บทที่ 3 นวลนางเผชิญโลก (หน้า 2)

     เหี่ยนิ้มขยับแส้ใยทองในมือ กล่าวว่า

     “ท่านใช่เติบโตขึ้นจากที่นี้หรือไม่?”

     “ถูกแล้ว”

     “ข้าพเจ้ารู้สึกหมู่บ้านของพวกท่านคล้ายไม่ถูกต้อง” ตั้งชุนฮี้กล่าวถามว่า

     “เหี่ยโกวเนี้ยคงผ่านสถานที่มามากหลาย ใช่หรือไม่?”

     “ข้าพเจ้าท่องไปทั้งเหนือจรดใต้เจ็ดแปดมณฑล”

     “ท่านออกท่องเที่ยวเพียงคนเดียวหรือ?”

     “ใช่แล้ว มีแต่ข้าพเจ้าเพียงคนเดียว” ตั้งชุนฮี้ดวงตาทอแววเลื่อมใส กล่าวว่า

     “อย่างนั้นคงพบเห็นบุคคลประหลาดมากหลาย และผ่านสถานที่ต่างๆ มากมาย”

     “อย่างนั้นคงพบเห็นบุคคลประหลาดมากหลาย และผ่านสถานที่ต่างๆ มากมาย”

     เหี่ยนิ้มค่อยคลายความสงสัย ทราบว่าหญิงสาวชนบทนี้เกิดจินตนาการเพ้อฝัน คิดหลุดพ้นจากชีวิตอันราบเรียบเช่นนี้ นางที่แตกต่างจากชาวชนบททั่วไป คาดว่าสืบเนื่องจากข้อนี้เอง

     เหี่ยนิ้มกล่าวว่า

     “อาจบางทีสักวันหนึ่ง ท่านก็มีวันท่องไปทั่วแผ่นดินสัมผัสกับทิวทัศน์ตามที่ต่างๆ ตลอดจนขนบธรรมเนียมทั้งหลาย นั่นเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง”

     หยุดเล็กน้อย จึงกล่าวว่า

     “ข้าพเจ้าถามท่าน ในวันสองวันนี้ใช่มีชายหนุ่มชุดดำ ผิวค่อยข้างคล้ำผู้หนึ่งเดินทางผ่านมาหรือไม่?” ตั้งชุนฮี้พอฟัง ก็ทราบว่าผู้ที่นางต้องการหาคือซิมอู ในใจพลันบังเกิดความตื่นตัวขึ้น

     นางความจริงไม่ล่วงรู้ถึงเล่ห์ร้ายจิตใจคน ตลอดจนฝีมืออันโหดเหี้ยมอำมหิตของมนุษยชาติ จวบกระทั่งสองสามปีนี้นางพบเห็นลี้เซี้ยฆ่าคนไม่น้อย นอกจากนั้นเหล่าโจรสลัดสังหารชาวประมงด้วยความเข้าใจผิด หลังจากนั้นนางค่อยรู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของผู้คน

     ผู้คนมากหลายแม้ล่วงรู้ถึงภัยอันตรายและความตาย แต่เพียงได้ยินได้ฟังมา ตั้งชุนฮี้กลับประสบพบเห็นกับตา เมื่อครู่ถึงกับแทบเสียชีวิตด้วยอายุและชาติตระกูลของนาง น้อยคนที่มีประสบการณ์เช่นนางและไม่มีผู้ใดรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของความตายเท่ากับนางเพียงชั่ววันเดียว นางเท่ากับมีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นหลายสิบปี ดังนั้นนางนึกหวั่นวิตกแทนซิมอู ตอบด้วยความระมัดระวังว่า

     “ข้าพเจ้าเคยเห็น...”

     เหี่ยนิ้มมีสีหน้ายินดี แต่ส่วนลึกในดวงตาคู่งามของนางกลับทอประกายเยียบเย็นขึ้น แต่ตั้งชุนฮี้รู้สึกไม่ใช่ลางที่ดี ดังนั้นกล่าวว่า ที่แท้เหี่ยโกวเนี้ยรู้จักบุคคลประหลาดนั้น พวกท่านเป็นสหายกันหรือ?” นางถามไถ่ด้วยน้ำเสียงรปะหลาดใจ คล้ายกับเหี่ยนิ้มเป็นสหายกับซิมอู นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสงสัยยิ่ง

     สุ้มเสียงของเหี่ยนิ้มเปลี่ยนเป็นเย็นชา กล่าวว่า

     “เขาประหลาดอย่างไร?”

     “ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าไม่ทราบ เขาคล้ายสกปรกยิ่ง มิหนำซ้ำหงอยเหวายิ่ง”

     “อย่างนั้นเป็นเขาแล้ว ท่านมีวิจารณญาณสูงส่งยิ่ง” ตั้งชุนฮี้ไม่เข้าใจความหมายของคำ “วิจารณญาณ” ถามว่า

     “ท่านว่าข้าพเจ้าอะไร?”

     “ไม่มีใด แต่เขามิใช่สหายข้าพเจ้า” ตั้งชุนฮี้จงใจถามว่า

     “อย่างนั้นท่านไฉนสอบถามถึงเขา?”

     “ข้าพเจ้าเฝ้าติดตามเขา ติดตามแป็นระยะทางหลายพันลี้ จากการคำนวณของข้าพเจ้า เขาสมควรเดินทางผ่านที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน ใช่หรือไม่?”

     ตั้งชุนฮี้คล้อยตามนางว่า

     “ถูกแล้ว เมื่อคืนฟ้าใกล้มืดค่ำ เขานั่งอยู่ที่ขอบบ่อทางเบื้องนอก นั่งอยู่เป็นเวลานาน”

     “เขาไปยังทิศทางใด?”

     “ไม่ทราบได้ เขาไปตั้งแต่เมื่อใด ข้าพเจ้ามองไม่เห็น ทั้งนี้เพราะท้องฟ้ามืดมิดสนิทแล้ว...” เหี่ยนิ้มกล่าวถามว่า

     “เขาซื้อหาสิ่งของรับประทานหรือไม่?”

     “ข้าพเจ้าไม่ทราบ เขานั่งอยู่ที่นั้น ไม่แยแสสนใจผู้ใดทั้งสิ้น”

     “เขาเป็นเช่นนี้ตลอดมา เมื่อไม่ได้ซื้อหาสิ่งของรับประทานคราครั้งนี้ข้าพเจ้าคำนวณที่พำนักพักกายของเขาได้แล้ว”

     ตั้งชุนฮี้กล่าวถามว่า

     “เขาไฉนเป็นเช่นนั้น เขาเป็นคนร้ายหรือ?”

     “เขาเป็นเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายมาแต่กำเนิด”

     ตั้งชุนฮี้กล่าวอย่างสงสัยใจ

     “เพราะเหตุใด?”

     “ลองคิดดู บิดาของเขาเป็นจอมโฉดชั่ว มารดาของเขามีชื่ออื้อฉาวผู้คนเรียกหาเป็นนางปีศาจจิ้งจอก บุคคลเช่นนี้สองอยู่ร่วมกัน บุตรที่ถือกำเนิดออกมายังเป็นคนดีหรือ?” ตั้งชุนฮี้ส่งเสียงดังอ้อ ในใจครุ่นคิดขึ้น

     “แต่ซิมอูไม่คล้ายเป็นคนชั่วร้าย” เหี่ยนิ้มหันกายหมายจากไป แต่แล้วเหลียวหน้ามาถามว่า

     “ผู้คนในหมู่บ้านนี้ไฉนประหลาดพิกลเช่นนี้?”

     ตั้งชุนฮี้เห็นว่าคราครั้งนี้ไม่อาจพูดปด ดังนั้นกล่าวว่า

     “กล่าวไปยืดยาวยิ่ง นี่สิบเนื่องจากโจรสลัดที่ดุร้ายขบวนหนึ่ง...”

     นางบ่งบอกพฤติการณ์ของลี้เซี้ยออกไป เพียงปิดบังส่วนของซิมอูกับโอ้วเง็กจินเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดโปงตัวเองว่าเมื่อคืนซิมอูไม่ได้ผ่านมา

     เหี่ยนิ้มรับฟังจนบังเกิดความกระตือรือร้นสนใจ กล่าวว่า

     “สถานที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ กลับมีเรื่องน่าตระหนกถึงเพียงนี้ น่าเสียดายข้าพเจ้ามาสายก้าวหนึ่ง ไม่ได้พบเห็นยอดฝีมือในเชิงดาบผู้นี้...”

     ตั้งชุนฮี้รีบกล่าวว่า

     ท่านทางที่ดีอย่าได้พบเขา คนผู้นี้ดุร้ายยิ่ง สามปีมานี้ฆ่าคนไปมากหลาย”

     “ข้าพเจ้าไม่กลัวมัน”

     “ปัญหามิใช่อยู่ที่กลัวหรือไม่ คนผู้นั้นพอถือดาบกับมือ ข้าพเจ้าต้องหลับตาลง ไม่เช่นนั้นต้องตัวสั่นระริก คล้ายพลัดตกลกสู่ก้นทะเล...”

     “นั่นเป็นผลสืบเนื่องจากพลังสภาวะของมัน แต่มันได้แต่ข่มเหงผู้อื่น เมื่อเผชิญข้าพเจ้าต้องอับจนปัญญา”

     ตั้งชุนฮี้เบิกตากลมกว้าง กล่าวว่า

     “เป็นความจริง? อย่างนั้นวันนี้ของปีหน้า ท่านมายังที่นี้ ดีหรือไม่?”

     “นั่นต้องดูว่าข้าพเจ้าผ่านทางมาหรือไม่ หากให้รอนแรมเดินทางมาข้าพเจ้าใหม่หรือ?”

     “นั่นแตกต่างกัน ซิมอูเป็นศัตรูของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องหามันให้พบ สับร่างเป็นหลายท่อน”

     ตั้งชุนฮี้ได้คิดว่า ระหว่างซิมอูกับหญิงสาวนางนี้ ต้องมีความผูกพันที่น่ากลัว ดังนั้นกล่าว

     “หากเขาเป็นคนชั่วร้าย ข่มเหงรังแกท่าน ก็ไม่อาจโทษว่าท่านมีโทสะ ดีที่ท่านมีฝีมือติดตัว หากเปลี่ยนเป็นข้าพเจ้าคงอับจนปัญญา...”

     หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ

     “สมบัติเช่นโจรสลัดเหล่านั้น พวกเขาฆ่าญาติมิตรในหมู่บ้านข้าพเจ้าแค้นพวกเขาแทบตาย แต่ไม่อาจทำอย่างไรได้”

     เอ่ยถึงตอนนี้ พลันบังเกิดความคิดประการหนึ่งวูบเข้าสู่หัวสมองสะกดนางร่างชาด้าน ที่แท้นางฉุกคิดขึ้น

     “หากเราฝึกวิทยายุทธสำเร็จ มีฝีมือเช่นเหี่ยนิ้ม กับโอ้วเง้กจินไยมิใช่ขับไล่โจรสลัดเหล่านั้นไปได้?” ความคิดนี้มีหนทางเป็นไปได้ ดังนั้นเห็นว่าเรื่องราวหนักหนาสาหัสสะกดจนร่างชาด้านไป

     เหี่ยนิ้มกล่าวเสียงนุ่มนวล

     “ท่านคล้ายแค้นโจรสลัดเหล่านั้นยิ่ง”

     ตั้งชุนฮี้ผงกศีรษะรับ เหี่ยนิ้มกล่าวสืบต่อ

     “อย่างนั้นรอจนข้าพเจ้ากำจัดตัวชั่วร้ายซิมอู ข้าพเจ้าจะมากวาดล้างโจรสลัดเหล่านั้น”

     นางหันกายไป ม้าดำปลอดตัวนั้นก็ควบเหยาะย่างมาถึงข้างกายนาง

     เหี่ยนิ้มกระโดดปราดขึ้นบนหลังม้า ม้าดำพุ่งทะยานออกไป บรรทุกเงาร่างสีขาวของเหี่ยนิ้มหายลับกับความมืดอย่างรวดเร็ว

     ตั้งชุนฮี้ยืนพิงประตู ในใจบังเกิดความคิดพลุ่งพล่านดุจมรสุม

     ภายในบ้านบังเกิดเสียงกระแอมของบิดานางดังขึ้น กล่าวว่า

     “อาฮี้ คำพูดของเจ้าหากถูกดจรสลัดได้ยิน บ้านของเราต้องไม่อยู่สุขสงบแล้ว”

     ตั้งชุนฮี้ไม่ทันตอบคำ กอกอนางกล่าวอย่างแค้นเคือง

     “โจรสลัดเหล่านั้นน่าชังจริงๆ...”

     นางเห็นว่ากอกอแม้ขุ่นแค้น แต่ก็อับจนปัญญา เมื่อเผชิญกับโจรสลัด ได้แต่ตัวสั่นงันงก ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามข่มเหงรังแก นามเห็นว่าคนสัตย์ซื่อดีงามมากหลาย ต้องถูกเหยียบย่ำ ถูกคนป่าเถื่อนดุร้ายข่มเหงรังแก ดังนั้นนางตกลงใจในบัดดล ค่ำคืนนั้นนางไปหาเพื่อนหญิงที่สนิทสนมที่สุดในหมู่บ้าน บอกว่านางจะไปจากที่นี้ เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ติดตัว

     นางคิดอ่านโดยรอบคอบ เพียงบอกต่อเพื่อนหญิงนั้นว่า อีกหลายวันจะออกเดินทาง เพื่อมิให้เพื่อนหญิงส่งข่าวต่อบิดาและกอกอนางขัดขวางแผนการของนาง

     เช้าวันรุ่งขึ้น นางฉวยโอกาสที่บิดากับกอกอออกทะเล ก็ลอบเดินทางออกจากบ้าน ก่อนอื่น นางไปยังร้านแลกเงินภายในเมือง และทองคำที่โอ้วเง็กจินกำนัลให้เป็นเงิน

     เถ้าแก่ร้านแลกเงินมีนิสัยดีงาม เห็นนางอายุยังเยาว์ ท่าทางสัตย์ซื่อก็แลกตั๋วแลกเงินที่ใช้ได้ทุกที่แก่นางหลายใบ พร้อมด้วยเงินแท่งและเศษเหรียญ แนะนำความรู้ทั่วไปของการสัญจรเดินทางแก่นาง

     ที่แท้ตั้งชุนฮี้เปลี่ยนเป็นสวมใส่เสื้อผ้าของกอกอนาง ตัดเล็มผมเผ้า ม้วนซ่อนอยู่ในหมวกเล้ย นางความจริงมีสุขภาพแข็งแรง บวกกับเติบโตจากหมู่บ้านประมง ยังไม่ผ่านการรัดเท้า ยามเดินเหินคล้ายเป็นบุรุษผู้หนึ่ง (สตรีสมัยโบราณต่างต้องรัดเท้า โดยใช้ผ้าพันเท้าตั้งแต่เล็กเพื่อให้เล็กและแหลม ยามเดินเหินจะได้แช่มช้อยงดงาม ขนบธรรมเนียมนี้สืบทอดถึงปลายราชวงศ์เช็งค่อยยกเลิกไป)

     ดังนั้นเถ้าแก่ร้านแลกเงินพอฟังคำพูดของนาง เข้าใจว่านางเป็นเด็กหนุ่มชนบทที่มีกิจธุระเดินทางไป ดังนั้นคำนวณค่าเดินทางให้กับนางพร้อมกับสอบถามชายชราที่ซื้อหาสินค้าตามที่ต่างๆ ผู้หนึ่ง ถึงเส้นทางไปยังเมืองเอี้ยงกฏมณฑลชานตุงว่าต้องเดินทางอย่างไร ลงเรือที่ใด เปลี่ยนเป็นโดยสารรถที่ใด

     ที่แท้จากเมืองเอี้ยมเซี้ยชายฝั่งทะเลถึงเมืองเอี้ยงกก เป็นระยะทางหลายร้อยลี้ ไม่เพียงต้องขึ้นเขาลงห้วย ทั้งยังต้องคอยระวังโจรผู้ร้าย ดังนั้นแม้แต่เถ้าแก่ที่คร่ำโลก และผู้ที่วิ่งเต้นติดต่อการค้า ยังเห็นว่าการเดินทางนี้ลำบากแสนเข็ญยิ่ง

     ตั้งชุนฮี้ใช้เวลาหนึ่งวัน ค่อยจดจำเส้นทางเดินได้ หลังจากนั้นนางไม่ต้องถามทางไปยังเมืองเอี้ยงกกอีก เพียงเดินทางไปตามจุดที่วางไว้

     นับแต่วันนั้นเป็นต้นไป นางค่อยรู้สึกถึงความลำบากเมื่อออกจากบ้าน

     นางซื้อหาเสื้อผ้าและถุงน่องรองเท้าหลายขุด ยังมียิ่งขึ้นเหนือไปดินฟ้าอากาศยิ่งผันผวน กลางวันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ร้อนอบอ้าว พอตกกลางคืนกลายเป็นเหน็บหนาว

     ดีที่ตอนนี้เพียงเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นช่วงฤดูหนาว นางที่เติบโตจากชายฝั่งทะเลก็ทนทานไม่ได้แล้ว

     ทองคำที่โอ้วเง็กจินให้กับนางเมื่อแลกเป็นเงิน มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้นไม่มีปัญหาเรื่องค่าเดินทาง

     ระหว่างทางนางเฝ้าระมัดระวัง คอยสังเกตทุกเรื่องราว เดินทางเป็นเวลาหนึ่งเดือน ตั้งชุนฮี้มีความก้าวหน้าในทุกด้าน

     พร้อมกับนั้นนางมีสุขภาพดี หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำก็มีฝีเท้าคล่องแคล่ว มาตรว่าถูกแดดลมจนผิวคล้ำ แต่กลับเป็นเครื่องคุ้มกันนาง ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่านางเป็นโกวเนี้ยใหญ่อายุสิบหกสิบเจ็ดปีนางหนึ่ง

     ในยุทธจักรแม้มีอันธพาลนักต้มตุ๋น แต่รูปโฉมการแต่งกายของนางมองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นเด็กหนุ่มชนบทผู้หนึ่ง ดังนั้นไม่มีผู้ใดคิดฉกฉวยช่วงชิงจากนาง

     ด้วยความประจวบบวกกับโชคช่วย นางเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดไว้โดยสวัสดิภาพ วันนี้เหยียบย่างเข้าเมืองเอี้ยงกกแล้ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal