ตอนที่ 3 มรสุมแดนประหาร

      ตามคำเล่าขาน เมืองอวนเฉิงเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเซี่ย (ชื่อราชวงศ์สมัยโบราณ) เจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ทิศตะวันตกเชื่อมถึงเมืองอู่กวน หวินกวน ทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นแม่น้ำฮั่นสุ่ย ฉางเจียง ไหวสุ่ย มีคมนาคมสะดวก จัดเป็นเมืองใหญ่ทางภาคตะวันตก

      ปัจจุบันเมืองอวนเฉิงเป็นใจกลางของเขตปกครองหนันหยาง มีเมืองโดยรอบหลายสิบเมือง ชุมนุมพ่อค้าคหบดี ความรุ่งเรืองเป็นที่ทราบได้

      เพียงแต่ในห้วงกลียุค คิดหวังอยู่รอดปลอดภัย รังแต่เป็นความเพ้อฝัน

      ห้วงกลียุคผู้คนใจจืดจาง ถึงแม้ว่าเมืองอวนเฉิงมั่งคั่งบริบูรณ์ แต่ภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ของหวางหม่าง สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้คน บวกกับมีผู้คนอพยพมาจากทุกสารทิศ กลายเป็นชุมชนอันสับสน

      ที่ซึ่งครึกครื้นที่สุด ไม่มีที่ใดเกินลานประหารทางตัวเมืองตะวันตก

      บนลานประหาร ดาบเดียวสะบั้นวิญญาณ หลั่งเลือดชโลมพสุธา สำหรับกับคนอยู่ว่างไร้เรื่องราวนับเป็นฉากอันสนุกสนานเร้าใจ วันนี้ลานประหารตัวเมืองตะวันตกมีเรื่องสนุกสนานเกิดขึ้น ผู้นักโทษประหารคือตู้เม่า ไม่มีผู้ใดลืมเลือนจอมยุทธ์ที่เมื่อหลายเดือนก่อนสังหารขุนนางกังฉินซิ่งเหว่ยผู้นี้ คิดไม่ถึงตู้เม่าหนีไม่รอด ถูกทางการติดตามจับกุมได้กำหนดประหารชีวิตยามเที่ยงวันนี้

 

      เช้าวันนี้ร้านข้าวสารหลิวซิ่วยังเปิดร้าน พอใกล้เที่ยงก็ปิดประตูร้าน

      ชาวบ้านที่มาซื้อข้าวสารตัดพ้อต่อว่าอยู่บ้าง แต่หลิวซิ่ว ( พงศาวดารเรื่องตั้งฮั่นอ่านออกเสียงว่าเล่าสิ้ว ) อ้างว่าทางการคุมตัวนักโทษสู่แดนประหารกลัวสัมผัสถูกกลิ่นอายไม่เป็นมงคล จึงปิดร้านก่อนกำหนด บวกกับหลิวซิ่วมีมนุษยสัมพันธ์อันดีกับผู้คน ย่อมไม่มีผู้ใดโทษว่าตำหนิ

      ซึ่งความจริงหลิวซิ่วไม่กลัวสัมผัสกลิ่นอายไม่เป็นมงคล เขามิใช่ไม่เคยพบเห็นนักโทษถูกคุมตัวสู่แดนประหารมาก่อน สาเหตุที่แท้จริงมีแต่เติ้งอวี่ล่วงรู้

      เติ้งอวี่เป็นสหายของหลิวซิ่ว ครั้งกระโน้นเคยไปยังนครฉางอาน ร่ำเรียนวิชาบุ๋นและบู๊ด้วยกัน ต่างมีบุคลิกงามสง่า เป็นที่เลื่องลือทั่วเมืองอวนเฉิง เพียงแต่มันอายุอ่อนกว่าหลิวซิ่วหลายปี

      เติ้งอวี่จัดเตรียมสุราที่หมักจากธัญพืชมา นี่เป็นตำรับลับประจำตระกูล แม้แต่พระยาอานจ้งโหวยังนิยมชมชื่นสุราชนิดนี้

