บทที่ 6 เหตุแปรเปลี่ยนกลางคัน

       ห้องท้องเรือของเรือเร็วกว้างขวาง จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังมีพิณ หมากล้อม พู่กัน จานฝนหมึกและป้านน้ำชา ฉิ้งซึงปอต้องถอนใจเบาๆ กล่าวว่า

       “หมู่ตึกเอกะได้รับความสนับสนุนจากผู้มีความสามารถจำนวนมาก เกรงว่ายากโค่นล้มได้”

       ล้อเท้งเง็กยอมรับในความคิดอ่านของนาง เห็นฝ่ายตรงข้ามเตรียมการอย่างรอบคอบปานนี้ แสดงว่าหนู่ตึกเอกะชุมนุมผู้มีความสามารถ ยากที่จะโค่นล้มได้จริงๆ

       ล้อเท้งเง็กย่อมไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ แสร้งเป็นไม่เข้าใจหยิบฉวยกระดานหมากรุกมา เชื้อเชิญฉิ้งซึงปอเล่นหมากรุกกระดานหนึ่ง เมื่อครู่เขาหาโอกาสบอกเรื่องที่ลุ้ยสี่ฮ้งออกจากหมู่ตึกต่อเอี้ยซือเต๋า ดังนั้นเอี้ยซือเต๋าต้องเค้นสมองแยกแยะข่าวสารนี้โดยละเอียด

       เรือแล่นกลางน้ อากาศสดชื่นแจ่มใส ม่านหน้าต่างของเรือล้วนถูกม้วนขึ้น สามารถเห็นทิวทัศน์สองฟากฝั่ง แต่บนลำน้ำปรากฏเรือใหญ่น้อยมากมายสุดคณานับ มีสักกี่คนที่ชื่นชมกับทิวทัศน์นี้

       พรั่นมีคนเคาะประทุนเบาๆ จากนั้นนอกหน้าต่างปรากฏคนผู้หนึ่งชะโงกศีรษะเข้ามา เอี้ยซือเต๋าจดจำออกว่าเป็นคนที่ประจำอยู่บนเรือดังนั้น ถามว่า

       “เรื่องอันใด?”

       คนผู้นั้นเห็นฉิ้งซึงปอมุ่งความสนใจที่กระดานหมากรุก ดังนั้นร้องดังๆ ว่า

       “มีเรือเร็วลำหนึ่งติดตามพวกเรามาตลอดทาง เป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัย”

       ซุ่มเสียงมันแฝงกำลังภายใน สะท้านแก้วหูผู้คน แต่ฉิ้งซึงปอยังคงคีบหมากครุ่นคิด คล้ายไม่ยินก็ปาน คนผู้นั้นเห็นเช่นนั้น ได้แต่หดศีรษะกลับบังคับเรือสืบต่อ

       นายท้ายเรือและลูกเรือของเรือลำนี้ ล้วนสังกัดหมู่ตึกดเอกะ ย่อมมิใช่คนใช้แรงงานธรรมดา นายท้ายเรือเรียกว่าฉั่วเล่าตั่ว เห็นฉิ้งซึงปอไม่รับฟังคำรายงาน ได้แต่สั่งลูกเรืออีกสี่คนลอบตระเตรียมพรักพร้อม

       ระดับความเร็วของการเดินเรือชะลอลงมากนัก เรื่อเร็วที่ตามหลังมาระยะยี่สิบกว่าวา ค่อยคุกคามเข้าใกล้มาทีละน้อย เรือกางใบกินลมเต็มที่ หัวเรือและท้ายเรือล้อวนมีคนจ้วงพายแจวเรือ ดังนั้นแล่นเร็วยิ่ง ฉั่วเล่าตั่วใช้กระจกบานหนึ่งจับตาดูเรือเร็วที่ตามหลัง รอจนระยะห่างย่นใกล้เป็นเจ็ดแปดวา ดูออกว่าเรือเร็วนี้เป็นพาหนะส่วนบุคคลทั้งนี้เพราะหากเป็นเรือเร็วที่รับส่งผู้คนบรรทุกสินค้า มันล้วนรู้จักดี

       ชั่วพริบตา เรือเร็วประชิดใกล้เข้ามาอีก จวบกระทั่งห่างเพียงวาเศษได้ยินบนเรือเร็วมีเสียงตวาดให้หยุดเรือ ฉั่วเล่าตั่วเหลียวหน้าไป เห็นที่หัวเรือยืนไว้ด้วยชายชราคิ้วเคราขาวโพลง สองตาเจิดจ้าวาววับ ในมือถือสัตถุสิ่งหนึ่ง ยามกระทันหันดูไม่ออกว่าเป็นของใดผู้หนึ่ง

       ฉั่วเล่าตั่วตอบว่า

       “เราต้องเร่งรุดเดินทาง ไม่อาจหยุดลงได้”

       ชายชรานั้นแผดด่าคำ “บัดซบ” ฉั่วเล่าตั่วกลับไม่มีโทสะ ยิ้มประจบพลางกล่าวว่า

       “เล่าซิงแซ (ท่านผู้สูงอายุ) อย่าได้มีโทสะ ท่านบ่งบอกชื่อแซ่และเจตนาการมาให้เล่ารายงานขึ้นไป ย่อมมีคำว่ากล่าวตัวเอง”

       ควรทราบว่าหมู่ตึกเอกะแม้ครองความเป็นใหญ่ แต่ผู้คนในสังกัดอย่างน้อยมีจำนวนสามหมื่นคน ด้วยระดับชั้นและอาชีพที่แตกต่างย่อมไม่อาจข่มเหงผู้คนตามอำเภอใจ สมมุติเช่นฉั่วเล่าตั่ว บนทางน้ำแยงซีเกียงก็มีข้ออ้างเจ็ดประการ ครอบคลุมถึงบุคคลและค่ายพรรคหากพบพานบุคคลเหล่านี้ ทางที่ดีอย่าได้ก่อเรื่องขึ้น

       ซึ่งความจริงไม่เพียวฉั่วเล่าตั่ว แม้กระทั่งหัวหน้าค่ายพรรคทั้งห้าก็มีข้อห้าม อาทิ ฉิ้งซึงปอไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าแตะต้องนาง นอกจากหัวหน้าค่ายภูผ่าที่ยึดตรองมณฑลฮ่อหนำโอ้วปัก ได้รับคำสั่งไม่ให้ล่วงเกินสำนักเสียวบู๊ตึง หัวหน้าตึกพิชิตชัยก็ได้รับคำสั่งไม่ให้ล่วงเกินสำนักง่อไบ๊ เพื่อมิให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตออกไป

       ยามนั้น ชายชราบนเรือเร็วแค่นหัวร่อกล่าวว่า

       “อาศัยเจ้าก็คู่ควรถามชื่อแซ่เล่าฮู? เรียกคนในท้องเรือคลานออกมา”

       ฉั่วเล่าตั่วแค่นหัวร่อตอบกล่าวว่า

       “ประเสริฐมาก ท่านคอยดูเถอะ”

       พลางชะโงกศีรษะไปในท้องเรืออีกครา ร้องดังๆว่า

       “นายท่านทั้งหลายโปรดสั่งมา ผู้ต่ำต้อยจะได้ตอบวาจาผู้อื่น”

       ล้อเท้งเง็กผลักกระดานหมากรุกออก กล่าวว่า

       “เอ้ยนั่งเฮีย ผู้น้องไม่สามมารถทำตัวไม่รู้ไม่เห็นได้”

       เอี้ยซือเต๋ากล่าวเสริมขึ้น

       “ใช่แล้ว พวกเราไม่ได้ล่วงเกินผู้ใด ไฉนมีคนมีคนคิดรังควานกับพวกเรา?”

       ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้องกล่าวว่า

       “พวกเราอยู่บนเรือของหมู่ตึกเอกะ หรือยังจะประสบเหตุไม่คาดหมายอันใด?”

