บทที่ 3 นวลนางเผชิญโลก

      ลี้เซี้ยออกจากห้องไปครู่ใหญ่ โอ้วเง็กจินค่อยระงับสติวิ่งถึงข้างประตู สอดส่ายสายตามอง พบว่าคนร้ายชุดขาวผู้นี้จากไปจนไร้ร่องรอยแล้ว

      นางระบายลมจากปากยาวๆ กล่าวว่า

      “ในที่สุดทูตทางวิญญาณผู้นี้จากไปแล้ว” ซิมอูไม่กล่าวกระไร ค้นหาเสื้อผ้าตัวเองจากในตู้เสื้อผ้า นำไปผลัดเปลี่ยนที่ห้องข้างเคียง

      เมื่อเขากลับออกมา ก็สวมชุดดำมอมแมมนั้นดังเดิม ถือห่อผ้าเดินออกจากห้อง ทิ้งให้โอ้วเง็กจินอยู่ตามลำพัง โอ้วเง็กจินทอดถอนใจ ม้วนเกล้าผมเผ้าอย่างรีบร้อน สวมหมวกทับลงไป กลับคืนสู่รูปแบบของกงจื้อรูปงามอีกครา ตั้งชุนฮี้สามารถลุกขึ้นนั่งแล้ว ดวงตานางทอแววแค้นเคือง กล่าวว่า

      “พวกเขาล้วนไปแล้ว แต่ต่างไม่เอ่ยปาก ที่แท้พวกเขาคิดไปที่ใด โอ้วเง็กจินกล่าวว่า

      “นี่เป็นความกลัดกลุ้มใจของข้าพเจ้า แต่ท่านไม่จำเป็นต้องกลัดกลุ้มใจด้วย” ตั้งชุนฮี้กลับเข้าใจความหมายของนาง ทอดถอนใจกล่าวว่า

      “ถูกแล้ว ไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด และไม่ว่าพวกเขาทำอะไร ล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ได้พบกับพวกเขาอีก”

      “ถูกต้อง แต่ท่านไม่ต้องทอดถอนใจ นี่นับเป็นวาสนาของท่าน ที่ไม่ต้องเผชิญกับบุรุษที่มี่ฝีมือเหล่านั้น...”

      “บุรุษควรมีฝีมือจึงถูกต้อง”

      โอ้วเง็กจินกล่าวว่า

      “แต่บุรุษที่มีฝีมือมีนิสัยแข็งกร้าว แต่ละคนผิดแผกแตกต่างกันไป สร้างปัญหาแก่พวกเราเหล่าสตรีอย่างใหญ่หลวง” นางเดินไปที่ประตู ปากกล่าวว่า

      “ลาก่อน อาจบางทีลี้เซี้ยจะไม่ปรากฏขึ้นที่หมู่บ้านประมงนี้อีก” ตั้งชุนฮี้ ร้องถามว่า

      “หากข้าพเจ้าพบกับเขาอีก สามารถสนทนากับเขาหรือไม่?”

      โอ้วเง็กจินชะงักเท้าที่ข้างประตู ครุ่นคิดชั่วครู่จึงกล่าว

      “สามารถ แต่นี่หามีประโยชน์ต่อท่านไม่”

      “ไม่มีผู้ใดพูดจากับเขาได้ แต่ข้าพเจ้าสามารถ เช่นนี้ก็พอแล้ว”

      โอ้วเง็กจินเหลียวหน้ามากล่าวว่า

      “ท่านดูไปไม่คล้ายเป็นหญิงสาวชนบท” ตั้งชุนฮี้รับคำว่า

      “คาดว่าคงใช่ ทั้งนี้เพราะผู้อื่นล้วนกล่าวเช่นนี้”

      โอ้วเง็กจินสำรวจมองนาง พบว่าตั้งชุนฮี้มีปากแก้มคิ้วคางรับกันอย่างเหมาะเจาะ ดวงตาที่ปราดเปรียว แสดงว่านางฉลาดหลักแหลม ผิวพรรณที่สมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด เป็นที่ยืนยันว่านางมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

      ดูจากอายุ นางอย่างมากอยู่ในวัยสิบเจ็ดปี นับเป็นบุปผาแรกตูมรอเบ่งบานโอ้วเง็กจินพลันบังเกิดความคิดแปลกประหลาดวูบหนึ่ง ถามว่า

      “ตั้งชุนฮี้ ท่านคิดฝึกฝีมือหรือไม่?” ตั้งชุนฮี้งงงันวูบจึงกล่าว

      “คิดนั้นคิดอยู่ แต่ข้าพเจ้าอายุไม่น้อยแล้ว ทั้งไม่รู้จักหนังสือ”

      “ข้าพเจ้ารู้จักคนผู้หนึ่ง ที่เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ หากมันยอมรับท่านเป็นศิษย์ ท่านต้องมีความสำเร็จแน่นอน”

      ตั้งชุนฮี้กล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า

      “เป็นบุรุษผู้หนึ่งหรือ?”

      “มิผิด มิหนำซ้ำมันยังเยาว์วัย ทั้งไม่ใช่คนดี ไม่ปล่อยให้หญิงสาวงดงามหลุดมือไปได้”

      “อย่างนั้นจะได้อย่างไร?”

      “ไฉนไม่ได้ บุรุษชมชอบสตรี สตรีชมชอบบุรุษล้วนเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล”

      “แต่ข้าพเจ้า...”

      โอ้วเง็กจินกล่าวอีกว่า

      “บุรุษผู้นี้แม้ไม่มีชื่อเสียงดีงาม แต่มีหน้าตาไม่เลว นิสัยก็ถือดียิ่ง”

      “เขาเมื่อมีฝีมือติดตัว ย่อมถือดีได้”

      “บอกต่อท่าน ท่านไม่ต้องกลัวบุรุษที่ถือดีเช่นนี้ เมื่อถึงคราคับขันขอเพียงท่านยืนกรานไม่ยินยอม มันจะไม่บังคับขืนใจท่าน”

      พลางล้วงทองคำจากอกเสื้อแท่งหนึ่ง พร้อมกับใช้ดินสอถ่านเขียนชื่อแซ่และที่อยู่ของบุรุษผู้นั้นลงบนกระดาษ มอบต่อตั้งชุนฮี้

      ตั้งชุนฮี้ยามกะทันหันไม่ทราบทำอย่างไรดี กล่าวว่า

      “เขายอมรับตัวข้าพเจ้าไว้หรือ?”

      “ท่านเพียงบอกต่อมันว่า หลังจากที่ท่านพบกับลี้เซี้ยและซิมอู ท่านบังเกิดความรู้สึกว่า บุรุษผู้อื่นไม่อาจทัดเทียบเปรียบได้ ดังนั้นคิดฝึกวิทยายุทธ์ เพื่อไปมาหาสู้กับบุรุษที่มีฝีมือ มันหลังจากรับฟัง ต้องรับตัวท่านไว้ ทั้งนี้เพราะมันมุ่งหวังว่าท่านจะมีความทรงจำต่อมันลึกซึ้งกว่าลี้เซี้ย กับซิมอู” ตั้งชุนฮี้กล่าวถามว่า

      “ท่านรู้จักเขาหรือ?”

      “ย่อมรู้จักเขาหรือ?”

      “ย่อมรู้จัก”

      “อย่างนั้นข้าพเจ้าสามารถเอ่ยถึงท่านหรือไม่?”

      “ขอเพียงท่านอย่าได้บอกต่อเขาว่า ท่านล่วงรู้นิสัยอันถือดีของเขาไม่ว่ากล่าวกระไรก็ได้”

      สีหน้านางปรากฏแววเลื่อนลอยขึ้น สาวเท้าออกจากห้อง

      ตั้งชุนฮี้มือถือทองคำแท่งอันหนักอึ้ง ยืนซึมเซากับที่

      นางทราบดีว่าต่อให้นางไม่ไปเสาะคนนามเจี่ยซิ้ง ซึ่งเป็นบุรุษที่โอ้วเง็กจินแนะนำ นับแต่นี้นางก็ไม่สามารถกลับคืนสู่ชีวิตอันเรียบง่ายสมถะได้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะก่อเกิดเป็นระลอกในจิตใจนางไม่หยุดยั้ง ซึ่งก็หมายความว่า นางอยากจะใช้ชีวิตอันจำกัดที่หมู่บ้านประมงชายฝั่งทะเลแห่งนี้อีกต่อไป บุรุษในหมู่บ้านซึ่งมีรูปแบบอย่างเดียวกันก็สร้างความจืดชืดไร้รสชาติแก่นาง

      นางครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ค่อยเก็บซ่อนทองคำและเศษกระดาษนั้นไว้ เข้าครัวไปก่อไฟ

      ครึ่งชั่วยามให้หลัง บุรุษของหมู่บ้านประมงทยอยกลับมา ทุกผู้คนล้วนไม่ปริปากเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น กริ่งเกรงว่าเรื่องราวล่วงรู้ถึงหูโจรสลัดเหล่านั้น จะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น

      เมื่อถึงยามสนธยา ขอบฟ้าเป็นสีรุ้งแพรวพราย ม่านพลบค่ำเริ่มกล้ำกราย ทุกบ้านช่องตระเตรียมดับไฟเข้านอนแล้ว

      ยามนั้นบังเกิดเสียงฝีเท้าม้าดังมา สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่คนในหมู่บ้านประมงขึ้น ทุกที่ทางเงียบสงบลง

      ตั้งชุนฮี้ยืนอยู่ข้างประตู ทอดสายตามองออกไป ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหยุดที่อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน ชั่วครู่ให้หลัง แว่วเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น

      ทั่วทั้งหมู่บ้านยิ่งเงียบสงัดปราศจากสุ้มเสียง ในม่านพลค่ำปราศจากผู้คนเคลื่อนไหวที่นอกห้องแม้สักคนเดียว

      ตั้งชุนฮี้ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเคลื่อนมาอย่างแช่มช้า ไม่นานให้หลัง เห็นหนึ่งคนหนึ่งม้ามุ่งมาทางด้านนี้ ต้องงงงันวูบ ที่แท้เงาร่างนั้นกลับเป็นสตรี ศีรษะสวมหมวกเล้ยปีกกว้าง บนร่างสวมเสื้อผ้าสีขาวเงินยวงทอจากเนื้อแพร ในลมทะเลโชยพัด รู้สึกเบาบางยิ่ง นางเดินอย่างปลอดโปร่ง คล้ายไม่รู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อยที่กลางหลังสะพายกระบี่เล่มหนึ่ง พู่กระบี่โชยพัดพลิ้ว ที่หว่างเอวยังเสียบกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง หญิงสาวนางนี้ไม่ได้ขี่ม้า ม้าคู่ขาก้าวเหยาะย่างตามติดอยู่ด้านหลัง มิต้องให้นางจูงบังเหียนม้าแต่อย่างไร

      ม้าตัวนี้ดำปลอด วาววับเป็นประกาย บวกกับประดับอานม้าบังโกลนวิจิตรงดงาม ท่าทางองอาจสง่า คล้ายมีญาณแสนรู้ มิต้องคอยจูงแต่อย่างไร

      หญิงสาวสะพายกระบี่พอลดเลี้ยวออกมา ก็กวาดตาสำรวจมองพบเห็นตั้งชุนฮี้ยืนอยู่หน้าบ้าน พลันเดินตรงเข้ามา ตั้งชุนฮี้เห็นหญิงสาวนางนี้คิ้วยาวจรดจอน ตากระจ่างดั่งน้ำค้างกลางหาว ปรางแก้มคล้ายแต้มชาด มีอายุยี่สิบเศษ นับว่างดงามสะคราญไม่คล้ายเป็นคนนิสัยดุร้าย ไม่ทราบเสียงแผดร้องเมื่อครู่เกิดขึ้นได้อย่างไร

      หญิงสาวสะพายกระบี่กวัดแกว่งแส้สีทองในมือ ผงกศีรษะต่อตั้งชุนฮี้ กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าถามท่านสักหลายคำ ท่านยินยอมตอบหรือไม่?”

      ตั้งชุนฮี้ถามว่า

      “ท่านคิดถามอันใด?” หญิงสาวสะพายกระบี่เลิกคิ้วกล่าวว่า

      “ขอบคุณฟ้าดิน นับว่าพบคนกล่าววาจาแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผู้คนในหมู่บ้านล้วนเป็นใบ้เสียอีก” หยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ

      “เมื่อครู่ข้าพเจ้าถามผู้คนหลายคน พวกเขาล้วนไม่กล่าววาจา ข้าพเจ้ายามขุ่นเคืองใจจึงโบยแส้ใส่”

      ตั้งชุนฮี้นับว่าผ่านพบเรื่องราวที่น่าตระหนกมา กับคำพูดของนางไม่แตกตื่นตระหนกเท่าใด

      หญิงสาวสะพายกระบี่มองดูนาง กล่าวว่า

      “ท่านคงไม่ล่วงรู้ความร้ายกาจของแส้ใยทองของข้าพเจ้า...”

      ตั้งชุนฮี้กล่าวว่า

      “ไม่ ข้าพเจ้าทราบว่าต้องน่ากลัวยิ่ง”

      “ท่านทราบได้อย่างไร?”

      “ข้าพเจ้าพอเห็นลักษณะของโกวเนี้ยก็ทราบได้”

      “ท่านมีสายตามิใช่ชั่ว บอกต่อท่าน ผู้ที่ถูกแส้นี้โบยใส่ จะปวดแปลบจับใจ มิหนำซ้ำยิ่งเป็นผู้มีฝีมือกล้าแข็ง ยิ่งเจ็บปวดสุดทนทาน”

      ตั้งชุนฮี้ผงกศีรษะกล่าวว่า

      “โกวเนี้ยต้องการทราบอันใด?”

      “ข้าพเจ้าคิดสอบถามถึงคนผู้หนึ่ง ไม่ทราบมันเดินทางผ่านสถานที่นี้หรือไม่?”

      “นั่นเป็นบุคคลเยี่ยงไร?”

      หญิงสาวสะพายกระบี่ดูจากปฏิกิริยาของนาง ต่างกับหญิงสาวชนบททั่วไป ต้องสะกิดความสงสัยใจขึ้น กล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าเรียกว่าเหี่ยนิ้ม ท่านเล่า?” ตั้งชุนฮี้บอกชื่อแซ่ของตัวเองออกไป เหี่ยนิ้มชำเลืองมองนางครุ่นคิดขึ้น

      ‘ชื่อของนางพื้นเพธรรมดา แตกต่างจากการแสดงออกของนาง’

      นางเหลียวมองบ้านช่องรอบข้าง ตลอดจนห้องหับของตั้งชุนฮี้แสดงว่ามีคนอาศัยอยู่ แต่ไม่มีคนออกมาสำรวจดูแต่อย่างไร

หนังสือแนะนำ

Special Deal