บทที่ 6 เหตุแปรเปลี่ยนกลางคัน (หน้า 4)

     หลวงจีนเรื้อรังส่งเสียงสรรเสริญพระคุณคำหนึ่งกล่าวว่า

     “ฉิ้งโกวเนี้ยมากอิทธิฤทธิ์ นี่เป็นหนึ่งในบุญญา น่าเสียดายแพวิเศษที่พาให้ถึงฝั่ง เพียงรองรับโกวเนี้ยคนเดียว สรรพชีวิตในโลกหล้าจะทำฉันใด?”

ฉิ้งซึงปอกล่าวเสียงราบเรียบว่า

     “วาจาของไต้ซือ มีส่วนช่วยให้ข้าพเจ้าได้คิด แต่การกระทำของข้าพเจ้า อาจต่างกับที่ท่านคาดคิดไว้ อีกประการ หากข้าพเจ้าโชคดีประสบความสำเร็จ พิสูจน์ว่าหนทางนี้บรรลุถึงฝั่งได้ ก็นับเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวง ไต้ซือเห็นเป็นอย่างไร?”

     ทั้งสองถกหลักปรัชญา ทุกผู้คนล้วนไม่เข้าใจกระจ่าง ที่น่าประหลาดคือ ลื่อค้วงวางแผนอุบายตระเตรียมใช้ออก ยามนี้กลับสมองว่างเปล่า ปราศจากความคิดอ่านใด

     ฉิ้งซึงปอกวาดตาไปยังลื่อค้วง กล่าวถามว่า

     “ภายในคุกยังมีผู้คนอีกมากน้อยเท่าใด?”

     ลื่อค้วงตอบโพล่งว่า

     “ยังมีอีกสองคน”

     คำพูดพอกล่าว รู้สึกไม่ถูกต้อง ตัวเองเผชิญหน้ากับหญิงสาวเยาว์วัยเช่นนี้ กลับถูกนางชี้นิ้วบงการ ไม่อาจปิดป้องต้านรับได้

     ฉิ้งซึงปอสั่งมันมอบพวงกุญแจแก่ฮี้โหงวน้ำ จากนั้นกล่าวกับฮี้โหงวน้ำว่า

     “ท่านนำคนทั้งสองนั้นมายังที่นี้ พร้อมกับดูว่าภายในคุกยังมีผู้อื่นหรือไม่?”

     ฮี้โหงวน้ำน้อมกายรับคำ รับพวงกุญแจจากไป แพ้เตี้ยงกวาดมองลื่อค้วงแวบหนึ่ง กล่าวถามว่า

     “คนผู้นี้มิใช่เป็นหนึ่งในสิบสองหัวหน้าหน่วยเสื้อขาว สังกัดหมู่ตึกเราหรอกหรือ มาตรว่ามันไม่เคยเห็นโฉมหน้าแท้จริงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังจดจำมันออกได้”

     ลื่อควงฝืนยิ้มกล่าวว่า

     “เตี้ยงยี่เอี้ย (นางที่สองแซ่เตี้ยง) กล่าวไม่ผิด เจ้าผู้นี้เป็นหัวหน้าหน่วยโง่วแต่มันคล้ายตกอยู่ใต้มนต์มารของฉิ้งโกวเนี้ย ตกอยู่ใต้คำสั่งนาง”

     หลวงจีนเรื้อรังกล่าวเสริมขึ้น

     “ฉิ้งโกวเนี้ยหากไม่มีพลานุภาพปานนี้ ไหนเลยกล้าบอกว่าไม่ยึดถือผู้คนในโลกหล้าเป็นคู่มือ ซึ่งความจริงในโลกมีวีรบุรุษปัญญาชนไม่น้อย มีพลังชนิดหนึ่งมาแต่กำเนิด บันดาลให้ผู้คนยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง ฟังว่าเงี่ยมบ้ออุ้ยก็มีพลังชนิดนี้ ไม่ทราบใช่หรือไม่?”

