บทที่ 6 เหตุแปรเปลี่ยนกลางคัน (หน้า 5)

       ทั้งหมดกวาดมองไปยังเส้นทางเดิน เห็นซี่กรงเหล็กสีดำชั้นหนึ่งเลื่อนลงมา ตัดแบ่งเส้นทางเดิน เห็นซี่กรงเหล็กสีดำชั้นหนึ่งเลื่อนลงมา ตัดแบ่งเส้นทางเดินเป็นสองส่วน ลื่อค้วงอยู่อีกด้านหนึ่งของเส้นทาง ห่างไกลจากซี่กรงเหล็กไกลโข คล้ายกริ่งเกรงถูกฉิ้งซึงปอทำร้ายผ่านซี่กรงเหล็กก็ปาน

       ฉิ้งซึงปอจับจ้องมองลื่อค้วงนิ่งนาน ค่อยกล่าวว่า

       “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมีวิธีปลีกตัวออกไป โดยอาศัยพวงกุญแจในมือท่าน ตอนที่ท่านใช้กุญแจเปิดไขประตูคุกด้วยตนเอง ข้าพเจ้าสมควรตื่นตัวจึงถูกต้อง ทั้งนี้เพราะท่านไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เช่นนี้ด้วยตัวเอง”

       ลื่อค้วงหัวร่ออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง กล่าวว่า

       “โกวเนี้ยแยกแยะถูกต้อง น่าเสียดายที่สายไปก้าวหนึ่ง ตอนนี้สถานการณ์พลิกผัน สุดที่ท่านจะแก้ไขกลับกลายได้”

       ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

       “กล่าวตามความสัตย์ ข้าพเจ้าชิงชังคนเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นท่านยิ่ง หากท่านยินยอมมอบกุญแจออกมา ข้าพเจ้าจะไม่สืบสาวเอาความหากว่าท่านเข้าใจว่าสามารถกักตัวข้าพเจ้าไว้ รอจนข้าพเจ้าเอาตัวรอดได้ ต้องปลิดชีวิตท่าน เป็นการขจัดเภทภัยให้กับส่วนรวม”

       ลื่อค้วงเห็นฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างเชื่อมันปานนี้ อดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้ ถอยปราดไปในคุกศิลา แต่มันจะอย่างไรได้รับผลสะท้อนจากเงี่ยมบ้ออุ้ยมากกว่า ไม่ถูกฉิ้งซึงปอครอบงำจิตสำนึกไว้ ในที่สุดชะโงกศีรษะออกจากประตูคุก แค่นหัวร่อกล่าวว่า

       “โกวเนี้ยหากมีปัญญาทำลายซี่กรงเหล็ก เราได้แต่ยอมรับชะตากรรม แต่คำพูดต้องย้อนกลับมากล่าว หากท่านมีความสามารถเช่นนี้ ไยต้องให้เรามอบกุญแจออกไป”

       ทุกผู้คนพอฟัง มิอาจไม่ยอมรับว่ามีเหตุผล บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวไม่ยินยอมพร้อมใจ เดินไปศึกษาดูซี่กรงเหล็กอยู่เนิ่นนาน ค่อยทอดถอนใจยาว เลิกล้มความคิดทำลายซี่กรงเหล็ก

       ลื่อค้วงเห็นเช่นนั้น พานเดินส่ายอาดๆ ออกมา มิหนำซ้ำเข้าใกล้ซี่กรงเหล็ก กล่าวว่า

       “บอกต่อจมูกโค (คำด่านักพรต) ท่าน ซี่กรงเหล็กเหล่านี้หลอมจากกึ่งบ้อ (ยอดเหล็กกล้า) ที่มีความแข็งแกร่งสุดยอด ต่อให้เป็นคนพกพายอดศัสตราวุธ ก็ไม่สามารถทำลายได้”

       บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวขุ่นแค้นจนคิดใคร่เบียดผ่านซี่กรงเหล็กออกไปหักหาญกับมันสักครา ฉิ้งซึงปอพลันกล่าวว่า

       “ลื่อค้วง ท่านลำพองจนลืมตนไปแล้ว ท่านใช่เคยได้ยินวิชางื่อเกี่ยมจือซุก (ยอดวิช คุมกระบี่) ที่สามารถปลิดชีวิตผู้คนในระยะห่างร้อยก้าวหรือไม่?”