      พระยาอานจ้งโหวคือหวางซิง ครั้งกระโน้นหวางซิงช่วยเหลือหวางหม่างช่วงชิงราชบัลลังก์ มีความดีความชอบใหญ่หลวง ทั้งเกี่ยวดองเป็นญาติ ดังนั้นหวางหม่างอวยยศเป็นพระยาอานจ้งโหว ปกครองตัวเมืองสิบเมือง ถืออำนาจบาตรใหญ่ประดุจฮ่องเต้น้อยก็มิปาน

      หลังเสียงม้าล่อดังสะท้าน แว่วเสียงผู้คนอื้ออึง ไม่ต้องชะเง้อคอมองดู ก็ทราบว่ารถนักโทษแล่นผ่านมาแล้ว

      เติ้งอวี่กลับหลิ่วซิ่วผลักเปิดหน้าต่างของร้านออก เห็นขบวนทัพยาวเหยียดคุมตัวนักโทษผ่านหน้าไป คนในขบวนแต่งเครื่องแบบทหาร มีจำนวนสองร้อยคน ที่เบิกทางเป็นทหารองครักษ์ประจำตึกพระยาอานจ้งโหวยี่สิบนาย ที่หลังรถนักโทษตามติดด้วยทหารรักษาเมืองยี่สิบกว่านาย ที่เหลือล้วนเป็นทหารราบ

      รถนักโทษกั้นซี่กรงเหล็กแข็งแรง ใช้ม้าสามตัวลากเทียม คนในรถนักโทษเสื้อผ้าขาดวิ่นผมเผ้ายุ่งเหยิง ตลอดทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลโลหิต มือเท้าถูกล่ามโซ่ตราตรวน แต่ยังยื่นศีรษะออกนอกซี่กรงมา

      มันคือนักโทษคนสำคัญตู้เม่า ตู้เม่ามิเพียงลอบสังหารซิ่งเหว่ย ทั้งยังฆ่าเสี้ยนไจ้ หลี่ฮุยกับคนในครอบครัวรวมห้าชีวิต สุดท้ายเป็นตระกูลฉีส่งยอดฝีมือออกตามล่า ค่อยจับกุมตัวได้

      ชาวบ้านที่มุงดูอยู่สองฟากข้างถนน ไม่ทราบผู้ใดร้องเรียกขึ้นก่อนว่า “ตู้เม่า” พริบตานั้นทุกผู้คนส่งเสียงร้องตาม กระตุ้นให้ผู้รับฟังเลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมา

      ทหารองครักษ์ที่เบิกทางตวัดแส้ ร้องตวาดให้หลีกทาง ผู้ที่กีดขวางขบวนรถนักโทษจึงถูกแส้ฟาดโบยใส่ กองกำลังที่คุ้มกันรถนักโทษล้วนตื่นเต้นตึงเครียด หากเกิดความผิดพลาดอันใดพวกมันยังไม่อาจรับผิดชอบได้ แต่ที่พวกมันวางใจอยู่บ้างคือ คราครั้งนี้ยอดฝีมือตึกตระกูลฉีคุมตัวนักโทษด้วยตัวเอง แน่นอน นี่เป็นพระยาอานจ้งโหวร้องขอต่อตระกูลฉี

      ตระกูลฉีเมืองอวนเฉิงเป็นคหบดีอันดับหนึ่งแห่งเขตปกครองหนันหยาง ไม่เพียงร่ำรวยมหาศาลภายในตึกยังมียอดฝีมือคับคั่ง ประมุขตึกตระกูลฉีนามฉีว่านโซ่วได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหนันหยาง มีการคบหากับหวางหม่างมาก่อน ทั้งมีความสัมพันธ์กับพระยาอานจ้งโหวอย่างแนบแน่น

      หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่สบตากันวูบ หลิวซิ่วชมเชยว่า “เป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็งจริงๆ

      เติ้งอวี่กล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “น่าเสียดายคนดีในโลกไม่มีชีวิตยืนยาว”

      หลิวซิ่วกล่าวถามว่า “ท่านยังคิดจัดส่งสุราเศียรขาดไปหรือไม่ ?”

      เติ้งอวี่กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เรื่องที่เราเติ้งอวี่ตัดสินใจไม่เคยเลิกล้มแต่กลางคัน ไปกันเถอะ”

 

      ลานประหารกินพื้นที่สิบมู่ (ไร่จีน) ด้านทิศตะวันตกติดกำแพงเมือง ทิศตะวันออกมีเนินเขาเล็กๆ ลานประหารเป็นพื้นที่ราบหลังเนินเขา บนเนินเขาปลูกสร้างศาลบูชา ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นที่พักผ่อนชั่วคราวของขุนนางควบคุมการประหาร

      บนลานประหารปักตั้งเสาไม้ที่สร้างจากไม้จื่อมู่ ( ชื่อไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ) ยี่สิบต้น แต่วันนี้ไม่มีนักโทษประหารถึงยี่สิบคน

      นักโทษประหารมีทั้งสิ้นสิบสองคน ตู้เม่าถูกจับมัดติดกับเสาไม้ตรงกลางที่หยาบใหญ่ที่สุด มือเท้ายังคงถูกล่ามโซ่ตราตรวนไว้ ไม่มีผู้ใดกล้าชะล่าเลินเล่อ ตู้เม่าผู้นี้นับเป็นบุคคลอันตรายผู้หนึ่ง

      นักโทษประหารอื่นเพียงคุกเข่าอยู่หน้าเสาไม้ สองมือถูกมัดไพล่หลัง ต้นคอเสียบป้ายชื่อรอถึงยามเที่ยงศีรษะจะถูกปลิดปลง ยามนี้อาทิตย์แผดแสงแรงกล้า ขุนนางควบคุมการประหารได้แต่นั่งอยู่ใต้ชายคาศาลบูชา ทหารรักษาเมืองกับทหารองครักษ์คอยกันฝูงชนรอบข้าง ขุนนางควบคุมประหารชมดูจนหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา

      ชาวบ้านรอบข้างค่อยๆ สงบลง พร้อมกับอาทิตย์ที่ลอยขึ้นถึงกลางฟ้า ทุกผู้คนล้วนสงบสุ้มเสียงอาจบางทีนี่เป็นการไว้อาลัยต่อนักโทษประหารประการหนึ่ง

      ขุนนางควบคุมการประหารแหงนมองท้องฟ้าแวบหนึ่ง จากนั้นดึงธนูอาญาสิทธิ์ออกมา ร้องว่า “ถึงเวลายามเที่ยง เตรียมดำเนินการประหาร”

      ในกลุ่มคนพลันบังเกิดเสียงร้องว่า “ช้าก่อน” เห็นเติ้งอวี่โอบสุราไหหนึ่ง แหวกผ่านทหารที่รักษาความสงบเรียบร้อย เดินเข้าสู่ลานประหาร หลิวซิ่วก็ตามติดอยู่ด้านหลัง

      เหล่าทหารที่รักษาความสงบเรียบร้อยรู้จักเติ้งอวี่กับหลิวซิ่ว ดังนั้นหาขัดขวางไม่

      เติ้งอวี่กับหลิวซิ่วหันหน้าหาขุนนางควบคุมการประหาร กล่าวอย่างนอบน้อมว่า

      “ข้าพเจ้าเติ้งอวี่”

      “ข้าพเจ้าหลิวซิ่วคำนับใต้เท้า”

      ขุนนางควบคุมการประหารความจริงคิดอาละวาดพอได้ยินชื่อทั้งสอง โทสะค่อยผ่อนคลายลงบ้างกล่าวว่า “ที่แท้เป็นพวกท่านทั้งสอง ไม่ทราบพวกท่านขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเราด้วยเจตนาใด ?”

      หลิวซิ่วกล่าวด้วยความเกรงอกเกรงใจว่า “เรียนใต้เท้า ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของใต้เท้า เพียงแต่พวกเราทั้งสองชื่นชมตู้เม่าว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง จึงจัดส่งสุราเศียรขาดมาให้กับมัน”

      คำพูดของหลิวซิ่วกระตุ้นให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ผู้คนมากหลายเคยได้ยินชื่อหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ คนทั้งสองมิเพียงสนิทสนมกับปัญญาชนเขตปกครองหนันหยาง มิหนำซ้ำหลิวซิ่วยังเปิดร้านข้าวสาร คุ้นเคยกับชาวบ้านร้านตลาด ไม่ว่าหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ล้วนมีความรู้ในเชิงอักษรศาสตร์อย่างลึกล้ำ ยังมีคนล่วงรู้ว่าหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ยังฝึกวิชาบู๊ มีพลังฝีมือสูงเยี่ยม

      ขุนนางควบคุมการประหารเห็นแก่หน้าหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ จึงกล่าว “ตกลง อนุญาตให้พวกท่านส่งสุราเศียรขาดแก่นักโทษประหาร”

      เติ้งอวี่ยกชูไหสุรากล่าวขอบคุณ ชักชวนหลิวซิ่วเดินเข้าหาตู้เม่า

      ยอดฝีมือตระกูลฉีที่ข้างกายขุนนางควบคุมการประหารจับจ้องมองเติ้งอวี่กับหลิวซิ่วโดยไม่คลาดคลา พวกมันแม้ทราบว่าพระยาอานจ้งโหวกับประมุขตึกตระกูลฉีล้วนชื่นชมต่อชายหนุ่มทั้งสองนี้ แต่ก็ทราบกระจ่างยิ่งกว่าว่าหากชายหนุ่มทั้งสองคิดก่อความวุ่นวาย เหตุการณ์จะเพิ่มความสลับซับซ้อนกว่าเดิม

      ตู้เม่าก็เงยหน้าขึ้นสำรวจดูเติ้งอวี่กับหลิวซิ่ว มันย่อมเคยได้ยินชายหนุ่มทั้งสองนี้

      เติ้งอวี่ประคองส่งไหสุราให้ กล่าวว่า “พี่ตู้นี่เป็นสุราคารวะของเราเติ้งอวี่กับหลิวซิ่วผู้พี่เรา เพื่อเสริมสร้างกำลังขวัญให้แก่พี่ตู้”

      มือเพชฌฆาตตัดโซ่เหล็กที่มือให้กับตู้เม่าเส้นหนึ่ง ตู้เม่ารับไหสุรามา ยืดคอกรอกสุราทั้งไหลงสู่ลำคอ จากนั้นโยนไหเปล่าตกแตกกระจายหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “สุราที่ดี ปรุงกลั่นจากธัญพืชทั้งห้า ( ธัญพืชทั้งห้าประกอบด้วยต้นข้าว ข้าวโพด ข้าวเกาเหลียง ข้าวสาลีและถั่ว ) คาดว่าคงเป็นยอดอมฤตในบ้านคุณชายเติ้งแล้ว”

      เติ้งอวี่กล่าวโดยไม่ปิดบังว่า “พี่ตู้สมเป็นผู้รู้เมรัย นี่เป็นของที่ผู้น้องปรุงกลั่นขึ้นจริง”

      ตู้เม่ากล่าวเสียงกังงานว่า “สุราดีคนยิ่งประเสริฐ น้ำใจของท่านทั้งสอง เราตู้เม่าได้แต่รอถึงชาติหน้าค่อยตอบแทนแล้ว ท่านทั้งสองเชิญเถอะ”

      หลิวซิ่วกล่าวอย่างจริงจังว่า “พี่ตู้มีคำสั่งเสียหรือปณิธานที่ยังไม่ลุล่วงอันใด เราหลิวซิ่วยินดีรับใช้อย่างสุดความสามารถ”

      ตู้เม่ากล่าวว่า “ปณิธานของเราย่อมมีคนสืบสานให้กับเรา ดังนั้นคำสั่งเสียไม่ต้องกล่าวแล้ว”

