บทที่ 3 นวลนางเผชิญโลก (หน้า 3)

      เนื่องด้วยตั้งชุนฮี้คอยให้ความสนใจ การเดินทางกว่าสองเดือนนี้สามารถรู้จักหนังสือไม่น้อย

      ตอนนี้เมื่อบรรลุถึงเมืองเอี้ยงกก นางค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พอสอบถามจากผู้คนภายในเมือง ก็เสาะพบตำบลที่อยู่ที่โอ้วเง็กจินให้ไว้กับนาง นั่นเป็นตึกใหญ่โตภูมิฐาน คันธงและสิงโตหินที่หน้าประตู แสดงออกถึงชาติตระกูลของเจ้าของตึกหลังนี้

      จนบัดนี้ตั้งชุนฮี้ค่อยตะลึงลานกับที่ระหว่างทางนางมิใช่ไม่เคยเผชิญเรื่องประหลาด แต่ล้วนรับสถานการณ์ได้ เมื่อหันหน้าหาตึกใหญ่หลังนี้ ต้องประหวั่นลนลานไม่ทราบทำอย่างไรดี

      นางพลักฉุกคิดว่า หากเจี่ยซิ้งนั้นเป็นกงจื้อสูงศักดิ์ มีตำแหน่งทางราชการ นางจะกราบเขาเป็นอาจารย์หรือ ผู้อื่นมีเวลาสนอแก่นางหรือไม่?

      ยังมีปัญหาเกี่ยวกับตัวเจี่ยซิ้ง ตอนแรกโอ้วเง็กจินบอกต่อนางว่า คนผู้นี้มีชื่อเสียงอื้อฉาว ชมชอบความงามสตรี ดังนั้นให้นางมาฝึกวิทยายุทธ์ เชื่อว่าต้องได้รับการอุปการะไว้ แต่เจี่ยซิ้งมีฐานะดีปานนี้ ย่อมมีสตรีไม่น้อย นางอยู่ในคราบสตรีปลอมเป็นบุรุษ ทั้งดำคล้ำทั้งมอมแมม ปราศจากเค้าของสตรี เขาไหนเลยแยแสเหลือบแลได้

      ตั้งชุนฮี้แม้ไม่ได้นึกหาคำตอบโดยละเอียด แต่ก็พบว่าเงื่อนไขตัวเองยังอยู่ห่างไกล ดังนั้นบังเกิดความขลาดเขลาขึ้นมา

      นางตกลงใจว่าจะสังเกตการณ์ดูก่อน ล่าถอยถึงชายคาบ้านฝั่งตรงข้าม เหม่อมองดูตึกใหญ่หลังนั้นอย่างตะลึงลาน

      ยามนี้เป็นเวลาเที่ยง แต่ตึกใหญ่คล้ายวุ่นวายยิ่ง บ่าวไพร่ทั้งหลายเข้าออกโดยไม่หยุดยั้ง ไม่นานให้หลงก็จัดขบวนรถหน้าประตูห้าคัน

      ผู้สัญจรและคนบ้านใกล้เรือนเคียงจับกลุ่มสนทนากัน ตั้งชุนฮี้พอฟังค่อยทราบว่า เป็นเจี่ยซิ้งเจี่ยเสียวเอี้ย (นายน้อยแซ่เจี่ย) คิดออกเดินทางไกล อีกหลายปีค่อยกลับมา

      ตั้งชุนฮี้รับฟังจนตะลึงลาน นางได้รับความยากลำบากนานัปการค่อยมาถึงที่นี้ หากเจี่ยซิ้งต้องจากไปหลายปี นางไหนเลยรอได้ อีกประการ เงินทองในตัวนางไม่พอกลับบ้านเกิดเมืองนอน ยิ่งไม่สามารถอยู่ที่นี้เป็นเวลาหลายปี

      เห็นบ่าวไพร่ทั้งหลายขนย้ายหีบห่อขึ้นรถต่างๆ จนเต็ม จากนั้นปรากฏหญิงสาวนางหนึ่งเดินมาตรวจดูรถต่างๆ