       คำพูดนี้แท้ที่จริงเป็นการตอบคำฉั่วเล่าตั่ว ฉั่วเล่าตั่วลอบร้องคำ “ร้ายกาจ” ในใจ ทราบว่าฉิ้งซึงปอไม่ยอมเสนอหน้า มันได้แต่รับสถานการณ์เอง พอเหลียวหน้าไป เห็นห่างจากฝ่ายตรงข้ามเพียงหกเจ็ดเชียะ ชายชราที่อารมณ์ฉุนเฉียวมือถือแส้หนัง ม้วนขดเข้าหากันเส้นหนึ่ง

       ฉั่วเล่าตั่วประสานมอกล่าวว่า

       “ท่านที่นับถือเคยได้ยินชื่อหมู่ตึกเอกะหรือไม่?”

       ชายชรานั้นกระชากเสียงว่า

       “ผายลม เล่าฮูไหนเลยไม่เคยด้ยินมา?”

       “นั้นก็ใช่แล้ว นี่เป็นเรือนำส่งของหมู่ตึกเอกะ เราแซ่ฉั่ว สังกัดหมู่ตึกเอกะเช่นกัน ท่านที่นับถือมีนามสูงว่ากระไร?”

       ชายชรานั้นถลึงตาใส่ กล่าวว่า

       “หากเล่าฮูม่ทราบว่าพวกเจ้าเป็นบริวารหมู่ตึกเอกะ ยังติดตามมาทำอะไร?”

       มันสะบัดกวัดแกว่งแส้ยาวที่เหนือศีรษะหลายรอบ เห็นตัวแส้ยาววาเศษ บังเกิดเสียงแหวกฝ่าอากาศดังแหลมเลิก แส้พอหวดลง เสียงฉาดเมือท้ายเรือของเรือนำส่งถูกหวดหลุดไปแถบหนึ่ง กระทั่งหางเสือก็ถูกทำลาย เศษไม้ลอยกระเพื่อมไปตามผิวน้ำ

       ฉั่วเล่าตั่วเห็นมันร่ายรำแส้ ก้ชักดาบออกมาคุ้มครองตน เห็นแส้ยาวของฝ่ายตรงข้ามยามเฉียดผ่านข้างกาย ความรุนแรงของพลัง แทบม้วนมันพลัดตกน้ำ มันความจริงเป็นคนกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ยามนั้นตวาดว่า

       “เราขอเสี่ยวกับท่านแล้ว”

       พลางถาโถมออกไป แต่แล้วชิงกระโดดลงน้ำตูมใหญ่

       ชายชรานั้นงงงันวูบ กระทืบเท้าพูดคำ “โจรที่กลอกกลิ้งนัก” สะบัดแส้หลังหวดทำลายประทุนเรือไปแถบหนึ่ง จากนั้นปลายแส้ม้วนพันใส่หว่างเอวลูกเรือผู้หนึ่ง สลัดเหวี่ยงขึ้นกลางอากาศ ลูกเรือนั้นส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ลอยลิ่วขึ้นกลางอากาศ ค่อยร่วงหล่นลงในน้ำ

       ได้ยินลูกเรือคนที่สองแผดร้องออกมา ฉิ้งซึงปอขมวดคิ้ว มุดออกทางหน้าต่างห้องท้องเรือ ทิ้งตัวลงที่ท้ายเรือ หันหน้าหาเรือเร็วลำนั้นกล่าวเสียงเย็นชาว่า

       “พวกท่านกล้าแตะต้องคนของหมู่ตึกเอกะ นับเป็นกำลังขวัญน่าเลื่อมใส แต่หากรู้จักแต่จัดการกับชนชั้นลิ่วล้อไร้นาม ไม่ถือว่ามีหน้ามีตาอันใด”

       ชายชรานั้นตวาดด้วยโทสะว่า

       “หาที่ตาย”

       มันทิ้งแส้หนัง ชักดาบยาวออกมา

       ฉิ้งซึงปอยิ้มเล็กน้อย ดึงกระบี่ออกมา นางแม้มีเพลงกระบี่เลิศล้ำแต่ไม่เคยประมาทศัตรู ยึดถือหลักการ “สู้ราชสีห์ทุ่มเทสุดกำลัง สู้กระต่ายก็ทุ่มเทสุดกำลัง” เมื่อถึงเวลาลงมือ ไม่ว่าศัตรูมีศักดิ์ฐานะใดล้วนแสดงกระบี่ออกมา