       คำพูดนี้พอกระทบโสตลื่อค้วง ต้องสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บ รู้สึกมีพลังกระบี่เยียบเย็นสายหนึ่งคุกคามถึงตัว ซึ่งความจริง นี่เป็นความหวาดระแวงของมันเอง ฉิ้งซึงปอหาได้แผ่พุ่งรังสีกระบี่ออกไม่

       ควรทราบว่าฉิ้งซึงปอห่างจากซี่กรงเหล็กสองวา ลื่อค้วงก็ห่างจากซี่กรงเหล็กร่วมวา ดังนั้นมีระยะห่างกันสามวา นอกจากฉิ้งซึงปอฝึกปรือถึงขั้นสูงสุดของมรรคากระบี่ ไม่เช่นนั้นไม่สามารถแผ่รังสีกระบี่ยาวไกลถึงเพียงนั้น

       ลื่อค้วงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ กริ่งเกรงว่าหากตัวเองขยับเคลื่อนไหว ฝ่ายตรงข้ามจะใช้กระบี่แผ่พุ่งพลัง จู่โจมสังหารตัวเอง

       ยามนั้น ฉิ้งซึงปอสาวเท้าก้าวเข้าหาซี่กรงเหล็ก นางเดินออกไปหนึ่งก้าว ลื่อค้วงรู้สึกรังสีกระบี่เพิ่มพูนอีกหนึ่งส่วน ถึงกับขนลุกเกรียวทั่วร่าง แทบออกปากยอมจำนน ส่งมอบกุญแจออกไป แต่มันไม่อาจทำเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เพราะตอนที่มันล่าถอยเข้าคุกศิลา ได้ทิ้งกุญแจอยู่ภายในคุก

       มันคิดไม่ถึงว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย กลับน่าประหวั่นพรั่นใจถึงเพียงนี้ หากมันคาดการณ์ว่าจะเป็นเช่นนี้ ต้องไม่ยอมออกมาเด็ดขาด

       ฉิ้งซึงปอเดินถึงข้างซี่กรงเหล็ก ห่างจากมันเพียงหนึ่งวา ไม่เพียงแต่ลื่อค้วงที่ยืนซึมเซาราวรูปปั้นไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว บุคคลอื่นก็เขม็งตึงเครียด ไม่ทราบว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนผันอย่างไร

       สีหน้าฉิ้งซึงปอสงบราบเรียบ แม้แต่ลื่อค้วงที่กลอกกลิ้งมากเล่ห์ก็คาดคำนวณความในใจของนางไม่ออก เพราะเหตุนี้มันยิ่งเกรงขามไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ ได้ยินนางกล่าวว่า

       “กุญแจไม่ได้อยู่ที่ตัวท่าน ใช่หรือไม่ ดังนั้นตอนนี้ต่อให้ท่านมีความคิดยอมจำนน ก็ทำไม่ได้ หากปล่อยให้ท่านเข้าคุกศิลาไปหยิบฉวย มาตรว่าท่านมีความจริงใจ แต่พอเข้าคุกศิลา ปิดประตูลง คงต้องเปลี่ยนความตั้งใจแล้ว”

       ลื่อค้วงแทบตัวสั่นงันงก รู้สึกสองเท้าอ่อนระทวย กลางหลังมีเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมา มิอาจไม่ยอมรับว่าฝ่ายตรงข้ามกล่าวถูกต้อง

