บทที่ 6 เหตุแปรเปลี่ยนกลางคัน (หน้า 2)

      ชายฉกรรจ์ชุดขาวน้อมกายคารวะต่อลื่อค้วง กล่าว่า

      “บริวารฮี้โหวงน้ำน้อมพบจ้งก้วง”

      ลื่อค้วงโบกมือกล่าวว่า

      “ท่านที่ด้านหลังคือ ทายาทหอฟังเสียงคลื่น ฉิ้งซึงปอโกวเนี้ย” ฮี้โหวงน้ำคาระตอบฉิ้งซึงปอ จากนั้นสำรวจมองนางโดยละเอียดฉิ้งซึงปอก็เพ่งตากระจ่างสุกใสจับจ้องมองมัน สภาพเช่นนี้ดำเนินไปชั่วขณะ ฮี้โหงวน้ำก้มสายตาลง ยอมรับว่าพ่ายแพ้ในรอบแรกแล้ว

ที่แท้คนผู้นี้มีลักษณะพิสดาร ดวงตาคู่นี้แฝงอำนาจสยบขวัญผู้คนมาแต่กำเนิด หลังจากร่ำเรียนวิชาฝีมือกับเงี่ยมบ้ออุ้ย ประกายตาคู่นี้ยิ่งร้ายกาจ ที่แล้วมาได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจต่างๆ มักใช้ตาอสูรคู่นี้แก้ปัญหา แทนการหักหาญด้วยกำลัง

      นี่หมายความว่าตายอสูรของฮี้โหงวน้ำไม่เคยถูกโค่นพ่ายแพ้มาก่อน แต่ภายใต้แววตาที่สงบเยือกเย็นของฉิ้งซึงปอ กลับสะกดให้มันก้มสายตาลง คล้ายกับหลีกเลี่ยงการต่อสู้ หลังจากที่หลบสายตาของนางค่อยทราบว่าตัวเองถูกโค่นพ่ายแพ้แล้ว

      ลื่อค้วงเห็นเช่นนั้น ในใจก็ลอบตื่นตระหนก ปากกล่าวว่า

      “เจ้านำทาง ฉิ้งโกวเนี้ยต้องการตรวจตราดูคุกศิลาของหมู่ตึกเรา”

      ฮี้โหงวน้ำรับคำคราหนึ่ง หันกายเดินลงบันไดไป คนทั้งสามเหยียบย่างลงสู่อุโมงค์ที่มือครึ้มกับแคบสายหนึ่ง รู้สึกอากาศขุ่นมัว จนบัดนี้ค่อยมีกลิ่นอายของคุกคุมขัง ทั้งสามผ่านประตูซ่กรงเหล็กสามชั้น แต่ละชั้นล้วนแข็งแกร่งยากจะฟาดฟันทำลายได้ จากนั้นปรากฏเป็นเส้นทางเดินค่อนข้างกว้างขวางสายหนึ่ง ลื่อค้วงอธิบายว่า

      “หมู่ตึกเรามีห้องศิลารวมสิบแปดหลัง แบบแปลนก่อสร้างล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ทางสายนี้มีคุกศิลาสองหลัง ทางเดินเช่นนี้ตัดสร้างรวมเก้าสาย อ้อมย่านเข้าไปทีละสาย ปากทางออกมีเพียงแห่งเดียว ผู้ต้องหายิ่งสำคัญ ยิ่งถูกคุมขังอยู่หลังสุด เพื่อป้องกันการหลบหนีออกมา”

      ฉิ้งซึงปอผงกศีรษะกล่าวว่า

      “เมื่อตกอยู่ในคุกคุมขังเช่นนี้ ต่อให้มีความสามารถปานใดก็หนีไม่รอด ที่แล้วมาข้าพเจ้านับถือเลื่อมใสผู้อาวุโสแซ่เงี่ยม แต่เขาทุ่มเทสติปัญญากับกับเรื่องเหล่านี้ ออกจะน่าเสียดายไปแล้ว”

      ลื่อค้วงได้ยินนางวิพากษ์วิจารณ์ถึงจึงจู้ผู้เฒ่า ย่อมไม่กล้าแสดงความคิด ถึงกับไม่กล้าโต้แย้ง กริ่งเกรงนางกล่าววาจาระคายหูออกมา

      เห็นประตูของคุกศิลาบนเสส้นทางสายนี้ตั้งอยู่หนึ่งต้นหนึ่งปลายห่างกันหลายวา แสดงว่าผู้ที่ก่อสร้างสถานที่นี้ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังส่งข่าวถึงกัน ซึ่งความจริงประตูคุกหนาทึบยิ่ง หากไม่เจาะช่องเล็กๆ บนประตู ซุ่มเสียงไมสามารถเล็ดลอดออกมา ดังนั้นพวกนางสามารถสนทนาอย่างวางใจ โดยที่ผู้คนภายในคุกไม่ได้ยิน

      ฉิ้งซึงปอชี้มือไปยังประตูคุก บอกใบ้ให้ฮี้โหงวน้ำเปิดช่องสี่เหลี่ยมกว้างยาวครึ่งเชียะบนประตูคุก ฮี้โหงวน้ำไม่กล่าวกระไร ก็ปฏิบัติตามความประสงค์ของนาง

      ฉิ้งซึงปอตื่นตัวขึ้น ครุ่นคิดในใจ

      ‘เราพอบรรลุถึงที่นี้ ก็บีบบังคับให้ลื่อค้วงมาตรวจตราดูคุกศิลาแต่ฮี้โหงวน้ำกลับล่วงรู้สภาพที่เกิดขึ้น แสดงว่าลื่อค้วงลอบถ่ายทอดคำสั่งออกไป ข่ายงานที่รอบคอบรัดกุมเช่นนี้ ยากที่จะรับมือได้จริงๆ’

      ขณะครุ่นคิด ทาบสายตากับช่องประตูมองเข้าไป เห็นภายในคุกมีแสงสว่างรำไร จำแนกออกว่าจัดตั้งโต๊ะเก้าอี้หิน และเตียงหินมีอยู่มุมหนึ่งใช้ผ้าม่านปิดคลุมไว้

      ลื่อค้วงที่ด้านหลังอธิบายว่า

      “หากมีผู้ต้องขัง ค่อยจัดส่งผ้าห่มหมอนหนุน ตลอดจนป้านน้ำประดาษพู่กันให้ หลังผ้าม่านเป็นที่ปลดทุกข์ สามารถทำความสะอาดที่เบื้องนอกโดยไม่ต้องเข้าไป แม้แต่ตอนส่งอาหารก็ไม่ต้องเปิดประตูเพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังอาละวาดได้

      ฉิ้งซึงปอถอนใจเบาๆ ผละจากคุกศิลา นางสำรวจเส้นทางเดินสายที่สองและสาม ภายในคุกศิลาล้วนไม่มีคน เมื่อถึงเส้นทางสายที่สี่ฮี้โหงวน้ำยื่นมือหมายเปิดช่องสี่เหลี่ยมบนประตู แต่แล้วรีรอลังเล กล่าวว่า

      “ห้องหลังนี้มีคน แต่คนผู้นี้มีนิสัยประหลาดพิกล มักด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบช้า นอกจากนั้นชมชอบถอดเสื้อผ้าเป็นที่อุจาดตา” มันกล่าวเช่นนี้ ย่อมสืบเนื่องจากฉิ้งซึงปอเป็นสตรี จึงบอกกล่าวล่วงหน้า

      ฉิ้งซึงปอเห็นมันมีท่าทีจริงจัง ไม่คล้ายเสกสรรปั้นแต่ง แต่ยังกล่าวว่า

      “ไม่เป็นไร เปิดออกให้ข้าพเจ้าชมดู

      ฮี้โหงวน้ำไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่เปิดช่องสี่เหลี่ยมบนประตูออกผู้คนภายในคุกพอได้ยินซุ่มเสียง ก็แผดเสียงด่าทอ คำพูดหยาบช้าลามกจริงๆ

      ฉิ้งซึงปอโคตรพลังคุ้มครองใบหน้า ทาบสายตาผ่านช่องเจาะเข้าไป เห็นบุรุษหนึ่งนอนเปลือยอยู่บนเตียง ผ้าห่มหมอนหนุนล้วนถูกโยนทิ้งที่มุมห้อง มันไว้เคราครึ้มที่ข้างแก้ม ผมเผ้าสยายลงปิดคลุมใบหน้า แต่ผมเผ้าหนวดเคราดำขลับ คาดคะเนว่าอย่างมากมีอายุสี่ห้าสิบปี รูปร่างค่อนข้างผ่ายผอม เผยเห็นกระดูกซี่โครง

      นางจับจ้องมองชั่วขณะ ค่อยเหลียวหน้าไปถามลื่อค้วงว่า

      “มันเป็นใคร?”

      ลื่อค้วงกล่าวว่า

      “ไม่ทราบโกวเนี้ยเชื่อหรือไม่ เราไม่ทราบชื่อแซ่ความเป็นมาคนผู้นี้เป็นความสัตย์”

      ฉิ้งซึงปอไม่ได้บ่

      บอกว่าเชื่อหรือไม่ ถามอีกว่า

      “อย่างนั้นมันถูกคุมขังเป็นเวลานานแล้ว คาดว่านานสักเท่าใด?”

      “หมู่ตึกเราเปิดใช้สถานที่นี่มาสามปี แท้ที่จริงตึกนี้ปลูกสร้างมาสิบปี หากว่าคนผู้นี้ถูกคุมขังตั้งแต่ตอนนั้น แสดงว่าอยู่ในคุกศิลาเพียงสิบปี”

      ฉิ้งซึงปอกวาดตาไปยังฮี้โหงวน้ำ กล่าว่า “ท่านได้ยินหรือไม่ มันบอกว่าเพียงสิบปีเท่านั้น แต่ชั่วชีวิตคนผู้หนึ่งมีสิบปีสักกี่ครั้ง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สมองเติบโตเต็มที่ยังไม่ชราร่วงโรย มีเพียงสิบสามสิบปี ขอถามพวกท่านอาศัยอะไรคุมขังผู้อื่นไว้ที่นี้ พรากพาช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของมันไป เป็นผู้ใดถ่ายโอนอำนาจเช่นนี้ให้กับพวกท่าน ?”

      หาทราบไม่ว่าคำถามที่ไร้เดียงสาของนาง กลับก่อเกิดระลอกขึ้นในจิตใจฮี้โหงวน้ำอย่างใหญ่หลวง ท่แล้วมามันเห็นว่าการใช้กำลังคืออำนาจ อำนาจคือเหตุผลอันชอบธรรม แต่ภายใต้มุทิตาจิตอันสูงส่งของฉิ้งซึงปอ กระตุ้นให้มันพบว่า ความเข้าใจนี้เป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง แต่ละบุคคลมีสิทธิ์มีเสียงมาแต่กำเนิด หมู่ตึกเอกะไฉนลิดรอนอำนาจของผู้อื่นได้

      มันครุ่นคิดสืบต่อ สติปัญญาของแต่ละบุคคลผิดแผกแตกต่างกัน กังนั้นพลังที่นำเนอก็ต่างกัน เพราเหตุนี้จึงมีการแบ่งลำดับชั้น ถือว่าเป็นความชอบธรรมจากนี้สรุปว่า ในกลุ่มบุคคล ผู้ที่มีการให้มากที่สุดจะได้รับการสนับสนุนจากปวงชน ได้รับซึ่งอำนาจ น่จึงเป็นอำนาจที่แท้จริง

      ฉิ้งซึงปอโน้มหน้าเข้าใกล้ช่องเจาะนั้นอีกครา ถามว่า

      “ท่านเป็นใคร

      คนผู้นั้นได้ยินคำโต้ตอบของพวกนางแต่แรก คิดไม่ถึงว่าผู้มากลับเป็นสตรี ดังนั้นสวมใส่เสื้อผ้าไว้ ปากกล่าว่า

      “เจ้าเป็นใคร อย่าได้ยุ่งเกี่ยวมากความ”

      “ข้าพเจ้าแซ่ฉิ้ง นามซือปอ เป็นศิษย์หอฟังเสียงคลื่น เงี่ยมบ้ออุ้ยผู้อาวุโสไม่อยู่ที่นี้ ลื่อจ้งก้วงผู้นี้เกรงอกเกรงใจยิ่ง ยินยอมนำข้าจ้ามาชมดูที่นี้”

      คนผู้นั้นกล่าวอย่างเฉื่อยชาว

      “เจ้าเห็นแล้วจะเป็นไร?”

      “ข้าพเจ้าเมื่อเข้าสู่ที่นี่ ย่อมต้องทุ่มเทความสามารถประดามีปลดปล่อยผู้ถูกคุมขังในที่นี้ ท่านมีนามสูงส่งว่ากระไร?”

      คนผู้นั้นนั่งอยู่บนเตียง หันหลังให้กับนางตลอดเวลา พอฟังเงียบงันนิ่งนาน ค่อยกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ข้อวิจารณ์ของเจ้าประหลาดยิ่ง ในโลกนี้ผู้ท่มีพลังฝีมือกล้าแข็งมีความคิดอ่านเหนือคน ย่อมมีอำนาจพรากพาทุกสิ่งของผู้อื่น เราแม้ถูกคุมขังสิบห้าปี แต่ก็ไม่กล้าเคียดขึ้งอาฆาตผู้ใด เราแซ่บุ้น นามตั๊กเมื่อยี่สิบปีก่อน เคยกราบคารวะลี้เกาะจู้ (ประมุขหอแซ่ลี้) เพียงไม่ทราบลี้เกาะจู้ยังปกครองหอฟังเสียงคลื่นหรือไม่?”

      “ท่านผู้เฒ่าคือซือแป๋เรา ตอนนี้ยังดูแลภารกิจภายในหป ผู้อาวุโสคือโล้วซัว่ค้วงสือ (ผู้ผยอมภูเจาโล้วซัว) เมื่อครั้งกระโน้นกระมัง?”

บุ้นตั๊กฝืนยิ้มกล่าวว่า

      “นั่นเป็นฉายาเรา แต่โกวเนี้ยอย่าได้เรียกหาเราเป็นอู้อาวุโสทั้งนี้เพราะตอนที่เราเข้าพบลี้เกาะจู้ อยู่ในฐานะของผู้เยาว์รุ่นหลัง”

      จากนั้นทอดถอนใจ กล่าวว่า

      “ต่อให้เราปล่อยให้โกวเนี้ยช่วยเหลือออกจากที่นี้ ก็ไม่อาจกระทำการใดได้แล้ว”

      ลื่อค้วงร้องดังๆว่า

      “เราไม่ทราบมาก่อนว่าบุ้นเหล่าซือ (อาจารย์แซ่บุ้น) อยู่ที่นี้หากบุ้นเหล่าซือไม่ไปจากที่นี้ ผู้น้องมีวิธีกระทำสองประการ หนึ่งคือแก้ไขความเป็นอยู่ของที่นี้ มิให้บุ้นเหล่าซือได้รับความคับแค้น สองผู้น้องจะขอเข้าพบจึงจู้ผู้เฒ่าโดยเร็ว ขอให้ท่านผู้เฒ่าปลดปล่อยบุ้นหล่าซือ

      คนผู้นี้มีความคิดประเปรียว ชั้วพริบตาแยกแยะผลได้ผลเสียยื่นข้อเสนอสองข้อนี้ หากว่าบุ้นตั๊กยินยอมรับ อย่างน้อยมันมิต้องรับโทษทัณฑ์จากเบื้องบน บุ้นตั๊กเปล่งเสียงหัวร่อ น้ำเสียงมีกลิ่นอายของผู้ผยองอยู่บ้างหลังจากหัวร่อจบจึงกล่าว

      “นี่เป็นครั้งแรกที่เราดิ้นบริวารของเงี่ยมบ้ออุ้ยกล่าววาจาผู้คนแต่เราของปฏิบัติตามความเห็นของฉิ้งโกวเนี้ย” กล่าวพลางหันกายมา ดวงตาทอประกายเด็ดเดียว แสดงว่ากำลังรอคอยการตัดสินใจของฉิ้งซึงปอจริงๆ

ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

      “ลื่อจ้งก้วงโปรดเปิดประตูคุกออก”

      ลื่อจ้งก้วงล้วงลูกกุญแจดอกนึ่ง โยนให้กับฮี้โหงวน้ำโดยไม่ลังเลฉิ้งซึงปอดูจากข้อนี้แสดงว่าลื่อค้วงเป็นผู้ที่มีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดผู้หนึ่ง