       ชายชรานั้นโน้มตัวฟาดฟันดาบด้วยระดับความเร็วดุจสายฟ้าหลังฝีมือก็ลึกล้ำเหลือประมาณ ฉิ้งซึงปอต้องใจหายวูบ นึกโชคดีที่ตัวเองไม่ประมาทศัตรู ไม่เช่นนั้นอาศัยดาบของมันนี้ ต้องถูกช่วงชิงโอกาสรุก ยากที่จะมีโอกาสชักกระบี่ได้พร้อมกับนั้นในใจนางบังเกิดปมปริศนาขึ้น คนผู้นี้ที่แท้เป็นใครเพลงดาบของมันสูงส่งปานนี้ ต้องมิใช่ชนชั้นไร้นาม ไฉนมีพฤติการณ์ประหลาดพิกลถึงเพียงนี้? นางเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มาเพราะหมู่ตึกเอกะ แท้ที่จริงมาหานางเอง เพราะเหตุนี้นางจึงขบคิดสาเหตุความนัยไม่ออก

       ฉิ้งซึงปอยกกระบี่ปิดป้องอย่างรัดกุม ฉั่วเล่าตั่วลอยคออยู่บนผิวน้ำชมดูแต่ไกล ร้องดังๆว่า

       “เฒ่าบัดซบที่แท้เป็นใคร?” บนเรือเร็วปรากฏผู้คนสองถนัดออกจากได้ประทุนเรือ รวมทั้งมือพายอีกสองคน พากันกระโดลงน้ำ คล้ายคิดครากุมฉั่วเล่าตั่วและให้คนกระโดลงน้ำอื่นอีก

       ชายชรานั้นก็ถอยปราดไป ยื่นมือซ้ายเก็บแส้หนัง ฉิ้งซึงปอชิงกระโดดโลดลิ่วข้ามเรือไป กุมกระบี่จู่โจม คุกคามชายชรานั้นร่ายรำดาบต่อต้าน มิคาดฉิ้งซึงปอพอโลดแล่นรุดไป เรือโดยสารกับเรือเร็วก็แยกจากกัน ทอดห่างกันหกเจ็ดวา

       บนเรือโดยสารความจริงยังมีลูกเรืออีกสองคน พวกมันพบว่ามีคนผลักดันที่ก้นท้องเรือ ทราบว่าผิดท่า แยกย้ายกันกระโดดลงน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้บนเรือนำส่งเพียงหลงเหลือล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าสองคน ทั้งสองคนชมดูเหตูการณ์ประหลาดทางด้านนี้ ล้วนคาดเดาสาเหตุไม่ออก

       ทันใด ปรากฏผู้คนสี่คนทะยานขึ้นจากน้ำ กระโดดขึ้นเรือนำส่ง คนผอมซูบผู้หนึ่งถือดาบยืนอยู่หน้าห้องท้องเรือ กล่าวเสียงเย็นชา

       “ท่านทั้งสองอย่าได้เคลื่อนไหว รับรองว่าไร้เรื่องราว”

       ผู้คนอีกสามคนทำหน้าที่ชักใบเรือจ้าวพาย บังคับเรือพ้นห่างจากเรือเร็วลำนั้น

       ฉิ้งซึงปอพอพบว่าเรือโดยสารแล่นห่างออกไป อดว้าวุ่นใจเล็กน้อยมิได้ ชายชรานั้นพลันร่ายรำดาบตีโต้ คุกตามนางมิอาจไม่รับมืออย่างสุดกำลัง ค่อยหาทางเหลียวหน้ากลับไป เห็นเรือโดยสารลำนั้นแล่นจากไปจนไร้ร่องรอย ล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋าบนเรือไม่ทราบเป็นไรแล้ว

       นึกถึงตอนนี้ ในนางบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ กระบี่ในมือก็เปล่งรังสีการฆ่าฟันสายหนึ่งออก

       ชายชรานั้นพลันตวัดเขี่ยด้วยท่วงท่าอันลึกล้ำแฝงพลังกล้าแข็งเปี่ยมล้น เสียงเคร้งเมื่อปัดป่ายกระบี่ของนางพ้นห่างไป ชายชรานั้นฉกฉวยโอกาสกระโดปราดไปบนผิวน้ำ ตวัดมือกลับหลัง ซัดดาใส่นางอย่างเร่งร้อน

       ฉิ้งซึงปอแม้มุ่งหมายเอาชีวิตมัน แต่ก็มิอาจไม่ต้านดาบนี้ไว้เห็นชายชรานั้นกระโดดลงน้ำจมหายไป กระทั่งพรายน้ำยังไม่ผุดขึ้น

       ฉิ้งซึงปอกระแทกดาบของศัตรูลงน้ำ ทอดตามองรอบข้างไม่พบเห็นร่องรอยของศัตรูอีก เหตุแปรเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและสลายตัวอย่างรวดเร็ว ต่อให้นางมีสติปัญญาหลักแหลม ก็จับต้นชนปลายไม่ถูกที่ปรากฏอยู่เยื้องหน้ามีปัญหาใหญ่สามหัวข้อ หนึ่งคือศักดิ์ศรีของคนเหล่านี้ สองคือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพวกมัน และสามตอนนี้สมควรทำอย่างไร

       คนเล่านี้มีศักดิ์ศรีอันใด นี่เป็นไปได้หลายประการ หนึ่ง พวกมันความจริงเป็นคนของหมู่ตึเอกะ จงใจก่อเหตุคร่ากุมล้อเท้งเง็กกับเอี้ยซือเต๋ากลับไป สอง ผู้คนขบวนนี้เป็นยอดฝีมือที่เดินทางมายังเมืองนานกิง ประจวบพบเห็นเรือนนำส่งของหมู่ตึกเอกะ เห็นมีการส่งคนออกจากหมู่ตึก ดังนั้นจู่โจมลงมือ เอ่ยถึงวัตถุประสงค์ของพวกมีน มีเยงสองสถาน หนึ่งคือหมู่ตึกเอกะจงใจสร้างสถานการณ์ สอง คิดโจมตีหมู่ตึกเอกะ ปัญหาเฉพาะหน้าของนางคือนำเรือเทียบเข้าหาฝั่ง กลับไปยังหมู่ตึกเอกะ สอบถามให้กระจ่างชัด จะอย่างไรศัตรูหลบหนีไปไกลไม่สามารถติดตามได้แล้ว

       พลั่นเห็นที่ห่างไปหลายว่า มีคนว่ายน้ำตรงมา ฉิ้งซึงปอเพ่งตามองที่แท้เป็นฉั่วเล่าตั่ว จากนั้นรากฎลูกเรืออีกสองคนแหวกว่ายน้ำมา ไม่นานให้หลัง คนทั้งสามล้วนขึ้นเรือเร็ว ฉั่วเล่าตั่วหอบหายใจกล่าวว่า

       “เรือของพวกเราถูกพวกมันปล้นชิงไป ผู้ต่ำต้อยเห็นเรือล่องไปทางด้านติ่งกั่ง”

       ฉิ้งซึงปอกล่าวถามว่า

       “พวกมันจู่โจมต่อพวกเจ้าในน้ำหรือไม่?”

       ฉั่วเล่าตั่วและพวกล้วนปฎิเสธ ฉิ้งซึงปอจึงกล่าว

       “พวกเรากลับหมู่ตึก เสาะหาเจียมซิงแซแล้วค่อยว่ากล่าว” ระหว่างที่เรือแล่นออกเดินทาง นางนั่งครุ่นคิดเพียงลำพัง รู้สึกว่าเพลงดาบของชายชรานั้นให้ความทรงจำแก่นางอย่างลึกล้ำ

       หวนนึกถึงตอนแรกที่ชายชรานั้นชักดาบ ไคล้ายเป็นยอดฝีมือจากนั้นสำแดงเพลงดาบลึกล้ำออกมา มาตรว่ายังตกเป็นเบี้ยล่าง แต่ความสำเร็จของมันไม่มีเพียงนี้ หรือยังมีท่าไม้ตายใดไม่ได้ใช้ออก สุดท้ายตอนที่มันทะลวงฝ่าวงล้อม กระบวนท่าฝีมือเหล่านั้น ยังยิ่งกว่าตอนแรกที่ประมืออีก

       ด้วยความสำเร็จในเชิงฝีมือของชายชราผู้นี้ ต้องเป็นบุคคลกระเดื่องเลื่องลือนามในยุทธจักร หรือว่ามันเป็นเงี่ยมบ้ออุ้ย เป็นลุ้ยสี่ฮ้ง หาไม่เป็นล้อฮีอู้?

       ควรทราบว่าชายชรานั้นหากไม่มีฝีมือทัดเทียมกับนาง ยากที่จะทะลวงฝ่าออกจากรัศมีกระบี่ของนางได้ หลังจากที่นางทบทวนหวนนึกนอกจากเงี่ยมบ้ออุ้ยและศิษย์ ตลอดจนนครเขียวเรืองโรจน์แล้ว มีแต่จงซ้วงที่อาจทะลวงฝ่าออกจากรัศมีกระบี่ของนางแน่นแน่น ในจำนวนนี้จงซ้วงต้องสงสัยน้อยที่สุด ถึงกับเป็นไปไม่ได้ หากคำนวณตามเหตุผล เงี่ยมบ้ออุยต้องไม่กระทำเช่นนี้ ล้อฮีอู้ไม่ทราบเป็นตายร้ายดีอย่างไร หากยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่กระทำเรื่องเช่นนี้

       นึกถึงตอนท้าย ผู้ที่ต้องสงสัยที่สุดคือลุ้ยสี่ฮ้งกับอั้งฮึง แต่อั้งเกรงว่าไม่มีพลังฝีมือเช่นนี้ มีแต่ลุ้ยสี่ฮ้งที่อาจกระทำได้ นางไม่เคยพบเห็นลุ้ยสี่ฮ้งมาก่อน หากว่ามันปลอมแปลงโฉม นางย่อมดูไม่ออก

       หากแม้นผู้คนขบวนนี้นำโดยลุ้ยสี่ฮ้ง วัตถุประสงค์ของมันอยู่ที่ใด หรือว่าล้อเท้งเง็กกับเอี้ยศือเต๋ามีคุณ่าให้คร่ากุม ไม่เช่นนั้นคิดใช้พวกเขาเป็นเครื่องข่มขู่ตัวเอง?

       ฉิ้งซึงปอพลันสั่งให้ฉั่วเล่าตั่ว บังคับเรือเทียบฝั่ง หลังจากสอบถามค่อยทราบว่ายังห่างจากหมู่ตึกเอกะยี่สิบกว่าลี้ ดังนั้นลงมือจี้สกัดสุดพวกมันทั้งสาม บ่งบอกว่าอีกครึ่งชั่วยามจุดเส้นจะคลายออกเอง

       นางทำเช่นนี้ เพราะมีเจตนาลำล้ำเคลือบแฝง ทั้งนี้เพราะหากว่าฝ่ายตรงข้ามโดยสารเรือกลับหมู่ตึก คงต้องเตรียมการจัดการกับนาง นางพลันสละเรือขึ้นฝั่ง เร่งรุดกลับด้วยระดับความเร็วกว่าเดิมหลายเท่า สมควรสืบทราบเบาะแสใดได้

       ฉิ้งปอทุ่มเทฝีมือฝีเท้าวิ่งตะบึง ไม่นานให้หลังก็บรรลุถึงหมู่ตึกเอกะนางไม่รอให้คนเฝ้าประตูรายงาน ก็ตรงเข้าไป ตรวจตราตามสถานที่ที่รู้จัก กลับไม่พบหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยา

       คนในหมู่ตึกเคยพบหน้านาง ทราบว่านางเป็นใคร ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าขัดขวาง สุดท้ายนางกลับเข้าห้องโถงใหญ่ ค่อยปรากฏชายกลางคนอายุสี่สิบเศษผู้หนึ่งเข้ามารับหน้า ยิ้มประจบกล่าวว่า

       “ฉิ้งโกวเนียกลับหมู่ตึกเราด้วยเรื่องใด หากมีที่ใดต้องการให้รับใช้ โปรดประทานบอกกล่าว”

       ฉิ้งซึงปอจดจำออกว่า มันเป็นจังก้วง (พ่อบ้าน) ของหมู่ตึก แซ่ลื่อนามค้วง ฉายาอักมึ้งซิ้ง (เจ้าดุร้าย) มีชื่อเสียงอยู่ในยุทธจักรไม่น้อยดังนั้นกล่าวว่า

       “ท่านนำข้าพเจ้าไปยังคุกศิลาของหมู่ตึกท่าน นางไม่ถามไถ่ร่อยรอยของหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยากลับยื่นข้อเสนอตรวจตราดูคุกศิลา ลื่อค้วงต้องงงันวูบ กล่าวว่า

       “ท่านนำข้าเจ้าไปยังคุกศิลาของหมู่ตึกท่าน” นางไม่ถามไถ่ร่องรอยของหัวหน้านิกายบำเพ็ญค่ำสองสามีภรรยากลับยื่นข้อเสนอตรวจตราดูคุกศิลา ลื่อค้วงต้องงงงันวูบ กล่าวว่า

       “โกวเนี้ยไฉนต้องการตรวจดูคุกศิลาหมู่ตึกท่าน” นางไม่ถามร่องรอยของหัวหน้านิกายบำเพ็ญคู่สองสามีภรรยากลับยื่นข้อเสนอตรวจตราดูคุกศิลา ลื่อค้วงต้องงงงันวูบ กล่าวว่า

       “โกวเนี้ยไฉนเลื่อนมือแตะด้ามกระบี่ แผ่พุ่งรังสีกระบี่อันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งครอบคลุมใส่ฝ่ายตรงข้ามา ปากกล่าวว่า

       “มิต้องกล่าวมากความ ท่านเพียงตอบมาว่าได้หรือไม่” ลื่อค้วงคร่ำโลกเพียงไหน ทราบว่าเพียงตัวเองกล่าวคำ “ไม่ได้” ต้องหลั่งโลหิตในบัดดล ได้แต่รับคำว่า ย่อมได้ โกวเนี้ยเชิญทางด้านนี้””

       ดังนั้นลื่อค้วงเดินนำหน้า ฉิ้งซึงปอติดตามอยู่ด้านหลัง มันรู้สึกมีพลังความเย็นคุกคามใส่กลางหลัง จนเส้นขนตั้งชัน ทราบว่านี่คือรังสีกระบี่อันแกร่งกร้าว มาตรว่าตอนนี้ยังอยู่ห่างเจ็ดแปดเชียะ แต่ขอเพียงเล่นลวดลาย หรือคิดหมายหลบหนี ต้องตายใต้รังรังสีกระบี่ของนางก่อน

       ลื่อค้วงเผชิญกับคู่มือเช่น ได้แต่ยอมรับชะตากรรม ดีที่ฉิ้งซึงปอเป็นบุคคลต้องห้ามที่เงี่ยมบ้ออุ้ยไม่ให้ล่วงเกินอยู่แล้ว ไม่ต้องกริ่งเกรงว่าจะเผชิญกับการติเตียนจากเบื้องบน

       ไม่นานให้หลัง ทั้งสองมาถึงหน้าห้องใหญ่หลังหนึ่ง พอก้าวข้ามธรณีประตูไป ก็เผชิญกับกลิ่นอายเยือกเย็นชนิดหนึ่ง ไม่ต้องถามก็ทราบได้ ที่นี้ไม่ใช่สถานที่ดีงามเด็ดขาด

       ทั้งสองเดินผ่านทางระเบียงมือครึ้มสายหนึ่ง สุดทางมีบันไดสายหนึ่งทอดลงสู่พื้นใต้ดิน ยามนั้นหลังบันไดปรากฏคนผู้หนึ่งถลันออกมา กลับเป็นชายฉกรรจ์ชุดขาว อายุสามสิบเศษ กลางหลังสะพายดาบยาวท่วงท่าหนักแน่นปราดเปรียวผู้หนึ่ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal