บทที่ 6 ขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

    "อย่าปล่อยให้พวกมันจากไป คุมตัวพวกมันส่งมอบต่อเขาเหลียนฮัว"

    ไม่ทราบเป็นผู้ใดส่งเสียงร้องออกมา พลันสะกิดความโกรธแค้นของชาวบ้านทั้งหมด ปรากฏสตรีหลายนางออกจากประตูบ้าน ขากลับมาก็นำมีดหั่นผัก เคียวเกี่ยวข้าวและจอบเสียมมาแจกจ่ายให้กับทั้งหมด

    จ้าวเฉียนเจี๋ยร้องว่า "ผู้เข้มแข็งเขาเหลียนฮัวเป็นเรื่องราวใด? พวกเราช่วยเหลือเจ้าสาว พวกท่านกลับปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้"

    ชาวบ้านทั้งหลายทั้งตำหนิทั้งด่าทอวุ่นวาย หวังเทียนอี้และพวกค่อยทราบว่าหมู่บ้านแห่งนี้เรียกว่าเตี้ยนสือชุน (หมู่บ้านหินรองหนุน) ภูเขาเหลียนฮัวอยู่ห่างจากที่นี้ประมาณยี่สิบลี้ และอยู่ติดกับทางหลวง เมื่อสามปีก่อน บนเขาซ่องสุมด้วยโจรร้อยกว่าคน เรียกตัวเองเป็นสองร้อยผู้เข้มแข็ง เที่ยวปล้นชิงทรัพย์พ่อค้าที่ผ่านมา ทั้งสร้างความเดือดร้อนแก่หมู่บ้านใกล้เคียงทั้งเจ็ดแห่ง บีบบังคับให้ส่งมอบเสบียงและสัตว์เลี้ยง ชาวบ้านใดแข็งข้อก็ถูกฆ่าตาย บ้านใดมีหญิงสาวต่างอพยพหลบหนี หาไม่ก็ให้หญิงสาวแต่งตัวเป็นชาย ทั้งถูทาเถ้าถ่านบนใบหน้า

    ปรกติแล้วทางหมู่บ้านไม่กล้าจัดงานมงคล กลัวว่าโจรร้ายมารังควาน แต่นับแต่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นต้นมา หมู่บ้านเตี้ยนสือชุนจัดส่งเสบียงไป เหล่าโจรภูเขาก็ไม่ได้ย่างกรายมา หลี่ต้าหนิวจึงรุดไปสู่ขอหญิงสาวที่หมู่บ้านติดกันมาเป็นภรรยา หลี่ต้าหนิวผู้นี้เป็นช่างตีเหล็ก มีฐานะมั่นคง ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงยุยงให้จัดงานเลี้ยงมงคลสมรส คิดไม่ถึงโจรภูเขากลับสืบเสาะมา หนึ่งในสองยังเสียชีวิตในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้ความสุขกลายเป็นความเศร้า

    หวังเทียนอี้รับฟังจนขุ่นแค้นแน่นอก เห็นชาวบ้านที่อ่อนแอกล่าวโทษพวกมัน ราวกับว่าผู้ที่กระทำความผิดเป็นตนเอง แต่ว่าเมื่อประสบเหตุเช่นนี้ ตนเองไหนเลยนิ่งดูดายได้? หรือจะปล่อยให้โจรร้ายหยามย่ำยีเจ้าสาวต่อหน้า? อย่างนั้นตนเองฝึกฝีมือเพื่อประโยชน์อันใด?

    หวังเทียนอี้อัดอั้นสุดทนทาน พลันชักกระบี่ออก สร้างความแตกตื่นแก่ชาวบ้านที่ถือจอบเสียมจนถอยห่างออกไป มันสืบเท้าไปสองก้าว จนถึงหน้าโต๊ะกลมที่ถูกชายฉกรรจ์หน้าดำนั้นผลักล้มลง ฟาดฟันกระบี่ออก ขณะที่ฟันผ่านหน้าโต๊ะกลับปราศจากสุ้มเสียงเสียดสีอันใด ปลายกระบี่ก็ตกถึงพื้น โต๊ะกลมก็ยังคงเอนเอียงอยู่ในลักษณะเดิม หลังจากนั้นพื้นโต๊ะค่อยแยกออกเป็นสองส่วนตกลงสู่พื้น

    ชาวบ้านที่ล้อมรอบหวังเทียนอี้คล้ายพบพานผีสาง พากันร้องคำ "มารดาของเรา" จางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยก็สบตากันวูบ ต่างเห็นแววตาอันตื่นตระหนกของอีกฝ่าย ในใจบังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น 'ที่แท้เทียนอี้ร้ายกาจถึงเพียงนี้'

    หวังเทียนอี้พอฟันกระบี่ระบายความอัดอั้นในอกออกไป สมองก็กลับกลายเป็นขาวว่างเปล่า จนกระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านนั้นกล่าวว่า "แขกผู้มีเกียรติ ท่านมีฝีมือยอดเยี่ยมนัก หมู่บ้านเราไม่อาจรั้งตัวจอมยุทธ์ท่านได้ โจรภูเขาคงต้องฆ่าพวกเราระบายโทสะ เราในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ หากจอมยุทธ์ท่านคิดไปจากที่นี้ ก็ฝากกระบี่ที่ตำแหน่งนี้เถอะ" พลางแบะปกเสื้อออก เผยเห็นแค่ช่วงคอที่ยืดยาว

    หวังเทียนอี้ก็เป็นคนฉลาด พอฟังทราบว่าทางหมู่บ้านคิดรั้งตัวพวกมันไว้ เพื่อส่งมอบต่อโจรภูเขา รักษาชีวิตของคนในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้เห็นวิชาฝีมือของมัน ทราบว่าทางหมู่บ้านรั้งตัวมันไม่ได้ หากมันผละจากไป เหล่าโจรบนเขาเหลียนฮัวต้องใช้เลือดล้างหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนเป็นการแก้แค้น หัวหน้าหมู่บ้านจึงคิดตายใต้กระบี่ของมัน ถือว่ามีคำว่ากล่าวต่อคนในหมู่บ้าน

    หวังเทียนอี้ความจริงหยามดูแคลนคนเหล่านี้หวาดหวั่นขลาดเขลา เห็นเจ้าสาวในหมู่บ้านถูกย่ำยียังไม่กล้า(คำหาย) แต่ยามนี้อดนับถือเลื่อมใส่ต่อคุณธรรมของหัวหน้าหมู่บ้านมิได้ จึงสอดกระบี่คืนฝัก ร้องดังๆ ว่า "ข้าพเจ้ากระทำการโดยวู่วาม ตอแยเภทภัยแก่หมู่บ้านท่าน แต่พวกท่านวางใจ ข้าพเจ้าเมื่อกระทำก็ขอรับผิดชอบ โดยไม่สร้างความลำบากแก่ผู้อื่น เราหวังเทียนอี้ขอสัตย์สาบานว่า ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากหมู่บ้าน เหล่าโจรภูเขาพอพบเห็นข้าพเจ้า ต้องไม่สร้างความลำบากแก่พวกท่าน หากข้าพเจ้าทวนคำสาบาน ขอให้ฟ้าลงทัณฑ์ แต่ทั้งหมดเห็นแล้วว่า คนลงมือคือข้าพเจ้า ผู้ที่ฆ่าโจรภูเขาก็เป็นข้าพเจ้า หามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกพ้องของข้าพเจ้าไม่ พวกท่านปล่อยพวกมันไป ข้าพเจ้ารั้งอยู่ก็พอ"

    คำพูดพอกล่าว ชาวบ้านที่ลานบ้านพากันโห่ร้องออกมา แม้แต่ที่เบื้องนอกก็บังเกิดเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี แสดงว่าชาวบ้านทั้งหมดพากันมาชุมนุมที่บ้านของหลี่ต้าหนิว

    จางชวนซิ่วเดินเข้ามา ไม่ทราบกล่าวกระไรดี เพียงกล่าวว่า "เทียนอี้ ท่านสู้โจรภูเขาร้อยกว่าคนไม่ได้"

    ตามคำเล่าลือ มือดีในบู๊ลื้มสามารถใช้หนึ่งคนต้านทานศัตรูนับร้อย แต่นี่เป็นวาจาเหลวไหล เมื่อต่อสู้ตะลุมบอน ก็ไม่คำนึงถึงกระบวนท่า หากทว่าเป็นดงดาบภูเขากระบี่ ต่อให้ท่านมีฝีมือเลิศภพจบพสุธา เมื่อตกอยู่ในวงล้อม ก็ไม่ต่างกับมดตัวหนึ่ง อย่าว่าแต่หนึ่งต่อร้อย เพียงศัตรูยี่สิบคนก็ยากรักษาชีวิตไว้ได้ ขณะที่ทั่วสี่ทิศแปดทางมีแต่อาวุธของศัตรู ต่อให้ท่านมีกระบวนท่าลึกล้ำกว่านี้ มีดาบกระบี่รวดเร็วกว่านี้ หรือว่าท่านสามารถเข่นฆ่าศัตรูทั้งซ้ายขวาหน้าหลังในคราเดียว?

    หวังเทียนอี้กล่าวตามตรงว่า "ข้าพเจ้าต้องทำเช่นนี้ หากข้าพเจ้าจากไป คนเหล่านี้ก็ต้องตาย"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยฉุดดึงมือหวังเทียนอี้ไว้ กล่าวว่า "พวกเราอยู่ช่วยเหลือท่าน"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้เป็นข้าพเจ้าก่อขึ้น พวกท่านรั้งอยู่รังแต่..." นึกถึงคำ "ตายเปล่า" ต้องสะท้านขึ้นคราหนึ่ง สุดท้ายไม่ได้กล่าวจากปากไป

    จางชวนซิ่วทอดถอนใจกล่าวว่า "หากว่าท่านไม่ลงมือก็ดี"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ข้าพเจ้ามิอาจไม่ลงมือ"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยก็กล่าวอย่างไม่พอใจว่า "ศิษย์พี่ พวกเราล้วนเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง เรื่องที่เทียนอี้กระทำเท่ากับเป็นพวกเราทั้งสามกระทำ ไม่ควรแบ่งเขาแบ่งเรา อย่างมากก็ตายด้วยกัน"

    จางชวนซิ่วหน้าแดงก่ำ กล่าวว่า "เราไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น"

    หวังเทียนอี้ก็กล่าวว่า "ข้าพเจ้าทราบว่าศิษย์พี่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่ว่าพวกท่านรั้งอยู่ไม่ได้ หากว่ารั้งอยู่ เฉียนเจี๋ยท่านรับบาดเจ็บ คงมีแต่ข้าพเจ้ากับศิษย์พี่รับมือศัตรู สุดท้ายก็เป็นเช่นเดียวกัน ไยต้องทิ้งชีวิตสองชีวิตให้กับโจรภูเขา?"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยนึกถึงมู่ชิวสุ่ยขึ้นมา กล่าวว่า "ศิษย์พี่ มิสู้ให้ข้าพเจ้ารั้งอยู่ ท่านหาม้าพาหนะรุดไปส่งข่าวต่อคุณชายมู่ ครั้งก่อนมันช่วยเหลือพวกเรา ครั้งนี้ไม่แน่ว่ามีหนทาง ถึงแม้พวกเราไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่เมื่อฝึกวิชาบู๊สมควรควบม้าเดินทางได้"

    จางชวนซิ่วก็กระโดดปราดขึ้นมา กล่าวว่า "ความคิดอันประเสริฐ"

    หวังเทียนอี้ขบคิดชั่วขณะแล้วกล่าว "พวกท่านไปด้วยกัน นำห่อผ้าข้าพเจ้าไปด้วย ถึงแม้คุณชายมู่เคยช่วยเหลือพวกเรา แต่เพิ่งรู้จักคบหากัน ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร"

    มันไม่ทราบว่ามู่ชิวสุ่ยเป็นคนเยี่ยงไร ต่อให้คิดคบหาพวกมันเป็นสหาย แต่ยามคับขันอันตรายไม่แน่ว่ายอมเสนอหน้า หากว่ามู่ชิวสุ่ยไม่มา จ้าวเฉียนเจี๋ยรั้งอยู่ที่นี่คงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา มิสู้ให้พวกมันจากไป

    หัวหน้าหมู่บ้านที่รับฟังอยู่ด้านข้าง พลันชูนิ้วหัวแม่มือต่อหวังเทียนอี้ กล่าว่า "เรายอมรับนับถือท่านแล้ว ตอนนี้ฟ้าใกล้มืดค่ำ เราจะส่งบุตรชายขี่ม้าไปยังเขาเหลียนฮัว บอกต่อโจรภูเขาว่ารั้งตัวท่านเอาไว้ เหล่าโจรภูเขาคงไม่ลงจากเขาทั้งยามวิกาล อย่างเร็วต้องเที่ยงวันพรุ่งนี้ค่อยมาถึง พวกท่านเมื่อไปขอกำลังหนุน สมควรรุดมาก่อนยามเที่ยง แต่ว่าพวกท่านต้องรีบมา หากชักช้าก็ไม่ทันการแล้ว"

    หวังเทียนอี้ขบคิดแล้วกล่าว "ท่านบอกต่อโจรภูเขาว่า พวกท่านจับตัวข้าพเจ้ามัดเอาไว้ รอให้พวกมันมารับตัวไป แต่ว่า ทำอย่างไรจึงหน่วงเหนี่ยวโจรภูเขาถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ ต้องขอความช่วยเหลือจากท่านแล้ว"

    หัวหน้าหมู่บ้านรับคำ เรียกตัวบุตรชายมา กำชับกำชาอยู่ครู่หนึ่ง บุตรชายของมันค่อยรีบรุดออกไป

    หวังเทียนอี้ก็ส่งมอบห่อผ้าต่อจางชวนซิ่ว เพียงหยิบฉวยกระบี่สำรองของตนเองจากภายในรถ ปากกล่าวว่า "พวกเราไม่ได้นอนทั้งคืน พวกท่านต้องระวังให้มากไว้"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า "ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าสามารถขับรถ ข้าพเจ้ากับศิษย์พี่จะผลัดกันนอนพักผ่อน"

    หวังเทียนอี้พลันลดสุ้มเสียง กล่าวกับจางชวนซิ่วว่า "ศิษย์พี่ หากข้าพเจ้าป่วยตาย"

    จางชวนซิ่วกุมมือหวังเทียนอี้ไว้ พลุ่งพล่านใจจนไม่อาจกล่าววาจาใดได้

    หัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามา เชื้อเชิญหวังเทียนอี้ไปพักผ่อนที่บ้านของมัน ทั้งสามลากรถเทียมลาออกจากลานบ้านของหลี่ต้าหนิวพร้อมกับหัวหน้าหมู่บ้าน เห็นที่เบื้องนอกชุมนุมด้วยผู้คน ทุกคนมองดูพวกมันอย่างร้อนรุ่มลนลาน

    หัวหน้าหมู่บ้านส่งเสียงกระแอม บอกต่อทั้งหมดว่าหวังเทียนอี้ขอรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำ คิดรั้งอยู่เพื่อบอกกล่าวกับโจรภูเขาให้กระจ่างชัด ทั้งหมดพอฟังพากันวิพากษ์วิจารณ์ดังอึงอล จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านขอให้ทั้งหมดเปิดทาง นำทั้งสามออกนอกหมู่บ้าน

    แต่แล้วที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า "ท่านผู้กล้ารอสักครู่" ทั้งห้าเหลียวหน้าไปอย่างงุนงง เห็นหลี่ต้าหนิววิ่งออกจากบ้าน เนื่องเพราะเมื่อครู่คุกเข่าโคกศีรษะ ดอกไม้แดงที่ติดคออยู่หน้าอกจึงแปดเปื้อนดินโคลน

    หลี่ต้าหนิวมาถึงข้างกายหวังเทียนอี้ ตะกุกตะกักอยู่ครู่หนึ่ง พลันคุกเข่าลงโขกศีรษะติดต่อกัน ร่ำไห้พลางร้องว่า "ท่านผู้กล้า พระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน เราหลี่ต้าหนิวขอจดจำไปชั่วชีวิต"

    ผู้คนในหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนก็คุกเข่าต่อหวังเทียนอี้ หวังเทียนอี้มองดูผู้คนที่คุกเข่าบนพื้น ในใจบังเกิดความรู้สึกที่อับจนปัญญา ทอดถอนใจคำหนึ่ง หันไปกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้านว่า "โปรดนำทาง"

 

    หลังจากส่งจางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยออกเดินทาง หวังเทียนอี้ก็ติดตามหัวหน้าหมู่บ้านไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน

    บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านเตี้ยนสือชุน จากคำบอกกล่าวของหัวหน้าหมู่บ้าน หวังเทียนอี้ทราบว่าหมู่บ้านนี้มีทางเข้าออกสี่สาย หากโจรภูเขายกกำลังมา ต้องมาทางเส้นทางตะวันออก

    ด้านตะวันออกของหมู่บ้านอยู่ติดกับภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านปลูกอิงภูเขา จากที่นี้สามารถเห็นภาพในมุมกว้าง นอกหมู่บ้านเป็นที่ราบแถบใหญ่ ในภูมิประเทศเช่นนี้ หากทำศึกกับเหล่าโจรภูเขา คงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา

    หัวหน้าหมู่บ้านชักนำหวังเทียนอี้เข้าบ้าน ปากกล่าวว่า "เราส่งคนไปสังเกตการณ์บนภูเขาเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามแล้ว หากโจรภูเขายกกำลังมา เราจะแจ้งต่อท่าน ท่านพักอยู่ที่นี้อย่างวางใจเถอะ"

    หวังเทียนอี้กล่าวขอบคุณ พอเดินเข้าลานบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ต้องสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง

    ที่ลานบ้านเต็มไปด้วยชาวบ้าน แต่ต่างกับที่บ้านของหลี่ต้าหนิวซึ่งมีทั้งบุรุษสตรี หากทว่าที่นี้ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ บ้างถือหลาวแหลม บ้างถือทวนพู่แดง ยังมีคนแบกจอบ หวังเทียนอี้ยังพบเห็นหลี่ต้าหนิว มันถือค้อนเหล็กเล่มหนึ่ง พอเห็นหวังเทียนอี้เข้ามาก็รีบก้มศีรษะลง

    หัวหน้าหมู่บ้านอธิบายว่า "หมู่บ้านเรามีชายฉกรรจ์ราวสองร้อยคน อีกสักครู่จะรุดมาทั้งหมด"

    หวังเทียนอี้ลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าว "พวกท่านคิดสู้รบกับโจรภูเขา? คนมากถึงเพียงนี้ไม่แน่ว่าจะสู้ได้"

    หัวหน้าหมู่บ้านพอฟัง ต้องหน้าแดงวูบ ตะกุกตะกักว่า "ไม่ เราเรียกพวกมันมาอารักขาท่าน"

    หวังเทียนอี้พอเห็นสีหน้าหัวหน้าหมู่บ้านก็เข้าใจกระจ่าง พวกมันกลัวว่าตนเองคิดหลบหนี จึงระดมกำลังชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านมา ที่นอกบ้านก็แว่วเสียงคนพลุกพล่าน คาดว่าล้อมบ้านหลังนี้เอาไว้แล้ว

    หวังเทียนอี้ไม่กล่าวกระไร เพียงบอกว่าฟ้าใกล้มืดค่ำ ตนเองหลังจากรับประทานอาหารแล้วจะเข้านอน หัวหน้าหมู่บ้านก็นั่งรับประทานร่วมกับมัน

    จากปากคำหัวหน้าหมู่บ้าน โจรภูเขาเรียกตัวเองเป็นสองร้อยผู้เข้มแข็ง แท้ที่จริงมีเพียงร้อยคนเศษ ส่วนใหญ่เป็นอันธพาลคนเกียจคร้านละแวกใกล้เคียง เมื่อสามปีก่อน บนเขาเหลียนฮัวปรากฏต้าอ๋อง* ผู้หนึ่ง ซ่องสุมกำลังยี่สิบกว่าคนคอยปล้นชิงทรัพย์พ่อค้าวาณิช ต่อมาเหล่าอันธพาลคนเกียจคร้านพากันขึ้นเขาไปสมทบ ทุกคนฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา คนในหมู่บ้านโดยรอบทั้งเจ็ดหมู่บ้านล้วนไม่กล้าตอแยด้วย

    *คำเรียกหัวหน้าโจร

    หลังอาหารค่ำ หวังเทียนอี้ขณะจะเข้านอน บุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านก็กระหืดกระหอบกลับมา หัวหน้าหมู่บ้านรีบถามว่า "ลูกเรา ต้าอ๋องบนเขาเหลียนฮัวบอกว่าอย่างไร?"

    บุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านหอบหายใจกล่าวว่า "ตอนที่เราขึ้นไปยังค่ายภูเขา ผู้เข้มแข็งที่หลบหนีจากหมู่บ้านเราเพิ่งไปถึง บนค่ายภูเขาจุดไฟสว่างไสว คล้ายคิดลงจากเขา เราจึงบอกต่อพวกมันว่า พวกเราจับตัวคนที่ฆ่าคนไว้ อีกสองคนกถูกพวกเราทุบตีทำร้ายบาดเจ็บ หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ดังนั้นเราขอให้ต้าอ๋องรอถึงวันพรุ่งนี้ค่อยลงจากเขา พวกเราจะร่วมมือกับผู้เข้มแข็งบนเขาเหลียนฮัวออกตามหาคน คาดว่าคงหาพบแน่นอน"

    หวังเทียนอี้กับหัวหน้าหมู่บ้านพากันถามว่า "พวกมันบอกว่าอย่างไร?"

    บุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่า "ต้าอ๋องบนเขาเหลียนฮัวขบคิดแล้วเห็นด้วย ดังนั้นเรากล่าวคำอำลาลงจากเขา เห็นบนค่ายภูเขาดับไฟหมดสิ้น คาดว่าวันพรุ่งนี้ค่อยมาถึง"

    หวังเทียนอี้กล่าวคำ "ประเสริฐ" คาดว่าจางชวนซิ่วและพวกปลอดภัยแล้ว

    หัวหน้าหมู่บ้านค่อยชักนำหวังเทียนอี้พร้อมด้วย "ผู้คุ้มกัน" ขบวนใหญ่มายังห้องข้างตะวันตก หัวหน้าหมู่บ้านถือเทียนไขผลักประตูเข้าไป หวังเทียนอี้พอติดตามเข้าไป เห็นห้องหับคับแคบ แต่เก็บกวาดสะอาดสะอ้าน ทั้งไม่มีหน้าต่าง มีเพียงหนึ่งโต๊ะหนึ่งเตียง บนเตียงปูผ้าปูที่นอน หลังคาห้องมุงด้วยหญ้าคาขาว

    หัวหน้าหมู่บ้านก้มศีรษะกล่าวว่า "หมู่บ้านชนบทซอมซ่อ ต้องลดตัวท่านลงมาพักอาศัย ขอให้หลับให้เต็มตา พรุ่งนี้จะได้มีกำลังวังชา" พลางวางเชิงเทียนลงบนโต๊ะ อำลาออกไป

    หวังเทียนอี้ปิดประตูลง ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านที่เบื้องนอกสั่งการให้ยืนยามตามจุดต่างๆ อดยิ้มมิได้ จากนั้นทอดถอนใจคำหนึ่ง

    มันไม่ได้นอนหลับพักผ่อนมาสองวันหนึ่งคืน จึงง่วงเหงาจนแทบลืมตาไม่ขึ้น จึงเป่าเทียนดับลง ล้มตัวลงบนเตียงทั้งเสื้อผ้า แต่บนเตียงคล้ายมีหนามแหลมคอยทิ่มแทง เพิ่งล้มตัวลงนอนก็ผลุนผลันลุกขึ้นนั่ง

    หวังเทียนอี้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยล่วงรู้สาเหตุความนัยว่า มันเกรงกลัวผู้คนบุกเข้ามายามวิกาลฆ่าตัวเองทิ้ง

    ดังนั้นมันย่องฝีเท้าลงจากเตียง จัดวางเชิงเทียนอยู่ข้างประตู อย่างนั้นต่อให้มันขัดกลอนประตู ผลักประตูเข้ามา ก็ต้องชนเชิงเทียนล้มลง หลังจากนั้นจัดผ้าปูที่นอนเป็นรูปคน ใช้ผ้าห่มคลุมทับไว้ ขบคิดแล้วยัดฝักกระบี่ของกระบี่เล่มหนึ่งอยู่ใต้หมอน จนดูไปคล้ายคนผู้หนึ่งนอนหนุนกระบี่อยู่

    มันเคาะผนังศิลาที่เย็นเฉียบ เงยหน้ามองดูหญ้าคาขาวนหลังคา คาดว่าหากเกิดปัญหาจะทลายหลังคาออกไป

    สุดท้ายมันก็ดึงผ้าปูที่นอนชั้นสุดท้ายลงมาปูที่ใต้เตียง ค่อยโอบกระบี่สองเล่มมุดไปยังใต้เตียง

    หวังเทียนอี้นอนบนพื้นหินเย็นเฉียบ มือขวากำกระบี่ที่ปราศจากฝัก เบิ่งตามองแผ่นไม้ปูเตียงเหนือระดับสายตา นึกถึงบิดามารดา ครุ่นคิดว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จากนั้นวกกลับมาที่เหตุการณ์ในวันนี้ หวนนึกถึงตนเองปราศจากเพื่อนพ้อง ต้องนอนอยู่บนพื้นหมู่บ้านที่ไม่คุ้นเคย เป็นความเปลี่ยวเหงาถึงเพียงไหน

    ยามตอนกลางวันมันอยู่ท่ามกลางผู้คน มีการแสดงออกที่องอาจ ทั้งกล้าทำกล้ารับ แต่ตอนนี้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง มิต้องปั้นสีหน้าเป็นลูกผู้ชายชาตรี ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากที่เด็ดเดี่ยวอีกต่อไป หวังเทียนอี้ต้องสะอึกสะอื้นไห้เบาๆ ส่งเสียงเรียกหา "ท่านแม่...ท่านพ่อ..." ในลำคอ หลังจากปาดเช็ดน้ำตาที่ทะลักจากเบ้า ก็บังคับตัวเองไม่ครุ่นคิดอีก ปล่อยให้สมองขาวว่างเปล่า ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าที่สะสมมานานพลันแล่นจู่โจมเข้ามา สุดท้ายเคลิ้มหลับไปโดยเร็ว

    ไม่ทราบหลับใหลนานเท่าใด หวังเทียนอี้ค่อยถูกสุ้มเสียงหนึ่งปลุกตื่นขึ้นมา เป็นหัวหน้าหมู่บ้านร้องเรียกที่เบื้องนอกว่า "หวังจั่งซื่อ (ผู้กล้าแซ่หวัง) ...ฟ้าสางสว่างแล้ว ท่านตื่นแล้วหรือไม่?"

    หวังเทียนอี้ลืมตาเล็กน้อย เมื่อมองจากใต้เตียงออกไป ค่อยพบว่าฟ้าสางสว่างแล้ว จึงรีบมุดออกจากใต้เตียง ร้องบอกว่า "ตื่นแล้วๆ ท่านรอสักครู่" จากนั้นดึงผ้าปูที่นอนกับกระบี่จากใต้เตียง จัดแจงเตียงนอนคราหนึ่ง

    ค่ำคืนฤดูหนาวเย็นเยือก หวังเทียนอี้นอนกับพื้นคืนหนึ่ง รู้สึกว่าใบหน้าและเท้าถูกแช่แข็งจนแทบหมดความรู้สึก บวกกับมุดเข้ามุดออกใต้เตียง จนผมเผ้าหน้าตามอมแมม จึงปัดฝุ่นละอองตามร่างกาย ทั้งจัดแจงผมเผ้า ขยับปากบังคับกล้ามเนื้อใบหน้า และกระทืบเท้าคราหนึ่ง ค่อยหยิบเชิงเทียนขึ้นมาตั้งโต๊ะ เปิดประตูห้องออก

    เห็นหัวหน้าหมู่บ้านกับหลี่ต้าหนิวยืนอยู่แถวหน้าสุด หัวหน้าหมู่บ้านขอบตาดำคล้ำ ดูท่าเมื่อคืนไม่ได้นอน จึงกล่าว "สร้างความลำบากแก่ท่านแล้ว"

    พลางหันทางหลี่ต้าหนิว ขณะจะกล่าวทักทาย กลับเห็นหลี่ต้าหนิวเบิ่งตามองดูมัน สีหน้าเปี่ยมแววตื่นเต้นสงสัย คล้ายกับใบหน้ามีสิ่งใดก็มิปาน

    หัวหน้าหมู่บ้านชิงกล่าวว่า "หวังจั่งซื่อ (ผู้กล้าแซ่หวัง) ขอเชิญท่านไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นรับประทานอาหารเช้ากัน"

    หวังเทียนอี้ผงกศีรษะรับ ติดตามหัวหน้าหมู่บ้านไปยังห้องกึ่งกลาง เห็นภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านยกอ่างเคลือบมาอ่างหนึ่ง จึงรีบยื่นมือรับมา

    ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านยังล้วงกระจกทองเหลืองบานหนึ่งจากออกเสื้อส่งให้ กล่าวว่า "หนูเอย มอบกระจกให้เจ้าส่องดู" นางเป็นสตรีชรานางหนึ่ง จึงเรียกหวังเทียนอี้เป็นหนูเอย

    หวังเทียนอี้รับกระจกทองเหลืองมาส่องดูค่อยพบว่าใบหน้ามอมแมมด้วยฝุ่นละออง บวกกับหลั่งน้ำตานองหน้า จึงปรากฏเป็นรอยน้ำตา กลายเป็นคนหน้าลายไป หวนนึกถึงสีหน้าอันตื่นเต้นสงสัยของหลี่ต้าหนิว แสดงว่าคงครุ่นคิดคาดเดาว่าตนเองหวาดกลัวจนร้องไห้ออกมา ถึงกับหน้าแดงจรดลำคอ

    หลังจากล้างหน้าล้างตา รับประทานอาหารเช้า อาทิตย์ก็ลอยสูงมากแล้ว หวังเทียนอี้ใช้สายรัดผูกกระบี่เล่มหนึ่งกับกลางหลัง สะพายกระบี่อีกเล่มหนึ่งที่ข้างเอวด้านซ้าย ค่อยติดตามหัวหน้าหมู่บ้านและพวกไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านด้านตะวันออก

    ระหว่างทางคนในหมู่บ้านเตี้ยนสือชุนพากันออกมา ชี้ชวนให้ชมดูหวังเทียนอี้ หวังเทียนอี้เดินนำหน้า หัวหน้าหมู่บ้านและหลี่ต้าหนิวกระหนาบอยู่ทางซ้ายขวา ที่ด้านหลังตามติดด้วยชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน ทุกคนถือหลาวแหลมและเคียวเกี่ยวข้าว สีหน้าล้วนประหลาดพิกล ก้มหน้าติดตามหลังหวังเทียนอี้และพวกทั้งสามอย่างเงียบงัน

    หวังเทียนอี้ออกจากปากหมู่บ้านไม่กี่ก้าวก็หยุดยั้งลง มองดูที่ราบเบื้องหน้า จากนั้นหันมากล่าวกับหลี่ต้าหนิวว่า "น้องต้าหนิว ท่านวางค้อนเหล็กลงพักผ่อนสักครู่เถอะ ข้าพเจ้าจะไม่หลบหนีไป"

    หลี่ต้าหนิวถูกมันเปิดเผยความในใจ ถึงกับหน้าแดงก่ำ ไม่อาจกล่าววาจาใดได้

    หัวหน้าหมู่บ้านที่ด้านข้างร้องว่า "หวังจั่งซือ (ผู้กล้าแซ่หวัง) บอกให้เจ้าวางลงก็วางลง มันเป็นยอดนักสู้ผู้กล้า เจ้าถือค้อนเหล็กที่ใช้ตีเหล็กไว้ทำอะไร? ยังกลัวผู้อื่นหลบหนีไปหรือ?"

    หวังเทียนอี้ยิ้มเล็กน้อย พานทรุดนั่งลงกับพื้น หัวหน้าหมู่บ้านก็นั่งตาม ชาวบ้านโดยรอบก็เช่นกัน ทั้งหมดต่างนั่งรอโจรภูเขายกกำลังมา

    พลันเห็นชาวบ้านที่สังเกตการณ์บนภูเขาเล็กๆ นั้นวิ่งปราดลงมา ร้องดังๆ ว่า "มาแล้ว มาแล้ว"

    พริบตานั้นทุกผู้ทุกคนผุดลุกขึ้นมา เห็นเส้นขอบฟ้าที่ห่างไกลปรากฏควันเหลืองกลุ่มหนึ่งลอยขึ้น ต่อจากนั้นเห็นเงาคนและมาอย่างเลือนราง ไม่นานก็เห็นโจรภูเขาเหล่านั้นอย่างถนัดชัดตา ผู้คนส่วนใหญ่เดินเท้ามา ตรงกลางมีม้าแปดเก้าตัว ขบวนคนและม้าก่อกวนจนดินเหลืองคละคลุ้ง คล้ายหมอกสีเหลืองห่อหุ้มโจรภูเขาไว้ จำแนกไม่ออกว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใด มีแต่ประกายอาวุธสีขาวสะท้อนแสงวูบวาบจับตา

    หัวหน้าหมู่บ้านเหลียวมองไปทางด้านหลัง ไม่เห็นผู้ช่วยของหวังเทียนอี้รุดมา ขณะจะสอบถามหวังเทียนอี้ พลันอุทานดังเอ๊ะออกมา

    หวังเทียนอี้พบว่าที่ด้านข้างมีสภาพผิดปรกติ พอกวาดตามองตามสายตาหัวหน้าหมู่บ้านลงยังเบื้องล่าง ถึงกับหน้าแดงฉานสดใส ที่แท้สองขาของตัวเองสั่นพึ่บพั่บตลอดเวลา

    เมื่อพบเห็นโจรภูเขา มันก็หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา หัวใจเต้นแต่ละครั้งคล้ายกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรง สองเท้าจึงสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจข่มกลั้น

    ชาวบ้านที่อยู่ทางด้านหลังกระจายข่าวออกไป จากแถวหน้าถ่ายทอดถึงด้านหลังว่า "จอมยุทธ์เยาว์วัยตอนนี้ขาสั่นเทิ้มแล้ว"

    แต่ว่าทั้งหมดไม่ได้หัวร่อเยาะ มีแต่เสียงทอดถอนใจ

    หลี่ต้าหนิวปล่อยค้อนเหล็กลง นั่งยองๆ กับพื้น สองมือกุมศีรษะร่ำไห้ออกมาว่า "เราไยต้องแต่งงาน เราแต่งงานอันใด เราไม่ใช่คน เราเป็นตัวบัดซบ" จากนั้นตบหน้าตัวเองติดต่อกัน

    หวังเทียนอี้ก็เจ็บปวดใจ ขณะจะก้มกายลงฉุดดึงหลี่ต้าหนิว บนภูเขาเล็กๆ พลันบังเกิดเสียงหัวร่อดังยาวนาน สุ้มเสียงหนึ่งดังว่า "เรามาแล้ว"

หนังสือแนะนำ

Special Deal