     แพ้เตี้ยงกับลื่ออุ้ยล้วนผงกศีรษะ ยอมรับว่าเป็นความจริง หลวงจีนเรื้อรังกล่าวอีกว่า

     “แต่พวกท่านยังไม่ทราบ เงี่ยมบ้ออุ้ยยังไม่เทียบเท่าเจ้านครเขียวเรืองโรจน์รุ่นก่อนล้อนี้ ท่านผู้นี้มีพลานุภาพเหนือคนชนิดหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดได้พบหน้าสนทนา ล้วนยอมรับนบถือจนหมดหัวใจ ถึงกับยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ”

     ฉิ้งซึงปออดตื่นเต้นตระหนกมิได้ ครุ่นคิดขึ้น

     “หากเอ่ยถึงบุคลิกภาพมาแต่กำเนิดเช่นนี้ เราย่อมสู้ล้อเล่าเซี้ยจู้ (เจ้านครรุ่นก่อนแซ่ล้อ) ไม่ได้ นี่เกรงว่าสืบเนื่องจากข้อแตกต่างระหว่างบุรุษสตรีแล้ว”

หลวงจีนเรื้อรังกล่าวอีกว่า

     “วันนี้พวกเราสนทนาถึงเรื่องนี้ ทำให้อาตมาได้คิดเรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่เงี่ยมบ้ออุ้ยล้มล้างนครเขียวเรืองโรจน์ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับล้อเล่าเซี้ยจู้ คาดว่ามันเมื่อวัยฉกรรจ์ เคยถูกอำนาจบารมีของล้อเล่าเซี้ยจู้สะกดไว้ ดังนั้นถือสาเรื่องนี้ ไม่เสียดายกับการทุ่มเทเรี่ยวแรงประดามีล้มล้างนครเขียวเรืองโรจน์ให้จงได้”

     ขณะที่ท่านแสดงความเห็นเช่นนี้ ฉิ้งซึงปอกลับมีความคิดอ่านของนาง

     นางทราบว่าเพลงดาบสัประยุทธ์เลือดของตระกูลล้อ พิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน แทบเทียมบ่าเทียมไหล่กับเพลงกระบี่ของหอฟังเสียงคลื่น แต่อาจเป็นเพราะท่านสั่งสมความรุนแรงเกินไป ใช้พระเดขมากกว่าพระคุณเพราะเป็นเภทภัยแก่คนรุ่นหลัง สำหรับกับนางอาจไม่มีความยิ่งใหญ่เช่นล้อนี้ แต่อำนาจโน้มน้าวใจของนางจะลึกล้ำยาวนาน ยากที่จะลบเลือนได้

     นี่คือข้อแตกต่างระหว่างความแข็งกร้าวกับอ่อนโยน ความคิดอ่านของนางยิ่งเป็นวิชาความรู้อันลึกล้ำยาวนาน ยากที่จะลบเลือนได้

     นี่คือข้อแตกต่างระหว่างความแข็งกร้าวกับอ่อนโยน ความคิดอ่านของนางยิ่งเป็นวิชาความรู้อันลึกล้ำ ผู้อื่นไม่มีทางเข้าใจได้

พลันบังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้น ฮี้โหงวน้ำวิ่งปราดกลับมา กล่าวว่า

     “เรียนโกวเนี้ย คนในคุกศิลาทั้งสองไม่ยอมออกมา”

     ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

     “พวกเราไปชมดู” ใบหน้าลื่อค้วงปรากฏรอยยิ้มแสยะวูบหนึ่ง สาวเท้าไปก่อน ฉิ้งซึงปอก็กล่าวกับแพ้เตี้ยงว่า

     “ข้าพเจ้ายังมีคำพูดคิดกล่าวกับท่าน แต่ตอนนี้ท่านไม่สะดวกกับการเดินเหิน รอสักครู่ค่อยสนทนากัน”

     กล่าวจบ ชักชวนฮี้โหงวน้ำกับหลวงจีนเรื้อรังติดตามลื่อค้วงไป

     คนทั้งสี่เข้าสู่เส้นทางสายที่เจ็ด มาถึงหน้าคุกศิลาหลังหนึ่ง ฮี้โหงวน้ำก็เปิดช่องสี่เหลี่ยมบนบานประตูคุกออก ฉิ้งซึงปอ เห็นชายชราร่างสูงใหญ่ ผมเผ้าหนวดเคราล้วนขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเตียง คนผู้นี้หน้าแดงอิ่มเอิบ ขมับนูนสูงเด่น ไม่มีท่าทีซูบเซียวอิดโรยแต่อย่างไร

     ฉิ้งซึงปอฉุกใจคิด กล่าวถามว่า

     “ท่านผู้เฒ่าเป็นมือผลักบรรพตกวนท้งแห่งสำนักเสียวลิ้มกระมัง?

     ชายชราสูงใหญ่ผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า

     “มิผิด โกวเนี้ยเป็นใคร?”

     “ผู้เยาว์เป็นศิษย์หอฟังเสียงคลื่นฉิ้งซึงปอ ผู้อาวุโสแซ่กวนเชิญออกมาเถอะ”

     จากนั้นสั่งให้ฮี้โหงวน้ำเปิดประตูคุกออก

     มือผลักบรรพตยังคงนั่งแน่วนิ่ง กล่าวว่า

     “หากโกวเนี้ยเป็นทายาทหอฟังเสียงคลื่น เล่าฮิวไม่กล้ายกตนเป็นผู้อาวุโส แต่เล่าฮูยามกะทันหันนึกไม่ออกว่ามีวิธีทดสอบได้อย่างไรว่า โกวเนี้ยเป็นทายาทหอฟังเสียงคลื่นจริงๆ”

     หลวงจีนเรื้อรังถลันออกจากด้านหลังฉิ้งซึงปอ กล่าวว่า

     “กวนเฮียมิต้องระแวง อาตมาได้รับการช่วยเหลือจากฉิ้งโกวเนี้ยเอง”

     มือผลักบรรพตยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

     “อย่างนั้นเล่าฮิววางใจมากแล้ว แต่เงี่ยมบ้ออุ้ยเจ้าอุบายความคิดมันคุมขังอาตมาไว้ที่นี้ เพราะมีจิตเจตนาเคลือบแฝง หากว่าเล่าฮิวหลงกลอุบาย ผลสุดท้ายคงเลวร้ายสุดคาดคิด”

     หลวงจีนเรื้อรังเห็นมือผลักบรรพตกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าไม่ไว้วางใจตัวเอง ระแวงสงสัยว่าตัวเองอาจสวามิภักดิ์ต่อเงี่ยมบ้ออุ้ย ถึงกับบันดาลโทสะ จากนั้นครุ่นคิด หากเปลี่ยนเป็นตัวเองไม่แน่นักว่าจะระแวงคลางแคลงเช่นนี้

     ฉิ้งซึงปอไม่มีสีหน้าลำบากใจแม้แต่น้อย กล่าวว่า

     “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่มีปัญญาพิสูจน์ยืนยันศักดิ์ศรีของตัวเองได้”

     พลางหันไปกล่าวกับหลวงจีนเรื้อรังว่า

     “ภายในยังมีผู้ประสบภัยอีกคนหนึ่ง พวกเราเข้าไปชมดูแล้วค่อยว่ากล่าว”

     พลางเดินนำคนทั้งหมดไปยังเส้นทางสายที่แปด

     ลื่อค้วงคล้ายมีเจตนาประจบเอาใจ ใช้ลูกกุญแจไขเปิดประตูคุกศิลาหลังนี้ด้วยตนเอง ร้องดังๆ ว่า

     “ท่านนี้คือบัณฑิตเมฆรุ้งเขียวแห่งแชเซี้ย”

     ฉิ้งซึงปอพลันบังเกิดลางสังหรณ์ชนิดหนึ่ง จิตสำนึกถูกรบกวนดังนั้นเพ่งตาครุ่นคิด ไม่ได้รุดไปชมดูในบัดดล

     คนในคุกศิลาก็ไม่ได้ออกมา ลื่อค้วงล่าถอยไปด้านข้าง มองดูความเคลื่อนไหวของฉิ้งซึงปอ เห็นนางยืนสำรวมแน่วนิ่ง สร้างความประหลาดใจยิ่ง หว่างคิ้วอดปรากฏแววร้อนรุ่มมิได้

     ฉิ้งซึงปอขบคิดชั่วขณะ คาดเดาไม่ออกว่าในใจไฉนบังเกิดลางสังหรณ์เภทภัย เพียงเห็นว่าคราครั้งนี้ได้รับความตระหนก ไม่ประสบอันตรายใด ดังนั้นสาวเท้าไปยังคุกศิลา ภายในคุกมีนักพรตผอมซูบผู้หนึ่ง เพ่งตาวาววับมองดูผู้คนที่นอกประตู ชุดพรตของท่านสะอาดสะอ้าน แสดงว่าเป็นบรรพชิตที่มีนิสัยรักความสะอาด

     ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

     “เงี่ยมบ้ออุ้ยแม้ชาญฉลาดเหนือคน แต่วิธีการที่กระทำต่อเต้าเจี้ยง (คำยกย่องนักพรต) ยังคงผิดพลาด” บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวไม่เอ่ยปาก รอให้นางกล่าวสืบต่อ

     หลวงจีนเรื้อรังกล่าวถามว่า

     “ผิดพลาดที่ใด?”

     “หากมันต้องการให้เต้าเจี้ยงนี้ยอมสยบ ไม่ว่าข่มขู่บีบคั้น หยิบยื่นผลประโยชน์อย่างไร ล้วนไม่ประสบผล มีเพียงวิธีหนึ่งที่เต้าเจี้ยงมิอาจไม่ก้มหัวให้” บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวอดถามมิได้ว่า

     “วิธีอันใด?”

     ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

     “ขอเพียงมันทิ้งเต้าเจี้ยงอยู่ในสถานที่สกปรกแห่งหนึ่ง ทั้งคอยป้องกันเต้าเจี้ยงฆ่าตัวตาย เต้าเจี้ยงได้แต่ยอมสยบแล้ว” บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวหวนนึกถึงตัวเองมีนิสัยรักความสะอาด วิธีที่ทำให้ตัวเองยอมสยบได้จริงๆ อดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้

หลวงจีนเรื้อรังกล่าวเสริมขึ้น

     “ท่านนี้คือทายาทหอฟังเสียงคลื่น ฉิ้งซึงปอโกวเนี้ย เต้าเฮีย (พี่ทางธรรม) ออกมาเถอะ พวกเราได้รับอิสรภาพแล้ว” ไม่ทันขาดคำ พลันได้ยินฮี้โหงวน้ำส่งเสียงอุทานอย่างแตกตื่นคำหนึ่ง หลวงจีนเรื้อรังหันกายไปชมดู ต้องร้องโพล่งว่า

     “ผิดท่าแล้ว ลื่อค้วงบังคับกลไก ปล่อยซี่กรงเหล็กเลื่อนลงปิดเส้นทางเดิน แยกจากพวกเรา” ฉิ้งซึงปอกล่าวโดยไม่เหลียวหน้ากลับไปว่า

     “เช่นนี้เป็นว่าซี่กรงเหล็กที่ปลายทางเดินคงต้องปิดลง นอกจากพวกเราทำลายซี่กรงเหล็ก ไม่เช่นนั้นยากเอาตัวรอดได้”

     หลวงจีนเรื้อรังรุดไปชมดู ฉิ้งซึงปอยืนอยู่ในคุกศิลา หลับตาลงเล็กน้อย จมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด นับแต่เกิดเหตุจนถึงบัดนี้ สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย

     บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวกล่าวว่า

     “ความหนักแน่นเยือกเย็นของโกวเนี้ย นับว่าบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว” ฉิ้งซึงปอสั่นศีรษะกล่าวว่า

     “นั่นกลับมิใช่ ในใจข้าพเจ้าบังเกิดลางสังหรณ์แต่แรก เพียงแต่คำนวณไม่ออกว่าเป็นสาเหตุใด เมื่อฮี้โหงวน้ำส่งเสียงอุทาน ข้าพเจ้าก็ทราบว่าปัญหาเกิดจากลื่อค้วง”

     หลวงจีนเรื้อรังจากไปครู่หนึ่งค่อยกลับมา ที่เหนือความคาดหมาย คือ มือผลักบรรพตก็ติดตามกลับมาด้วย ที่แท้หลวงจีนเรื้อรังบ่งบอกเหตุแปรเปลี่ยนครั้งนี้ต่อมือผลักบรรพต พิสูจน์ว่าฉิ้งซึงปอมิใช่บุคคลที่เงี่ยมบ้ออุ้ยจัดส่งมา

     บนเส้นทางสายที่เจ็ด ก็ปรากฏซี่กรงเหล็กชั้นหนึ่งเลื่อนปิดลงมา ออกไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งหมดถูกกักอยู่ระหว่างเส้นทางสองสายไม่อาจรุกหน้าล่าถอยได้ มือผลักบรรพตไม่ระแวงสงสัยต่อฉิ้งซึงปออีก แต่เช่นนี้ค่อยพิสูจน์ยืนยันศักดิ์ศรีของนาง ค่าตอบแทนนี้ออกจะสูงเกินไปแล้ว

     หลวงจีนเรื้อรังบ่งบอกสภาพของเส้นทางสายที่เจ็ดออกไป ฉิ้งซึงปอผงกศีรษะกล่าวว่า

     “เยี่ยงนี้จึงสมเหตุผล เงี่ยมบ้ออุ้ยวางมาตรการเช่นนี้ เพื่อกักตัวยอดฝีมือที่เข้ามาช่วยคน ดังนั้นซี่กรงเหล็กทั้งสองชั้นนี้สุดที่เรี่ยวแรงผู้คนจะทำลายได้” มือผลักบรรพตกล่าววาจาแสดงความเสียใจ จากนั้นกล่าวอีกว่า

     “เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราไยมิใช่ไม่มีความหวัง หลบหนีออกไป?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

     “มิผิด พวกเราไยมิใช่ไม่มีความหวัง หลบหนีออกไป?” ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

     “มิผิด พวกเราเท่ากับถูกพวกมันคร่ากุมไว้ จะช้าเร็วต้องถูกแยกขังอยู่คนละห้อง” บัณฑิตเมฆรุ้งเขียวกล่าวว่า

     “พวกเราแม้ออกไปไม่ได้ คาดว่าพวกมันก็ไม่กล้าเข้ามา ไหนเลยแยกขังพวกเราได้ ใช่แล้ว พวกมันเพียงปล่อยให้พวกเราอดอยากระยะเวลาหนึ่ง ทุกผู้คนอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ย่อมจัดการกับพวกเราได้อย่างเต็มที่”

     ผู้คนที่หลงเหลือก็ได้คิดถึงเหตุผลข้อนี้ แต่ฉิ้งซึงปอได้คิดแต่แรกแสดงว่านางมีสติปัญญาหลักแหลม ความคิดอ่านรวดเร็วเหนือธรรมดา

ฮี้โหงวน้ำหัวร่ออย่างหดหู่ กล่าวว่า

     “ในสายตาลื่อจ้งก้วง ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นคนทรยศ เมื่อออกไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องรอคอยสืบไปแล้ว”

     ทุกผู้คนขณะจะถามมันรอคอยอันใด ฉิ้งซึงปอก็กระโดดปราดถึงข้างกายมัน แสดงรอยยิ้มที่ปลอบขวัญต่อมัน

ฮี้โหงวน้ำงงงันวูบ จึงกล่าว

     “โกวเนี้ยใช่ต้องการให้ผู้ต่ำต้อยรอคอยต่อไปหรือ?”

     ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

     “เป็นเช่นนั้นจริง ท่านอย่าได้คิดสั้นเป็นอันขาด”

     ฮี้โหงวน้ำขบคิดแล้วกล่าว

     “โกวเนี้ยกล่าวเช่นนี้ ผู้ต่ำต้อยจะรอคอยสืบไป”

     ทุกผู้คนค่อยทราบว่า ฮี้โหงวน้ำคิดฆ่าตัวตาย ภายหน้าจะได้ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์ในฐานคนทรยศที่สร้างความตื่นตระหนกแก่ทั้งหมดคือ ฉิ้งซึงปอชาญฉลาดปราดเปรื่อง ไม่รอให้อีกฝ่ายหนึ่งเคลื่อนไหว ก็ชิงยับยั้งเอาไว้

หนังสือแนะนำ

Special Deal