ตอนที่ 4 อันธพาลจอมลวดลาย

      ฉินฟุหมอบซุ่มกับพื้น ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบขับมาทางด้านนี้ ม้าที่มันได้จากนอกเมืองอวนเฉิงเป็นม้าทหาร ไม่กล้าควบขับอย่างเปิดเผย ดังนั้นพอออกจากเมืองอวนเฉิงไม่ไกลก็ละทิ้ง ตอนนี้มันต้องการพาหนะแทนเดินเท้า จึงดักรอผู้คนควบม้าผ่านมา

      บนพื้นเปียกชื้นอยู่บ้าง ต้นหญ้าฤดูร้อนแน่นหนา ฉินฟุซุ่มอยู่ในพงหญ้า แทบกลืนเข้ากับต้นหญ้าที่ควบขับมามีม้าเพียงตัวเดียว แต่คล้ายมีม้าอีกขบวนหนึ่งเร่งรุดมาทางด้านนี้ ฉินฟุผงกหัวขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นโฉมหน้าและเครื่องแต่งกายของคนบนหลังม้าเป็นทหารนายหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าสังกัดกรมกองใด ฉินฟุเพิ่งออกท่องยุทธจักรไม่ถึงหนึ่งเดือน ดังนั้นทราบเรื่องไม่มากนัก ทหารบนหลังม้าลงแส้เร่งม้า ราวกับเป็นทหารสื่อสารส่งข่าวด่วน หารู้ไม่ว่าในพงหญ้ามีคนดักซุ่มรออยู่ ทันใด ฉินฟุลอยตัวขึ้นดุจนกเหยี่ยวตัวหนึ่งพุ่งเฉียงๆ ชนใส่

      ทหารนั้นร้องโอยคำหนึ่ง ถูกพุ่งชนพลัดตกลงจากหลังม้าจนแทบสิ้นสติไป แว่วเสียงม้าร้องก้อง ฉินฟุยื่นมือเหนี่ยวสายบังเหียน ม้ายกขาหน้าขึ้น คนกลับหยุดยืนบนอานม้า ฉินฟุเหลียวหน้ามอง เห็นทหารนั้นแค่นเสียงครวญครางคืบคลานขึ้นมาในสภาพโลหิตกบปาก กลับเป็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับตนเองผู้หนึ่ง จึงกล่าวด้วยความเสียใจอยู่บ้างว่า “ขออภัยน้องเรา ขอหยิบยืมม้าไปสักครา”

      ทหารหนุ่มนั้นโกรธแค้นจนดวงตาแทบมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา กระชากเสียงว่า “เจ้าอุบาทว์ชาติชั่วช่วงชิงม้าของบิดา บิดาขอเสี่ยงกับท่านแล้ว” กล่าวจบคิดโถมเข้าหาฉินฟุ แต่เมื่อครู่มันร่วงลงจากหลังม้า คล้ายรับบาดเจ็บข้อเท้าพลิก เพิ่งโถมออกไปหนึ่งก้าว ต้องล้มลงใหม่ จึงด่าทอว่า “บิดาถล่มบรรพบุรุษท่านสิบแปดรุ่น ช่างเคราะห์หามยามร้ายจริงๆ บิดาหลบหนีออกมาอย่างยากเย็นกลับเผชิญกับดาววิบัติท่าน โอย...”

      ฉินฟุได้ยินฝ่ายตรงข้ามกล่าววาจาจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้สึกน่าหัวร่อ โยนเงินแท่งหนึ่งให้ ปากกล่าวว่า “ขออภัย ม้าตัวนี้ถือว่าข้าพเจ้าขอซื้อ”

      ทหารหนุ่มนั้นตะปบคว้าเงินไว้ ปากกลับสาปแช่งว่า “ท่านยังเก็บเงินไว้ซื้อโลงให้กับตัวเอง อย่าได้เข้าใจว่าช่วงชิงม้าของบิดามีประโยชน์อันใด อีกสักครู่ท่านจะทราบเอง” ฉินฟุอดยิ้มมิได้ กล่าวว่า “นี่มิต้องให้พี่ท่านกังวลใจ” พลางบังคับม้าจากไป

      ทหารหนุ่มนั้นกุมหัวเข่า ร้องไล่หลังว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่าหลินเมี่ยว หากท่านไม่ตายคงได้พบกันใหม่” ฉินฟุกล่าวโดยไม่เหลี่ยวหน้ากลับมาว่า “ข้าพเจ้าจะจดจำไว้” มันรู้สึกว่าทหารหนุ่มนี้สนุกสนานน่าสนใจ ย่อมไม่ใส่ใจกับคำพูดของฝ่ายตรงข้าม หากเปลี่ยนเป็นมัน ก็ต้องสาปแช่งคนที่ช่วงชิงม้าของตนเอง

      ทหารหนุ่มนั้นมองดูเงาหลังของฉินฟุ พึมพำว่า “มารดาท่านเถอะ หลินเมี่ยวสูญเสียม้า ไม่แน่ว่ามิใช่วาสนา ( คำที่ถูกต้องคือ ผู้เฒ่าสูญเสียม้า ไม่แน่ว่ามิใช่วาสนา กล่าวถึง ผู้เฒ่าที่ชายแดนมีม้าตัวหนึ่งสูญหายไป แต่แล้วไม่นานม้าที่หายไปชักนำม้าชั้นดีมาด้วย จึงกลายเป็นสุภาษิตบทหนึ่ง อุปมาอุปไมยว่าเรื่องที่คิดว่าร้ายอาจกลายเป็นดี )...”

      แต่แล้วมันเหลียวหน้ามอง เห็นที่ห่างไปปรากฎผงคลีคละคลุ้งอบอวล แว่วเสียงฝีเท้าม้าเคลื่อนใกล้มาทุกขณะ ต้องอุทานว่า “มาได้รวดเร็วนัก” ยามนั้นไม่คำนึงอาการบาดเจ็บที่เท้า วิ่งตะบึงไปในดงไม้ด้านหลัง

      ฉินฟุรู้สึกว่าเสียงฝีเท้าม้าที่ด้านหลังติดตามมาอย่างกระชั้นชิด มันทดลองเปลี่ยนทิศทางหลายครั้ง ขบวนม้านั้นก็เปลี่ยนทิศตาม แสดงว่าไล่กวดตามมันมา

      ฉินฟุต้องการดูว่าคนเหล่านี้เป็นใคร มันไม่เชื่อว่าคนของตระกูลฉีเมืองอวนเฉิงจะติดตามมันมาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ตามเหตุผลคนของตระกูลฉีหาทราบเรื่องที่มันเปลี่ยนม้าไม่ ฉินฟุบังค้บม้าขึ้นเขาลูกหนึ่ง เมื่อขึ้นมายังที่นี้ อย่างน้อยไม่กลัวศัตรูพวกมากอย่างรวดเร็วม้าเร็วขบวนหนึ่งผ่านเข้ามายังคลองจักษุมัน กลับมีม้ายี่สิบกว่าตัว ดูจากอิริยาบทยามอยู่บนหลังม้าก็ทราบว่าคนเหล่านี้ถนัดจัดเจนวิชาขับขี่ม้า กลับไม่อาจดูแคลนได้

      คนบนหลังม้าผู้หนึ่งร้องบอกว่า “อยู่บนเนินเขา อย่าปล่อยให้มันหนีรอดได้” จากนั้นขบวนม้ากระจายกำลังออก โอบล้อมเนินเขาลูกนี้ไว้ ฉินฟุงงงันวูบ คนเหล่านี้มิใช่ทหารติดตามดูจากลักษณะการแต่งการกลับคล้ายโจรผู้ร้าย ดูท่าทีคนเหล่านี้มุ่งเป้ามาที่ตนเองแล้ว ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งควบม้าเข้าใกล้ ร้องตวาดว่า “รีบคืนของวิเศษมา ไม่เช่นนั้นอย่าได้โทษว่าลูกธนูพวกเราไร้น้ำใจ” ฉินฟุกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าพวกท่านกล่าวอันใด พวกท่านคงจดจำคนผิดแล้ว” คำพูดพอกล่าว เหล่าโจรภูเขางงงันวูบใหญ่ ยามนี้พวกมันค่อยเห็นรูปโฉมและเครื่องแต่งกายของฉินฟุ นี่หาใช่บุคคลที่พวกมันไล่ติดตามไม่

      ชายฉกรรจ์นั้นกล่าวว่า “ม้าของเจ้าเป็นม้าของเทียนหู่ไจ้ (ค่ายพยัคฆ์ฟ้า) เราชัดๆ เจ้าคงเป็นพวกเดียวกับเด็กแซ่หลินนั้น อย่าคิดหมายเล่นลวดลายต่อหน้าเรา”

      ฉินฟุลอบคร่ำครวญในใจ ค่อยเข้าใจความหมายในวาจาตอนท้ายของทหารหนุ่มนั้น ดูท่าฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าเหล่านี้กำลังไล่กวดตามหลินเมี่ยวอะไรนั่น ตนเองกลับสะเปะสะปะชักนำกองกำลังไล่กวดตามมาอีกทางให้กับหลินเมี่ยว ตอนนี้ฝูงโจรพากันจดหนี้บัญชีที่มัน

      ฉินฟุอธิบายว่า “พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ม้าตัวนี้เป็นข้าพเจ้าแย่งชิงจากทหารแซ่หลินผู้หนึ่ง หารู้ไม่ว่าเป็นม้าของค่ายพยัคฆ์ฟ้าท่าน” ชายฉกรรจ์นั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า เจ้าเข้าใจว่าคำพูดนี้หลอกลวงเราเฉินทงได้หรือ ? เด็กน้อยเจ้าคงกลอกกลิ้งเช่นเดียวกับผู้แซ่หลินนั้น หากทราบสถานการณ์ก็รามือรับการจับกุมแต่โดยดี”

      กล่าวพลางบงการฝูงโจรกระตุ้นม้าเข้ามา ทุกผู้คนน้าวคันธนูพาดลูกศร เตรียมยิ่งจู่โจมใส่ ฉินฟุลอบตื่นตระหนก มันแม้ไม่เกรงกลัวฝูงโจร แต่หากฝ่ายตรงข้ามระดมยิงธนูใส่ เกรงว่ายากรับมือได้ มันจึงไม่โง่งมจนรอรับลูกธนู ดังนั้นกล่าวว่า “พวกท่านเมื่อไม่ถือเหตุผล ข้าพเจ้าก็ไม่น้อมสนองสืบไป” ขาดคำหันหัวม้าควบขับไปยังด้านหลังของเนินเขา

      แว่วเสียงดังขวับเขวี้ยว ลูกธนูจำนวนหนึ่งยิงมาจากด้านหลัง ฉินฟุตวาดเบาๆ หงายร่างไปด้านหลัง แส้ยาวม้วนกลับหลัง สวนเป็นเงาแส้ผืนหนึ่งม้วนกระแทกลูกธนูที่ยิงมาพ้นห่างไป

      มันฉวยโอกาสที่ฝูงโจรตะลึงลาน ไสม้าลงจากเนินเขา ควบม้าไปยังทิศทางที่ตั้งของเมืองอวี่หยาง ขอเพียงเข้าเมืองอวี่หยาง ฝูงโจรก็ไม่กล้าพกพาคันธนูเข้าไปก่อการร้าย เนื่องเพราะในยุคสมัยนั้นห้ามมิให้พกพาหน้าไม้คันธนูเข้าเมือง ด้วยทางการเกรงว่ามีคนคิดร้ายต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จึงออกคำสั่งห้ามเช่นนี้

 

      ข้างเส้นทางหลวง ใต้ต้นไม้โบราณ ธงที่เขียนคำ “สุรา” โชยพัดพลิ้ว เถ้าแก่ร้านสุราเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง นี่เป็นทางแยกนอกเมืองอวี่หยาง เชื่อมระหว่างอวนเฉิงกับจี้หยาง จำหน่ายน้ำชาจืดชืดอาหารพื้นเพให้กับคนผ่านทาง กลับมีการค้าไม่เลว

สองสามีภรรยามีบุตรโง่งมคนหนึ่ง ไม่ใคร่ออกมาพบพานคน เพียงขลุกอยู่ในห้องครัวคอยต้มน้ำเติมไฟ ร้านสุราเล็กๆ เช่นนี้ ทหารบ้านเมืองไม่ข่มเหง โจรผู้ร้ายไม่ปล้นชิง จึงอยู่รอดมาได้ คนผ่านทางเพียงต้องการน้ำชาดับกระหาย สุราดื่มกลั้วคอ มีอาหารอิ่มท้อง กลับยินดีจ่ายสักเหรียญสองเหรียญ

      แต่หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่หาได้นิยมสุราที่สองสามีภรรยากลั่นออกมาไม่ เพียงคิดหยุดพักผ่อนในที่นี้ อาทิตย์ยามเที่ยงแผดจ้าเกินไป จนผู้คนไม่อาจทนทานรับได้ นี่เป็นช่วงฤดูร้อน การเดินทางไกลไม่เพียงผู้คนไม่อาจทนทาน พาหนะก็หลั่งเหงื่อตกกีบ ยามหยุดแวะพักในร้านสุราเล็กๆ เช่นนี้ ถือเป็นความสุขประการหนึ่ง

      เถ้าแก่ นำน้ำชามา กระหายแทบตายแล้ว” ทหารหนุ่มนายหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลกเข้าร้านมา ปากร่ำร้องด้วยเสียงอันดัง

      หลิวซิ่วชำเลืองมองมันแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายแต่งเครื่องแบบทหาร แต่เครื่องแบบทหารขาดวิ่น คล้ายถูกสิ่งใดเกี่ยวขาดไป หน้าตาก็มอมแมมด้วยฝุ่นละออง กลับไม่มองดูมากความ ทหารหนุ่มนั้นพอเดินเข้าร้านสุรา กลับถอดเครื่องแบบทหารออก ขยำเป็นก้อนกลม ปากพึมพำด่าทอว่า “มารดามันเถอะ สวมใส่เสื้อผ้านี้ มีแต่เคราะห์ร้าย บิดาไม่ต้องการแล้ว”

      ชายชราเจ้าของร้านยกน้ำชามา กล่าวว่า “นายท่าน น้ำชามาแล้ว ไม่ทราบยังต้องการอันใด ?” ทหารหนุ่มนั้นกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าที่นี้มีเสื้อผ้าเก่าที่รับกับรูปร่างหรือไม่ ? ขอเพียงซักสะอาดก็ใช้ได้แล้ว”

      ชายชราเจ้าของร้านเห็นมันพอเปลือยร่างท่อนบน เผยเห็นกล้ามเนื้ออันบึกบึน จึงกล่าว “มีนั้นมีอยู่ เพียงกลัวว่าไม่รับกับรูปร่าง”

      ทหารหนุ่มนั้นกล่าวโดยไม่นำพาว่า “ไม่เป็นไรขอเพียงมิใช่เสื้อผ้าสตรีก็พอ” พลางผลักไสเครื่องแบบทหารออกไป กล่าวเสริมว่า “เผาผ้าห่อศพนี้ให้กับข้าพเจ้าด้วย”

      ชายชราเจ้าของร้านคลี่เครื่องแบบทหารออก เห็นมีรอยขาดอยู่สองแห่ง ทั้งสกปรกมอมแมมไปบ้างหากยังสวมใส่ได้ จึงกล่าว “นายท่าน เสื้อผ้านี้เพียงปะชุนก็สวมใส่ได้”

      ทหารหนุ่มนั้นร่ำร้องว่า “สวมใส่ไม่ได้ สวมใส่ไม่ได้ ผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้านี้มิใช่ตัวดี ท่านยังคงนำไปเผาทิ้ง”

      ผู้คนภายในร้านพอฟังรู้สึกน่าหัวร่อ มีคนกล่าวสัพยอกว่า “น้องเรากล่าวเช่นนี้ถือว่ามีความผิดหากถูกทหารทางการได้ยิน เกรงว่าไม่อาจรักษาศีรษะบนบ่าเอาไว้”

      ทหารหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ศีรษะของข้าพเจ้าหลุดไปหลายครั้ง ไม่นำพากับการหลุดหายไปอีกครา วันนี้บิดาหนีออกจากค่ายทหารได้ ก็ไม่คิดแตะต้องถูกของเหล่านี้อีก” พลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “ข้าพเจ้าในที่นี้มีเสื้อผ้าติดตัว คาดว่ารับกับรูปร่างน้องเรา ลองรับไปสวมใส่ดู” คนกล่าววาจากลับเป็นเติ้งอวี่

      ทหารหนุ่มนั้นเงยหน้าขึ้น เห็นเติ้งอวี่หิ้วห่อผ้าใบหนึ่งเดินเข้ามา กล่าวว่า “ที่นี้มีเสื้อผ้าที่ผ่านการซักแล้วอยู่หลายชุด น้องเราหากไม่รังเกียจลองสวมใส่ดู”

      ทหารหนุ่มนั้นไม่เกรงอกเกรงใจ แก้ห่อผ้าของเติ้งอวี่ ดึงเสื้อผ้าออกมาคลี่ดู ต้องกล่าวด้วยความตื่นเต้นอยู่บ้างว่า “เนื้อผ้าดีถึงเพียงนี้ ต้องขอขอบคุณมากแล้ว ขอถามนามสูงส่งของพี่ท่าน เราหลินเมี่ยวหาใช่คนได้รับบุญคุณไม่คิดตอบแทน” เติ้งอวี่ตบไหล่ของมัน กล่าวว่า “ไยต้องเกรงอกเกรงใจไป รีบสวมใส่เถอะ ข้าพเจ้าไม่คิดหวังให้ท่านตอบแทนอันใด เพียงรู้สึกว่าท่านผู้นี้น่าสนใจยิ่ง สิ่งของนี้นับเป็นอย่างไร ?”

      หลินเมี่ยวก็ตบไหล่เติ้งอวี่ กล่าวว่า “น้ำใจนี้ข้าพเจ้าขอรับไว้ ข้าพเจ้าขอเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อขออย่าได้ปฏิเสธ หาไม่ถือว่าดูแคลนข้าพเจ้า”

      เติ้งอวี่สบตากับหลิวซิ่วคราหนึ่ง จากนั้นรับคำด้วยความยินดี ขณะที่ทั้งหมดสนทนากัน พลันแว่วเสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนดังมา เติ้งอวี่กวาดตามอง อดใจหายวาบมิได้ ผู้มากลับเป็นรองพ่อบ้านตระกูลฉีนามฉีจื่อสู และเหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหว

หลิวซิ่วก็ลอบตื่นตระหนก หากฉีจื่อสูจดจำพวกมันออก เกรงว่าย่ำแย่แล้ว ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่าพวกมันสิบเท่า อาศัยพวกตนทั้งสองไม่อาจรับมือฉีจื่อสูและพวก เกรงว่าคิดหนียังไม่แน่ว่าจะหนีรอดได้ เติ้งอวี่เหลียวมองหลิวซิ่ว หลิวซิ่วไหนเลยไม่ล่วงรู้เจตนามัน แต่ตอนนี้พวกตนตกอยู่ในสายตาฝ่ายตรงข้าม หากชิงหลบหนีกลับสะกิดความสงสัยของฝ่ายตรงข้าม มิสู้สงบนิ่งเฉยไว้

      ยามนั้นชายชราเจ้าของร้านเดินตัวงองุ้มเข้ามากล่าวว่า “นายท่าน เสื้อผ้ามาแล้ว” หลินเมี่ยวโบกมือกล่าวว่า “ขอบใจเถ้าแก่ พี่น้องท่านนี้กำนัลเสื้อผ้าให้แล้ว ดังนั้นไม่ต้องการอีก วันนี้ข้าพเจ้าอารมณ์ดี ขอให้จดบัญชีของทุกท่านในที่นี้รวมที่ข้าพเจ้า “พลางล้วงเงินแท่งหนึ่งยัดไปในมืออีกฝ่าย

      ชายชราเจ้าของร้านงงงันวูบหนึ่ง ผู้ที่ดื่มน้ำชาไหนเลยจ่ายเงินเช่นนี้ อย่างมากหนึ่งหรือสองเหรียญอีแปะเท่านั้น

      หลินเมี่ยวยิ้มพลางกล่าวว่า “หากมากเกินไม่ต้องทอน น้อยไปจะจ่ายเพิ่มให้ เพียงแต่ผู้ที่มาใหม่ไม่คิดรวมด้วย”  ชายชราเจ้าของร้านมองดูเสื้อผ้าที่หลินเมี่ยวสวมใส่แวบหนึ่ง กำเงินล่าถอยไป กลับไม่กล่าวขอบคุณอันใด

หลินเมี่ยวก็ไม่ถือสา เพียงรู้สึกว่าตอนที่ชายชราเจ้าของร้านล่าถอยไป แววตาประหลาดพิกลอยู่บ้าง แต่แล้วความสนใจของมันถูกฉีจื่อสูและพวกดึงดูดไว้ คนของฉีจื่อสูพอลงจากหลังม้า ก็ร้องบอกให้ชงชามาหลายป้าน จากนั้นพบว่าภายในร้านเหลือที่นั่งไม่กี่ที่ จึงตวาดสั่งให้ผู้มาดื่มกินยกที่นั่งให้ หลินเมี่ยวบันดาลโทสะ ขณะจะลุกขึ้นด่าทอ กลับถูกเติ้งอวี่เหยียบเท้าไว้ ต้องชะงักงันวูบ

      ผู้คนที่หยุดแวะในที่นี้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าเร่ร่อน ถึงแม้มีชาวยุทธจักรอยู่บ้าง ก็ไม่กล้าตอแยกลุ่มคนที่ดุร้ายยี่สิบกว่าคนนี้ ได้แต่กล่ำกลืนโทสะ ลุกขึ้นสละที่นั่งให้ บางคนพานสะบัดหน้าจากไป

      มือดีเหล่านั้นส่งเสียงหัวร่ออย่างเหิมเกริมขวางดาบกระบี่อยู่บนโต๊ะ บ้างยกเท้าขึ้นเหยียบม้านั่ง ท่าทางเหิมเกริมยิ่ง

      เติ้งอวี่ปรายตาบอกใบ้ต่อหลิวซิ่ว หลิวซิ่วฉวยโอกาสผุดลุกขึ้น กล่าวเสียงแหบพร่าว่า “น้องแซ่หลิวพวกเราไปก่อนก้าวหนึ่ง”

      หลินเมี่ยวย่อมไม่ล่วงรู้สาเหตุที่หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่คิดจากไป ยังเข้าใจว่าหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่เกรงกลัวฉีจื่อสูและพวก ดังนั้นผุดลุกขึ้นด่าทอว่า “มารดามันเถอะ นี่เป็นตัวอะไร ?”

      เติ้งอวี่ลอบคร่ำครวญในใจ จริงดังคาดหมาย ปรากฎมือดีผู้หนึ่งกระโดดปราดขึ้น ตวาดว่า “เด็กโสโครกด่าผู้ใด ?”

      หลินเมี่ยวสวนคำว่า “ข้าพเจ้าด่าสุนัขที่เห่ากระโชกคน เกี่ยวข้องใดกับท่าน ?” มือดีนั้นตวาดคำ “หาที่ตาย” ควงดาบถาโถมเข้ามา หลินเมี่ยวก็ตะปปคว้าม้านั่งตัวหนึ่งหวดกระแทกออก เสียงฉับเมื่อม้านั่งถูกคมดาบฟันหักไปส่วนหนึ่ง หลินเมี่ยวถอยกายไปหนึ่งก้าว มือดีนั้นกลับถอยกายไปสี่ก้าว

      หลิวซิ่วชมดูจนตื่นเต้นสงสัยยิ่ง หลินเมี่ยวหวดม้านั่งสะเปะสะปะ ไม่มีกระบวนท่าอันใด กลับกระแทกฝ่ายตรงข้ามล่าถอยไป ไม่ทราบมีกำลังวังชาจากที่ใด มือดีนั้นเป็นฝ่ายเสียเปรียบ รู้สึกอับอายขายหน้า ดังนั้นโถมเข้ามาใหม่ หลินเมี่ยวได้แต่หวดม้านั่งออกอีกครา ยังคงหวดสะเปะสะปะ ราวกับว่ารู้จักท่วงท่านี้เท่านั้น ได้ยินเสียงฉึก คราครั้งนี้ มือดีนั้นไม่อาจฟันม้านั่งหัก ตรงกันข้ามคมดาบกลับจมลึกไปในม้านั่ง ทุกผู้คนชมดูจนสงสัยใจยิ่ง หลินเมี่ยวมีแต่ท่วงท่าต่อสู้เช่นนี้ แสดงว่าไม่รู้จักวิชาฝีมือ มือดีผู้นี้กลับใช้วิธีปะทะหาญหัก แทนที่จะใช้กระบวนท่าเข้าเอาชัย

      คราครั้งนี้หลินเมี่ยวไม่ได้ล่าถอย มือดีนั้นกลับกระเด็นกระดอนไป ทุกผู้คนตื่นตระหนกต่อกำลังวังชาของหลินเมี่ยว ที่น่าหัวร่อยิ่งกว่าคือ นี่คล้ายกับเป็นคนไม่รู้จักวิชาฝีมือสองคน รู้จักแต่ใช้พละกำลังต่อยตีกัน

      หลินเมี่ยวนึกกระหยิ่มใจ จึงกล่าว “อย่าได้เข้าใจว่าท่านถือดาบ ข้าพเจ้าก็กลัวท่าน หากเก่งกล้าก็เข้ามาอีก เอ่ยถึงการต่อยตี บิดาไม่กล้าเกรงผู้ใดมากวน หากไม่เชื่อพวกท่านลองไปถามไถ่ที่เมืองอวนเฉิงดู”

      ฉีจื่อสูพลันกล่าวเสียงเย็นชาว่า “เจ้าก็มาจากเมืองอวนเฉิง ?”

      หลินเมี่ยวกล่าวว่า “ตอนนี้บิดาจะกลับเมืองอวนเฉิง เพราะไม่ได้กลับบ้านหลายเดือนแล้ว เหล่าโถว (คำเรียกชายชราโดยปราศจากความเคารพ) ท่านมาจากเมืองอวนเฉิง ?” มันกล่าวโดยไม่เกรงอกเกรงใจ คล้ายไม่ล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของฉีจื่อสูแต่อย่างไร

      มือดีผู้หนึ่งตวาดคำ “บังอาจ” หลินเมี่ยวแบะปากกล่าวว่า “ท่านเป็นตัวอะไร ผู้คนที่ละแวกถนนเทียนเหอไม่กล้ากล่าวกับบิดาเช่นนี้มาก่อน หรือว่าท่านไม่เคยได้ยินชื่อหลินเมี่ยวมาก่อน ?”

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่รับฟังจนหัวร่อมิออกร้องไห้ไม่ได้ ค่อยทราบว่าหลินเมี่ยวเป็นงูเจ้าถิ่นละแวกถนนเทียนเหอ ก่อนหน้านี้พวกมันคล้ายเคยได้ยินชื่อนี้มา เพียงแต่ยามกะทันหันนึกไม่ออก

      ฉีจื่อสูกล่าววาจาอีกครา มันกล่าวว่า “เห็นแก่เจ้าอายุเยาว์ไม่รู้ความ วันนี้ไม่ถือสาเจ้า เจ้าไปจากที่นี้ให้กับเรา” หลินเมี่ยวขณะจะตีฝีปากตอบ หลิวซิ่วชิงฉุดดังมือมันไว้ กล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

      หลินเมี่ยวความจริงไม่ยอมเลิกรา แต่หลิวซิ่วเมื่อห้ามปรามมัน ก็ไม่สะดวกกับการอาละวาดต่อไป ติดตามหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่เดินถึงใต้ร่มไม้

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ขณะจะแก้สายบังเหียนม้าออก พลันได้ยินฉีจื่อสูตวาดว่า “พวกท่านทั้งสองหยุดไว้”

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ลอบร้อง ‘ผิดท่า’ ในใจ เห็นฉีจื่อสูเดินเข้ามาทางด้านนี้

      หลินเมี่ยวถลึงตาใส่ กล่าวว่า “ท่านยังมีเรื่องอันใด ? คงไม่แย่งชิงม้าของผู้อื่นกระมัง ?”

      ฉีจื่อสูไม่แยแสสนใจหลินเมี่ยว เพียงกล่าวกับหลิวซิ่วและเติ้งอวี่ว่า “พวกท่านทั้งสองรู้สึกคุ้นหน้านัก”

      หลิวซิ่วกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “อย่างนั้นหรือ ? แต่ข้าพเจ้าคล้ายไม่เคยเห็นท่านผู้เฒ่ามาก่อน”

      ฉีจื่อสูแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา เพ่งตาจ้องจับบนใบหน้าหลิวซิ่วโดยไม่กะพริบ จ้องมองจนหลิวซิ่วขนลุกเกรียวขึ้นมา

      ฉีจื่อซูกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ท่านไยไม่ปลดหน้ากากใบนี้ลงมา ? ที่แล้วมาหลิวซิ่วหาใช่คนซุกหัวหดหางไม่” เอ่ยถึงตอนนี้ เหล่ามือดีที่ร่วมทางพากันวางถ้วยชารายล้อมเข้ามา ล้อมกักหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ไว้กึ่งกลาง

      หลิวซิ่วสั่นศีรษะกล่าวว่า “ในโลกมีเรื่องมากมายที่คาดคิดไม่ถึง เช่นเดียวกับที่รองพ่อบ้านฉีกลับยินยอมเป็นสุนัขรับใช้ของหวางซิง” มันไม่เรียกพระยาอานจ้งโหว กลับเรียกชื่อหวางซิ่งอย่างตรงๆ หลินเมี่ยวใจหายวาบ เหม่อมองดูหลิวซิ่วกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดพิกลว่า “ท่านคือหลิวซิ่ว ?”

      หลิวซิ่วเห็นว่าไม่อาจปกปิดศักดิ์ศรีอีกต่อไปจึงกล่าว “มิผิด ข้าพเจ้าคือหลิวซิ่ว” หลินเมี่ยวเหลียวดูฉีจื่อสู กล่าวราวกับลิ้นคับปากว่า “ท่านเป็นคนของพระยาอานจ้งโหว ?”

      เติ้งอวี่ชิงกล่าวว่า “ไม่ มันเป็นรองพ่อบ้านตึกตระกูลฉีนามฉีจื่อสู ผู้คนที่ด้านหลังท่านจึงเป็นมือดีของพระยาหนันหยางโหว”

      หลินเมี่ยวหน้าเผือดขาว พึมพำว่า “แย่แล้วคราครั้งนี้จบสิ้นแล้ว”

      ฉีจื่อสูแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “เด็กน้อยตอนนี้นึกเสียใจแล้วกระมัง ?”

      หลินเมี่ยวยกมือโอบศีรษะกล่าวว่า “ท่านไฉนไม่บอกแต่แรกว่าท่านเป็นรองพ่อบ้านตระกูลฉี ? สวรรค์ไฉนรอถึงตอนนี้ค่อยบอกต่อข้าพเจ้า ?” เหล่ามือดีรอบข้างหัวร่อครืนออกมา บ้างนึกเหยียดหยามดูแคลน พวกมันความจริงเข้าใจว่าหลินเมี่ยวเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ยามนี้พอฟังว่าพวกมันเป็นฉีจื่อสูกับมือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหว กลับหวาดกลัวถึงเพียงนี้

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ล้วนงงงันวูบใหญ่ คิดไม่ถึงหลินเมี่ยวจะแสดงออกเช่นนี้ อดนึกดูแคลนมิได้ ฉีจื่อสูกล่าวว่า “เด็กน้อยไม่รู้ความ ตอนนี้ค่อยนึกกลัวเกรง...” เอ่ยถึงตอนนี้ สุ้มเสียงพลันชะงักขาดหาย เพียงเพราะที่ข้างเอวมันเพิ่มมีดสั้นเล่มหนึ่งทุกผู้คนล้วนตะลึงลาน มีดสั้นเป็นของหลินเมี่ยว คนลงมือก็เป็นหลินเมี่ยว

      หลินเมี่ยวทอดถอนใจกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องอับจนปัญญา ถึงแม้ข้าพเจ้ากลัวแทบตาย แต่ไม่อาจละทิ้งสหาย ผู้คนบอกว่าชีวิตแม้มีค่า หากทว่าน้ำมิตรสูงค่ายิ่งกว่า...” เอ่ยถึงตอนนี้ หันไปตวาดใส่มือดีรอบข้างว่า “อย่าได้เคลื่อนไหววู่วาม ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าจะให้เฒ่าโสโครกนี้ตกตายร่วมกับพวกเรา”

หนังสือแนะนำ

Special Deal