บทที่ 6 เหตุแปรเปลี่ยนกลางคัน (หน้า 3)

      หลวงจีนเรื้อรังแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “อาตมาแม้ถูกหักกระดูกสองแขน พวกเจ้าก็ไม่เชื่อมต่อให้ แต่อาตมาสามารถรักษาให้กับตัวเอง ประการนี้พวกเจ้าคงคิดไม่ถึงกระมัง?”

      ฮี้โหงวน้ำกล่าวถามว่า

      “ท่านคิดทำอย่างไร?”

      หลวงจีนเรื้อรังแค่นหัวร่อกล่าวว่า

      “อาตมาจะดีชั่วต้องฟาดคนต่ำช้าตายสักคนสองคน ค่อยระบายความแค้นในอกได้”

      ท่านเบิกตาโปนโต แผ่รังสีการฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราด ฮี้โหงวน้ำก็ยืนหยัดดุจขุนเขา หาประหวั่นพรั่นพรึงไม่ ทั้งสองยืนเผชิญหน้าชั่วขณะ หลวงจีนเรื้อรังตวาดก้อง สลับเท้าฟาดฝ่ามือในระดับเสมออก ลมฝ่ามือแหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงดัง พลังสภาวะหนักหน่วง แกร่งกร้าวยิ่ง

      ฮี้โหงวน้ำสะบัดฝ่ามือต้านปะทะ เสียงโครมเมื่อฮี้โหงวน้ำถอยกายไปหนึ่งก้าว หลวงจีนเรื้อรังกลับสืบเท้าไปหนึ่งก้าว แต่นี่มิใช่แสดงว่าฮี้โหงวน้ำต้านพลังฝ่ามือของหลวงจีนเรื้อรังไม่ได้ เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรุก อีกฝ่ายหนึ่งตั้งรับ สภาพการณ์แตกต่างกัน

      ดังนั้นหลวงจีนเรื้อรังตื่นตัวขึ้น หวนนึกถึงฝ่ายตรงข้ามเพียงเป็นบริวารหนึ่งในหมู่ตึก กลับมีพลังฝีมือระดับนี้ หากเปลี่ยนเป็นศิษย์ของเงี่ยมบ้ออุ้ย ตัวเองคงไม่มีหนทางได้ชัย เช่นนี้เป็นว่า สามปีที่คร่ำเคร่งฝึกปรือในคุกศิลาหามีประโยชน์ใดไม่ ยามคับแค้นเดือดดาล ต้องตวาดเสียงเกรี้ยวกราด สะบัดฟาดฝ่ามือออก

      ฮี้โหงวน้ำยกมือปิดป้องปะทะ เสียงโครมครามติดต่อกันห้าครา ภายในคุกศิลาบังเกิดกระแสลมปั่นป่วน ฮี้โหงวน้ำถอยร่นถึงเชิงผนังแล้ว หลวงจีนเรื้อรังตั้งใจตกตายพร้อมกับศัตรู ดังนั้นเกร็งลมปราณอึดหนึ่ง ทุ่มเทพลังฝีมือใส่สองแขน พลันได้ยินซุ่มเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังว่า

      “ไต้ซือ (คำยกย่องหลวงจีน) อย่าได้ลงมือด้วยอำมหิต คนผู้นี้แม้เป็นคนของหมู่ตึกเอกะ แต่ได้รับคำสั่งข้าพเจ้าเข้าไปปลุกเรียกท่าน” หลวงจีนเรื้อรังพอฟัง ค่อยเหลียวหน้าไปเห็นฉิ้งซึงปอยิ้มพลางกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าแซ่ฉิ้งนามซึงปอ เป็นศิษย์หอฟังเสียงคลื่นภูเขาโพวท้อซัว” หลวงจีนเรื้อรังอุทานดังอา ถอยกายไปหลายก้าว ประนมมือกล่าวว่า

      “หากมิใช่ทายาทหอฟังเสียงคลื่น คงไม่กล้าลูบหนวดเสือของหมู่ตึกเอกะแล้ว”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “เมื่อครู่ได้ยินไต้ซือบอกว่ากระดูกแขนทั้งสองข้างล้วนหักไป แสดงว่าได้รับความทรมานอย่างสาหัส สร้างความลำบากใจแก่ข้าพเจ้านัก”

      “อาการบาดเจ็บภายนอกเพียงนี้ ไม่นับเป็นอย่างไรได้ ที่สุดทนทานคือความปวดร้าวของการสูญสิ้นอิสรภาพ”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างสำรวมว่า

      “ไต้ซือกล่าวถูกต้อง พวกเราจะเข้าไปชมดูด้วยกันว่า ยังมีผู้ใดถูกคุมขังอยู่ที่นี้ ดีหรือไม่?” หลวงจีนเรื้อรังกล่าวด้วยยินดีว่า

      “ดียิ่ง อาตมาคาดคิดไม่ถึงว่าชีวิตนี้สามารถออกจากประตูบานนี้”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ฮี้โหงวน้ำ มุ่งหน้าต่อไป ข้าพเจ้าต้องการชมดูว่า ที่นี้คุมขังด้วยผู้คนมากน้อยเท่าใด?”

      ขบวนผู้คนทั้งสี่ลดเลี้ยวเข้าสู่ทางสายที่ห้า คุกศิลาที่หน้าหลังทั้งสองล้วนไม่มีผู้คน จากนั้นลดเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางสายที่หก ลื่อค้วงกล่าวว่า

      “คุกศิลาสองหลังนี้ไม่มีผู้คนเช่นกัน”

      หลวงจีนเรื้อรังเปิดช่องสี่เหลี่ยมบนประตูตรวจตราดู พบว่าภายในคุกว่างเปล่าจริงๆ ดังนั้นกล่าวว่า

      “เจ้าไม่ได้หลอกลวงพวกเรา”

      ลื่อค้วงกล่าวว่า

      “เราเมื่อนำพาฉิ้งโกวเนี้ยมายังที่นี้ ย่อมยอมรับชะตากรรมแต่แรกไยต้องหลอกลวงด้วย?”

      ฉิ้งซึงปอพอฟังรู้สึกมีเหตุผล เมื่อเดินถึงประตูคุกที่ปลายทางเดิน ก็ไม่คิดตรวจตราดู มิคาดที่ข้างหูบังเกิดซุ่มเสียงแผ่วเบาเสียงหนึ่งกระทบโสตว่า

      “มันหลอกลวงท่าน ห้องหลังนี้มีคน”

      ฉิ้งซึงปอจดจำออกว่าเป็นฮี้โหงวน้ำส่งเสียงทางลมปราณกล่าวให้นางได้ยินเพียงลำพัง ดังนั้นชะงักเท้าลง กวาดตาไปยังประตูคุก

      หลวงจีนเรื้อรังกระโดดปราดถึงข้างประตู เปิดช่องสี่เหลี่ยมบนประตูออกมองเข้าไป เห็นคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิบนเตียง หันหลังให้กับประตู ไม่อาจเห็นโฉมหน้าได้

      คุกศิลาหลังนี้เก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน บนผนังยังแขวนภาพตัวหนังสือ บนโต๊ะจัดวางกระดาษ พู่กัน จานฝนหมึก นอกจากนี้ยังมีป้านน้ำชาและถ้วยชาที่งดงามชุดหนึ่ง

      หลวงจีนเรื้อรังไม่ทันสังเกตข้อปลีกย่อยผิดธรรมดาเหล่านี้ เหลียวหน้าไปกล่าวว่า

      “ลื่อจ้งก้วงหลอกลวงพวกเรา ภายในมิใช่มีคนหรอกหรือ?”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ไต้ซือจดจำออกหรือไม่ว่ามันเป็นใคร?”

      หลวงจีนเรื้อรังสั่นศีรษะ ร้องเรียก “นี่” คำหนึ่ง คนผู้นั้นยังแน่วนิ่งดุจเดิม คล้ายไม่ได้ยินก็ปาน

      หลวงจีนเรื้อรังเกร็งลมปราณจากจุดศูนย์ ร้องเรียกอีกว่า

      “ท่านไยไม่เหลียวหน้ามา”

      ซุ่มเสียงครั้งนี้แฝงกำลังภายใน เพียงพอกับการปลุกทุกผู้คนตื่นจากการโคจรพลัง คนบนเตียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง เหลียวหน้ามาช้าๆ กลับเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง

      หลวงจีนเรื้อรังไม่เคยพบหน้ามันมาก่อน ไม่ทราบว่าเป็นคนของค่ายสำนักใด เห็นใบหน้าชายหนุ่มนั้นเป็นสีเทาซีด ริมฝีปากไร้สีเลือดประกายตาก็แตกซ่าน ดังนั้นหันไปกล่าวกับฉิ้งซึงปอว่า

      “เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง คล้ายรับบาดเจ็บสาหัสยิ่ง”

      ฉิ้งซึงปอใจหายวาบ คราครั้งนี้นางย้อนกลับมายังหมู่ตึกเอกะยืนกรานตรวจตราดูคุกศิลา เพราะต้องการพิสูจน์ว่าล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าถูกคุมขังอยู่ที่นี้หรือไม่ คนในคุกศิลานี้เมื่อเป็นชายหนุ่มหนึ่ง ลื่อค้วงก็ปิดบังอำพราง แสดงว่าเป็นคนใดคนหนึ่งในล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าแล้ว

      นางแม้คิดรุดไปตรวจดู ร่างกลับไม่เคลื่อนไหว เพ่งตามองลื่อค้วงอย่างเย็นชา มือขาวผ่องแตะด้ามกระบี่ แผ่พุ่งรังสีกระบี่สายหนึ่ง ครอบคลุมทั่วเส้นทางเดิน ขอเพียงลื่อค้วงขยับเคลื่อนไหว กระบี่ของนางจะหลุดจากฝัก กลับกลายเป็นรุ้งยาวม้วนจู่โจมใส่

      ลื่อค้วงกลับไม่ขยับเคลื่อนไหว ทั้งไม่หลบหนีและไม่มีท่าทีคิดต่อสู้ขัดขืน กล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยใช่กริ่งเกรงเราฉกฉวยโอกาสหลบหนีหรือไม่ อย่างนั้นเราเปิดประตูคุกด้วยตัวเองเป็นอย่างไร?”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างรวบรัดจำกัดว่า

      “ประเสริฐมาก”

      ลื่อค้วงเดินเข้าไป หยิบฉวยพวงกุญแจจากมือฮี้โหงวน้ำ ไขเปิดประตูคุกออก สภาพภายในคุกศิลาก็ปรากฏแก่สายตาฉิ้งซึงปอ นางต้องงงงันวูบ รังสีกระบี่สลายสิ้นสูญ ที่แท้ชายหนุ่มรูปงามนั้นหาใช้ล้อเท้งเง็กหรือเอี้ยซือเต๋าไม่ พร้อมกับนั้นนางยังดูออกว่า คนผู้นี้รับบอบช้ำภายในอย่างสาหัสคาดว่ามีชีวิตสืบไปอีกไม่กี่วันเท่านั้น

      นี่นับเป็นเรื่องประหลาดประการหนึ่ง คนผู้นี้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้ หมู่ตึกเอกะไฉนยังคุมขังมันไว้ที่นี้ เห็นดวงตาของชายหนุ่มรูปงามทอแววขุ่นแค้น กล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “ลื่อจ้วงก้วง ท่านไม่ทราบว่าข้าพเจ้าไม่อาจถูกรบกวนหรือ?”

      ลื่อค้วงน้อมกายกล่าวว่า

      “บริวารไหนเลยไม่ทราบ แต่โก้วเนี้ยนางนี้เป็นทายาทหอฟังเสียงคลื่นฉิ้งซึงปอโกวเนี้ย นางยืนกรานเข้ามาชมดู บริวารก็ไม่มีปัญญาห้ามปรามได้”

      ทุกผู้คนรวมทั้งฮี้โหงวน้ำ ล้วนตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ทั้งนี้เพราะคนผู้นี้กล่าววาจาเขื่องโข ลื่อค้วงก็เรียกตัวเองเป็นบริวาร คาดว่ามันคงเป็นศิษย์ของเงี่ยมบ้ออุ้ยแล้ว

      ฉิ้งซึงปอกวาดตาสำรวจมอง พบว่าคนผู้นี้มีส่วนสัดโครงกระดูกเลิศล้ำ เปรียบกับอั้งฮึงยังเหนือชั้นกว่าขั้นหนึ่ง เพียงไม่ทราบว่าไฉนรับบาดเจ็บบอบช้ำ พักรักษาตัวบาดเจ็บอยู่ที่นี้

      หากบอกคิดเสาะหาสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ย่อมไม่มีที่ใดเหมาะสมกว่าที่นี้ จนใจที่เผชิญกับฉิ้งซึงปอ เข้ามาก่อกวนมันจนได้

      ฉิ้งซึงปอกล่าวถามว่า

      “ท่านเป็นศิษย์ของเงี่ยมบ้ออุ้ยผู้อาวุโสกระมัง?” ชายหนุ่มรูปงามจับจ้องมองมันชั่วขณะ ค่อยตอบว่า

      “มิผิด ข้าพเจ้าแพ้เตี้ยง ในสำนักอาจารย์จัดอยู่อันดับสอง”

      ฉิ้งซึงปอส่งเสียงดังอ้อ ถามอีกว่า

      “ท่านรับบาดเจ็บอันใด?”

      แพ้เตี้ยงฝืนยิ้มกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าถูกเจ้านครเขียวเรืองโรจน์ล้อฮีอู้กระแทกทำร้าย บาดเจ็บบอบช้ำ หลังจากบำเพ็ญภาวนาสามปี ค่อยรอดชีวิตมาได้ เมื่อครู่โคจรพลังถึงขั้นคับขัน กลับถูกหลวงจีนนั้นใช้กำลังภายในปลุกตื่นขึ้นมา ความเพียรพยายามในสามปีนี้สลายเป็นอากาศ มิหนำซ้ำอาการบาดเจ็บเลวร้ายลง มีชีวิตไม่เกินสี่สิบเก้าวัน”

      ครั้งกระโน้นมันมีชีวิตกรุ้มกริ่มกรุยกราย แต่ยามนี้ปราศจากท่าทีเช่นนั้น ไม่ทราบเป็นผลจากการบำเพ็ญภาวนามาสามปี ถือวาคนคราใกล้ตายมีวาจาดีงาม

      ฉิ้งซึงปอกับหลวงจีนเรื้อรังงงงันวูบ ลื่อค้วงยิ่งหน้าแปรเปลี่ยนไป หวนนึกถึงเรื่องนี้มีความสำคัญใหญ่หลวง ไม่ทราบจะผลักภาระรับผิดชอบอย่างไร

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ด้วยอาการบาดเจ็บของแพ้เฮีย ควรคลี่คลายอย่างไร?”

      แพ้เตี้ยงกล่าวว่า

      “ข้าพเจ้าโยกย้ายมายังที่นี้เพียงสองเดือนเศษ จากคำบอกของซือแป๋เรา ขอเพียงข้าพเจ้าโคจรพลังร้อยวัน จะฟื้นฟูดุจเดิม ยามนี้ยังขาดอีกหนึ่งเดือน ก็เกิดเหตุเปลี่ยนแปลง แสดงว่าเป็นลิขิตของฟ้า ปราศจากคำตัดพ้อตำหนิใด เพียงหวังชาติหน้าจุติใหม่ ค่อยประกอบเรื่องราวอันลือลั่น”

      คำพูดนี้แสดงว่ามันไม่มีหนทางรอดได้ หลวงจีนเรื้อรังส่งเสียงสรรเสริญพระคุณคำหนึ่ง กล่าวว่า

      “อาตมากับหมู่ตึกท่านแม้สาบานไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน แต่หากทราบว่าประสกแซ่แพ้โคจรพลังถึงขั้นคับขันสำคัญ ต้องไม่ส่งเสียงรบกวนท่าน นับเป็นบาปหนาสาหัส เพียงไม่ทราบยังมีหนทางแก้ไขหรือไม่?”

      แพ้เตี้ยงสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “ต่อให้เป็นหมอฮูโต๋กลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ไม่มีหนทางรักษาได้ คราก่อนล้อฮีอู้ใช้เพลงดาบสัประยุทธ์เลือดอย่างสุดกำลัง กลับไม่ปลิดชีวิตข้าพเจ้า ทุกครั้งที่ซือแป๋เราเอ่ยถึงเรื่องนี้ บังเกิดความภาคภูมิยิ่ง ฉิ้งโกวเนี้ยคาดเดาออกหรือไม่ว่า ล้อฮีอู้ไฉนไม่สามารถสังหารข้าพเจ้าในดาบเดียว?”

      ฉิ้งซึงปอขบคิดแล้วกล่าว

      “นี่เป็นไปได้สองสถาน หนึ่งนั้นพลังฝีมือของเขาพลันลดทอนลง สอง ความสำเร็จของท่านอยู่เหนือความคาดหมายของมัน”

      แพ้เตียงเอ่ยถึงเรื่องนี้ มีความคิดทดสอบภูมิปัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ยามนี้ฟังว่านางงตอบได้ไม่ผิด บังเกิดความนับถือเลื่อมใสยิ่ง กล่าวว่า

      “โกวเนี้ยกล่าวไม่ผิด พลังฝีมือของล้อฮีอู้แม้ไม่ได้ลดทอนลง แต่ดาบที่ใช้มิใช่ดาบวิเศษประจำตระกูล น้ำหนักของดาบผิดแผกแตกต่างเป็นเหตุให้คำนวณใช้พลังผิดพลาดไปบ้าง นี่เป็นสาเหตุสำคัญ พร้อมกันนั้น พลังทนทานของข้าพเจ้า ก็เหนือความคาดหมายของมัน ที่แล้วมาข้าพเจ้ามีชื่อเสียงเหลวแหลก ร่ำสุราเที่ยวซ่องคณิกา แท้ที่จริงข้าพเจ้าฝึกปรือพลังท้งจื้อกง (พลังทารกบริสุทธิ์ หมายความว่าไม่อาจมีสัมพันธ์สวาทกับเพศตรงข้าม) ล้อฮีอู้ไม่ล่วงรู้ ย่อมคิดไม่ถึงว่าข้าพเจ้ารับท่าจู่โจมของมันได้”

      มันหวนนึกถึงพฤติการณ์ที่แล้วมา อดทอดถอนใจยาวมิได้ กล่าวว่า

      ล้อฮีอู้เข้าใจว่าข้าพเจ้าล่อลวงหลานสาวมัน ดังนั้นแค้นข้าพเจ้าจับใจ ซึ่งความจริงซือแป๋เรามีฝีมือสูงส่งเพียงไหน วางกำลังอยู่ในนครเขียวเรืองโรจน์แต่แรก สืบทราบทุกประการในนครเขียวเรืองโรจน์จนกระจ่าง ไยต้องใช้ศิษย์ไปล้วงถามความลับจากหลานสาวมัน”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “ที่แท้มีข้อบาดหมางเช่นนี้ ล้อเซี้ยจู้ค่อยลงมือต่อท่านด้วยอำมหิตซึ่งความจริง ตอนที่พวกท่านบุกเข้านครเขียวเรืองโรจน์ สมควรเปิดเผยเรื่องนี้จึงถูกต้อง”

แพ้เตี้ยงกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ล้อไต่แชโกวเนี้ยนับเป็นดรุณีดีงาม จนบัดนี้ข้าพเจ้ายังมีความทรงจำอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นข้าพเจ้าความจริงคิดบ่งบอกเรื่องนี้ แต่หนึ่งนั้นเหตุการณ์สับสนวุ่นวาย ยากจะมีโอกาสกล่าววาจากับล้อฮีอู้ สอง ตอนที่มันคิดจัดการกับข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าบอกออกไป เท่ากับครั่นคร้ามต่อศัตรู โอ คาดว่าล้อไต่แซคงถูกแป๊ะแป๋ (ลุง) ของนางฆ่าตายแล้ว...”

      มันเปิดเผยความลับนี้ออกมา ทุกผู้คนล้วนรับฟังจนตะลึงลาน

      ฉิ้งซึงปอทราบว่าจิตเจตนาของมันน่าชมเชย เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าล้อไต่แชตายแล้วหรือไม่ อย่างน้อยคนของนครเขียวเรืองโรจน์ล่วงรู้เรื่องนี้ จะชำระมลทินที่ว่านางสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูไป แน่นอน แพ้เตี้ยงกระทำเช่นนี้ แสดงว่ามีความทรงจำต่อล้อไต่แชอย่างลึกล้ำ นี่เป็นความรักอำพรางชนิดหนึ่ง ต่อให้ทั้งสองฝ่ายมีชีวิตอยู่ได้พบหน้ากัน ก็ไม่อาจเปิดเผยตีแผ่ออกมา ทั้งนี้เพราะหลังฉากของทั้งสองฝ่าย เป็นสภาพที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน

      ฉิ้งซึงปอครุ่นคิดขึ้น

      “แพ้เตี้ยงผู้นี้มีท่าทียโสลำพองอยู่บ้าง แต่มันจะอย่างไรยังมีรักแท้อาจบางทีมันเห็นว่ามีอายุขัยจำกัด ดังนั้นเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น”

      นางพลันบังเกิดความคิดฝืนลิขิต หากว่านางหาทางช่วยชีวิตมัน และหากว่าล้อไต่แชยังไม่ตาย นางจะจัดการให้ทั้งสองพบกัน ให้ทั้งสองลืมเลือนความแค้นของต้นสังกัด เริ่มต้นชีวิตของทั้งสองขึ้น

      ความคิดเช่นนี้ย่อมเหลวไหลบังอาจยิ่ง ในการนี้ไม่ทราบมีอุปสรรคข้อขัดข้องมากน้อยเท่าใด แต่นางหาท้อถอยไม่ มิหนำซ้ำรู้สึกยินดียิ่ง ทั้งนี้เพราะนางจะอย่างไรเสาะพบคู่มือชั้นสูงสุดผู้หนึ่ง นั่นคือ “โชคชะตา”

      คู่มือนี้ไม่เพียงใช้พลังฝีมือ หรืออาศัยสติปัญญาเพียงด้านเดียวก็จะต้านทานได้ หากแต่ต้องผสมผสานพลังฝีมือ สติปัญญาและความตั้งใจเข้าด้วยกัน จึงจะแข็งข้อกับโชคชะตาได้

      พริบตานั้น ในดวงตาที่กระจ่างแจ่มใสของนางทอประกายลี้ลับพิสดารชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางสูงส่งสุดหยั่งคาด แทบไม่คล้ายเป็นปุถุชนธรรมดา

      ทุกผู้คนจับจ้องมองนางอย่างตื่นเต้นสงสัย ไม่ทราบนางครุ่นคิดอันใด แพ้เตี้ยงพลันทอดถอนใจยาว กล่าวว่า

      “ในโลกนี้แม้มีผู้คนนับพันหมื่น แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีแต่ฉิ้งโกวเนี้ย ท่านสามารถต่อกรกับซือแป๋เรา ข้าพเจ้าจำได้ว่า บางครั้งซือแป๋เราก็มีสีหน้าประหลาดพิกลเช่นนี้ บันดาลให้ผู้คนบังเกิดความเคารพยำเกรงเพิ่มขึ้น ฉิ้งโกวเนี้ยท่านนับเป็นบุคคลที่สองที่ข้าพเจ้าได้พบพาน”

      ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า

      “อาจบางทีท่านชมข้าพเจ้าเกินไป แต่ข้าพเจ้าขอบอกต่อท่านตามความสัตย์ ผู้คนในโลกไม่ว่ามีความสำเร็จสูงล้ำปานใด ข้าพเจ้าไม่ถือมันเป็นคู่มือ คู่มือของข้าพเจ้าเป็นพลังอันลี้ลับชนิดหนึ่ง ที่เป็นเครื่องกำหนดความหวังทั้งหมดในโลกหล้า นับแต่โบราณกาลมา ไม่ทราบมีนักปราชญ์ผู้กล้าหาญมากน้อยเท่าใด ตั้งใจต่อต้านกับพลังขุมนี้ แต่ยังไม่เคยมีคนประสบความสำเร็จมาก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่ประมาณตน คิดหักล้างกับพลังชนิดนี้ ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าลำพองผยองเกินไปหรือไม่?”

      แพ้เตี้ยงสั่นศีรษะกล่าวว่า

      “ไม่เกินเลยแม้แต่น้อย มีแต่โกวเนี้ยจึงมีคุณสมบัติกล่าวคำพูดเช่นนี้ ประหลาดแท้ ข้าพเจ้าไม่เคยรับทราบวิทยายุทธ์ของโกวเนี้ยมาก่อน กลับเชื่อคำพูดของท่าน”

หนังสือแนะนำ

Special Deal