      หญิงสาวนางนี้แม้อยู่ในเครื่องแบบหญิงรับใช้ แต่มีรูปโฉมหมดจดงดงาม มิหนำซ้ำคล้ายมีอำนาจยิ่ง บงการบรรดาบ่าวไพร่ทำนั่นทำนี่

      ตั้งชุนฮี้ใจหายวูบ ครุ่นคิดขึ้น

      “หญิงรับใช้ของผู้อื่นยังงดงามปานนี้ สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณหากเราเปรียบกับผู้อื่น นับเป็นคนเถื่อนแล้ว”

      ขณะครุ่นคิด ปรากฏชายหนุ่มอาภรณ์เลิศหรูรับรูปผู้หนึ่งเดินออกจากตึกมา

      ตั้งชุนฮี้อยู่ที่ถนนด้านนี้ ไม่ได้ยินเขากล่าวว่ากระไร แต่จากท่วงท่าของเขา แสดงว่าเป็นเจี่ยซิ้งที่มียอดวิทยายุทธ์

      เห็นเจี่ยซิ้งกำลังจะขึ้นรถ ตั้งชุนฮี้ไม่อาจนั่งดูดายต่อไป พลันวิ่งปราดไป ร้องเรียกว่า

      “เจี่ยกงจื้อ รอสักครู่”

      สุ้มเสียงของนางแม้แผ่วเบา แต่เนื่องด้วยเป็นสุ้มเสียงสตรี ดังนั้นกระตุ้นให้เจี๋ยซิ้งเหลียวหน้าไป

      สายตาของเจี่ยซิ้งพอจ้องจับบนใบหน้าตั้งชุนฮี้ ต้องขมวดคิ้วกล่าวอย่างสงสัยใจ

      “เป็นเจ้าเรียกเราหรือ?”

      ตั้งชุนฮี้รับคำว่า

      “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเดินทางจากแดนไกลมาเสาะหาท่าน...”

      เจี่ยซิ้งได้ยินอย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวด้วยสุ้มเสียงของสตรี ต้องขมวดคิ้วแนบแน่นกว่าเดิม กล่าวว่า

      “เจ้ารู้จักเรามาก่อนหรือ?”

      “ไม่รู้จัก”

      “เจ้าใช่เป็นสตรีหรือ?”

      “ถูกแล้ว เนื่องด้วยระหว่างการเดินทางไม่สะดวก จึงปลอมเป็นบุรุษ”

      เจี่ยซิ้งสำรวจมองนางเที่ยวหนึ่ง กล่าวว่า

      “เจ้านับว่ารอนแรมเดินทางไกลจริงๆ เอาเถอะ เจ้าเป็นใครมาหาเราด้วยเรื่องใด?”

      “ข้าพเจ้าแซ่ตั้งนามชุนฮี้”

      “เราคล้ายไม่เคยได้ยินชื่อของเจ้ามาก่อน เจ้าเป็นชาวเมืองใด?”

      “ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเอี้ยมเซี้ย ใกล้ชายฝั่งทะเล”

      เจี่ยซิ้งกล่าวอย่างสงสัยใจ

      “เจ้าเดินทางมาเป็นระยะทางหลายพันลี้ เพื่อมาเสาะหาเราหรือ?”

      “ถูกแล้ว โอ้วโกวเนี้ยบอกต่อข้าพเจ้าว่า...”

      เอ่ยถึงตอนนี้ หญิงรับใช้คมขำนั้นเดินเข้ามา สอดคำขึ้น

      “เสียวเอี้ย เชิญกลับเข้าห้องก่อน ให้ผู้อื่นนั่งลงแล้วค่อยสนทนาดีหรือไม่?”

      เจี่ยซิ้งค่อยได้คิด หันกายกลับเข้าตึก ที่แท้บ่าวไพร่ทั้งหมดล้วนมุ่งความสนใจมาทางด้านนี้ ดังนั้นเจี๋ยซิ้งไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้ยินคำสนทนาของพวกมัน

      ตั้งชุนฮี้ติดตามเข้าตึก ในชีวิตนางเพิ่งเหยียบย่างเข้าตัวตึกที่วิจิตรงดงามถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะห้องโถงใหญ่ตกแต่งอย่างหรูเลิศ

      เจี่ยซิ้งให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง ซึ่งสะดวกสบายตัวหนึ่ง ตั้งชุนฮี้ตำหนิว่าบนร่างตัวเองแปดเปื้อนฝุ่นละอองมากเกินไป ไม่กล้านั่งลง เจี่ยซิ้งยื่นมือกดไหล่นาง ให้นางนั่งลง ยิ้มพลางกล่าวกับหญิงรับใช้คมขำว่า

      “นางเป็นโกวเนี้ยนางหนึ่งจริงๆ มิหนำซ้ำยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์”

      หญิงรับใช้คมขำหัวร่อคิกคักกล่าวว่า

      “เสียวเอี้ยทราบได้อย่างไร?”

      “รวบรัดยิ่ง จากการสัมผัสหัวไหล่นาง เราก็ทราบว่านางเป็นสตรี ทั้งนี้เพราะร่างกายของสตรีมีพลังดีดสะท้อนต่างกับบุรุษ จากผิวกายและน้ำเสียงของนาง แสดงว่านางเป็นหญิงบริสุทธิ์ หากผ่านการแต่งงานผิวกายจะละเอียดกว่าเดิม สุ้มสียงก็นุ่มนวลกว่าเดิม...”

      “นั่นไม่แน่นัก สตรีบางนางมีสุ้มเสียงคล้ายสุกรถูกเชือด มิหนำซ้ำยิ่งอายุมากเข้า สุ้มเสียงยิ่งทนฟังไม่ได้”

      เจี่ยซิ้งยิ้มพลางกล่าวว่า

      “นั่นต้องดูว่าเป็นคนลักษณะใด บวกกับอายุขัย ค่อยลงความเห็นวิชาความรู้นี้มีแต่พวกเราเหล่าบุรุษค่อยเข้าใจ เจ้าไม่มีวันเรียนรู้ได้”

      มันเหลียวหน้าไปยังตั้งชุนฮี้ กล่าวว่า

      “เมื่อครู่เจ้าเอ่ยถึงโอ้วโกวเนี้ย ใช่หมายถึงโอ้วเง็กจินหรือไม่?”

      ตั้งชุนฮี้รับคำว่า

      “ถูกแล้ว...” นางเพิ่งยินดีที่อีกฝ่ายหนึ่งรู้จักโอ้วเง็กจิน แต่เห็นสีหน้าเจี่ยซิ้งแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก สร้างความแตกตื่นจนกล้ำกลืนคำพูดไว้

เจี่ยซิ้งกล่าวว่า

      “ตอนนี้นางเป็นไรแล้ว?”

      “ข้าพเจ้าไม่ทราบ นับแต่นางสนทนากับข้าพเจ้า ก็ไม่ทราบไปที่ใด

      “นางใช้เจ้ามาบอกอันใดต่อเรา ใช่หรือไม่?”

      “ไม่ นางบอกว่าหากข้าพเจ้าคิดฝึกวรยุทธ์ ให้มาเสาะหาท่าน”

      คำพูดพอกล่าว แม้แต่หญิงรับใช้คมขำก็ตะลึงลานกับที่

      เจี่ยซิ้งยิ้มออกมากล่าวว่า

      “นี่กลับเป็นเรื่องแปลงใหม่นัก เราไม่เคยมีความคิดรับศิษย์มาก่อน”

      ดวงตาของมันทอประกายคมกล้า สำรวจมองตั้งชุนฮี้เที่ยวหนึ่งกล่าวว่า

      “ดูจากโครงกระดูกของเจ้า กลับเป็นส่วนสัดที่เหมาะกับการฝึกวิทยายุทธ์”

หนังสือแนะนำ

Special Deal