ตอนที่ 4 อันธพาลจอมลวดลาย (หน้า 2)

      เหตุแปรเปลี่ยนอย่ากะทันหัน มิเพียงมือดีรอบข้างไม่ทราบทำอย่างไรดี แม้แต่หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ก็ตะลึงลานกับที่ ฉีจื่อสูยิ่งตื่นตระหนกสุดเปรียบปาน มันคาดคิดไม่ถึงว่าหลินเมี่ยวจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้ มันกลับไม่ทันมีปฏิกิริยารับเหตุเปลี่ยนแปลงแน่นอน ฉีจื่อสูยอมรับว่าดูแคลนชายหนุ่มผู้นี้เกินไป ซึ่งความจริงหลินเมี่ยวแสดงละครได้แนบเนียนจริงๆ ผู้ใดคาดคิดว่าหลินเมี่ยวที่หวาดกลัวแทบตายจะลงมืออย่างกะทันหัน พฤติการณ์ของหลินเมี่ยวไม่คำนึงถึงกฎระเบียบในยุทธจักร ลักษณะคล้ายอันธพาลคนเกเร หากเป็นคนมีหน้ามีตา ต้องไม่เสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้เด็ดขาด

      หลินเมี่ยวจ่อมีดกับข้างเอวฉีจื่อสู ยิ้มพลางกล่าวว่า “จำได้ว่ามีหมอเร่ร่อนบอกว่านี่เป็นจุดชีวิตขอเพียงเสือกมีดเข้าไป คนผู้นี้ก็จบสิ้นอวสาน ไม่ทราบว่ามันกล่าวถูกต้องหรือไม่ กลับคิดพิสูจน์ดูสักครา” ฉีจื่อสูกล่าวเยาะเย้ยตนเองว่า “เราดูผิดไปจริงๆ คิดไม่ถึงท่านเป็นยอดคนผู้หนึ่ง” หลินเมี่ยวกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่นับเป็นยอดคนอันใด ในกลุ่มพวกเราเรียกว่าปลอมเป็นสุกรกินเสือร้าย ข้าพเจ้าเป็นสุกร ท่านเป็นเสือร้าย เมื่อสู้ก็สู้ไม่ได้ จำต้องเล่นลวดลายบ้าง เอาเถอะ วันนี้ไม่ดื่มน้ำชาแล้ว ท่านสั่งพวกมันเปิดทาง พวกเราจะไปแล้ว”

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ยินดียิ่ง ขอเพียงฉีจื่อสูถูกสยบ มือดีรอบข้างย่อมไม่กล้าลงมือ พวกมันคิดไม่ถึงว่าหลินเมี่ยวผู้นี้มีฝีมือถึงเพียงนี้

      ฉีจื่อสูกล่าวเสียงเย็นชาว่า “หลิวซิ่วกับเติ่งอวี่ล้วนเป็นกบฎแผ่นดิน ท่านปกป้องพวกมันทราบหรือไม่ว่ามีโทษประหารเก้าชั่วโคตร ?”

      หลินเมี่ยวกล่าวโดยไม่นำพาว่า “ทราบแล้ว แต่ว่าเก้าชั่วโคตรข้าพเจ้าคงเหลือข้าพเจ้าคนเดียว เมื่อประหารข้าพเจ้า เท่ากับประหารเก้าชั่วโคตรของข้าพเจ้า”

      ฉีจื่อสูและพวกล้วนงงงันวูบ คิดไม่ถึงว่าหลินเมี่ยวกลับตอบเช่นนี้

      เติ้งอวี่ฉวยโอกาสชักดาบพาดกับลำคอฉีจื่อสู ตวาดสำทับว่า “ยังมิรีบเปิดทาง ?”

      ฉีจื่อสูบังเกิดความสิ้นหวังอยู่บ้าง มันล่วงรู้วิชาฝีมือของเติ้งอวี่ ทราบว่าคิดหนีรอดจากเงื้อมมือเติ้งอวี่ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหวแม้ดุร้ายยังไม่กล้าไม่คำนึงถึงความเป็นความตายของฉีจื่อสู การมาของพวกมันครั้งนี้ ความจริงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฉีจื่อสู ดังนั้นได้แต่เปิดทางให้หลิวซิ่วและพวกออกไป

      เติ้งอวี่แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ดูท่าได้แต่รบกวนรองพ่อบ้านส่งพวกเราสักระยะทางหนึ่งแล้ว”

      หลิวซิ่วชิงแก้ม้าที่ผูกอยู่ใต้ต้นไม้มาสามตัว แต่แล้วยามนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสะเทือนเลื่อนลั่นมา

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ใจหายวูบ ร้องคำ “ไป” พวกมันไม่ทราบว่าผู้มาเป็นคนของเส้นทางใด ดังนั้นไม่กล้ารั้งอยู่นาน

      หลินเมี่ยวโบกมือต่อชายชราเจ้าของร้านกล่าวว่า “เถ้าแก่ ครั้งหน้าข้าพเจ้ามาดื่มชา ไม่อาจเก็บเงินข้าพเจ้าอีก”

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่เห็นในสถานการณ์เช่นนี้หลินเมี่ยวยังมีกะใจหยอกล้อ ชวนให้ผู้คนหัวร่อมิออกร้องไห้ไม่ได้จริงๆ  เหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหวขุ่นแค้นยิ่ง พากันร้องคำ “ตาม” ฮือกันออกจากร้านน้ำชา

      ยามนั้นหลินเมี่ยวพลันอุทานว่า “ผิดท่า” ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องตวาดแต่ไกลว่า “เด็กน้อยนั้นอยู่ที่เบื้องหน้า อย่าปล่อยให้มันหนีรอดได้” พร้อมกับเสียงดัง ปรากฎกองกำลังกลุ่มหนึ่งควบม้าลงจากเนินเขาที่ห่างไป ไล่กวดตามหลังมา

      หลิวซิ่วควบม้าพลางกล่าวพลางว่า “คนเหล่านี้มิใช่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองกระมัง ?” หลินเมี่ยวฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกมันเป็นคนของค่ายพยัคฆ์ฟ้า ไล่ตามข้าพเจ้ามา”

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่อุทานดังอา เติ้งอวี่กล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “พวกมันรวมกันมีจำนวนห้าหกสิบคน พวกเราไม่อาจต่อกรได้” หลินเมี่ยวยักไหล่กล่าวว่า “เมื่อสู้ไม่ได้ มีแต่หลบหนีแล้ว”

      พลันแว่วเสียงขวับเขวี้ยว ฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าระดมยิงลูกธนูมา

      เหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหวร้อนรุ่มใจยิ่ง ตวาดห้ามว่า “อย่าได้ยิงธนู”

      ยอดฝีมือค่ายพยัคฆ์ฟ้าผู้หนึ่งสวนคำว่า “พวกเจ้าเป็นตัวอะไร บิดาพานจะยิงธนู”

      สมุนโจรผู้หนึ่งกล่าวกระตุ้นเตือนว่า “ซันไจ้จู่ (หัวหน้าค่ายที่สาม) ไจ้จู่ (หัวหะหัวหน้าค่าย)ต้องการจับเป็น”

      ยอดฝีมือนั้นเป็นหัวหน้าค่ายพยัคฆ์ฟ้าคนที่สามนามหลี่ป้า มันร้องบอกอย่างไม่พอใจว่า “บิดาทราบกระจ่างกว่าเจ้า ยิงม้า”

 

      หลิวซิ่วควบม้านำหน้าผ่านเนิ่นเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งหลบรอดจากสายตาของหลี่ป้าและพวก เมื่อเติงอวี่คุมตัวฉีจื่อสูติดตามมา มันพลันบังเกิดความไม่สบายใจอยู่บ้าง

      หลิวซิ่วไม่ทราบว่าไฉนเกิดความรู้สึกเช่นนี้ หลินเมี่ยวกลับควบม้าเฉียดผ่านข้างกายมันไป ทันใด เสียงระเบิดดังขึ้นจากพื้นใต้ท้องม้าของเติ้งอวี่

      ม้าของเติ้งอวี่แผดเสียงร้องก้อง ยกขาหน้าขึ้น เติ้งอวี่ยังไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด ในดินโคลนที่แตกระเบิดออกรอบข้าง พลันบังเกิดคลื่นสีแดงกลุ่มหนึ่งแผ่พุ่งออกมา

      หลิวซิ่วร้องเตือนให้ระวัง เติ้งอวี่ก็รู้สึกถึงภัยอันตราย แต่ม้าคู่ขาของมันกลับจมลงในหลุมดิน แทบเป็นเวลาเดียวกัน รุ้งสีแดงเลือดสายหนึ่งกรีดจู่โจมออก

      เติ้งอวี่ไม่ทันเห็นชัดตาว่าเป็นอะไร แต่รู้สึกถึงพลังกระบี่ที่แกร่งอำนาจการทำลายล้างขุมหนึ่ง ดังนั้นมันไม่ครุ่นคิดมากความ พลิกตัวลงจากหลังม้า ร่างของเติ้งอวี่เพิ่งแตะสัมผัสพื้น ได้ยินฉีจื่อสูแผดร้องโหยหวนคำหนึ่ง โลหิตที่อุ่นระอุสาดกระจาย กระเซ็นใส่ร่างเติ้งอวี่

      แว่วเสียงติงติงติงอย่างถี่ยิบ หลิวซิ่วชักกระบี่ลอยตัวขึ้นจากหลังม้า จู่โจมใส่คนร้ายที่ซุ่มจู่โจมนั้น แต่ว่ามันแม้รวดเร็ว ฝ่ายตรงข้ามก็รวดเร็วดุจเดียวกัน ชั่วพริบตาหักล้างกันสิบกว่ากระบวนท่า

      เติ้งอวี่ชมดูจนตะลึงลาน มันเห็นแต่เงาสีแดงสายหนึ่งต่อสู้กับหลิวซิ่ว คล้ายเปลวไฟที่เต้นระริกกลุ่มหนึ่งก็มิปาน

      หลิวซิ่วพอจู่โจมถึงท่าที่สามสิบหก พลันเผชิญกับการตอบโต้ ถูกฝ่ายตรงข้ามคุกคามล่าถอยไปสี่ก้าว คนชุดแดงลึกลับนั้นกล่าวคำ “ไม่น้อมสนองแล้ว” กลับอาศัยช่องว่างชั่ววูบ ถอนตัวจากไปดุจสายลม เคลื่อนไหวราวกับมังกรอัคคีที่พุ่งผ่านทุ่งหญ้าตัวหนึ่ง

      เติ้งอวี่กับหลิวซิ่วล้วนตะลึงลาน พวกมันล้วนคาดคิดไม่ถึงว่ามีคนสามารถจู่โจมสังหารฉีจื่อสูซึ่งตกอยู่ในเงื้อมมือพวกมันโดยง่ายดาย

      เติ้งอวี่ร้องโพล่งว่า “ฉานเซวี่ย (เลือดหฤโหด)”

      หลินเมี่ยวพลันร้องบอกว่า “รีบหนี พวกมันติดตามมาแล้ว”

      หลิวซิ่วเหลียวหน้ามอง เห็นเหล่ามือดีสังกัดพระยาหนันหยางโหวกับฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าติดตามเข้ามาในระยะยี่สิบกว่าวา สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง ลอยตัวขึ้นบนหลังม้า ร้องว่า “ไป”

      เติ้งอวี่ก็ทราบว่าหากตอนนี้ไม่ไป อาจไม่ทันการณ์ ได้แต่ผละจากซากศพฉีจื่อสู บังคับม้าขึ้นจากหลุม ควบม้าติดตามไป

      หลินเมี่ยวกล่าวอย่างขุ่นข้องใจว่า “เจ้าผู้นั้นทำร้ายศักดิ์ศรีพวกเราไปแล้ว กลับกล้าฆ่าคนต่อหน้าพวกเรา พวกเราไล่กวดตามมันไป ดูว่ามันรวดเร็ว หรือว่าม้าของพวกเรารวดเร็วกว่า” เมื่อครู่มันชมดูจนตะลึงลาน คนชุดแดงนั้นแต่งกายประหลาดพิกล ผมเผ้าสีแดงสวมชุดสีแดงผมยาวสีแดงโชยพัดพลิ้ว กลับปกปิดใบหน้าเอาไว้ ไม่อาจเห็นโฉมหน้าของมันชัดตา

      หลิวซิ่วก็เช่นกัน คนทั้งสองใช้ความเร็วต่อสู้ความรวดเร็ว ภายใต้พลังกระบี่อันกล้าแข็งของฝ่ายตรงข้ามที่รุกเร้า ตนเองไม่มีเวลาชมดูแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม

      เติ้งอวี่ก็คับข้องใจยิ่ง แต่มันทราบว่าคนชุดแดงลึกลับผู้นี้คือมือสังหารฉานเซวี่ยที่ร่ำลือกนแต่มันไม่ทราบว่าเหตุใดฉานเซวี่ยจึงปรากฎภายในเวลาและสถานที่นี้ ? เป้าหมายของฉานเซวี่ยเป็นตนเองหรือฉีจื่อสู ? เหตุใดคำนวณออกว่าตนเองจะผ่านทางผ่านที่นี้ ? ทุกประการช่างขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ

      หลิวซิ่วก็ขบคิดไม่เข้าใจ มันถามไถ่ตนเองแน่ใจว่ามันกับเติ้งอวี่ไม่มีข้อบาดหมางกับฉานเซวี่ย เหตุใดฉานเซวี่ยลงมือสังหารในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ? แน่นอน มันคาดคะเนว่าฉานเซวี่ยมุ่งเป้าไปที่ฉีจื่อสูมากกว่า แต่ว่าฉานเซวี่ยฆ่าฉีจื่อสู ขณะที่ฉีจื่อสูตกอยู่ในเงื้อมมือพวกมัน เท่ากับเพาะสร้างชนวนเภทภัยแก่พวกมัน ทำให้พวกมันกับตระกูลฉีผูกพันความแค้นที่ไม่อาจคลี่คลายได้

      เหล่ามือดีสังกัดพระยาหนันหยางโหวพบศพของฉีจื่อสูในบัดดล ล้วนบังเกิดความตื่นตระหนก ยังมีคนร้องว่า “ฆ่าพวกมัน อย่าปล่อยให้พวกมันหนีรอดได้”

      หลินเมี่ยวคร่ำครวญว่า “ย่ำแย่แล้ว พวกมันปราศจากข้อกริ่งเกรงอีก”

      แว่วเสียงขวับเขวี้ยว ลูกธนูสองดอกยิ่งใส่กลางหลังหลิวซิ่ว

      หลิวซิ่วงอตัวลง บังคับคันธนูซิ่งเสียบอยู่ที่หลังอานม้าขึ้นมา กรีดวาดเป็นเส้นโค้งที่ด้านหลัง มันไม่ต้องเหลียวหน้าไป ก็ใช้คันธนูบิดพัวพันลูกธนูที่ยิงมาดอกหนึ่งเอาไว้ ขณะเดียวกันยื่นมือออก ตะปบคว้าลูกธนูอีกดอกหนึ่งไว้

      หลินเมี่ยวเหลียวหน้ามอง เห็นลูกธนูที่ถูกคันธนูบิดพัวพันร่วงหล่น พอดีตกลงบนสายธนูของหลิวซิ่ว หลิวซิ่วหงายร่างทำมุมหนึ่งร้อยแปดสิบองศา ยิงลูกธนูกลับหลังไป

      แว่ยินเสียงม้าแผดร้องก้อง เป้าหมายของหลิวซิ่วมิใช่คน หากแต่เป็นม้าที่ไล่กวดตามมามันทราบว่าต่อให้วิชายิงธนูของตนเองแม่นยำกว่านี้ ก็ไม่อาจจัดการกับศัตรูพวกมากจนหมดสิ้น แต่หากยิงม้าของฝ่ายตรงข้ามไม่ยากนัก อย่างน้อยยิงไม่พลาด เสียงขวับเมื่อหลิวซิ่งยิงลูกธนูอีกดอกหนึ่งใส่ม้าที่ควบขับตามมาอีกตัวหนึ่ง

      หลินเมี่ยวร้องชมเชยว่า “ฝีมือยิงธนูอันยอดเยี่ยม” ลูกธนูของหลิวซิ่วทั้งสองดอกยิงจนม้าพวงพีที่ควบตะบึงจนขาหักล้มลง คนบนหลังม้าก็ถูกสะบัดร่วงหล่น ที่ยังไม่ทันคืบคลานลุกขึ้น ก็ถูกม้าที่ตามหลังม้าเหยียบย่ำจนแหลกเละ

      เติ้งอวี่เพิ่งดึงคันธนูออกมา ก็ปรากฏลูกธนูยิงมาจากด้านหลัง มันพานลื่นตัวลง ใช้สองท้าหนีบท้องม้า น้าวคันธนูยิงลูกธนูจากเบื้องล่างติดต่อกันสามดอก

      ขณะเดียวกัน หลิวซิ่วยิงลูกธนูดอกที่สี่ออก แต่ม้าคู่ขาถูกลูกธนูยิงใส่ดอกหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดแก่มันจนวิ่งเตลิดออกไป เป็นเหตุให้ลูกธนูของหลิวซิ่วสูญเสียความแม่นยำ ยิงเฉียดผ่านข้างใบหูของหลี่ป้าไป

      แว่วเสียงม้าแผดร้องก้อง ม้าของเติ้งอวี่ทรุดฮวบลง ถึงแม้ลูกธนูของเติ้วอวี่ยิงทำร้ายม้าขอฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ไม่สามารถคุ้มครองม้าของตนเองได้ เห็นแน่ชัดว่าร่างของเติ้งอวี่ใกล้ตกถึงพื้น หลินเมี่ยวพลันบังคับม้าพุ่งเฉียงๆ มา ยื่นมือฉุดดึงเติ้งอวี่ไว้ เติ้งอวี่ก็หยิบยืมพลัง พลิกตัวขึ้นบนหลังม้าของหลินเมี่ยว

      หลินเมี่ยวร้องบอกว่า “เข้าสู่ดงไม้เบื้องหน้า” พลางบังคับม้าโถมไปยังดงไม้เบื้องหน้าที่ห่างไปไม่ไกล

      หลิวซิ่วยินดียิ่ง ขอเพียงเข้าดงไม้ไปก็ไม่กลัวฝ่ายตรงข้ามมีพวกมากยิงธนูถี่ยิบ เมื่อยู่ในดงไม้ ได้แต่พึ่งพาวิชาฝีมือส่วนตัว เติ้งอวี่พอขึ้นบนหลังมา ก็เอี้ยวตัวพิงหลังหลินเมี่ยว ยิงลูกธนูติดต่อกัน ทำร้ายม้าเร็วที่วิ่งนำหน้ามาล้มลงสี่ห้าตัว

      หลี่ป้าไม่กล้าคุกคามเข้าใกล้ไป ภายในเวลาชั่วอึดใจเดียว หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ยิงทำร้ายม้าของพวกมันสิบกว่าตัว ไหนเลยไม่สร้างความแตกตื่นเดือดดาลแก่มัน มันยังไม่ล่วงรู้ความเป็นมาของหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ เพียงตั้งใจว่าไม่อาจปล่อยให้หลินเมี่ยวหนีรอดได้

      หลินเมี่ยวจับจ้องมองฉานเซวี่ยวิ่งตะบึงเข้าดงไม้ไปก่อน คิดไม่ถึงว่าท่าร่างของฉานเซวี่ยยังรวดเร็วกว่าม้า เพียงชั่วระยะเวลาชั่วน้ำเดือด ก็สลัดทอดทิ้งพวกมันไปเกือบร้อยวา

      หลิวซิ่วกับหลินเมี่ยวพากันบังคับม้าในป่าโปร่งอาศัยต้นไม่เป็นเครื่องอำพราง

      เติ้งอวี่ที่โดยสารม้าร่วมกับหลินเมี่ยว อดตื่นเต้นสงสัยต่อวิชาบังคับม้าของหลินเมี่ยวมิได้ ทุกครั้งที่คับขัน หลินเมี่ยวจะอาศัยต้นไม้หลบหลีกจากลูกธนูของฝ่ายตรงข้าม ม้าของหลิวซิ่วกลับถูกลูกธนูยิงใส่สองดอกดีที่มันมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม ยังสามารถบังคับม้าได้

      หลินเมี่ยวพลันร้องบอกว่า “โค่นต้นไม้” ทางหนึ่งควบม้า ทางหนึ่งสะบัดดาบซึ่งเสียบอยู่ข้างอานม้า ฟาดฟันต้นไม้ข้างทางโค่นล้มลง ที่ซึ่งหลินเมี่ยวควบม้าพุ่งผ่าน ปรากฎต้นไม้หักโค่นล้มระเนระนาด ขวางกั้นกองกำลังติดตามเอาไว้ ต้นไม้บางต้นไม่ได้หักโค่นล้มลงในบัดดล หากแต่ล้มลงอย่างช้าๆ รอจนกองกำลังติดตามควบม้าเข้าใกล้ ค่อยล้มลงขวางทาง

      ช่วงปลายฤดูร้อนต้นไม้เจริญงอกงาม ดังนั้นตลอดรายทางปรากฎต้นไม้โค่นล้มไขว้สลับกัน กิ่งใบอันแน่นหนาบดบังสายตาของกองกำลังติดตามลูกธนูที่ยิงออกก็สูญเสียความแม่นยำไป

      เติ้งอวี่กับหลิวซิ่วบังเกิความตื่นเต้นสงสัยต่อไหวพริบปัญญาของหลินเมี่ยว พากันร้องชมเชยว่า “ความคิดที่ดี” จากนั้นเลียนเยี่ยงหลินเมี่ยว ใช้ดาบกระบี่ตัดโค่นต้นไม้มากมายกว่าเดิม

 

      หลี่ป้าและพวกพอติดตามถึงดงไม้ เงาหลังของหลิวซิ่วและพวกก็กลืนหายกับส่วนลึกของดงไม้ เพียงแว่วเสียงฝีเท้าม้าและเสียงกิ่งไม้หักดังมา

      หลี่ป้าร้องเตือนว่า “ทั้งหมดระวัง เด็กน้อยนั้นกลอกกลิ้งยิ่ง อย่าปล่อยให้มันหนีรอดได้” ซึ่งความจริงมิต้องให้หลี่ป้าบ่งบอก ทุกผู้คนล้วนตื่นเต้นตึงเครียดจนตัวเกร็ง

      หลี่ป้าหันไปยังเหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหว กล่าวถามว่า “พวกท่านเป็นคนของเส้นทางใด ?”

      มือดีผู้หนึ่งประสานมือ กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “ข้าพเจ้าหวางถงเป็นหนึ่งในหัวหน้าองครักษ์สังกัดพระยาอานจ้งโหว ขอถามพวกท่านเป็นผู้กล้าสารทิศใด ?” พวกมันไม่คิดแตกหักกับผู้คนขบวนนี้ เนื่องเพราะฝ่ายตรงข้ามมีกำลังพวกมากกว่าจึงให้ความเกรงอกเกรงใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน

      หลี่ป้ารับฟังจนขมวดคิ้ว ค่ายพยัคฆ์ฟ้าเป็นโจรมิจฉาชีพ มักเกิดการปะทะกับทหารทางการจึงไม่คิดคบหาสมาคมด้วย

      หลี่ป้าพลันร้องดังๆ ว่า “หลินเมี่ยว เรายกย่องท่านเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ขอเพียงท่านยอมติดตามเรากลับค่ายพยัคฆ์ฟ้า เรารับประกันว่าไมทำร้ายท่านแม้สักขุมขนหนึ่ง”

      แว่วเสียงหลินเมี่ยวดังจากส่วนลึกของดงไม้ว่า “เมือไม่ทำร้ายข้าพเจ้า ไฉนให้ข้าพเจ้าติดตามท่านกลับไปยังค่ายพยัคฆ์ฟ้า ?”

      หวางถงพอฟังค่อยทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นฝูงโจรค่ายพยังคฆ์ฟ้า มิน่าเล่าจึงแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรต่อตนเอง

      หลี่ป้ากล่าวว่า “พวกเราขอเชิญคุณชายหลินกลับค่ายพยัคฆ์ฟ้า เพื่อหารือแผนกการใหญ่...”

      หลิวซิ่วเกร็งลมปราณจากจุดศูนย์ กล่าวว่า “กลับไปบอกต่อต้าไจ้จู่ (หัวหน้าค่ายคนที่หนึ่ง) สิงพงว่า หลินเมี่ยวเป็นสหายของเราหลิวซิ่ว หากวันหน้ามีเวลาว่าง จะไปขอขมาโทษที่ค่ายพยัคฆ์ฟ้า”

      หลิวซิ่วพอเอ่ยปาก หลี่ป้าถึงกับใจหายวาบร้องถามว่า “ท่านที่นับถือคือหลิวซิ่วแห่งเมืองอวนเฉิง ?

      หลิวซิ่วรับคำ หลี่ป้าแปรเปลี่ยนท่าที่ในบัดดล กล่าวว่า “ในเมื่อคุณชายหลิวอยู่ที่นี้ อย่างนั้นหลี่ป้าสามารถกลับไปรายงานแล้ว แต่หากคุณชายหลิวมีเวลาว่าง ขอเชิญชวนคุณชายหลินไปยังค่ายพยัคฆ์ฟ้าสักครา”

      หลิวซิ่วตอบรับคำหนึ่ง หลี่ป้ากล่าวอีกว่า “เรายังขอกระตุ้นเตือนคุณชายหลินว่า หากท่านรับประทานวัตถุอันศักดิ์สิทธิ์นั้นลงไปแล้ว ขอให้เพิ่มเวลาฝึกปรือฝีมือกว่าเดิม จึงจะเร่งเร้าประสิทธิภาพของมันอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นรังแต่ย่ำยีทำลายของวิเศษตามธรรมชาติไป” คำพูดนี้กล่าวโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ สร้างความงุนงงสงสัยแก่ผู้คน จากนั้นออกคำสั่งให้ล่าถอย มันคิดล่าถอยก็ล่าถอย นำฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าจากไปจนหมดสิ้น ทอดทิ้งให้หวางถงหันไปมองหน้าเหล่าสมุนบริวารอย่างงุนงง ได้ยินหลิวซิ่วกล่าวท้าทายว่า “หวางถง ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ เมื่อคิดจับตัวข้าพเจ้าไยไม่เข้ามา ?”

      หวางถงร้องเสียงเกรี้ยวกราดว่า “หลิวซิ่ว ท่านหนีไม่รอดหรอก ต่อให้หนีรอดจากวันนี้ ก็อย่าคิดหมายอยู่อย่างสงบสุข” เพิ่งขาดคำ ในดงไม้ปรากฎลูกธนูดอกหนึ่งยิงออกมา ปักฉึกกับลำต้นไม้ข้างกายหวางถง สร้างความตระหนกแก่ทั้งหมดจนสะดุ้งเฮือกใหญ่

      หวางถงทราบดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คิดคร่ากุมหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ ยังยากเย็นกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์ หากบุกเข้าไปโดยผลีผลาม รังแต่สูญเสียงไพร่พลไป ดังนั้นร้องบอกว่า “พวกท่านเมื่อไม่ออกมา ก็ปล่อยให้พวกท่านกลับกลายเป็นหมูย่างเถอะ” กล่าวจบสั่งให้จุดไฟเผาอย่างรวดเร็ว ในดงไม้เกิดเพลิงไหม้หลายหย่อม ยามนี้เป็นช่วงฤดูร้อน บนพื้นสุมด้วยใบไม้แห้ง บวกกับไม้รวกที่เหี่ยวเฉา จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

      หวางถงถอนกำลังล่าถอย มันไม่คาดหวังว่าอัคคีครานี้สามารถคลองหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่จนตาย เพียงแต่ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะได้ มันทราบว่าต่อให้ตนเองจุดไฟเผาทางด้านนี้ หลิวซิ่วและพวกก็สามารถล่าถอยไปทางอีกด้านหลัง ถึงแม้ล่วงรู้เช่นนั้น ยังไม่กล้าล่วงลึกเข้าดงไม้ไปวางเพลิง กลัวว่าตนเองจะถูกกักอยู่ในทะเลเพลิง

      อัคคีครั้งนี้เผาไหม้เป็นเวลาสามวันสามคืน ค่อยถูกห่าฝนที่ตกลงจากฟ้าราดรดดับไป แต่ป่าไม้ในรัศมีหลายสิบลี้ถูกถูกเผาวอดวาย

      อัคคีอันรุนแรงชักนำเจ้าหน้าที่เมืองจี้หยางกับอวี่หยาง รวมทั้งเมืองอวนเฉิงรุดมา สั่งอพยพผู้คนในหมู่บ้านข้างเคียงไปจนหมดสิ้น ถึงแม้อัคคีดับไป แต่ควันดำหนาทึบกลบลอยถึงท้องฟ้าเมืองอวนเฉิง ในห่าฝนที่ตกลงมา หยดน้ำเจือปนขี้เถ้า นับเป็นพิบัติภัยประการหนึ่ง

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่และหลินเมี่ยวถูกควันรมจนสำลักควันแทบตาย ยังดีที่อัคคีไม่ลุกลามรวดเร็วเกินไป ดังนั้นพวกมันมีเวลาล่าถอยออกจากดงไม้

…………………………………………..

หนังสือแนะนำ

Special Deal