บทที่ 3 นวลนางเผชิญโลก (หน้า 4)

      ตั้งชุนฮี้กล่าวว่า

      “อย่างนั้นท่านตกลงรับข้าพเจ้าเป็นศิษย์แล้ว?”

      เจี่ยซิ้งไม่ตอบคำ ย้อนถามว่า

      “เจ้าคิดฝึกวิทยายุทธ์เพื่อประโยชน์อันใด?”

      “หมู่บ้านพวกเรามีโจรสลัดดุร้ายมากหลาย หากข้าพเจ้าฝึกวิทยายุทธ์ ก็ไม่กลัวโจรสลัดเหล่านั้นแล้ว”

       สีหน้าเจี่ยซิ้งปรากฏแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้มขึ้น หันไปกล่าวกับหญิงรับใช้คมขำว่า

      “เง็กเน้ย ปลดถ่ายสัมภาระลงมา เราไม่ออกเดินทางแล้ว”

      หญิงรับใช้นามเง็กเน้ย (บัวหยก) มองดูมันอย่างตื่นเต้นสงสัย เหลียวดูตั้งชุนฮี้ที่ผิวคล้ำหน้าตามอมแมม แต่ไม่แสดงความเห็นอันใดรับคำแล้วล่าถอยไป

      เจี่ยซิ้งเอนร่างพิงกับพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน เหยียดเท้าทั้งสองออก ช้อนตามองเพดานห้อง คล้ายจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด

      ตั้งชุนฮี้นั่งสำรวมแน่วนิ่ง ภายในห้องโถงเงียบสงบ คล้ายไม่มีคนอาศัยอยู่ก็ปาน

      ชั่วครู่ให้หลัง ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงปลดถ่ายหีบสัมภาระ ลำเยงกลับเข้ามาภายในตึก สรรพเสียงค่อยสงบลงทีละน้อย

      พลันปรากฏลมหอมหอบหนึ่งโชยเข้าห้องโถง สตรีนางหนึ่งเดินเข้ามา

      สตรีนางนี้แต่งกายเฉิดฉาย รูปกายอ้อนแอ้นสะคราญ ประกายตากลิ้งกลอกหยาดเยิ้ม พอเดินเข้าใกล้ตั้งชุนฮึ้ ก็เพ่งตาสำรวจมองนาง

      ตั้งชุนฮี้เห็นนางยิ้มพริ้มพราย ตั้งชุนฮี้แม้เป็นสตรี ยังชมดูจนงงงันวูบ

      สตรีงามกล่าวว่า

      “ฟังว่าเจ้าพอมาถึง บุตรสุดสวาทของเราก็ล้มเลิกความคิดเดินทางไกล”

      ตั้งชุนฮี้รับฟังจนตะลึงลาน ทั้งนี้เพราะสตรีงามนางนี้ดูไม่มีอายุสามสิบกว่าปี เจี่ยซิ้งก็มีอายุสามสิบเศษ นางไฉนมีบุตรชายเติบโตเพียงนี้

      ยามนี้อยู่ชิดใกล้ นางค่อยดูออกว่า ใบหน้าเจี่ยฮูหยินมีริ้วรอยของการแต่งหน้าอย่างเข้มข้น แต่หากไม่เพ่งพิจารณายากดูออก แสดงว่าความสามารถในการประทินพักตร์ของนางสูงส่งยิ่ง

      เจี่ยซิ้งกล่าวอย่างเกียจคร้าน

      “ผู้อื่นเป็นโกวเนี้ยใหญ่ที่เพิ่งมาจากชนบท ท่านอย่าได้ขู่ขวัญนางไป”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวว่า

      “เจ้าเป็นเช่นนี้ตลอดไป หรือไม่สามารถแก้ไขกลับกลาย?”

      เจี่ยซิ้งกระโดดปราดขึ้น กล่าวอย่างไม่พอใจว่า

      “ท่านคิดไล่ข้าพเจ้าไปหรือ?”

      “อย่าได้มีโทสะ เราเพียงต้องการให้เจ้าขยันขันแข็งกว่านี้ ประพฤติตัวดีกว่านี้  สมมติเช่นทารกหญิงนี้นั่งอย่างเรียบๆ ร้อยๆ น่ารักยิ่งนัก”

      “เราไม่มีวันขยันขันแข็งกับประพฤติตัวดีได้ ท่านหากชมดูเป็นที่ขัดตา เราจะไปในบัดดล”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า

      “เอาเถอะ พวกเราอย่าได้สนทนาถึงเรื่องเหล่านี้ ฟังว่าเจ้าคิดรับนางเป็นศิษย์ ใช่หรือไม่?”

      “ท่านคิดคัดค้านหรือ?”

      “เราเป็นมารดา ไม่อาจถามไถ่สักคำหรือ?”

      เจี่ยซิ้งทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ กล่าวอย่างเกียจคร้าน

      “มิผิด เราคิดรับนางเป็นศิษย์”

      เจี่ยฮูหยินล้วงกระดาษจากในแขนเสื้อใบหนึ่งตวัดมือขึ้น กระดาษแผ่นนั้นก็ลอยลิ้วไป ตกลงบนหัวเข่าของเจี่ยซิ้ง

      ตั้งชุนฮี้แม้ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ แต่เห็นกระดาษแผ่นนี้เบาหวิวไร้น้ำหนัก เจี่ยฮูหยินกลับซัดขว้างออกไป ตกลงบนหัวเข่าของเจี่ยซิ้งที่นั่งอยู่ห่างไปหกเจ็ดเชียะ วิชาฝีมือนี้ย่อมลึกล้ำยิ่ง แสดงว่าเจี่ยฮูหยินที่งามเฉิดแยมียอดวิทยายุทธ์ติดตัว

      เจี่ยซิ้งมองดูกระดาษแผ่นนั้นแวบหนึ่ง แค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า

      “เป็นอกปั่วเซียน (ครึ่งเซียนแซ่กอ) อีก”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวว่า

      “วิชาพยากรณ์ของเขาแม่นยำราวตาเห็น ฟังว่าเจ้าคิดเดินทางไกลก็ทำนายทายทักดู พบว่าการเสี่ยงทายไม่กระจ่าง ยากสำเร็จกิจการได้ดังนั้นลงความเห็นว่าเจ้าเดินทางไม่สำเร็จ”

      แย้มยิ้มหยาดเยิ้มแล้วกล่าวต่อ

      “เมื่อเจ้าขนถ่ายหีบสัมภาระขึ้นรถ เราความจริงเข้าใจว่าคราครั้งนี้กอปั่วเซียนต้องถูกปลดป้ายยี่ห้อลงมา มิคาดสถานการณ์พลิกกลับกลาย โกวเนี้ยนางนี้พอมาถึง เจ้าก็เลิกล้มความคิดจากไป”

      เจี่ยซิ้งกล่าวว่า

      “ไม่ว่าอย่างไร เราไม่เชื่อถือในตัวกอปั่วเซียน”

      พลางกวาดตาไปยังตั้งชุนฮี้ กล่าววว่า

      “นางเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเรา เจ้าเชื่อหรือไม่?”

      ตั้งชุนฮี้ไม่ทราบตอบอย่างไรดี สุดท้ายกล่าวว่า

      “นางดูไปอายุเยาว์ยิ่ง...”

      “ใช่แล้ว นางฝึกวิทยายุทธ์แขนงหนึ่ง ช่วยคงรูปโฉมไม่แก่เฒ่า แต่วิชาแขนงนี้ไม่ดี มาตรว่านางอายุเกือบห้าสิบยังชมชอบมั่วสุมกับบุรุษวัยฉกรรจ์”

      ตั้งชุนฮี้รับฟังจนงงงันวูบ ไม่สามารถกล่าวกระไรได้

      เจี่ยซิ้งกล่าวอีกว่า

      “เราเป็นบุตรชายของนาง ไม่อาจทัดทานอย่างไรได้ ดังนั้นคิดไปให้ไกลแสนไกล จะได้ไม่รับรู้พฤติการณ์ของนาง”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวช้าๆ

      “เจ้าออกจะเจ้าอารมณ์ไปแล้ว ซึ่งความจริงเราเพียงปล่อยตัวไปบ้าง ไม่นับเป็นอย่างไรได้ เจ้าไม่เชื่อก็แล้วกันไป พวกเราอย่าได้สนทนาถึงเรื่องนี้...”

      นางทรุดนั่งลงที่ข้างกายตั้งชุนฮี้ ถามไถ่ชาติตระกูลของนางตลอดจนสาเหตุที่นางเดินทางมาขอฝึกวิทยายุทธ์

      ตั้งชุนฮี้มิอาจไม่บอกเล่าเหตุการณ์ที่หมู่บ้านประมงออกไป นับว่าพิสดารจนเหลือเชื่อ สองแม่ลูกตระกูลเจี่ยรับฟังจนตะลึงลาน ชั่วครู่ให้หลัง เจี่ยซิ้งจึงกล่าว

      “มารดา ท่านคาดว่าลี้เซี้ยผู้นั้นมีความเป็นมาอย่างไร?”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวว่า

      “หากเราคาดเดาไม่ผิด อาคันตุกะชุดขาวนั้นเป็นศิษย์ของมารเฒ่าอูบุ้นเต็งที่อาละวาดทั่วยุทธจักร เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน”

      “ท่านเคยพบเห็นมารเฒ่าอูบุ้นเต็งผู้นี้หรือไม่ ตอนนี้มันมีอายุเท่าใด?”

      “ตอนนที่เราเป็นเอี้ยเท้าอายุสิบสามปีสิบสี่ปี เคยพบหน้ามันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นมันก็เป็นชายชราอายุเจ็ดสิบเศษ หากมีชีวิตถึงบัดนี้ ไยมิใช่มีอายุเกินร้อยปีแล้ว?”

      “ขอเพียงมีพลังการฝึกปรือลึกล้ำ การมีอายุร้อยปีหาใช่เรื่องน่าประหลาดไม่”

      เจี่ยฮูหยินกล่าวว่า

      “นั่นก็มิผิด แต่ฟังว่ามันเสียชีวิตเป็นเวลานาน ไม่เผยโฉมอีก”

      “ผิดแล้ว มันมีเพลงดาบไร้ผู้ต่อต้าน คู่ต่อสู้ของมันอย่างน้อยต้องใช้สองต่อสู้หนึ่ง จึงรับมือมันได้ หากสู้กันตัวต่อตัว ต้องตายใต้คมดาบของมันแน่นอน”

      เจี่ยซิ้งกล่าวว่า

      “เพราะเหตุนี้ท่านคาดเดาว่า ลี้เซี้ยเป็นศิษย์ของมัน ใช่หรือไม่?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal