บทที่ 4 หัวใจปีศาจ

เดือนสิบสอง ชายแดนซีเป่ย (ตะวันตกเฉียงเหนือ) เผ่าเฉวี่ยนหรงยกทัพรุกราน เพลิงสงครามปะทุ ควันไฟท่วมฟ้า ไพร่พลท่วมดิน

ไม่ถึงยี่สิบวัน การศึกทวีความรุนแรง ราษฎรนอกด่านนับหมื่นแสนตกอยู่ในกองเพลิงแห่งสงคราม ด่านซีเป่ยมีความพิเศษในแง่ชัยภูมิที่ตั้ง โดยอยู่ระหว่างกลางของพื้นที่ซีเป่ยตระกูลปาถูและนครรัฐเยียนเป่ยพื้นที่ใต้ปกครองของเยียนหวัง (เจ้าครองนครรัฐแซ่เยียน)

ประมุขตระกูลปาถูกับราชสีห์เยียนเป่ยขับเคี่ยวมานานปี แต่เพราะตระกูลมู่เหอเถ้าแก่ใหญ่ผู้หนุนหลังของเฒ่าปาถูมีฐานอำนาจในราชสำนักที่มั่นคงแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ตระกูลปาถูค่อยๆ ครองสถานะเป็นต่อ จนกระทั่งปีก่อนสามารถยึดอำนาจทางทหารของด่านซีเป่ยไปได้

จากนั้นทำการเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ จัดระเบียบนายทหารใหญ่น้อยของด่านซีเป่ย ตระกูลใหญ่ในราชสำนักต่างก็พากันส่งลูกส่งหลานไปที่ซีเป่ย หมายแทรกซึมเข้าสู่ระบบทหารที่ใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ เหล่าแม่ทัพบัญชาการที่เจนจัดด้านการปกปักพิทักษ์ชายแดนมาหลายปีจึงทยอยกันลงจากเวที คนที่ขึ้นมาแทนที่กลับเป็นพวกผู้ดีมีสกุลซึ่งแม้แต่เลือดสักหยดก็ไม่เคยเห็น และเพราะเหตุนี้เช่นกัน ชาวเฉวี่ยนหรงจึงฉวยโอกาสส่งกองกำลังบุกเข้ามาเข่นฆ่าถึงพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นอกด่านซีเป่ย ทะลวงปราการแรกของด่านซีเป่ยไปได้ด้วยค่าตอบแทนอันน้อยนิด

แม้ตระกูลปาถูจะแสดงท่าทีต่อต้านข้าศึกอย่างทันท่วงที ด้วยการส่งทหารไปสยบความวุ่นวายที่ด่านซีเป่ย แต่เพราะประเมินศัตรูไม่รอบด้าน บวกกับกลุ่มอำนาจในด่านที่ซับซ้อน การต้านรับข้าศึกจึงดำเนินไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่เพียงไม่อาจสลายกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม สถานการณ์กลับยิ่งมายิ่งรุนแรง หนังสือฎีกาขอความช่วยเหลือปลิวว่อนทั่วท้องพระโรง ขอให้คณะมนตรีแห่งนครเจินหวงอนุมัติส่งทหารมาปราบปราม

เดือนสิบสองวันที่ยี่สิบเจ็ด ดวงดาวอับแสง พระโหราประจำราชสำนักทำนายว่าจะเกิดเคราะห์หนัก

เจ็ดตระกูลใหญ่ประชุมกันทั้งคืน สุดท้ายลงมติส่งกองทัพหวงเทียน (สว่างเรืองรอง) ไปสยบความวุ่นวายที่นอกด่านซีเป่ย

จากนั้นจัดทำหนังสือฎีกา ถวายต่อพระราชวังเซิ่งจิน องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรและทรงอนุมัติ

ชั่วเวลาไม่นาน พายุแห่งความปั่นป่วนก็ซัดกระหน่ำราชานครเจินหวง บรรดาตระกูลใหญ่ต่างหน้าดำคร่ำเครียด ในราตรีที่มืดสนิท คลื่นใต้น้ำได้ก่อตัวอย่างรวดเร็วภายใต้ชั้นน้ำแข็งอันหนาหนัก

ขณะนั้น ฉู่เฉียวกำลังวุ่นหัวหมุนอยู่ในกอหญ้าแห้งตรงศาลาทิศเหนือ แหวกหาโพรงงูที่กำลังหลบหนาว พลันได้ยินเสียงเป่าหลอดเขาก้องดังสนั่นหู ยิ่งกว่าเสียงร้องยืดยาวของนกกระสาขาว นางค่อยๆ ยืดตัวขึ้น หรี่ตามองไปทางทิศใต้ของนครเจินหวง ที่นั่นคือสถานที่ตั้งของวังเซิ่งจิน

ม่านรัตติกาลหนาหนัก ถนนราตรี เดินยากยิ่งนัก

หลังเที่ยงวันถัดมา ท้องฟ้าแจ่มใส ใต้กระเบื้องชายคาของเรือนชิงซาน รูปปั้นสุนัขหยกสีขาวน่าเอ็นดูสองตัวส่องประกายแวววับสดใสภายใต้แสงอรุณ คืนวานหิมะเพิ่งตกหนัก ปุยหิมะทับถมหนาเตอะ บ่าวที่ปัดกวาดเดินผ่านรูปปั้นสุนัขโดยไม่เหลือบแล คล้ายเกรงว่าแค่ปรายมองก็จะหาเคราะห์ใส่ตัวกระนั้น

จิ่นซือในชุดเสื้อกันหนาวบุขนเตียวสีม่วง กระโปรงลายดอกสีชมพู ผ้าคาดเอวสีชมพูอ่อน ยืนอยู่บนพื้นหิมะที่ขาวสะอ้าน ยิ่งขับให้เห็นความจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เด็กหญิงที่ปรนนิบัติข้างกายนายน้อยสี่ตลอดวันคนนี้ อายุไม่ถึงสิบสามปีด้วยซ้ำ แต่กลับสูงระหง อ้อนแอ้นอรชร เวลาอยู่ต่อหน้าเจ้านายก็ฉลาดเฉลียวอ่อนน้อม ยามนี้กลับวางมาดใหญ่โต มองดูกลุ่มเด็กน้อยที่สวมเสื้อผ้าบางเบายืนอุ้มตุ๊กตาสุนัขด้วยสายตารังเกียจ พลางกล่าวน้ำเสียงเย็นชาว่า “กอดให้แน่นๆ นายน้อยบอกแล้ว หยกพวกนี้มีชีวิต ขอแค่สัมผัสกลิ่นอายมนุษย์ก็จะยิ่งนวลเนียนขึ้นเงา ไพร่ชั้นต่ำเยี่ยงพวกเจ้า วันนี้โชคดีมีโอกาสทำงานรับใช้นายน้อยสี่ ดังนั้นห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด ถ้าอีกเดี๋ยวข้ากลับมาเห็นใครไม่เชื่อฟัง จะจับไปเลี้ยงปลาในบึงให้หมด”

เด็กน้อยพากันผงกศีรษะอย่างกลัวเกรง จิ่นซือหัวเราะเสียงเย็นคำหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินไปที่ห้องบุปผชาติอันอบอุ่น

หลังหิมะตกอากาศยิ่งหนาวเย็น ต่อให้สวมชุดขนเตียวหิมะทั้งตัวและถือเตาอุ่นไว้ในมือก็ใช่ว่าจะคลายหนาวได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางเบายืนอยู่กลางพื้นหิมะ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แต่ละคนก็ริมฝีปากแข็งจนเขียวคล้ำ

ฉู่เฉียวยกลูกท้อสดใหม่จากเรือนหลันซาน (ภูคราม) เข้ามาถาดหนึ่ง จิ่นซือเห็นเข้าก็รีบวิ่งออกจากห้องบุปผชาติ ร้องเรียกคำหนึ่ง ฉู่เฉียวหมุนตัวหยุดยืน แก้มแดงสดใส น่ารักไร้เดียงสา เอียงศีรษะถามว่า “พี่จิ่นซือ มีอะไร”

“นายน้อยสี่กำลังงีบหลับ เอาลูกท้อไว้ที่ข้าก่อนแล้วกัน”

ฉู่เฉียวยิ้มแย้มพยักหน้า ยื่นถาดลูกท้อให้ จิ่นซือหมุนตัวกลับเข้าห้องบุปผชาติ มิคาดยังไม่ทันนั่งลง พลันได้ยินเสียงตวาดด่าดังมาจากเรือนกลาง จิ่นซือวางลูกท้อลงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนชักเท้าวิ่งไป ยังไม่ถึงปากประตู เงาหลากสีแพรวพราวสายหนึ่งลอยหวือออกมา แฉลบผ่านผิวแก้มนาง ความรู้สึกเหมือนสิ่งของนุ่มๆ เย็นๆ เรียบลื่นและเหม็นสาบ

จิ่นซือก้มมอง พอเห็นเป็นงูเล็กกำลังชูคอแลบลิ้นตัวหนึ่ง ต้องตกใจจนขวัญบิน อุทานคำหนึ่งหงายหลังก้นกระแทกพื้น

ฉู่เฉียววิ่งเข้าไป เพียงเห็นจูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่น สวมชุดแพรสีเขียวสว่างนั่งอยู่บนตั่งนุ่ม บนข้อมือมีเลือดดำไหลซึม เห็นชัดว่าโดนงูฉกบาดเจ็บแล้ว จึงรีบซอยเท้าวิ่งเข้าไป คว้าหมับที่ข้อมือจูเก่อเยว่ หยิบมีดปอกผลไม้บนโต๊ะขึ้นมากรีดลงไปที่ปากแผล

บ่าวที่นอกประตูเห็นเข้าก็ตะคอกลั่น คนหนึ่งถึงกับวิ่งเข้ามาจับทาสตัวจิ๋วที่ไม่สำนึกบุญคุณ จูเก่อเยว่กลับย่นหว่างคิ้ว โบกมือเบาๆ ปรามพวกบ่าวเหล่านั้น เห็นฉู่เฉียวเพียงกรีดปากแผลเป็นรูปกากบาทเล็กๆ หลังรีดเบาๆ หลายครั้งก็ก้มศีรษะใช้ปากดูดแผล จากนั้นถ่มออกมาสองคำ ก่อนกล่าวน้ำเสียงร้อนรนว่า “นายน้อยอย่าเพิ่งออกแรง ไม่เช่นนั้นพิษจะยิ่งลามเร็ว บ่าวจะรีบไปตามหมอในบัดดล”

เพียงครู่เดียว ปากประตูก็ยืนออด้วยบ่าวรับใช้เป็นโขยง จิ่นจู๋ถลันเข้ามาอย่างลนลาน ผลักฉู่เฉียวออกไป ก่อนคุกเข่าเหนือพื้น กุมมือจูเก่อเยว่ถามว่า “นายน้อย ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้ววูบ คล้ายโมโหที่นางกุมมือ ก่อนยกเท้าถีบโครมที่หน้าอกของจิ่นจู๋ ตะคอกเสียงเขียวว่า “ไสหัวไป!”

จิ่นจู๋พอมือแตะพื้นก็ร้องกรีด เห็นงูเต็มพื้นไปหมด กะคร่าวๆ ราวยี่สิบตัว แลดูขยะแขยงยิ่งนัก

ฉู่เฉียวเดินหาเชิงเทียน นำมาจุดไฟเพื่อไล่งู อสรพิษกลัวไฟ พลันเลื้อยหนีกระจัดกระจาย

หมอประจำคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อหลายคนรุดมาเร็วรี่ ฝูงคนถูกตะเพิดกระเจิง บ่าวรับใช้ของเรือนชิงซานต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันงกที่ปากประตู แต่ละคนหน้าดำคร่ำเครียดเหมือนโคลนเลน

ไม่ถึงครู่ หมอเดินออกมาจากข้างในคนหนึ่ง ถามบรรดาบ่าวไพร่ว่า “ใครคือแม่นางซิงเอ๋อร์”

ฉู่เฉียวลุกยืนขึ้นจากด้านหลัง รูปร่างเล็กเตี้ย หน้าตาอ่อนใส ชูมือพร้อมขานเบาๆ ว่า “ท่านหมอ เป็นข้าเองเจ้าค่ะ”

หมอคนนั้นคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กเล็กคนหนึ่ง ถึงกับชะงักไป นิ่งเงียบอยู่นานค่อยกล่าวว่า “เจ้าเข้าไปเถอะ นายน้อยสี่บอกว่าเจ้าดูดพิษให้ท่าน ต้องการให้หมอตรวจอาการเจ้าด้วย”

บ่าวไพร่สองฟากนับสิบนับร้อยตื่นตะลึงพร้อมเพรียง เงยหน้ามองมาทางฉู่เฉียว ฉู่เฉียวทำหน้าแตกตื่น คุกเข่าโขกศีรษะหลายครา ขอบคุณความกรุณาของเจ้านาย จากนั้นเดินตามหมอเข้าไปในเรือน

ลมหนาวพัดแรง เหล่าข้าทาสของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่วางท่าถือตัว พลันเริ่มใช้ความคิดโดยพลัน

เวลาไม่ถึงครู่ ฉู่เฉียวก็เดินออกมา สีหน้านอบน้อม มองไม่เห็นท่าทางเย่อหยิ่งจองหองแต่ประการใด เมื่อพวกหมอกลับไป จิ่นซือจิ่นจู๋สองสาวใช้ก็พาบ่าวตัวโตหลายคนเข้ามาในห้องของจูเก่อเยว่

จูเก่อเยว่เอนหลังบนเก้าอี้ ปรือตาถามเสียงเนิบนาบว่า “วันนี้ใครเป็นเวรอยู่ในห้อง”

จิ่นจู๋มองจิ่นซือแวบหนึ่ง หน้าดำเป็นโคลนเมื่อกล่าวตอบอึกอักว่า “นายน้อย เป็น...เป็นบ่าว เมื่อครู่บ่าว...”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” จูเก่อเยว่ตัดบทอย่างเย็นชา “เจ้ารู้ระเบียบในเรือนของข้าดี ไม่เคยชุบเลี้ยงคนไม่ทำงานที่เอาแต่กิน ไปรับโทษสามสิบไม้ จากนั้นเอาจดหมายของข้าไปขอตำแหน่งที่เรือนบำรุงขวัญทหาร”

จิ่นจู๋ได้ยิน น้ำตาก็พรั่งพรูลงมา คุกเข่าร้องไห้โฮ “นายน้อย โปรดอภัยให้บ่าวสักครั้ง ต่อไปบ่าวไม่กล้าอีกแล้ว”

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ชายฉกรรย์ร่างบึกสองคนพลันเดินเข้ามาลากตัวจิ่นจู๋ออกไป

“เป็นใครเฝ้าประตู”

บ่าวชายสองคนเข่ากระแทกพื้น ตัวสั่นเทา โขกศีรษะไม่หยุด หวาดผวาจนเปล่งเสียงไม่ออก

จูเก่อเยว่ลืมตามองสองคนนั้นอย่างเนือยๆ แวบหนึ่ง แล้วกล่าว “เป็นพวกเจ้าสองคน?” พูดจบก็แค่นเสียงคำหนึ่ง “ปกติพวกเจ้าเป็นคนเฆี่ยนตีผู้อื่น เช่นนี้แล้วกัน เจ้าสองคนไปที่ลานรับแสงตรงนั้น เอากระบองทุบตีกันเอง ใครตายก่อน อีกคนก็ไม่ต้องรับโทษ”

ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง จูเก่อเยว่ปวดข้อมือ หงุดหงิดรำคาญใจ จึงขมวดคิ้วตวาดว่า “ไสหัวไปให้หมด เห็นพวกเจ้าแล้วพาลให้อารมณ์เสีย”

ฝูงบ่าวราวกับได้รับพระราชทานอภัยโทษ พากันล่าถอยออกไปแทบไม่ทัน ขณะนั้นเอง สุ้มเสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้น “นายน้อย บ่าวเอากระถางหวายรมควันหลายใบนั้นย้ายออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่เลิกคิ้ววูบ เบือนหน้าไปด้วยแววสนเท่ห์

ทุกคนหันมองไป เพียงเห็นดรุณีทาสซึ่งเพิ่งเข้าสู่เรือนชิงซานวันก่อนคนนั้นหยัดยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคน รูปร่างเล็กบาง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่า “ตอนนี้แม้เข้าฤดูหนาว แต่เรือนนี้ติดกับบ่อน้ำพุร้อน ทำให้อากาศอุ่นขึ้น มดแมลงต่างๆ จึงมากตาม พืชจำพวกหวายเดิมทีก็ดึงดูดแมลงเหล่านี้ ยิ่งรมควันก็ยิ่งแผ่ความร้อน และยังดึงดูดพวกนกพวกหนูที่กินแมลงเป็นอาหารอีกด้วย หนักกว่านั้นก็คือสัตว์จำพวกงูที่กินนกหนูเป็นอาหาร นี่เป็นความรู้ทั่วไปซึ่งบ่าวสมควรคิดได้แต่แรกแล้ว”

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม นานครู่ใหญ่ค่อยเบือนศีรษะมา ถามเสียงห้วนว่า “เป็นใครส่งกระถางหวายพวกนี้เข้ามา”

จิ่นซือหน้าซีด กล่าวตอบเสียงสั่นว่า “นายน้อย เป็นพ่อบ้านจูส่งมาเมื่อหลายวันก่อน บอกว่าเป็นสินค้าพิเศษของหนานเจียง เขาบอกว่า...บอกว่านายน้อยอาจจะชื่นชอบ จึงให้บ่าวนำมาวางไว้ตามมุมห้องโดยเฉพาะ”

“จูซุ่น?” จูเก่อเยว่นิ่งงันอยู่นาน แววตาเย็นเยียบ เอ่ยเสียงราบเรียบ “พ่อบ้านคนนี้ บารมีแก่กล้าขึ้นทุกวัน ครั้งหน้าถ้าเขาซื้อมีดสั้นจากแดนซีอวี้กลับมา ให้เจ้าวางไว้บนเตียงข้า คิดว่าเจ้าก็คงทำตามคำสั่งกระมัง”

จิ่นซือแตกตื่นจนขวัญหนี รีบโขกศีรษะกับพื้น “บ่าวมิบังอาจ!”

จูเก่อเยว่เมินเฉยไม่พูดจา บรรดาบ่าวขณะจะแยกย้าย จูเก่อเยว่พลันกล่าวขึ้นว่า “เจ้า ต่อไปให้มารับใช้ในห้องแล้วกัน”

ทุกคนตะลึงค้าง ไม่ทราบเขาหมายถึงใคร จูเก่อเยว่ย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด ชี้ไปที่ฉู่เฉียว “เจ้านั่นล่ะ”

สายตาหลากอารมณ์พลันมองไปที่จุดเดียว ฉู่เฉียวค้อมศีรษะขานคำอย่างพินอบพิเทาว่า “บ่าวน้อมรับคำสั่ง”

เมื่อออกจากเรือนกลาง บ่าวหลายคนเพิ่งเอาจิ่นจู๋ที่เลือดอาบทั่วร่างโยนใส่รถม้า หญิงอ่อนแอคนหนึ่งถูกโบยสามสิบไม้ ทั้งถูกส่งไปยังสถานที่เช่นเรือนบำรุงขวัญทหาร ชีวิตมีหรือจะรอด?

จิ่นซือมองดูจนเสียวสันหลังวาบ มือเท้าคล้ายสั่นระริก ยามนั้น สำเนียงหวานเยิ้มพลันดังขึ้นที่เบื้องหลัง นางหันหน้าไป เห็นฉู่เฉียวกำลังมองนางด้วยรอยยิ้มกริ่ม “พี่จิ่นซือ ต่อไปพวกเราต้องทำงานร่วมกันแล้ว ข้าอายุน้อยไม่ประสา ท่านคงต้องดูแลข้าให้มาก!”

ไม่ทราบเพราะอะไร จิ่นซือรู้สึกหวาดผวาขึ้นมากะทันหัน นางมองฉู่เฉียว พยายามแสร้งเป็นใจเย็น “ทุกคนล้วนเป็นบ่าว ดูแล...ดูแลซึ่งกันและกันก็สมควรแล้ว”

“เช่นนั้นหรือ?” ฉู่เฉียวหัวเราะ “อย่างนั้นเด็กๆ ทางด้านนั้น พี่จิ่นซือคิดว่าสมควรปล่อยปละสักเล็กน้อยหรือไม่?”

จิ่นซือนึกเคืองในใจ แต่ยังคงผงกศีรษะ “นี่ก็นานพอแล้ว พวกนางสมควรแยกย้ายได้”

“เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณท่านแทนพวกนางแล้ว” ฉู่เฉียวเดินผ่านพร้อมรอยเหยียดยิ้ม บอกให้เด็กๆ ที่ยืนหนาวจนหน้าเขียวแยกย้ายกลับไป จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมากล่าวว่า “หากวันนั้นพี่จิ่นจู๋มีจิตใจโอบอ้อมเช่นพี่จิ่นซือบ้าง เด็กรับใช้หลินซีก็คงไม่ถูกนายน้อยลงโทษเฆี่ยนตีจนตาย ดังนั้นถึงกล่าวว่า คนเราต้องมีเมตตาธรรม ท่านดู หลินซีเพิ่งตายได้สามวัน จิ่นจู๋ก็ตามหลังไปติดๆ นึกแล้วก็ชวนให้ผู้คนหนาวสันหลังจริงๆ”

จิ่นซือหมดปัญญาเสแสร้งอีกต่อไป สีเลือดบนหน้าเผือดหาย ดวงตาเบิกกว้างสะกดนิ่งที่ฉู่เฉียว เพียงรู้สึกว่าเด็กน้อยตัวแค่นี้ถึงกับแผ่รังสีชั่วร้ายออกมา บันดาลให้ผู้คนหวั่นหวาด ฉู่เฉียวค่อยๆ โน้มตัวมาใกล้ เขย่งปลายเท้ากระซิบที่ริมหูของจิ่นซือว่า “โบราณว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง ท่านว่าถูกหรือไม่?”

จิ่นซือผงะถอยไปก้าวหนึ่ง หมุนกายหมายจากไป ฉู่เฉียวกลับมือไวคว้าไหล่ของนางไว้ สาวน้อยตกใจใหญ่ ถลันหลบพลางร้องว่า “เจ้าจะทำอะไร”

ฉู่เฉียวแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม เอ่ยเสียงหนักๆ ว่า “ท่านตื่นเต้นอะไร ข้าแค่จะขอจานลูกท้อคืนเท่านั้นเอง”

“ลูกท้อ?”

“ท่านกับข้าเป็นสาวใช้ในห้องเหมือนกัน ฐานะเท่าเทียม ลูกท้อที่ข้าเดินไปนำมาจากเรือนฝั่งใต้ด้วยความลำบากยากเย็น ท่านไม่รู้สึกหรือว่าสมควรเป็นข้านำเข้าไปด้วยตัวเองจะเหมาะสมกว่า?”

จิ่นซือพอฟัง ถึงกับไม่อาจกล่าววาจาใด

ฉู่เฉียวหมุนตัวเดินไปทางห้องบุปผชาติ พลางกล่าวเสียงราบเรียบ “มหานทีทอดยาว ขุนเขามิอาจขวางกั้น รู้จักกาลเทศะคือคนฉลาด คำพูดบางอย่างเพียงกล่าวได้รอบเดียว คำเตือนบางอย่างเพียงเอ่ยได้ครั้งเดียว ต่อไปสมควรประพฤติตนเช่นไร ท่านไปพิจารณาเองเถอะ”

หลังเที่ยงของวันอันเหน็บหนาว แสงแดดกำลังดี ดวงอาทิตย์อาบไล้ผืนหิมะ จัดจ้าแสบตา

 

วันนี้ หาใช่วันปกติที่สงบเงียบ สภามนตรีสูงสุดออกหนังสือประกาศระดมพล กองทัพหวงเทียนใกล้ได้เวลาเดินทัพปราบกบฏ บรรดาประมุขตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดต่างพากันช่วงชิงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพหวงเทียนอย่างเอาเป็นเอาตาย จูเก่อมู่ชิงประมุขตระกูลจูเก่อไม่อยู่ในจวน กิจธุระใหญ่น้อยล้วนมีจูเก่อไหวเป็นผู้ดูแลจัดการ บนท้องพระโรงราชสำนักต้าเซี่ย แสงดาบเงากระบี่ กวัดแกว่งฉวัดเฉวียน

และในวันนี้เช่นกัน จูเก่อเยว่คุณชายสี่แห่งคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อโดนงูพิษกัด แม้ได้รับการรักษาทันท่วงที ทว่าจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้น จูเก่อเยว่แม้อายุอ่อนวัย แต่เป็นขุนพลน้อยแห่งกองทัพหวงเทียน จบจากโรงฝึกนายทัพ เคยนำทัพปราบกบฏแถบซีเป่ยถึงสามครั้ง พลังยุทธ์สูงส่ง ถือเป็นบุคคลสำคัญของบ้านตระกูลจูเก่อไม่แพ้จูเก่อไหว

ตระกูลใหญ่อื่นๆ ล้วนหูตากว้างขวาง ไม่ช้าก็ได้ข่าวอย่างรวดเร็ว จูเก่อไหวเพิ่งส่งฎีกาเสนอชื่อน้องชาย คำคัดค้านของแต่ละตระกูลก็ถูกส่งเข้าวังเซิ่งจินตามหลังไปติดๆ

บ่ายวันนั้น หมอหลวงในวังมาพักแรมสั้นๆ ในคฤหาสน์จูเก่อ ความคิดที่จะขอมีเอี่ยวในกองทัพหวงเทียนของตระกูลจูเก่อ จึงมีอันต้องพับไป

กระตุกผมเส้นหนึ่งสะเทือนไปทั่วร่าง ประดาญาติผู้ใหญ่เชื้อสายตระกูลจูเก่อต่างพากันตบเท้าเยี่ยมเยือน คฤหาสน์จูเก่อพลันตกอยู่ในห้วงแห่งความอึกทึกครึกโครม

วันเดียวกัน เพราะอาการบาดเจ็บของจูเก่อเยว่ ภายในคฤหาสน์จูเก่อได้เปิดแสดงรายการแข่งขันชิงความเป็นใหญ่เหมือนกับวันอื่นๆ จิ่นจู๋สาวใช้ประจำตัวของนายน้อยสี่ที่วางก้ามใหญ่โตสิ้นชีพภายใต้ไม้กระบอง บ่าวชายผู้มีหน้าที่ลงไม้ของเรือนชิงซานสองนายก็ทุบตีกันเอง หนึ่งตายหนึ่งเจ็บ ผู้เจ็บอาการสาหัส เช้าวันถัดมาทนพิษบาดแผลไม่ไหว จบชีวิตไป พ่อบ้านใหญ่คฤหาสน์จูเก่ออยู่ดีๆ ก็โดนเฆี่ยนยี่สิบไม้เพราะกระถางหวายไม่กี่ใบ เวลานี้กำลังพักฟื้นด้วยความกระทบกระเทือนใจอยู่ในห้อง

ในบึงน้ำที่เลี้ยงจระเข้ไว้ มีอีกสามศพจมดิ่งลงไปอย่างเงียบเชียบ เป็นอาหารโอชะของกุ้งหอยปูปลา หามีผู้ใดเหลียวแลไม่

ราตรีมืดมิด ดวงดาวอับแสง ฉู่เฉียวรับเงินกระดาษชุดสุดท้ายจากมือของเสี่ยวปา ค่อยๆ วางลงที่กลางอ่างไฟ

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1