ตอนที่ 3 มรสุมแดนประหาร (หน้า 2)

      หลิวซิ่วไม่ปิดบังเรื่องราวของเติ้งอวี่ บอกต่อหลิวจงจนหมดสิ้น หลิวจงตอนแรกหน้าแปรเปลี่ยนไป แต่มันจะอย่างไรผ่านคลื่นลมมาอย่างโชกโชนย่อมล่วงรู้จิตเจตนาของหลิวซิ่ว

      หลิวซิ่วบอกว่าพวกตนจะหลบไปยังเมืองชงหลิง หลิวจงก็บอกว่ามันจะเปิดร้านข้าวสาร แจกจ่ายข้าวสารแก่ราษฎรยากไร้ หลิว

      ซิ่วกล่าวสนับสนุน มันทราบว่าตระกูลฉีอิจฉาตาร้อนกิจการของร้านข้าวสารตนเอง หากต้องถูกทางการยึดข้าวข้องไป มิสู้แจกจ่ายให้กับราษฎร หลังจากหารือเป็นมั่นเหมาะก็แยกทางกัน

      แต่เมืองอวนเฉิงปิดประตูเมืองทั้งสี่บานห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออก นอกจากมีเอกสารที่ออกโดยกรมเมือง หรือลายลักษณ์อักษรจากพระยาอานจ้งโหว แน่นอน หากเป็นบุคคลสำคัญของตึกตระกูลฉีมีข้อยกเว้น

      เมื่อเป็นเช่นนี้ หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ไม่สามารถออกจากเมืองได้หลิวซิ่วต้องกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “พวกเราได้แต่รอจนฟ้ามืดค่ำค่อยเคลื่อนไหว หวังว่าพวกมันยังไม่พบเห็นเรื่องที่ท่านลงมือ”

      เติ้งอวี่โห่ร้องว่า “มีแล้ว พวกเราไปที่ลานประหาร ?”

      “ลานประหาร ?” มิผิด หากพวกเราซ่อนตัวที่ศาลบูชา พวกมันยามกะทันหันต้องหาไม่พบ รอถึงยามมืดค่ำค่อยออกทางตัวเมืองตะวันตก”

      “ตกลง พวกเราพาตัวสู่จุดอับ ค่อยดิ้นรนเอาชีวิตรอด ลองเดิมพันสักครา”

      ลานประหารตัวเมืองตะวันตกทิ้งคราบโลหิตเป็นด่างดวง ซากศพถูกเคลื่อนย้ายจากไป สถานที่ซึ่งอึกทึกวุ่นวาย ยามนี้กลับกลายเป็นเงียบวังเวงดุจแดนร้าง

      หลิวซิ่วยังไม่กล้าเข้าสู่ศาลบูชาจากทางด้านหน้า ภายในศาลบูชามีคนเฝ้ารักษาตลอดเวลา อยู่ที่มากหรือน้อยเท่านั้น

      ภายในศาลบูชาเก็บรักษาซากศพของนักโทษประหาร ตลอดจนเครื่องมือลงทัณฑ์และของซินไหว้ วันนี้ภายในสมควรเก็บศพจำนวนมาก รอให้นำไปกลบฝัง ดังนั้นเติ้งอวี่เลือกสถานที่นี้เป็นที่ซ่อนตัว นับเป็นแผนอันแยบคาย ยิ่งเป็นสถานที่อันตรายยิ่งปลอดภัย หามีผู้ใดนึกถึงที่นี้ไม่

      อาศัยเวรยามในศาลบูชาไม่กี่คน ย่อมไม่พบเห็นการมาของหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ ทั้งสองลอบเข้ามาทางหลังศาลบูชา ที่นี้เป็นห้องตั้งศพชั่วคราว ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมเฉียดกรายมายังสถานที่เช่นนี้

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่เพิ่งเร้นกายเข้าห้องตั้งศพของศาลบูชา ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมา เติ้งอวี่จึงกล่าวเบาๆ ว่า “มีคนมาแล้ว”

      หลิวซิ่วมองดูซากศพที่คลุมด้วยผ้าขาวหลายสิบซาก ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วชี้มือไปยังใต้โครงไม้ที่ใช้รองรับซากศพ

      เติ้งอวี่เข้าใจด้วยปัญญาไว แต่ละคนเลือกใต้ซ่อนตัวใต้โครงไม้ใกล้หน้าต่าง สองมือยึดจับไม้ขวางที่ค้ำยันโครงไม้ไว้ เนื่องด้วยโครงไม้ยกขึ้นจากพื้นเพียงเชียะครึ่ง นอกจากมีคนจงใจก้มศีรษะมอง ไม่เช่นนั้นไม่พบเห็นคนซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง

      ทั้งสองเพิ่งซ่อนตัวไว้ แว่วเสียงเปิดประตูเหล็กของห้องตั้งศพ ได้ยินเวรยามผู้หนึ่งกล่าวว่า “รองพ่อบ้านฉีเชิญเข้า ซากศพทั้งหมดล้วนอยู่ที่นี้”

      สุ้มเสียงอีกเสียงหนึ่งดังว่า “ทราบแล้ว พวกเจ้าออกไปก่อน”

      หลิวซิ่วฟังออกว่านี่เป็นเสียงของหัวหน้าฝึกสอนตึกผู้บัญชาการรักษาเมืองนามหูเปียว ส่วนรองพ่อบ้านฉีที่ว่าเป็นยอดฝีมืออันดับห้าในตึกตระกูลฉีนามฉีจื่อสู ถึงกับใจเขม็งตึงเครียดขึ้น

      ฉีจื่อสูกล่าวด้วยสุ้มเสียงแกร่งกร้าวว่า “พวกมันแตะต้องซากศพเหล่านี้หรือไม่ ?”

      หูเปียวตอบว่า “คาดว่าพวกมันไม่กล้าแตะต้องวุ่นวาย เป็นเหล่าทหารม้าลากศพเข้ามา”

      ฉีจื่อสูเพียงส่งเสียงดังอืมม์ เริ่มเลิกผ้าขาวตรวจดูซากศพ

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่กลั้นลมหายใจไว้ กลัวถูกฉีจื่อสูพบเห็น ฟังจากเสียงฝีเท้า ภายในห้องมีผู้คนอยู่ห้าคน อีกสามคนหากมิใช่สังกัดตึกแม่ทัพรักษาเมือง ก็มาจากตระกูลฉี

      ตระกูลฉีส่งตัวฉีจื่อสูมา แสดงว่าพระยาหนันหยางโหวให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ยิ่ง

      ฉีจื่อสูแค่นสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า “เราเข้าใจว่าผู้ใดกล้าบุกแดนประหารเมืองอวนเฉิง ที่แท้นางโจรเสิ่นชิงอีก็มาด้วย”

      มันคล้ายคิดตรวจดูจากปากแผลหรืออาวุธบนซากศพ ดูว่าศัตรูเป็นใคร จากนั้นกล่าวอีกว่า “เรากลับดูคนผิดไป ที่แท้อู๋ฮั่นเป็นศิษย์ของเฒ่าประหลาดต้วน”

      หลิวซิ่วใจเต้นระทึกถึงคอหอย ดีที่ฉีจื่อสูเพียงแวะดูซากศพบนแคร่ไม้เหนือร่างมัน จากนั้นเดินผ่านไป

      ฉีจื่อสูคล้ายมาถึงข้างซากศพของมือเพชฌฆาตจึงกล่าว “คนผู้นี้ตายใต้อาวุธลับดาวตกเดือนมืดในเมืองอวนเฉิงผู้ที่สามารถซัดดาวตกเดือนมืดมีแต่เด็กน้อยเติ้งอวี่ ดูท่าชงเอ๋อ (หมายถึงพยัคฆ์ใบ้) ไม่ได้ปรักปรำมัน” คิดไม่ถึงเด็กน้อยนี้เป็นพวกเดียวกับตู้เม่า คาดว่าเด็กน้อยหลิวซิ่วก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”

      เติ้งอวี่กลับสงบเยือกเย็นลง มันทราบแต่แรกว่าวิชาอาวุธลับของตนเองไม่อาจตบตาฉีจือสูเพียงนึกเสียใจที่สร้างความลำบากแก่หลิวซิ่ว

      ฉีจื่อสูตรวจดูซากศพทุกซาก คล้ายไม่คิดรั้งอยู่ที่นี้นานไป หันไปกล่าวกับหูเปียวว่า “ท่านหัวหน้าฝึกสอนส่งคนไปจับตัวหลิวซิ่วและยึดทรัพย์ของมัน”

      หูเปียวรับคำ มันกับหลิวซิ่วความจริงมีความสัมพันธ์อันดี แต่เรื่องราวถึงขั้นนี้ ไม่อาจปกป้องหลิวซิ่วได้

      หลิวซิ่วกลับลอบหัวร่อในใจ ตอนนี้หากฝ่ายตรงข้ามรุดไป คงพบเห็นแต่หอร้างคนว่างเปล่า ไม่ทิ้งสิ่งของใดไว้ มันเชื่อมั่นการจัดการของหลิวจงอย่างวางใจ เสียงครืนเมื่อประตูเหล็กปิดลง หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วหลิวซิ่วได้ยินเสียงลมหายใจอย่างแผ่วเบาดังจากที่ห่างไปไม่ไกล ด้วยโสตประสาทของหลิวซิ่ว ย่อมฟังไม่ผิด ต่อให้มันขวัญกล้าแข็ง ยังอดขนลุกเกรียวมิได้ สายตายามกวาดมอง เห็นใต้โครงไม้ที่ห่างไปไม่ถึงหนึ่งวา ปรากฎคนผู้หนึ่งยึดเกาะอยู่ราวจิ้งจกตัวหนึ่ง

      หลิวซิ่วตวาดเบาๆ ว่า “ท่านเป็นใคร ?”

      คนผู้นั้นย้อนถามว่า “แล้วท่านเป็นใคร ?”

      เติ้งอวี่ก็พบเห็นการคงอยู่ของบุคคลที่สามชิงกลิ้งตัวออกจากใต้แคร่ไม้ กวาดเท้าจู่โจมใส่บุคคลที่สามนั้น คนผู้นั้นทิ้งตัวลงจากใต้แคร่ราวค่างต้นไม้ตัวหนึ่ง พอออกพ้นจากแคร่ไม้ ก็ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

      เติ้งอวี่ยืมกำลังที่เอว ดีดขวับขึ้นดุจค้นธนูคันหนึ่ง สองมือกลับกลายเป็นเงาฝ่ามือรูปดอกบัวครอบคลุมใส่ฝ่ายตรงข้ามมันไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่ามันสองพี่น้องซ่อนตัวอยู่ที่นี้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทราบมีความเป็นมาอย่างไร หากแพร่งพรายร่องรอยพวกมันออกไปเกรงว่าพวกมันต้องถูกกักอยู่ในเมืองอ่วนเฉิงจวบจนตาย ดังนั้นมิอาจไม่ลงมือฆ่าปิดปาก

      คนผู้นั้นพอเผชิญกับสภาวะจู่โจมของเติ้งอวี่ ดวงตาต้องทอแววตื่นเต้นสงสัย แต่ไม่สับสนลนลาน กรีดควงสองมือเป็นวง ดรรชนียืดหดดุจงูพิษออกจากถ้ำ มันพอกรีดควงมือออก ก็ทำลายเงาฝ่ามือรูปดอกบัวของเติ้งอวี่ไป ทั้งแตะมือกับข้อมือเติ้งอวี่ เติ้งอวี่ใจหายวาบ รีบเบี่ยงตัวหักศอกซ้ายกระแทกใส่ คนผู้นั้นได้แต่รั้งกระบวนท่าล่าถอย เติ้งอวี่พบว่าบนข้อมือตนเองเพิ่มรอยสีแดงหลายรอยแสดงว่าเป็นผลจากการถูกนิ้วมือฝ่ายตรงข้ามแตะสัมผัสถูก ต้องร้องชมเชยว่า “ฝีมืออันยอดเยี่ยม” ขาดคำลงมืออีกครา

      คนผู้นั้นก็ร้องเบาๆ ว่า “ท่านก็มิใช่ชั่ว” มันแทนที่จะล่าถอยกลับสะอึกเข้าหา ยามนั้นที่นอกหน้าต่างบังเกิดเสียงฟ้าร้องครืนใหญ่ จากนั้นเป็นเสียงเกรียวกราว เมื่อหยาดฝนตกลงบนกระเบื้องหลังคา

      หลิวซิ่วไม่ได้ลงมือ เพียงจับตาดูการประมือของเติ้งอวี่กับคนผู้นั้น มันดูออกว่าคนผู้นี้เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง มิหนำซ้ำในกระบวนท่าแรก เติ้งอวี่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งความจริงเติ้งอวี่เป็นยอดฝีมืออายุเยาว์ผู้หนึ่ง นอกจากหลิวซิ่วแล้วไม่ยอมรับนับถือผู้ใดมาก่อน หลิวซิ่วพอชมดูมันต่อสู้กับชายหนุ่มนั้น กลับยิ่งชมดูยิ่งตื่นตระหนก รู้สึกว่ากระบวนท่าที่ชายหนุ่มนั้นใช้ออก ตลอดจนตำแหน่งที่จู่โจมล้วนประหลาดพิสดาร มีวิชาฝีมือมากหลายที่หลิวซิ่วไม่เคยเห็นมาก่อน หากมิใช่เติ้งอวี่มีฝีมือกล้าแข็ง คงพ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือชายหนุ่มผู้นี้แล้ว

      หลิวซิ่วพลันขยับใบหู ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมากระทบโสต ต้องใจหายวาบ ร้องเบาๆ ว่า “หยุดมือ” พลางสอดมือไปยังหว่างกลางของคู่ต่อสู้ทั้งสอง แยกคนทั้งสองออกจากกัน

      เติ้งอวี่กับชายหนุ่มนั้นงงงันวูบหนึ่ง จากนั้นเข้าใจจิตเจตนาที่หลิวซิ่วแยกพวกมันออก เนื่องเพราะพวกมันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมา ได้แต่ทำตามคำบอกใบ้ของหลิวซิ่ว ซ่อนตัวกับที่เดิมได้ยินสุ้มเสียงเยือกเย็นเสียงหนึ่งดังมาว่า “ซากศพเหล่านี้ต้องรีบกลบฝัง หากทางนครหลวงสอบถามว่ามีคนบาดเจ็บล้มตายเท่าใด พวกเจ้าจะตอบว่าอย่างไร ?” ผู้คนหลายคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีคนตายห้าคน บาดเจ็บเจ็ดคน”

      สุ้มเสียงเยือกเย็นส่งเสียงดังอือม์ กล่าวว่า “รายงานให้น้อยกว่านี้ มีผู้ตายสามคน บาดเจ็บห้าคน” ที่แท้มันมาซักซ้อมคำให้การ สำหรับรายงานต่อเบื้องบน จากนั้นกล่าวอีกว่า “โจรร้ายเหล่านั้นเป็นใคร ?”

      “เพียงเป็นโจรเล็กโจรน้อยไม่กี่คน”

      “อย่างนั้นพวกมันไฉนบังอาจกล้าบุกแดนประหาร ?”

      “เพราะว่าโจรกบฎหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ใช้พิษ ค่อยอาศัยช่วงชุลมุนชิงตัวนักโทษไป”

      หลิวซิ่วกับเติ้งหวี่หันไปมองหน้ากัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้มาซักซ้อมคำให้การ ทั้งป้ายความผิดมาที่มันสองพี่น้อง พวกมันย่อมทราบว่าจุดประสงค์ที่พระยาอานจ้งโหวทำเช่นนี้ เพื่อเพ็ดทูลหวางหม่าง

      ยามนี้เกิดไฟสงครามทุกหย่อมหญ้า ทุกวี่วันหวางหม่างทรงสดับแต่ข่าวร้าย ทำให้หวางหม่างยิ่งคลุ้มคลั่ง ยิ่งฟั่นเฟือนกว่าเดิม เหล่าขุนนางกังฉินจึงพร้อมใจกันสร้างภาพลวงปกปิดเบื้องบน พระยาอานจ้งโหวทำเช่นนี้ หลิวซิ่วหารู้สึกเหนือความคาดหมายไม่

สุ้มเสียงเยือกเย็นนั้นสั่งอีกว่า “ประเสริฐ พวกเจ้าเคลื่อนย้ายซากศพเหล่านี้ไปกลบฝังที่นอกเมือง ความเคลื่อนไหวต้องรวดเร็ว อย่าให้มีผู้คนรู้เห็นมากเกินไป” ผู้คนเหล่านั้นรับคำโดยพร้อมเพรียง หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่สบตากันวูบ บังเกิดความลิงโลดยินดี พากันกวาดตาไปยังชายหนุ่มนั้น ชายหนุ่มนั้นก็เผยอยิ้มเป็นเชิงเข้าใจ

 

      รถม้าสองคันควบขับออกจากประตูเมืองตะวันตก ถึงแม้ประตูเมืองรักษาการณ์อย่างเข้มงวด แต่รถบรรทุกศพทั้งสองคันมีจดหมายลายมือของผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง

      สองฟากข้างรถม้าตามติดด้วยทหารม้าสิบกว่านาย แต่ละคนสวมหมวกเล้ยใส่เสื้อฟาง ดูไปคล้ายหุ่นฟางที่เคลื่อนไหวได้ขบวนหนึ่ง

      หลุมฝังศพขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่บนเนินดินนอกประตูเมืองตะวันตกสามลี้ แต่ตอนนี้ภายในหลุมขังเต็มไปด้วยน้ำ แต่เหล่าทหารไม่สนใจคร้านที่จะสูบน้ำออกจากหลุม จัดแจงโยนซากศพลงในหลุม จะอย่างไรผู้ตายเหล่านี้หาได้เกี่ยวดองกับพวกมันไม่ ทันใด เสียงทอดถอนใจยาวเสียงหนึ่งดังจากรถบรรทุกศพอีกคันหนึ่ง

      ยามฟ้าหลังฝนทุกที่ทางเงียบสงบ เสียงทอดถอนใจยาวนี้ดังถนัดชัดเจน เหล่าทหารที่เตรียมขนย้ายศพลงจากรถคันที่สองล้วนได้ยิน ทุกผู้คนหันไปมองหน้ากัน ล้วนหยุดอยู่นอกรถ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเดินเข้าใกล้ตัวรถ ทหารซึ่งเพิ่งกลับจากโยนศพลงในหลุมเดินเข้ามา เห็นทั้งหมดหยุดการเคลื่อนไหว จึงร้องถามว่า “เป็นไรแล้ว รีบฝังศพเป็นการด่วน”

      ทหารที่อยู่ใกล้ตัวรถที่สุดผู้หนึ่งฝืนหัวร่อกล่าวว่า “เท้าของเราเป็นตะคริว” ทหารนั้นเข้าใจว่ามันนึกเกียจคร้าน จึงเดินมาที่รถ เพิ่งเลิกม่านรถขึ้น ในกองซากศพบังเกิดเสียงทอดถอนใจยาวดังขึ้นอีกครา

      ทหารนั้นร้องโอยออกมา อุทานว่า “มีภูตผี...” แตกตื่นจนปัสสาวะเรี่ยราด ค่อยทราบสาเหตุที่ทหารเหล่านี้ไม่ขึ้นรถไปขนย้ายซากศพ

      ทหารม้ารักษาเมืองนายหนึ่งรุดมายังที่เกิดเหตุตวาดถามว่าเกิดเรื่องใด เหล่าทหารชี้มือไปยังรถบรรทุกศพที่แว่วเสียงทอดถอนใจดังออกมา กล่าวว่า “บนรถมีภูตผี...”

      ทหารม้านั้นสะดุ้งเฮือกหนึ่ง นึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เห็นเหล่าทหารล้วนหน้าซีดเผือดกลับไม่กล้าเข้าใกล้รถบรรทุกศพ

      ทหารนายหนึ่งตะกุกตะกักว่า “ใช่เป็นศพลวง ( ชื่อเรียกศพที่ลุกขึ้นก่อนทำการบรรจุฝัง )  หรือไม่ ? พวกเรายังคงไปกันเถอะ”

      ทหารม้านั้นตัดบทว่า “ไม่ได้ หากไม่ฝังศพเหล่านี้ จะกลับไปรายงานอย่างไร ?”

      ทหารนายหนึ่งสวนคำว่า “หากคิดฝังศพ ท่านฝังเองเถอะ” ซึ่งความจริงทหารม้ารักษาเมืองมีตำแหน่งเท่ากับพวกมัน แต่ปรกติวางตนเขื่องโข ทั้งได้รับค่าตอบแทนมากกว่า ดังนั้นเหล่าทหารล้วนไม่พอใจ ทหารม้านั้นสวนคำว่า “ไปก็ไป” พลางกระตุ้นม้าถึงหน้ารถบังทุกศพ ลังเลเล็กน้อยจึงยืนทวนเขี่ยม่านรถขึ้น ถึงกับตะลานวูบ

      บนบนกองซากศพภายในรถ นั่งขัดสมาธิด้วยซากศพผมเผ้ายุ่งเหยิงซากหนึ่ง เสื้อขาวที่สวมใสแปดเปื้อนคราบโลหิต ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด สองตายังมีโลหิตไหลหลั่งออกมา ทหารม้านั้นร้องคำ “ภูตผี...” คลายมือปล่อยทวนร่วงหล่นลง ขณะจะหันหัวม้ากลับ ซากศพนั้นพลันลอยตัวมา ยื่นนิ้วทั้งสิบออก บีบคอทหารม้านั้น เหล่าทหารในบริเวณพากันร้องว่า “ศพลวง...รีบหนี...” ต่างหนีเตลิดเข้าเมืองอวนเฉิง ทหารม้าที่ถูกบีบคอแตกตื่นจนน้ำลายฟูมปากสองตาเบิกค้าง สิ้นสติสมประดี ผีดิบที่ฟื้นคืนชีพค่อยคลายมือออก กล่าวว่า “พวกท่านออกมาเถอะ ปีศาจขวัญอ่อนเหล่านั้นหลบหนีไปจนหมดสิ้นแล้ว”

      หลิวซิ่วมุดออกจากตัวรถ บิดขี้เกียจยืดเส้นสาย จากนั้นชายหนุ่มแปลกหน้านั้นกระโดดตามลงมา  “ผีดิบ” นั้นกระโดดเข้าหา กล่าวว่า “ฝีมือปลอมแปลงโฉมของท่านร้ายกาจนัก เด็กน้อยนี้ถูกขู่จนขวัญฝ่อตายแล้ว” พลางชี้มือไปยังทหารม้าที่พลิกร่วงลงจากหลังม้านั้น “ผีดิบ” ตนนี้คือเติ้งอวี่เอง

      ชายหนุ่มแปลกหน้ากล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เป็นเพราะสหายท่านวางแผนแยบคาย” หลิวซิ่วกล่าวถ่อมตนว่า “พี่ท่านชมเชยเกินไปข้าพเจ้าหลิวซิ่ว ท่านนี้เป็นน้องร่วมสาบานของเราเติ้งอวี่ ขอถามนามสูงส่งของท่าน

ชายหนุ่มแปลกหน้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าฉินฟุ ( ฉินเป็นแซ่ ฟุแปลว่า ฟื้นฟู ) ที่แท้พวกท่านเป็นบุคคลที่ทางการประกาศจับ นับถือ นับถือ”

      หลิวซิ่วกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ฟังจากน้ำเสียงพี่ฉินคล้ายเป็นชาวเมืองอวนเฉิง เหตุใดต้องใช้วิธีการนี้ออกจากเมือง ?”

      สีหน้าฉินฟุกลับคืนสู่ความกระด้างเย็นชากล่าวว่า “มีเรื่องบางประการไม่มีใด หากรบเร้าถามไถ่รังแต่ทำให้หมดสนุก อภัยที่ข้าพเจ้าไม่ขอตอบ”

      หลิวซิ่วไม่ถือสาหาความ ยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ฉินกล่าวถูกต้อง ข้าพเจ้ายึดถือคร่ำครึไปแล้ว”

      ฉินฟุกล่าวอีกว่า “พวกเราแยกจากกันในลักษณะนี้ หากมีโอกาสพบกันใหม่ ข้าพเจ้าขอเลี้ยงสุราพวกท่านสักมื้อ”

      เติ้งอวี่รู้สึกว่าฉินฟุผู้นี้ลึกลับแฝงเลศนัยแสดงท่าทีปฏิเสธผู้คนจนห่างไกล สร้างความไม่พอใจอยู่บ้าง จึงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “วันหน้าค่อยว่ากล่าวกันเถอะ หวังว่าคุณชายฉินไม่หลงลืม วันหน้าเดินสวนกันกลับจดจำพวกเราไม่ออก”

      ฉินฟุหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ไม่ตีฝีปากตอบ ประสานมือกล่าวว่า “โอกาสหน้าพบกันใหม่” จากนั้นสะบัดหน้าไป โดยไม่เหลือบแลเติ้งอวี่อีก

      หลิวซิ่วร้องถามว่า “พี่ฉินไม่ต้องการม้าเป็นพาหนะหรือ ?”

      ฉินฟุงงงันวูบหนึ่ง หยุดเท้ามองดูม้าที่ลากเทียมรถเหล่านั้น กล่าวขอบคุณหลิวซิ่วที่เตือนสติ ปลดแก้ม้าตัวหนึ่งจากคานรถ ขึ้นม้าควบขับจากไป เติ้งอวี่ยังขุ่นข้องใจไม่คลาย มันความจริงมีนิสัยหยิ่งยโส แต่ฉินฟุยังเย่อหยิ่งกว่ามัน ทำให้จิตใจบังเกิดเป็นรสชาติสุดบรรยาย หลิวซิ่วตบไหล่มัน กล่าวว่า “ไยต้องมีโทสะไป ? มีโทสะรังแต่ทรมานตัวเอง ท่านยังไม่เห็นซึ้งปรุโปร่งหรือ ?” เติ้งอวี่งงงันวูบหนึ่ง ค่อยยิ้มออกมากล่าวว่า “ยังคงเป็นพี่ใหญ่สูงส่งกว่า เติ้งอวี่ยังต้องออกท่องเที่ยวอีกหลายปี”

หลิวซิ่วกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อย่าได้สอพลอไปแล้ว ไปกันเถอะ ไม่แน่ว่าภายในเมืองพบว่ามีปัญหา ยกกำลังมาถึง” เติ้งอวี่เหลียวมองกำแพงเมืองอันสูงตระหง่านทอดถอนใจพึมพำว่า “ลาแล้ว เมืองอวนเฉิง...”

 

....................................................

หนังสือแนะนำ

Special Deal