      ฮี้โหงวน้ำใช้ลูกกุญแจไขเปิดประตูคุก ผู้ผยองโล้วซัวบุ้นตั๊กเดินส่ายอาดๆ ออกมา ประสานมือคารวะต่อฉิ้งซึงปอ กล่าวว่า

      “พระคุณยิ่งใหญ่มิใช่กล่าวขอบคุณเพียงคำเดียว อภัยที่เราไม่ถือธรรมเนียมอันคร่ำครึแล้ว”

      ฉิ้งซึงปอยิ้มพลางกล่าว่า

      “บุ้นซิงแซ (ท่านผู้แซ่บุ้น) กล่าวเช่นนี้ ถือว่าคร่ำครึแล้ว ในโลกมนุษย์ที่สับสนเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปร สรรพวาสนาอยู่ที่ห้าลิขิตสมมุติเช่นบุปผาร่วงพรู บ้างตกลงในคูคลอง บ้างตกลงบนผืนเสื่อ ผู้ใดควบคุมบังคับได้ ยังขอบคุณข้าพเจ้าด้วยสาเหตุใด?”

      บุ้นตั๊กขบคิดกล่าว

      “โกวเนี้ยนับเป็นยอดหญิงวีรสตรีที่มีจิตใจเปิดกว้างจริงๆ เช่นนี้เป็นวาเมื่อครู่เราเปลือยกายเสียมารยาท โกวเนี้ยก็ไม่จดจำใส่ใจแล้ว”

      “ร่างกายของท่านไม่มีใดต่างกับธรรมชาติของจักรวาล ไม่ทิ้งริ้วรอยใดบนหัวใจข้าพเจ้า บุ้นซิงแซไม่ต้องจดจำใส่ใจ”

      ทั้งสองถามตอบเช่นนี้ ลื่อค้วงกับฮี้โหงวน้ำอดหน้าเปลี่ยนสีมิได้เห็นว่าฉิ้งซึงปอบำเพ็ญภาวนาถึงขั้นสูงล้ำ ไม่อาจยึดถือเป็นหญิงสามัญนางหนึ่ง เห็นบุ้นตั๊กน้อมกายลงกล่าวว่า

      “โกวเนี้ยรู้ซึงถึงแก่นแท้ของฟ้าดัน สุดที่เราจะทัดเทียมเปรียบได้ยายนี้ขออำลา รุดไปหาล้อเซี้ยจู้ที่นครเขียวเรืองโรจน์ จากนั้นเสาะหาสถานที่บำเพ็ญภาวนา”

ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “บุ้งซิงแซชมเกินไป อภัยที่ไม่กล้ารับ สำหรับนครเขียวเรืองโรจน์ถูกล้มล้างเมื่อสามปีก่อน ล้อเซี้ยจู้พ่ายแพ้ใต้ไม้เท้าของเงี่ยมบิ้อุ้ยผู้อาวุโสไม่ทราบเป็นตายร้ายดี หลังการต่อสู้ครั้งนั้น เงี่ยมบ้ออุ้ยก็ก่อตังหมู่ตึกเอกะยามนี้ครองความเป็นใหญ่เพียงลำพัง”

      บุ้นตั๊กงงงันวูบ ครุ่นคิดขึ้น

      “ที่แท้นางให้เราออกไป เพราะเบื้องนอกมีขวากหนามสายใหญ่ให้เราทะลวงฝ่า หากว่าเราฝ่าด่านได้ ถือว่าฝีมือรุดหน้าใหญ่หลวงหรือ?”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวว่า

      “บุ้นซิงแซเชิญก่อนเถอะ ขอบฟ้ากว้างไกลไพศาล ไม่เพียงนครเขียวเรืองโรจน์ที่ฝากกายได้”

      บุ้นตั๊กประสานมือนางที่ชี้แนะ กวาดตาไปยังเส้นทางเดิมลื่อค้วงกล่าวว่า

      “บุ้นเหล่าซือออกไปอย่างวางใจ รับรองไม่มีผู้ใดขัดขวาง”

      บุ้นเล่าซือออกไปอย่างวางใจ รับรองไม่มีผู้ใดขัดขวาง”

      บุ้นตั๊กทุ่มเทฝีเท้าออกไป ลดเลี้ยวโค้งหายลับตาโดยเร็ว

      ลื่อค้วงขมวดคิ้วกล่าวเสียงทุ้มหนักว่า

      ฮี้โหงวน้ำ นำทาง

      ฮี้โหวงน้ำคล้ายสะท้านตื่นจากความฝัน นำพานางเข้าสู่เส้นทางเดินสายที่สี่ เปิดประตูซี่กรงเหล็กที่กั้นระหว่างเส้นทางเดินสองสายก้าวเข้าไปก่อน

      ลื่อค้วงพลันกล่าวว่า

      “ฉิ้งโกวเนี้ยพลังย้อนกลับมา ยืนกรานตรวจตราดูคุกศิลาหมู่ตึกเรา เราไม่กล้าขัดคำสั่ง แต่หากฉิ้งโกวเนี้ยปลดปล่อยผู้ต้องขังในห้องศิลาจนหมดสิ้น เราไยมิใช่ไม่อาจรอดพ้นจากโทษประหารได้?”

      ฉิ้งซึงปอกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

      “ท่านกินเงินเดือนหมู่ตึกเอกะ ย่อมต้องรับผิดชอบ หากมีความผิดสาสม ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ก้าวก่าย”

      ลื่อค้วงอับจนถ้อยคำ รู้สึกสตรีนางนี้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ดูท่ามีแต่ให้จึงจู้ผู้เฒ่าออกศึกด้วยตัวเอง ค่อยชิงดีชิงเด่นกับนางได้

      เมื่อถึงหน้าประตูศิลาที่สุดทางเดิน ฮี้โหงวน้ำมองดูฉิ้งซึงปอแวบหนึ่ง ผงกศีรษะแสดงว่าภายในมีคน ฉิ้งซึงปอจึงกล่าว

      “เปิดช่องประตูให้ข้าพเจ้าชมดู”

      ฮี้โหงวน้ำเปิดช่องสี่เหลี่ยมบนประตูคุก จากนั้นถอยห่างไปสองเชียะฉิ้งซึงปอเดินเข้ามา ปากกล่าวว่า

      ฮี้โหงวน้ำ คนผู้นี้เป็นใคร?”

      คำพูดพอกล่าว ค่อยฉุกคิดว่าตัวเองละเมิดข้อห้ามของหมู่ตึก มันสมควรตอบว่าไม่ทราบ ปล่อยให้ลื่อค้วงตอบแทนจึงถูกต้อง ความผิดนี้ใหญ่ได้เล็กได้ หากหนักหนาต้องถูกฆ่าทิ้ง สถานเบาต้องถูกตำหนิ

      ฮี้โหงวน้ำซึมเซาราวสูญเสียวิญญาณ ไขเปิดประตูคุกตามคำสั่งฉิ้งซึงปอ เห็นคนในคุกศิลานอนอยู่บนเตียงไม่ไหวติง ฉิ้งซึงปอจึงกล่าว

      “เข้าไปปลุกมัน ตื่นขึ้น”

      ฮี้โหงวน้ำเดินเข้าคุกศิลา พลันเหลียวมองฉิ้งซึงปอแวบหนึ่ง แววตานี้ไม่ทราบแฝงความหมายมากน้อยเท่าใด ฉิ้งซึงปอต้องจำแนกแยกแยะอยู่ในใจ

      ฮี้โหงวน้ำเพิ่งเดินเข้าใกล้เตียงหิน คนผู้นั้นพลันดีดปราดขึ้น กลับเป็นหลวงจีนเท้าเปล่ารูปหนึ่ง มือเท้าที่ปรากฏออกนอกร่มผ้า ล้วนมีรอยฝีกลาดเกลื่อน กลับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่มีชื่อในบัญชีดำของหมู่ตึกเอกะฉายาหลวงจีนเรื้อรัง หลวงจีนเรื้อรังกล่าวเสียงเย็นชาว่า

      “อาตมาแม้ถูกหักกระดูกสองแขน พวกเจ้าก็ไม่เชื่อมต่อให้ แต่อาตมาสามารถรักษาให้กับตัวเอง ประการนี้พวกเจ้าคงคิดไม่ถึงกระมัง?”

      ฮี้โหงวน้ำกล่าวถามว่า

      “ท่านคิดทำอย่างไร?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal