกเท้าถีบยันใส่โจรภูเขาที่โถมเข้ามาผู้หนึ่ง หยิบยืมพลังพุ่งถอย ชนใส่อ้อมอกของโจรภูเขาที่ถือทวนยาวผู้หนึ่ง ย่อร่างต่ำลง มือขวายกชูกระบี่หักแทงย้อนไปด้านหลัง แทงใส่ลำคอศัตรูผู้นั้น

    แต่ขณะเดียวกันปรากฏศัตรูผู้หนึ่งถีบใส่ไหล่ซ้ายของมัน ถีบจนหวังเทียนอี้ล้มลงกับพื้น เห็นเท้าข้างหนึ่งอยู่ที่เบื้องหน้า พานไม่สนใจหอกยาวที่ทิ่มแทงลงมา ฟันกระบี่ใส่ข้อเท้าของเท้าข้างนั้น โจรภูเขานั้นแผดร้องด้วยความเจ็บปวด หงายร่างล้มลงพร้อมกับหอกยาว กระบี่หักก็ถูกกระดูกข้อเท้าหนีบไว้ พร้อมกับร่างที่ล้มหงายลงของมัน อาวุธเพียงหนึ่งเดียวของหวังเทียนอี้ก็หลุดลอยจากมือ

    โจรภูเขาสองคนจ้วงแทงหอกใส่หวังเทียนอี้โดยพร้อมเพรียง เห็นแน่ชัดว่าหวังเทียนอี้ไม่อาจรอดจากความตายแล้ว มู่หยงชิวสุ่ยแม้เข่นฆ่าถึงที่ซึ่งห่างจากหวังเทียนอี้เพียงสิบก้าว แต่ที่เบื้องหน้าปรากฏศัตรูกั้นขวาง จึงยื่นมือซ้ายคว้าจับข้อมือขวาของโจรภูเขาที่เสือกแทงดาบมา ดาบสีดำในมือซ้ายวูบขึ้นแวบหนึ่ง ก็ฟันแขนข้างนั้นออกมา มือขาดข้างนั้นยังถือดาบมั่น มู่หยงชิวสุ่ยก็โยนมือขาดพร้อมกับดาบใส่หวังเทียนอี้ ดาบเล่มนั้นปักฉึกใส่กลางหลังโจรภูเขาที่ถือหอกนั้น บนด้ามดาบยังติดมือขาดข้างหนึ่ง แต่โจรภูเขาอีกหนึ่งยังคงทิ่มแทงหอกใส่หวังเทียนอี้บนพื้นอย่างดุดัน

    ยามนั้นหวังเทียนอี้พลิกตัวขึ้นมาเปลี่ยนเป็นนอนหงาย พอดีเห็นปลายแหลมของหอกยาว รอบข้างยังมีโจรภูเขาถืออาวุธนานาชนิด ห้วงสมองมีความคิดเพียงหนึ่งเดียว 'เราต้องตายแน่แล้ว'

    ปลายแหลมของหอกนั้นทิ่มแทงถึงระดับสายตาของมันห่างเพียงสองนิ้ว พลันชะงักค้างไว้ หวังเทียนอี้เพ่งตามอง เห็นโจรภูเขาที่ยืนค้ำอยู่เหนือร่างล้มระทวยลงกับพื้น หากปรากฏเงาดำสายหนึ่งบดบังดวงอาทิตย์ไว้

    หวังเทียนอี้ตื่นตระหนกจนลืมความหวาดกลัว ใช้ท่อนแขนยันร่างไว้มองขึ้นไป เห็นร่างสูงใหญ่ของหลี่ต้าหนิวยืนอยู่ข้างกายของตน บดบังแสงอาทิตย์ไว้ ในมือถือค้อนเหล็กที่เปื้อนเลือด ต่อจากนั้นพื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือน คลื่นเสียงชนิดหนึ่งเคลื่อนตัวมาจากทางหมู่บ้านเตี้ยนสือชุน

    ผู้คนที่กำลังฆ่าฟันล้วนหยุดชะงักลง แม้แต่มู่หยงชิวสุ่ยก็งงงันวูบ เนื่องเพราะชายฉกรรจ์ของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนฮือออกจากหมู่บ้านมา ปากร่ำร้องว่า "สู้ตายเถอะ" พลางถือหลาวแหลม จอบเสียม ไม้กระบองตลอดจนมีดหั่นผัก ก้อนหิน ตรงเข้ามาเข่นฆ่าฝูงโจรภูเขาเป็นการใหญ่

หนังสือแนะนำ

Special Deal