       ฉิ้งซึงปอถอนใจเบาๆ กล่าวว่า

       “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะตั้งประจันกับเงี่ยมบ้ออุ้ย ท่านนับเป็นบุคคลแรกที่ข้าพเจ้าลงมือฆ่า มาตรว่าข้าพเจ้าพยายามให้ท่านได้สำนึกจนใจที่ท่านมีชะตาเช่นนี้ นับเป็นที่น่าเสียดายนัก”

       ปากกล่าววาจา แต่ยังไม่ชักกระบี่ลงมือ สร้างความปวดร้าวแก่ลื่อค้วงยิ่ง คนคราใกล้ตาย ที่ปวดร้าวมิใช่ความตาย หากแต่เป็นช่วงเวลาที่รอคอยความตายกล้ำกราย รสชาติของความปวดร้าว ยังยิ่งกว่าทัณฑ์ทรมานใด?

       บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวเห็นเช่นนั้น อดกล่าวมิได้ว่า

       “โกวเนี้ยเมื่อตัดสินใจฆ่ามัน ไฉนไม่ลงมือ?”

       ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

       “ข้าพเจ้ายังไม่สามารถฝึกปรือยอดวิชาคุมกระบี่ ไหนเลยฆ่ามันได้?”

       ลื่อค้วงพลันรู้สึกว่าพลังกระบี่สลายคลาย หัวเข่าก็ไม่อ่อนระทวยอีก ดังนั้นระบายลมจากปากยาวๆ กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า

       “เอียเท้าอันร้ายกาจ กลับกล้าหยอกเย้าเราถึงเพียงนี้ จะช้าเร็วจะให้ท่านรับทราบฝีมือของเรา”

       มันพอพบเห็นสภาพความจริง ก็ไม่ระย่นย่อเช่นตอนแรกอีก บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวกระชากเสียงว่า

       “บัดซบ หากทราบเช่นนี้แต่แรก เราจะไม่ขอให้นางลงมือแล้ว”

       ลื่อค้วงแค่นหัวร่อกล่าวว่า

       “ชนชั้นเช่นท่าน ยังทราบแต่แรกอันใดได้?” บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวแทบขุ่นแค้นจนคลั่งใจตาย ได้แต่เป่าหนวดถลึงตา ไม่อาจตอบโต้ได้

       ลื่อค้วงกล่าวอีกว่า

       “พวกท่านรับฟังไว้ หากเดินเข้ามาแต่โดยดี ปล่อยให้เราจี้สกัดจุด จะรอดพ้นจากทัณฑ์ทรมาน สำหรับขั้นสุดท้ายจะจัดการอย่างไรเป็นเรื่องของจึงจู้ผู้เฒ่า”

       ฉิ้งซึงปอชิงกล่าวว่า

       “ตกลง คาดว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยไม่อาจทำอย่างไรข้าพเจ้าได้”

       พลางหันหลังให้กับมัน กล่าวอีกว่า

       “ท่านเข้ามาลงมือเถอะ”

       ลื่อค้วงกลับไม่กล้าคุกคามเข้าใกล้ กล่าวว่า

       “เราจึงไม่หลงกลโดยง่ายดาย ซึ่งความจริง ในใจท่านมีความคิดอ่านอันใด เราล้วนทราบได้ ท่านไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือเราเด็ดขาดพวกเราคอยดูไปเถอะ”

       ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

       “วิธีที่ท่านจะคร่ากุมพวกเรา มีแต่ตัดทอนอาหารน้ำดื่ม ทำให้พวกเราสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ขัดขืน ประการนี้พวกเราได้คิดแต่แรกแล้ว”

       “มิผิด แต่ยังมีอีกข้อหนึ่ง นั่นคือเราจะยืดเวลาออกไป โดยปรกติแล้ว เพียงปล่อยให้ฝายตรงข้ามอดอาหารและน้ำดื่มแปดวันสิบวัน แต่ยามจัดการกับท่าน จะยืดเวลาเป็นหนึ่งถึงสองเดือน เราทราบว่าท่านมีพลังฝีมือเลิศล้ำ สามารถยืนหยัดนานกว่าผู้อื่น จะอย่างไรไม่ถึงกำหนดเวลาเราจะไม่ทดลองโดยพลการ”

       ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

       “ข้าพเจ้าทราบ เมื่อถึงเวลา ท่านจะใช้สอยบริวารผู้หนึ่งเข้ามาตรวจสอบดู หลังจากที่มันเข้ามา ก็ปล่อยซ่กรงเหล็กบนเส้นทางทุกสายลง หากว่าข้าพเจ้ายังสามารถลงมือ อย่างมากท่านเพียงเสียสละชีวิตบริวารผู้หนึ่ง ใช่หรือไม่?”

       ลื่อค้วงมิอาจไม่ผงกศีรษะยอมรับ กล่าวว่า

       “ท่านทราบจะมีประโยชน์ใด ท่านยังมีหนทางอันใด?”

       “ย่อมมีหนทาง ข้าพเจ้าจะลอกเลียนท่าน ส่งกระดาษข้อความออกไป ให้บริวารของท่านรายงานต่อเงี่ยมบ้ออุ้ยว่า ข้าพเจ้าถูกกักตัวอยู่ที่นี่คาดว่าพวกมันไม่กล้าไม่ปฏิบัติตาม”

       ลื่อค้วงรับฟังจนหน้าแปรเปลี่ยนไป รีบรุดกลับเข้าคุกศิลา ชั่วครู่ให้หลังค่อยออกมา ฉิ้งซึงปอจึงกล่าว

       “ท่านใช่เขียนคำสั่งทิ้งไว้ในช่องส่งอาหาร ห้ามไม่ให้ผู้ใดส่งข่าวถึงเบื้องบนหรือไม่ หากข้าพเจ้าไม่ทันคิดถึงข้อนี้ ยังจะกล่าวเตือนสติท่านหรือ?”

       ลื่อค้วงเห็นฝ่ายตรงเปิดเผยความคิดอ่าน ตลอดจนความเคลื่อนไหวของตัวเองออกมา ต้องตะลึงลานกับที่ กล่าวอย่างเลื่อนลอยว่า

       “ท่านคิดส่งข่าวถึงจึงจู้ผู้เฒ่า แต่หนทางสายนี้ถูกเราปิดกั้นไว้ เรายังมีอันใดผิดพลาด?”

       ฉิ้งซึงปอกล่าวเสียงราบเรียบ

       “ท่านมิต้องร้อนรุ่ม จะได้รับคำตอบโดยเร็ว”

       พลางหันไปกล่าวกับฮี้โหงวน้ำว่า

       “รบกวนท่านเฝ้าอยู่ที่นี้ อย่าให้มันหลบหนีออกจากเส้นทางเดิน”

       ลื่อค้วงแค่นหัวร่อ นอกจากตัวเองเสียสติ จึงจะเปิดซี่กรงเหล็กหลบหนีจากไป เห็นฉิ้งซึงปอหันกายไปอีกทางหนึ่ง อดลังเลมิได้ หรือว่านางมีปัญญาทำลายซี่กรงเหล็กจริงๆ?”

       จากนั้นมันครุ่นคิด หากว่านางสามารถทำลายซี่กรงเหล็ก ไยไม่ทำลายซี่กรงเหล็กด้านนี้ ดังนั้นระบายลมจากปากยาวๆ ครุ่นคิดในใจ

       ‘เราเป็นไรแล้ว เสียทีที่ผ่านคลื่นลมมาอย่างโชกโชน กลับถูกหญิงสาวนางหนึ่งข่มขู่จนขวัญฝ่อ หวาดระแวงต่างนานา’

       มันกลับเข้าคุกศิลา ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างโปร่ง ตระเตรียมทำศึกยืดเย้อ ไม่คิดเปลืองเรี่ยวแรงอันใดอีก

หนังสือแนะนำ

Special Deal