บทที่ 5 ผู้สูงศักดิ์คลายวงล้อม

    ในดงไม้ข้างทางพลันบังเกิดเสียงปรบมือดังว่า "กระบี่ที่รวดเร็วนัก"

    หวังเทียนอี้อ้าปากหอบหายใจร้องถามว่า "ผู้ใดอยู่ภายใน? ออกมา" เมื่อครู่มันโถมทะยาน สะบัดกระบี่จู่โจม พอหยุดยั้งลงค่อยพบว่าตนเองเหน็ดเหนื่อยสาหัส เลือดลมพลุ่งพล่านปั่นป่วน กระเพาะขยักขย้อน หลั่งเหงื่อทั่วทั้งใบหน้า

    คนสวมเสื้อสีทึบสำหรับเคลื่อนไหวยามวิกาลผู้หนึ่งยกมือไพล่หลัง เดินทอดน่องออกจากในดงไม้ กล่าวว่า "คนชมดูเรื่องสนุกสนานผู้หนึ่ง"

    หวังเทียนอี้สำรวจดูคนผู้นี้ พบว่าหลังผ้าคลุมหน้าสีดำของมันทอประกายวาววับ จึงกล่าว "ท่านคือคุณชายมู่?"

    คนผู้นั้นส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า "ท่านดูออกได้อย่างไร?" คำพูดนี้เท่ากับยอมรับโดยดุษณี มันก้มลงมองดูการแต่งกายของตัวเอง พบว่าอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีดำที่ไม่สะท้อนแสง แม้แต่ฝักดาบของตนเองก็สวมถุงดาบสีดำไว้ ไม่ทราบว่าตัวเองเผยพิรุธที่ใด

    มู่ชิวสุ่ยปลดผ้าคลุมหน้าลงมา ยิ้มพลางถามว่า "น้องแซ่หวังดูออกได้อย่างไร?"

    หวังเทียนอี้ไม่ตอบคำ ชี้มือมาที่ลำคอตนเอง มู่ชิวสุ่ยยกมือลูบคลำ ที่สัมผัสถูกเป็นขนหนังอันอ่อนนุ่ม ต้องหัวร่อออกมา กล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ค่ำคืนอากาศหนาว ดังนั้นพันผ้าพันคอมา"

    หวังเทียนอี้ก็ยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า "คุณชายมู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นบุคคลเคลื่อนไหวยามวิกาลพันผ้าพันคอหนังเตียวดำ ภายในเมืองลู่อี้ คล้ายมีแต่ท่านที่แต่งกายเลิศหรูเช่นนี้ ดังนั้นคาดเดาว่าอาจเป็นท่าน"

    มู่ชิวสุ่ยหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า "คิดไม่ถึงท่านหลักแหลมถึงเพียงนี้ พบเห็นสิ่งหนึ่งก็ล่วงรู้ปรุโปร่ง"

    หวังเทียนอี้เห็นมือขวาของมู่ชิวสุ่ยถือหน้าไม้กะทัดรัดคันหนึ่ง พลันเข้าใจว่าเหตุใดม้าของฉีจวินจื้อจึงล้มฟาดลงแต่กลางคัน ต้องกล่าวว่า "ท่านเป็นคนยิงม้า?"

    มู่ชิวสุ่ยกล่าวราวไม่มีเรื่องราวใดว่า "นี่ลำบากเพียงยกมือเท่านั้น"

    จางชวนซิ่วพลันวิ่งมาทางด้านนี้ เห็นหวังเทียนอี้ยืนเผชิญกับคนชุดดำผู้หนึ่ง จึงร้องถามว่า "เทียนอี้ ไม่เป็นไรกระมัง?"

    หวังเทียนอี้ตอบว่า "ไม่เป็นไร ท่านนี้คือคุณชายมู่ที่ข้าพเจ้าเคยเอ่ยถึง"

    จางชวนซิ่วพอวิ่งเข้าใกล้ พลันสะดุดเสียหลักคราหนึ่ง จากนั้นเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ไปตามทางหลวง ต้องแผดเสียงร้องออกมา กระโดดโลดเต้นพลางร้องว่า "ข้าพเจ้าเหยียบถูกศีรษะ ข้าพเจ้าเหยียบถูกศีรษะแล้ว"

    หวังเทียนอี้ค่อยฉุกคิดว่าตนเองเป็นคนฟันศีรษะลงมา กล้ามเนื้อใบหน้าพลันสั่นกระตุกขึ้นมา

    มู่ชิวสุ่ยอดยิ้มมิได้ ส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า "เพิ่งฆ่าคนเป็นครั้งแรกกระมัง?" พลางฉุดดึงมือหวังเทียนอี้เดินเข้าหาซากศพของฉีจวินจื้อ ปากกล่าวว่า "ไม่ฆ่าอันธพาลร้าย รังแต่เป็นเภทภัย พวกท่านไม่ต้องใส่ใจ ในวงการนักเลงเป็นเรื่องปรกติธรรมดายิ่ง"

    พอเดินถึงข้างซากศพ มู่ชิวสุ่ยก็ล้วงชุดไฟอันหนึ่งออกมากวัดแกว่งจุดขึ้น ส่องดูโดยละเอียด หวังเทียนอี้กับจางชวนซิ่วเกิดความสงสัยอยากรู้ ชะโงกศีรษะมองดู เป็นปากแผลขนาดเล็กเท่าปากชามของฉีจวินจื้อยังปรากฏโลหิตไหลหลั่งออกมา ในสีแดงเจือปนด้วยสีขาว สีเขียว สีเหลือง สร้างความพะอืดพะอมแก่ทั้งสองจนฟุบร่างกับพื้นอาเจียนออกมา

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า "เมื่อครู่พวกท่านมิใช่อาจหาญยิ่งหรอกหรือ? ตอนนี้คล้ายกับว่าคนผู้นี้ถูกข้าพเจ้าฆ่าทิ้งก็มิปาน"

    หลังจากหัวร่อ หัวคิ้วของมันต้องขมวดเข้าหากันครุ่นคิดขึ้น กระบี่ฟันจากต้นคอออกทางลำคอ ปากแผลที่ต้นคอเรียบเสมอ รอยตัดบนกระดูกสันหลังก็เช่นกัน แสดงว่าฟันกระบี่ด้วยความรวดเร็วและมีพลัง ส่วนปากแผลที่ลำคอตะปุ่มตะป่ำ หมายความว่าขณะที่ฟันกระบี่ออกไม่ได้ควบคุมสภาวะให้ดี เพลงกระบี่ของคนผู้นี้ยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงล้ำสุดยอด แต่ว่าอายุยังเยาว์มีความสำเร็จถึงขั้นนี้นับว่าไม่ง่ายดาย โดยเฉพาะสามารถใช้กระบี่ทั้งซ้ายขวา ที่น่าประหลาดคือมันไฉนไม่อยู่กลุ่มเจี๋ยของสำนักชิงเฉิง?"

    ยามนั้นจ้าวเฉียนเจี๋ยประคองแขนซ้าย วิ่งกะโผลกกะเผลกมาทางด้านนี้ ร้องว่า "เทียนอี้ ศิษย์พี่ พวกท่านปลอดภัยดีหรือ?" มันอยู่ในรถได้ยินเสียงฆ่าฟันขาดหาย แต่ไม่เห็นหวังเทียนอี้กลับไป จึงรุดมาชมดู กลับเห็นซากศพนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ข้างทาง

    จางชวนซิ่วกล่าวว่าจ้าวเฉียนเจี๋ยไม่อาจทนดูได้จึงร้องห้ามปรามมิให้มันเข้ามา หวังเทียนอี้กลับเห็นบนซากม้าปักไว้ด้วยลูกธนูดอกเล็กๆ ต้องร้องโพล่งว่า "เป็นท่านจริงๆ"

    หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามระแวงสงสัยว่าอาหารที่ฉีจวินจื้อจัดหาให้มีพิษ แต่เข็มเงินทดสอบไม่ออกว่ามีพิษ ขณะเค้นสมองครุ่นคิด พลันปรากฏลูกธนูดอกเล็กๆ ที่ม้วนพันเศษกระดาษดอกหนึ่งยิงใส่ประตูรถ บนกระดาษเพียงเขียนคำ 'พิษผสม'

    ทั้งสามหารือเป็นเวลานาน เห็นว่าคนยิงธนูไม่มีความคิดประสงค์ร้าย เพียงกระตุ้นเตือนพวกมัน แต่ว่า คำ 'พิษผสม' นี้สมควรอธิบายอย่างไร?

    ภายหลังหวังเทียนอี้ฉุกคิดว่า ตอนอยู่ในโรงเตี๊ยมซื่อไห่ ไม่มีผู้ใดรับประทานสุราอาหารและน้ำดื่มถึงสามอย่าง ดังนั้นฉุกคิดขึ้น 'หรือว่ามันให้พวกเราผสมสุรา น้ำดื่มและอาหารเข้าด้วยกัน?'

    ดังนั้นหยิบชามใบหนึ่ง ทดลองผสมน้ำดื่ม สุราและเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งเข้าด้วยกัน พอปักเข็มเงินลงไป เข็มเงินพลันกลายเป็นสีดำ ที่แท้ของทั้งสามสิ่งพอผสมรวมกันค่อยเป็นพิษร้ายแรง

    ตอนนั้นทั้งสามหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา หวนนึกถึงหากพวกตนรับประทานอาหารเหล่านี้ลงไป คงกลับกลายเป็นซากศพสามซากแล้ว ทั้งสามเห็นว่าฉีจวินจื้อคิดอ่านวางแผนชั่วร้ายเช่นนี้ แสดงว่าไม่ปล่อยปละละเว้นพวกตน มิหนำซ้ำเถ้าแก่โรงเตี๊ยมคล้ายจงใจถ่วงเวลา ถึงยามเที่ยง ค่อยให้พวกตนออกเดิน จุดประสงค์คงคิดรอถึงคืนนี้ทำการเก็บศพพวกตนในท้องที่เมืองลู่อี้ ดังนั้นทั้งสามตกลงใจว่าหากต้องนั่งรอความตาย มิสู้เสี่ยงตายแหวกทะลุร่างแห จึงวางแผนซุ่มโจมตีในดงไม้ แยกย้ายกันซ่อนตัวไว้ ปรากฏว่าเข่นฆ่าสองพ่อลูกตระกูลนี้เป็นผลสำเร็จ

    เห็นลูกธนูขนาดเล็กที่ปักอยู่บนซากม้าเป็นชนิดเดียวกับลูกธนูที่ส่งสารเตือนภัยพวกมัน ดังนั้นหวังเทียนอี้ชักชวนจางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวขอบคุณมู่ชิวสุ่ย

    มู่ชิวสุ่ยกล่าวว่า "พวกท่านลงมือขจัดภัยให้กับชาวเมืองลู่อี้ ข้าพเจ้าไหนเลยนิ่งดูดายได้? นี่เพียงเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องจดจำใส่ใจ"

    เอ่ยถึงตอนนี้ ท่านอาอวี่กับเด็กรับใช้ของมู่ชิวสุ่ยควบขับม้ามาถึง ทั้งยังนำม้าเปล่ามาตัวหนึ่ง

    มู่ชิวสุ่ยทักทายพวกมันคำหนึ่ง ค่อยหันมาถามหวังเทียนอี้และพวกว่า "พวกท่านคิดจัดการกับซากศพเหล่านี้อย่างไร?"

    หวังเทียนอี้และพวกงงงันวูบ ที่แล้วมาเพียงได้ยินว่าเหล่านักสู้ผู้กล้าผดุงธรรมแทนฟ้า ประหารฆ่าคนต่ำช้า แต่ไม่เคยได้ยินนักเล่านิทานบอกว่าหลังจากฆ่าคนจะสะสางเรื่องหลังอย่างไร

    มู่ชิวสุ่ยมองดูคนทั้งสาม ยิ้มพลางกล่าวว่า "ที่นี้เป็นทางหลวง ไม่อาจทิ้งศพไว้ ผู้ตายนับสิบคน กรมเมืองลู่อี้ย่อมต้องรายงานขึ้นไป ถึงแม้คนที่พวกท่านฆ่าเป็นอันธพาลร้าย แต่ยังต้องเชิญพวกท่านไปสอบปากคำ ทั้งต้องเสาะหาพยานวัตถุ และพยานหลักฐาน จับจ่ายเงินออกไปราวสายน้ำ พวกท่านคิดคบหากับทางการหรือ?"

    ทั้งสามสั่นศีรษะโดยพร้อมเพรียง มู่ชิวสุ่ยจึงกระตุ้นเตือนว่า "ด้านหลังที่พักแรมของพวกท่านเป็นแม่น้ำลู่อี้ ตอนนี้อากาศอุ่นขึ้น ผิวน้ำแข็งเบาบางลง"

    หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามสบตากันวูบ พากันผงกศีรษะรับ ครั้นแล้วจางชวนซิ่งกับหวังเทียนอี้ลากดึงซากศพบนทางหลวงถึงริมแม่น้ำ ท่านอาอวี่กับเด็กรับใช้ช่วยพวกมันลากซากม้ามาด้วย หวังเทียนอี้อาเจียนที่ริมฝั่งสามครั้งสามครา จวบจนกระเพาะว่างเปล่า ได้แต่อาเจียนแห้งๆ

    ก่อนหน้านี้มันได้ยินว่าศิษย์พี่สังหารอันธพาลใด ในใจนึกนิยมเลื่อมใส หวนนึกถึงสักวันหนึ่งตนเองจะมีหน้ามีตาสักครั้ง แต่ยามนี้มันกลับลากดึงซากศพที่แข็งทื่อเย็นเฉียบไปศพแล้วศพเล่า ก็เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนซากศพเหล่านี้ยังเป็นคนมีชีวิตที่กระโดดโลดเต้น พอนึกถึงตอนนี้ก็อดอาเจียนมิได้ โดยเฉพาะตอนที่มือซ้ายหิ้วศีรษะของฉีจวื้นจื้อ มือขวาลากศพที่ไร้หัวของฉีจวิ้นจื้อไปยังริมแม่น้ำ ระหว่างทางถึงกับอาเจียนจนเลอะเทอะไปทั่ว

    ตอนนี้มันนั่งอยู่บนริมฝั่ง มองดูท่านอาอวี่ใช้ขวานสกัดผิวน้ำแข็ง ต้องสลัดคำ "จอมยุทธ์" จากห้วงสมอง ที่ผุดขึ้นแทนที่คือสภาพของซากศพและกลิ่นอันฉุนเฉียว

    เห็นท่านอาอวี่ยัดซากศพซากแล้วซากเล่าลงในผิวน้ำแข็ง มู่ชิวสุ่ยก็บงการเด็กรับใช้กับจ้าวเฉียนเจี๋ยจุดคบไฟ ใช้กิ่งไม้กวาดดินกลบคราบโลหิต หญ้าแห้งที่เปื้อนเลือดล้วนเผาทิ้ง หวังเทียนอี้ค่อยได้คิดว่าคนเหล่านี้ต้องเป็นนักเลงเก่าอันช่ำชอง

    หลังจากเสร็จเรื่อง หวังเทียนอี้และพวกล้อมรอบกองไฟ รับประทานอาหารที่มู่ชิวสุ่ยนำมา จางชวนซิ่วยังกล่าวว่า "คุณชายมู่ ต้องขอบคุณท่านที่ชี้แนะ เรื่องนี้ค่อยมีข้อยุติ"

    มู่ชิวสุ่ยกล่าววาจาน่าตระหนกว่า "ข้อยุติ? ไหนเลยง่ายดายเช่นนี้ เรื่องราวยังไม่ยุติ"

    เห็นทั้งสามตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นมา มันจึงโบกมือกล่าวว่า "ไม่ต้องตึงเครียดไป ค่ำคืนนี้ข้าพเจ้าสะกดรอยตามสองพ่อลูกตระกูลฉี แอบได้ยินพวกมันเอ่ยถึงเรื่องส่งจดหมายอันใด เมื่อยามเที่ยงก่อนที่พวกท่านจะออกจากโรงเตี๊ยม ฉีเหวินหลินก็ถือสิ่งของที่คล้ายเอกสารมอบต่อบ่าวไพร่คนหนึ่ง จากนั้นบ่าวไพร่คนนั้นขี่ม้าออกจากเมืองลู่อี้ ดูท่าตระกูลฉีคิดส่งจดหมายถึงผู้ใด ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่เป็นที่แน่ใจว่าต้องเกี่ยวข้องกับพวกท่านทั้งสาม

    หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามนิ่งเงียบงันไป ขณะที่ซุ่มโจมตี พวกมันเลือดลมระอุพลุ่งพล่าน ไม่ได้ใคร่ครวญอันใด แต่หลังการฆ่าฟัน โดยเฉพาะตอนจัดการกับซากศพทั้งสิบซาก นึกดูล้วนหวาดหวั่นขึ้นมา ถึงกับขาสั่นโดยไม่อาจข่มกลั้น

    ท่านอาอวี่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าว "พวกท่านอยู่ในวงการนักเลงนานกว่านี้ มีประสบการณ์เพิ่มพูน ก็ไม่มีเรื่องราวใดแล้ว"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยพลันถามว่า "ขอถามคุณชายมู่ทำอะไร?"

    มู่ชิวสุ่ยงงงันวูบ จากนั้นมองดูหวังเทียนอี้เกิดความลังเลขึ้นมา

    ท่านอาอวี่ทราบว่าคุณชายของตนต้องการทำความรู้จักกับหวังเทียนอี้กว่านี้ จึงใคร่ครวญว่าสมควรบอกความจริงหรือไม่ ดังนั้นชิงกล่าวว่า "คุณชายพวกเราประกอบอาชีพค้าวัตถุโบราณที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ แต่ว่าคุณชายพวกเราชมชอบวิชาบู๊ตั้งแต่เล็ก ตระกูลมู่เราก็มั่งมีเงินทอง จึงเชื้อเชิญครูมวยมีชื่อมาถ่ายทอดวิชาฝีมือ พวกเรามักคุ้มครองส่งโบราณวัตถุที่มีค่าควรเมือง ไหนเลยไม่มีวิชาป้องกันตัวได้?"

    มู่ชิวสุ่ยเห็นท่านอาอวี่กล่าวเช่นนี้ จึงหัวร่อฮาฮากล่าวว่า "ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้เอง"

    จ้าวเฉียนเจี๋ยกล่าวว่า "แต่ว่านามมู่ชิวสุ่ยคุ้นหูนัก ข้าพเจ้าคล้ายเคยได้ยินมา"

    มู่ชิวสุ่ยไม่ตอบคำ พลันกล่าวคำ "มาแล้ว" ผุดลุกขึ้นออกคำสั่งว่า "ซื่อเจี้ยน (ปรนนิบัติกระบี่) ลงมือ"

    เด็กรับใช้นั้นเคลื่อนไหวในบัดดล ใช้เชือกเส้นหนึ่งผูกติดกับต้นไม้ฝั่งตรงข้ามที่สูงถึงระดับเอว จากนั้นลากดึงอีกปลายหนึ่งไปหมอบซุ่มอยู่ในพงหญ้าแห้งทางด้านนี้ เส้นเชือกไม่ได้ดึงตึง หากแต่ทอดคดเคี้ยวอยู่บนพื้นราวกับซากงูตัวหนึ่ง

    หวังเทียนอี้กล่าวถามท่านอาอวี่ว่า "นี่เป็นอะไร?"

    ท่านอาอวี่กล่าวว่า "หวังเซี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์แซ่หวัง) ไม่เคยได้ยินคำเชือกคล้องม้ามาหรือ?"

    หวังเทียนอี้ค่อยเข้าใจในบัดดล จากนั้นจึงได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมา ต้องใจหายวาบครุ่นคิดขึ้น 'คุณชายมู่ผู้นี้มีโสตประสาทที่ปราดเปรียวนัก'

    มู่ชิงสุ่ยอาศัยความมืดเป็นเครื่องกำบังมองดูที่ข้างทางครู่หนึ่ง จากนั้นโบกมือบอกใบ้ว่าเป็นคนผู้นี้เอง

    ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังเร่งร้อน เพียงชั่วขณะก็มาถึง คนบนหลังม้าแต่งกายเช่นบ่าวไพร่ตระกูลฉี พอควบม้าเข้าใกล้ ค่อยเห็นกองไฟกับรถโดยสาร ต้องงงงันวูบ รั้งดึงม้าตามสัญชาตญาณ แต่ก็สายเกินการณ์ ซื่อเจี้ยนชิงดึงเชือกจนตึง ขาม้าจึงสะดุดถูกเส้นเชือก แต่เนื่องเพราะคนขับขี่ชะลอความเร็วลง ม้าพ่วงพีไม่ถูกเส้นเชือกเกี่ยวล้มลง เพียงหยุดยั้งที่กลางทางหลวง

    แต่ว่าคนบนหลังม้ากลับย่ำแย่แล้ว ม้าพอหยุดกึกลง มันก็ถูกสลัดเหวี่ยงลงจากหลังม้า เกลือกกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบ เพิ่งคืบคลานขึ้นมา ไม่ทันเห็นสภาพรอบข้างชัดตา ดาบที่หว่างเอวก็ถูกผู้คนกระชากดึงไป จากนั้นถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ตบจนมันหมุนคว้างออกไป

    มันยกมืออุดจมูกที่เลือดกำเดาไหลออกมา คุกเข่าลงกับพื้น พอเพ่งตามอง ค่อยพบว่ารอบข้างรายล้อมด้วยผู้คน ในจำนวนนั้นมีคนของสำนักชิงเฉิงที่ฟันมือคุณชายพวกมันอยู่ด้วย ถึงกับเข่าอ่อนระทวยลง ร่ำร้องว่า "นายท่านละเว้นชีวิต..."

    ท่านอาอวี่ถามว่า "ผู้ใดใช้เจ้าไม่จดหมายไป? เป็นฉีจวินจื้อหรือฉีเหวินหลิน?"

    บ่าวไพร่นั้นครวญครางพลางกล่าวว่า "เป็นคุณชายใช้ให้ผู้น้อยส่งไป แต่ผู้น้อยหาล่วงรู้เนื้อหาในจดหมายไม่"

    ท่านอาอวี่พานหยิบฉวยที่คีบถ่านไฟมาอันหนึ่ง กล่าวสำทับว่า "หากเจ้าไม่บอกความจริง เราจะคีบนิ้วมือของเจ้าจนแหลกไปทีละนิ้ว"

    บ่าวไพร่นั้นแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ได้แต่บอกความจริงออกมา วันนี้มันควบม้าเร็วขึ้นเขาซึ่งอยู่ระหว่างแดนต่อแดนของมณฑลทั้งสอง มอบจดหมายฉบับหนึ่งแก่หัวหน้าค่ายโจร ที่นั่นซ่องสุมด้วยโจรภูเขาร้อยกว่านาย สองพ่อลูกตระกูลฉีมักมอบหมายให้มันส่งข่าวต่อโจรภูเขา บางครั้งถึงกับจับมือกันปล้นชิงทรัพย์ของพ่อค้าวาณิชที่ผ่านทางมา

    หัวหน้าค่ายโจรไม่รู้จักหนังสือ จึงบอกให้ที่ปรึกษาบนค่ายอ่านให้ฟัง ใจความในจดหมายขอให้หัวหน้าค่ายโจรดักฆ่าผู้คนสามคน หากกระทำสำเร็จ สองพ่อลูกตระกูลฉีจะมอบเงินให้สามพันตำลึง ทั้งบอกว่าคนทั้งสามไม่มีผู้ใดหนุนหลัง ฝีมือพื้นเพธรรมดา เพียงแต่ขโมยเงินของตระกูลฉีไปห้าร้อยตำลึง ในจดหมายยังสอดภาพเหมือนสามใบ วาดรูปของหวังเทียนอี้และพวกทั้งสาม

    หวังเทียนอี้พอฟัง ต้องร้องอย่างโกรธแค้นว่า "ผู้แซ่ฉีกลับสุมหัวกับโจรภูเขา ก่อหวอดสร้างเภทภัย"

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า "วงการนักเลงฝ่ายขาวและดำ* ความจริงรวมหัวกันอยู่แล้ว ผู้แซ่ฉีกลัวว่าพวกท่านหนีรอดจากเงื้อมมือมัน จึงวางแผนสำรองเอาไว้" หวนนึกถึงฉีจวินจื้อหลอกแม้กระทั่งโจรภูเขา ต้องยิ้มออกมา

    *ฝ่ายขาวและดำหมายถึงพวกสัมมาชีพกับมิจฉาชีพ

    บ่าวไพร่นั้นตะกุกตะกักว่า "ตอนที่ผู้น้อยลงจากเขา หัวหน้าค่ายโจรเริ่มระดมกำลัง สั่งให้ลิ่วล้อออกตรวจสอบผู้คนสัญจร ทั้งตั้งด่านตรวจบนทางหลวง หัวหน้าค่ายโจรบอกว่าจะหยุดประกอบการค้า ขอกินแพะอ้วนมูลค่าสามพันตำลึงนี้ก่อน"

    หวังเทียนอี้และพวกทราบว่าไม่ประกอบการค้าหมายความว่าไม่ปล้นชิงทรัพย์ผู้อื่น หากแต่ดักรอพวกมันโดยเฉพาะ หวนนึกถึงฝ่ายตนมีคนรับบาดเจ็บ ไม่สามารถฆ่าฟัน ต่อให้สามารถ อาศัยผู้คนสามคนไหนเลยต่อกรกับโจรผู้ร้ายร้อยกว่าคนได้

    มู่ชิวสุ่ยกล่าวว่า "คนตระกูลมู่เรารอรับพวกเราอยู่ที่มณฑลชานตุง พวกท่านมิสู้ตามข้าพเจ้าควบม้าไปตามทางหลวง ฉวยโอกาสที่ค่ำคืนนี้พวกมันเตรียมการไม่แล้วเสร็จฝ่าด่านไป พอถึงมณฑลชานตุงก็ไร้เรื่องราวแล้ว"

    หวังเทียนอี้เหลียวดูจางชวนซิ่ว ถามว่า "ศิษย์พี่ ท่านขี่ม้าได้หรือไม่?"

    จางชวนซิ่วแบมืออย่างอับจนปัญญา บอกว่าไม่เคยฝึกขี่ม้า จ้าวเฉียนเจี๋ยก็เช่นกัน

    มู่ชิวสุ่ยอึ้งไปวูบ ตอนนี้ม้าพาหนะที่ตระกูลฉีควบขับมายังอยู่ครบถ้วน แต่หวังเทียนอี้และพวกขี่ม้าไม่เป็น ต่อให้ตอนนี้ฝึกขี่ม้าก็ไม่ชำนาญ หากระหว่างทางถูกซุ่มโจมตี อาจพลัดตกลงจากหลังม้า ประการสำคัญคือจ้าวเฉียนเจี๋ยรับบาดเจ็บไม่สามารถขี่ม้าได้

    ท่านอาอวี่กล่าวว่า "คุณชาย มิสู้ให้พวกมันอ้อมทางไป"

    มู่ชิวสุ่ยก็บอกต่อหวังเทียนอี้และพวกว่า หากเดินทางช่วงประมาณสองลี้ บนทางหลวงมีทางแยกทอดถึงหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านนั้นพอดีตั้งอยู่แดนต่อแดนของสองมณฑล เมื่อตัดผ่านหมู่บ้านเดินทางต่ออีกยี่สิบลี้จะกลับเข้าทางหลวง วิธีนี้จะหลีกเลี่ยงจากโจรผู้ร้าย หลังจากเข้าเขตมณฑลชานตุง มีเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง คนของตระกูลมู่พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมซึ่งมีอยู่เพียงแห่งเดียวภายในเมือง ตนเองจะรอพวกมันอยู่ที่นั้น

    จางชวนซิ่วเป็นตัวแทนทั้งหมดกล่าวขอบคุณมู่ชิวสุ่ย มู่ชิวสุ่ยกวาดมองบ่าวไพร่ตระกูลฉีซึ่งถูกซื่อเจี้ยนควบคุมตัวไว้แวบหนึ่ง จากนั้นผงกศีรษะต่อท่านอาอวี้

    หวังเทียนอี้ สังเกตเห็นเช่นนั้น ทราบว่ามู่ชิวสุ่ยคิดฆ่าบ่าวไพร่นั้น คนผู้นี้ไม่ได้พกพาอาวุธ เพียงทำหน้าที่ส่งสาร ดังนั้นไม่อาจหักใจทนเห็นมันถูกฆ่าตาย จึงกล่าว "คุณชายมู่ มันเพียงเป็นคนส่งสาร อย่าว่าแต่ไม่มีทีท่าคิดร้ายต่อพวกเรา ข้าพเจ้าเห็นว่ามิสู้ปล่อยมันไปเถอะ"

    มู่ชิวสุ่ยงงงันวูบ เห็นว่าหวังเทียนอี้ช่างสังเกตนัก ยามนั้นขบคิดแล้วกล่าวกับซื่อเจี้ยนว่า "ปล่อยมันไป แต่ยึดม้าเอาไว้"

    บ่าวไพร่นั้นเก็บกู้ชีวิตกลับมา จึงทั้งเกลือกกลิ้งทั้งคืบคลาน วิ่งกลับไปยังเมืองลู่อี้

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า "เทียนอี้ ท่านมีจิตใจดีงามนัก"

    ท่านอาอวี่ กล่าวสนับสนุนคำหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า "คุณชาย เราขี่ม้าไปกรุยทางให้กับเซี่ยงเกอ (พี่ชายอายุเยาว์) สำนักชิงเฉิงทั้งสามก่อน"

    มู่ชิวสุ่ยผงกศีรษะ ทั้งสองสบตาอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง

    ครั้นแล้วห้าคนที่เหลือปลดอานบังเหียนของม้าตระกูลฉีโยนลงแม่น้ำ ไล่ต้อนม้าไปยังท้องทุ่งฝั่งตรงข้าม จากนั้นทั้งหมดจุดคบไฟเดินไปตามทางหลวงอย่างช้าๆ

    หวังเทียนอี้ทำหน้าที่ต้อนลาเทียมรถ ทั้งหมดเดินทางไม่นาน ท่านอาอวี่ก็ควบม้าย้อนกลับมาร่วมขบวน หวังเทียนอี้พอพบหน้ามันจึงกล่าว "ท่านอาอวี่ สุดท้ายท่านฆ่าบ่าวไพร่นั้นกระมัง?"

    ท่านอาอวี่งงงันวูบจึงยิ้มออกมา กล่าวว่า "เป็นไปได้อย่างไร? เรากับบ่าวไพร่นั้นเดินไปคนละทาง"

    มู่ชิวสุ่ยตัดบทท่านอาอวี่ว่า "ท่านดูออกได้อย่างไร?"

    หวังเทียนอี้กล่าวว่า "ม้าของท่านอาอวี่หลั่งเหงื่อตกกีบ จากที่นี้ถึงทางแยกนั้นทั้งไปและกลับเป็นระยะทางสี่ลี้ ม้าต้องไม่เหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ คาดว่ามันคงอ้อมทางเป็นวง รุดไปฆ่าบ่าวไพร่นั้น แล้วอ้อมทางกลับมา ยังมีข้าพเจ้าเห็นฝ่ามือของมันแปดเปื้อนดิน หลังจากที่สกัดผิวน้ำแข็งออก พวกเราต่างก็ล้างมือ มันพอกลับมาไฉนแปดเปื้อนดินได้?"

    ท่านอาอวี่ชูนิ้วหัวแม่มือ กล่าวว่า "เด็กร้ายกาจ ช่างสังเกตนัก"

    มู่ชิวสุ่ยหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวว่า "ท่านนึกถึงปัญหายุ่งยากหรือไม่? หากปล่อยให้บ่าวไพร่นั้นมีชีวิตรอดกลับไป พบว่านายผู้เฒ่าและคุณชายล้วนหายสาบสูญ จากนั้นฉุกคิดว่า พบเห็นจอมยุทธสำนักชิงเฉิงที่ริมแม่น้ำ ย่อมต้องนึกโยงว่าการหายสาบสูญของสองพ่อลูกตระกูลฉีมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกท่าน สองพ่อลูกตระกูลฉีเป็นอันธพาลร้ายจริง แต่พวกมันยึดครองเมืองลู่อี้หลายสิบปี แสดงว่าเป็นงูเจ้าถิ่นขนาดใหญ่ มีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ถี่ยิบ ท่านฆ่าพวกมันทิ้ง ชาวเมืองล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่ท่านทราบได้อย่างไรว่า พวกมันไม่มีญาติสนิทมิตรสหายคิดแก้แค้นให้กับพวกมัน? อย่าว่าแต่พวกท่านจะอย่างไรลงมือฆ่าคน ทางการย่อมต้องสอดมือเข้ามา"

    คำพูดอันยืดยาวเหล่านี้ สะกดจนหวังเทียนอี้อ้าปากค้าง แต่หวนนึกถึงแววตาที่แตกตื่นลนลานของบ่าวไพร่นั้น ต้องปลุกปลอบกำลังขวัญโต้แย้งว่า "พวกเราขจัดภัยให้กับส่วนรวม ผู้ใดบอกออกไปพวกเราหากลัวไม่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่สมควรฆ่าบ่าวไพร่นั้น มันหาได้จู่โจมต่อพวกเราไม่"

    มู่ชิวสุ่ยหัวร่อฮาฮาออกมา จากนั้นสลายรอยยิ้มกล่าวว่า "ท่านทราบหรือไม่ว่าบ้านเมืองปวดเศียรเวียนเกล้าต่อผู้ใดที่สุด? เป็นพวกท่านเอง นับแต่โบราณกาลมา 'ผู้กล้า ใช้วิชาฝีมือละเมิดข้อห้าม' ทุกคนไม่เคารพกฎหมาย ชำระบุญคุณความแค้นสมใจ หากว่ากระบี่รวดเร็วคือเหตุผล ยังมีกรมเมืองและราชสำนักไว้ทำอะไร?"

    หวังเทียนอี้แทบโต้เถียงไม่ออก หากยังกล่าวว่า "แต่ว่า...สำนักชิงเฉิงพวกเราเป็นค่ายสำนักใหญ่ หรือว่าไม่ปกป้องพวกเรา?"

    มู่ชิวสุ่ยย้อนถามว่า "ขอถามท่านเป็นบุตรชายเจ้าสำนักหรือ? ทุกปีกท่านทำกำไรให้กับเจ้าสำนักชิงเฉิงหลายหมื่นตำลึงหรือ? ท่านเป็นผู้อาวุโสที่ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิของสำนักชิงเฉิงหรือ? หากมีคนทวงถามท่านจากสำนักชิงเฉิง สำนักชิงเฉิงจะทำอย่างไร? ย่อมต้อง 'สละเรือรักษาขุน' อย่าว่าแต่เทียนอี้ ท่านยังห่างไกลจากหมาก 'เรือ' อย่างมากท่านเพียงเป็น 'เบี้ย' เล็กๆ ตัวหนึ่ง"

    หวังเทียนอี้หน้าซีดสลด ทอดถอนใจอย่างอ่อนแรง ได้แต่ยอมรับวิธีการของมู่ชิวสุ่ย

    ท่านอาอวี่กล่าวเสริมว่า "หวังเซี่ยวเกอ (พี่ชายอายุเยาว์แซ่หวัง) บ่าวไพร่นั้นบอกว่าตระกูลนฉีมักมอบหมายให้มันส่งข่าวต่อโจรภูเขา พอฟังก็ทราบว่าเป็นคนสนิทของสองพ่อลูกตระกูลฉี ปรกติช่วยกระพือความชั่วร้าย ฆ่าทิ้งไปหาเกินเลยไม่ หากว่าวันนี้ตอนที่พวกท่านซุ่มโจมตีสองพ่อลูกตระกูลฉี มีชาวบ้านผ่านทางมา เห็นท่านฆ่าฉีจวินจื้อ ท่านจึงยากที่จะตัดสินใจได้"

    หวังเทียนอี้ครุ่นคิดขึ้น 'หากเป็นชาวบ้านธรรมดาผ่านมา ไม่ฆ่าทิ้งอาจชักนำเภทภัยให้แก่สำนักชิงเฉิน หากว่าฆ่าทิ้ง ตัวเองก็ไม่ต่างกับสองพ่อลูกตระกูลนี้ ตัวเองควรตัดสินใจอย่างไร'

    นี่เป็นครั้งแรกที่มันทราบว่าอันใดเรียกว่า 'คนอยู่ในวงนักเลง ไม่เป็นตัวของตัวเอง' ต้องทอดถอนใจยาว เนิ่นนานยังไม่อาจกล่าววาจาใดได้

    ขบวนผู้คนเดิน พลางบังคับม้าเดินทางพลาง ในที่สุดยังคงบรรลุถึงทางแยกนั้น มู่ชิวสุ่ยกระโดดลงจากหลังม้า ประสานมือกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าไปก่อนก้าวหนึ่ง อย่าลืมไปหาข้าพเจ้าที่ตัวเมืองข้างหน้า"

    หวังเทียนอี้รีบคารวะตอบ จ้าวเฉียนเจี๋ยกับจางชวนซิ่วก็ออกจากรถมาร่ำลากัน

    มู่ชิวสุ่ยยิ้มพลางเดินออกมาหนึ่งก้าว ยื่นมือต่อหวังเทียนอี้ ขณะที่ทั้งสองสัมผัสมือกัน ทางด้านท่านอาอวี่ก็กุมมือจางชวนซิ่วไว้ หวังเทียนอี้พอสัมผัสมือกับมู่ชิวสุ่ย รู้สึกว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายคล้ายคีมคีบถ่าน หนีบมือของตนเองแนบแน่น ยามแตกตื่นลนลานรีบโคจรกำลังภายในต้านทาน พอเผชิญกับกำลังภายในของอีกฝ่าย พลังของมู่ชิวสุ่ยก็สูญสลาย ไร้แรงกดดันอีก จางชวนซิ่วที่ข้างกายถึงกับส่งเสียงร้องออกมา ดูท่าท่านอาอวี่ก็เกร็งกำลังภายในขึ้นเช่นกัน

    มู่ชิวสุ่ยหัวร่อฮาฮากล่าวว่า "น้องเราอย่าได้ถือสา พวกเราเกิดความเคยชินกลายเป็นสัญชาตญาณ"

    เสียงหัวร่อผ่อนคลายบรรยากาศอันกระอักกระอ่วนไป จากนั้นผู้คนทั้งสองขบวนโบกมือร่ำลา แยกย้ายสู่จุดหมายปลายทางของตน

 

    หวังเทียนอี้และพวกไม่ได้นอนทั้งคืน เดินทางไม่นานท้องฟ้าก็รุ่งสางสว่าง ทั้งสามกัดกินเสบียงกรังต่างอาหารเช้า จากนั้นเดินทางต่อ ขณะที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลอยขึ้นถึงเหนือศีรษะ ก็พบเห็นหมู่บ้านที่มู่ชิวสุ่ยเอ่ยถึง

    นี่เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีผู้คนราวห้าหกร้อยคน ทั้งสามแล่นรถเทียมลาเข้าหมู่บ้าน เห็นข้างทางเต็มไปด้วยเศษกระดาษของประทัด คล้ายกับมีงานมงคลอันใด

    หวังเทียนอี้ฉุดดึงตัวสตรีชรานางหนึ่ง สอบถามว่าสามารถค้างแรมคืนหนึ่งหรือไม่ เนื่องด้วยมีบทเรียนจากเมืองลู่อี้ มันจึงบอกว่าพวกตนเป็นพ่อค้าคิดเข้ามณฑลชานตุงไปจัดซื้อสินค้า ระหว่างทางมีคนพลัดตกลงจากรถขาหัก จึงคิดรีบรุดเดินทางไปหาหมอที่ตัวเมืองข้างหน้า ดังนั้นผละจากทางหลวง คิดไม่ถึงว่ามาถึงที่นี้

    สตรีชรานั้นกล่าวว่า "ที่แท้พวกท่านที่ผิดทาง วันนี้ประจวบกับหลี่ต้าหนิวในหมู่บ้านแต่งภรรยา จัดโต๊ะเลี้ยงแขก ตามกฎของที่นี้ แขกที่มายังหมู่บ้านต้องไปอวยพร เจ้าภาพก็ยินดีต้อนรับ มามามา" พลางฉุดลากทั้งสามไปยังบ้านที่จัดงานวิวาห์

    ที่หน้าประตูบ้านเต็มไปด้วยเศษกระดาษของประทัด บนประตูติดตัวหนังสือซังฮี้* ปรากฏผู้คนเข้าๆ ออกๆ ไม่ขาดสาย ฝ่ายต้อนรับเห็นหวังเทียนอี้และพวกทั้งสามเป็นคนแปลกหน้า จึงเข้ามาไต่ถาม พอทราบว่าเป็นแขกที่ผ่านทางมา ก็เชื้อเชิญทั้งสามเข้าร่วมงานเลี้ยง กระทั่งชื่อแซ่ยังไม่ถามไถ่

    *คำนี้ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว แปลว่าศุภมงคล

    เห็นลานบ้านของหลี่ต้าหนิวกว้างขวางยิ่ง ข้าวของเครื่องใช้ถูกเคลื่อนย้ายไปมุมกำแพง ด้านหน้าเป็นห้องหับปลูกติดกันสามห้อง เปิดประตูกว้างออก ที่ลานบ้านและภายในบ้านจัดโต๊ะสิบกว่าตัว นั่งไว้ด้วยชาวบ้านที่มาแสดงความยินดี

    ฝ่ายต้อนรับขอให้พวกมันรอสักครู่ จากนั้นวิ่งเข้าห้องกึ่งกลาง ไม่นานก็ปรากฏชายชราผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างยิ้มแย้ม บอกว่าตนเองเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน วันนี้เป็นวันมงคลของหลี่ต้าหนิว ผู้มาจากแดนไกลถือเป็นแขกเหรื่อ ขอเชิญร่วมฉลองด้วย

    หัวหน้าหมู่บ้านยังบอกให้เจ้าบ่าวออกมาคารวะพวกมัน เจ้าบ่าวรูปกายกำยำ เพียงแต่หน้าตาสัตย์ซื่อโง่งม ที่หน้าอกติดดอกไม้แดงช่อใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มดุจบุปผาบาน

    หวังเทียนอี้และพวกเห็นเจ้าภาพมีน้ำใจจึงนั่งลงดื่มกินร่วมกับชาวบ้าน ทั้งห่อเงินสิบตำลึงแสดงความยินดี เจ้าภาพตอนแรกไม่ยอมรับ แต่จางชวนซิ่วคะยั้นคะยอให้รับไว้

    ระหว่างดื่มกิน จางชวนซิ่วทอดถอนใจบอกว่าตนเองอายุยี่สิบแปดปียังไม่มีภรรยา หวังเทียนอี้กับจ้าวเฉียนเจี๋ยฉวยโอกาสสัพยอกหยอกล้อมัน ไม่นานให้หลัง ชาวบ้านรอบข้างเข้ามาคารวะสุรา พอทราบว่าทั้งสามคิดค้างแรมในที่นี้ ก็แย่งกันชักชวนให้ไปพักที่บ้านตนเอง

    ดื่มกินประมาณหนึ่งชั่วยาม หวังเทียนอี้และพวกทั้งสามล้วนอิ่มหนำสำราญ ขณะจะลุกขึ้นขอตัวไปนอนพักผ่อน คนที่รับแขกอยู่หน้าประตูพลันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ร้องว่า "ชุนจ่าง (หัวหน้าหมู่บ้าน) ผู้เข้มแข็งบนเขาเหลียนฮัวมาอีกแล้ว"

    คำ "เขาเหลียนฮัว" พอดัง งานเลี้ยงอันครึกครื้นสนุกสนานพลันเงียบกริบลง สร้างความสงสัยใจแก่หวังเทียนอี้และพวก ไม่ทราบเป็นเรื่องราวใด

    ยามนั้นหน้าประตูบ้านปรากฏคนแต่งกายเช่นนายพรานสองคนเดินเข้ามา ล้วนมีหน้าตาดุร้าย หว่างเอวสะพายดาบ คนหนึ่งตาสามเหลี่ยม แบกทวนเล่มหนึ่ง อีกคนหนึ่งหน้าดำ ลากกระบองสามแฉกด้ามหนึ่ง

    หัวหน้าหมู่บ้านนั้นรีบวิ่งออกจากห้องมา เชื้อเชิญให้นั่งลง ทั้งสองก็กระแทกนั่งลงที่ข้างโต๊ะซึ่งอยู่ใกล้กับประตูใหญ่ ผู้คนที่นั่งโต๊ะอยู่ก่อนพากันผุดลุกขึ้น ยืนชิดติดกำแพงบ้าน คล้ายมุสิกพบพานแมวก็มิปาน

    ชายฉกรรจ์หน้าดำมองดูอาหารบนโต๊ะ เห็นส่วนใหญ่เป็นผัก มีเนื้อไม่กี่ชิ้น จึงกระทุ้งศอกใส่ ล้มโต๊ะทั้งโต๊ะดังกราวใหญ่ สร้างความแตกตื่นแก่เด็กหลายคนจนร้องไห้โฮออกมา

    คนตาสามเหลี่ยมขู่คำรามว่า "ห้ามร่ำร้อง" บิดามารดาของเด็กเล็กรีบปิดปากบุตรหลานตัวเองไว้ คนตาสามเหลี่ยมกล่าวว่า "วันนี้เราสองผ่านทางมา เห็นในหมู่บ้านจัดงานมงคล จึงแวะมาแสดงความยินดี เรียกตัวเจ้าบ่าวออกมาให้เราชมดู"

    ยามนั้นหลี่ต้าหนิวยืนอยู่เบื้องหน้าชายฉกรรจ์ทั้งสองแล้ว หากทว่าแตกตื่นจนร่างสั่นนระริก คนตาสามเหลี่ยมผุดลุกขึ้น สำรวจดูหลี่ต้าหนิวกล่าวว่า "เจ้าบ่าวหล่อเหลานัก พวกเจ้าเห็นว่าใช่หรือไม่?"

    ผู้คนที่ลานบ้านไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำ มีแต่หัวหน้าหมู่บ้านรับคำคราหนึ่ง ชายฉกรรจ์หน้าดำถามว่า "เจ้าสาวเป็นคนในหมู่บ้านหรือ?"

    หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่ามิใช่ ชายฉกรรจ์หน้าดำยิ้มพลางกล่าวว่า "เจ้าบ่าวหล่อเหลาปานนี้ เจ้าสาวคงงดงามยิ่งกว่า ทั้งยังมาจากหมู่บ้านอื่น ท่านเจ้าบ่าว วันนี้เราสองเข้าหอส่งตัวแทนท่านเป็นอย่างไร?"

    หัวหน้าหมู่บ้านกับหลี่ต้าหนิวพากันร้องคำ "ไม่" คนตาสามเหลี่ยมบันดาลโทสะ ต่อยหมัดใส่หน้าอกหลี่ต้าหนิว หลี่ต้าหนิวเนื่องเพราะร่างกายแข็งแรง เพียงถอยกายไปหนึ่งก้าว สร้างความโกรธแค้นแก่คนตาสามเหลี่ยมกว่าเดิม ระดมต่อยหมัดใส่ศีรษะหน้าอกของหลี่ต้าหนิว หัวหน้าหมู่บ้านร้องบอกให้นอนลง หลี่ต้าหนิวค่อยกระแทกนั่งลงกับพื้น คนตาสามเหลี่ยมก็หยุดมือไว้

    หวังเทียนอี้พอฟังว่าโจรอุบาทว์ทั้งสองคิดเข้าหอส่งตัวแทนเจ้าบ่าว อดหยิบฉวยอาวุธมิได้ แต่จ้าวเฉียนเจี๋ยกับจางชวนซิ่วเพิ่งตอแยเรื่องราวที่เมืองลู่อี้ ยังหวาดหวั่นไม่คลาย จึงฉุดดึงมันเอาไว้

    ชาวบ้านที่ด้านข้างสามสี่คนก็ห้อมล้อมเข้ามาอ้อนวอนเขาว่า "นายท่าน นี่เป็นเรื่องของหมู่บ้านเรา หาเกี่ยวข้องกับพวกท่านไม่ พวกท่านรีบไปเถอะ อย่าได้สอดมือยุ่งเกี่ยว พวกท่านสามารถจากไป แต่พวกเรายังต้องมีชีวิตอยู่ที่นี้"

    ยามนั้นหลี่ต้าหนิวกับหัวหน้าหมู่บ้านพากันคุกเข่าโขกศีรษะต่อโจรร้ายทั้งสอง อ้อนวอนให้ปล่อยปละละเว้นภรรยาของหลี่ต้าหนิว ชายฉกรรจ์หน้าดำหัวร่อฮาฮากล่าวว่า "บนภูเขาเหลียนฮัวไม่มีแม่ไก่แม้สักตัวเดียว วันนี้เมื่อประสบพบเหตุ เพียงคิดเข้าหอส่งตัวแทนเจ้าสักครั้ง ยังกลัวอันใด?"

    คนตาสามเหลี่ยมไม่พูดจามากความ ใช้ทวนขีดวาดวงกลมรอบกายหลี่ต้าหนิวกับหัวหน้าหมู่บ้านที่คุกเข่าอยู่ กล่าวข่มขู่ว่า "หากพวกเจ้ากล้าพิรี้พิไร หรือเดินออกจากวงกลม อย่าได้โทษว่าพวกเราฆ่าพวกเจ้าทั้งครอบครัว"

    กล่าวจบเคาะประตูห้องหอเข้าไป ที่ลานบ้านมีชาวบ้านร้อยกว่าคน กลับไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง ทั่วทั้งลานบ้านมีแต่เสียงสะอึกสะอื้นของหลี่ต้าหนิว จากนั้นเจ้าสาวในห้องหอกรีดร้องออกมา ตามด้วยเสียงหัวร่อของโจรร้ายทั้งสอง หลี่ต้าหนิวต้องทิ้งมือทั้งสองจมลึกไปในดิน

    หัวหน้าหมู่บ้านทอดถอนใจยาวกล่าวว่า "ต้าหนิว เจ้าชะตาไม่ดี ยอมรับชะตากรรมเถอะ พวกมันจะจากไปโดยเร็ว"

    หวังเทียนอี้รับฟังถึงตอนนี้ ไหนเลยสะกดอดกลั้นสืบไปได้ พลันต่อยออกสี่หมัด กระแทกชาวบ้านที่สวมกอดร่างมันทั้งสี่คนปลิวกระเด็น จนบังเกิดเสียงร่ำไห้เสียงด่าทอดังระงม

    หวังเทียนอี้พุ่งตัวถึงหน้าประตู ประจวบกับชายฉกรรจ์หน้าดำได้ยินเสียงร้องเอะอะที่เบื้องนอก จึงด่าทอพลางเปิดประตูออกมา คิดชมดูว่าเป็นเรื่องราวใด แต่แล้วถูกหวังเทียนอี้เตะใส่หว่างขา ต้องแผดร้องพลางล้มฟุบลง จากนั้นหวังเทียนอี้กระทุ้งด้ามกระบี่ใส่ขมับมันอย่างดุดัน จบชีวิตของมันไป

    เมื่อมองเข้าไปภายในห้อง เห็นเจ้าสาวเพียงถูกกระชากดึงเสื้อผ้าลงมาถึงหัวไหล่ แสดงว่าคนร้ายยังไม่สมมาดปรารถนา

    ได้ยินเสียงกราวใหญ่ คนตาสามเหลี่ยมเปลือยร่างท่อนบนทลายหน้าต่างห้องออกไป หวังเทียนอี้จึงกระโดดตามติดออกไป ร้องว่า "อย่าได้ปล่อยให้โจรร้ายหนีรอดได้"

    พลันปรากฏคนผู้หนึ่งกอดเอวของหวังเทียนอี้ไว้ ร้องดังๆ ว่า "อย่าได้ทำร้ายคนของหมู่บ้านเรา" คนผู้นี้กลับเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้น

    ต่อจากนั้นปรากฏชาวบ้านที่แข็งแรงหลายคนรายล้อมหวังเทียนอี้ไว้ ยื้อยุดฉุดดึงเป็นพัลวัน หวังเทียนอี้ไม่อาจลงมือต่อชาวบ้าน จึงถูก "กัก" อยู่กลางลานบ้าน คนตาเหลี่ยมนั้นพอถึงหน้าประตูบ้านก็หันขวับมา ชี้หน้าด่าทอว่า "คนเดนตายจากที่ใด กลับกล้าแตะต้องเขาเหลียนฮัว..."

    พลันเห็นหวังเทียนอี้ถลึงมองมาอย่างโกรธแค้น จากนั้นกวาดมองจางชวนซิ่วกับจ้าวเฉียนเจี๋ยที่ถูกชาวบ้านพัวพันไว้ พลันหน้าแปรเปลี่ยนไป ร้องคำ "ที่แท้เป็นพวกเจ้า" ขาดคำสะบัดหน้าจากไป

    ชาวบ้านเห็นคนตาสามเหลี่ยมจากไป ค่อยปล่อยตัวหวังเทียนอี้และพวกทั้งสาม แต่ยังรายล้อมผู้คนเอาไว้ หัวหน้าหมู่บ้านหันไปตรวจดูอาการของชายฉกรรจ์หน้าดำนั้น พบว่าตายแล้ว ต้องหันมาชี้หน้าหวังเทียนอี้และพวก หลั่งน้ำตาออกมา กล่าวว่า "พวกท่านก่อเวรสร้างกรรมแล้ว"

    หัวหน้าหมู่บ้านพอหลั่งน้ำตา ชาวบ้านทั้งหมดก็ร่ำไห้ออกมา สะกดจนหวังเทียนอี้ยืนตะลึงลานกับที่

หนังสือแนะนำ

Special Deal