      หลิวซิ่วฉุดดึงมือเติ้งอวี่ ทั้งสองพากันล่าถอยออกจากลานประหาร

      ขุนนางควบคุมการประหารผุดลุกขึ้น ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า “ถึงเวลาเที่ยงแล้ว ดำเนินการประหารได้”

      ขณะจะโยนธนูอาญาสิทธิ์ออก พลันปรากฎลูกธนูดอกหนึ่งยิงจู่โจมถึงเบื้องหน้ามัน สร้างความแตกตื่นแก่มันจนร้องอุทานออกมา

      แว่วเสียงดังติง หนึ่งในห้าศิษย์ของประมุขตึกตระกูลฉี ฉายาพยัคฆ์ใบ้ฉีชงชักกระบี่ฟันลูกธนูร่วงหล่นลง

      แทบเป็นเวลาเดียวกัน ในกลุ่มคนบังเกิดเสียงตวาดก้อง เงาร่างสีเทาสายหนึ่งโถมเข้าหาตู้เม่าดุจวิหคตัวมหึมา

      ขุนนางควบคุมการประหารออกคำสั่งให้เฝ้าตรึงลานประหารไว้ เหล่าทหารพากันสลัดแขนเสื้อ ในแขนเสื้อปรากฎหน้าไม้คันหนึ่งลื่นไหลออกมา แสดงว่าทั้งหมดคาดการณ์ว่ามีคนบุกแดนประหาร จึงเตรียมการรับมือไว้

      เงาร่างสีเทานั้นชิงขยับสองแขน ในแขนเสื้อปรากฎธนูสั้นสิบกว่าดอกยิงออกมา ยิงทำร้ายทหารที่ยกหน้าไม้ขึ้นล้มลงสิบกว่าคน

      ขุนนางควบคุมการประหารตวาดว่า “รีบประหาร”

      มือเพชฌฆาตไม่รีรอลังเล ตวัดดาบใหญ่ฟันลง เห็นแน่ชัดว่าศีรษะของตู้เม่าต้องหลุดจากบ่า พลันได้ยินมือเพชฌฆาตแผดร้องคำหนึ่ง ล้มหงายลงเสียชีวิต

      กลุ่มคนรอบข้างบังเกิดเสียงร้องดังว่า “พี่ใหญ่ตู้ พวกเรามาด้วยท่านแล้ว” พร้อมกับเสียงดัง ชายฉกรรจ์แต่งกายเช่นชาวบ้านทั่วไปพากันชักอาวุธเข่นฆ่าทหารรักษาการณ์ บุกเข้าแดนประหาร

      หลิวซิ่วสายตาคมกล้า ดูออกว่ามือเพชฌฆาตตายใต้อาวุธลับชนิดหนึ่ง ต้องใจหายวาบถามโพล่งว่า “น้องสี่ ท่านทำอะไร ?”

      เติ้งอวี่ยิ้มอย่างลึกลับกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้วีรบุรุษผู้หาญกล้านี้ต้องตายในลักษณะนี้ ได้แต่ช่วยเหลือคนเหล่านี้อีกแรงหนึ่ง”

      หลิวซิ่วกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “น้องสี่ ท่านก่อนเรื่องราวใหญ่โตแล้ว ท่านใช้วิชาดาวตกเดือนมืดซัดอาวุธลับออก หากคนของตระกูลฉีตรวจออก ท่านจะแก้ต่างได้อย่างไร ?”

      เติ้งอวี่หน้าแปรเปลี่ยนไป ค่อยได้คิดว่าลืมดัดแปลงวิชาซัดอาวุธลับออก ต้องถามโพล่งว่า “อย่างนั้นทำอย่างไรดี ?”

      หลิวซิ่วตัดสินใจในบัดดล กล่าวว่า “พวกเราต้องไปจากเมืองอวนเฉิง ไม่เช่นนั้นไม่อาจเอาตัวรอดได้”

      เติ้งอวี่กล่าวว่า “ไม่ ข้าพเจ้าจะไปทำลายศพมือเพชฌฆาตนั้น”

      หลิวซิ่วชิงฉุดดึงมันไว้ กล่าวว่า “ท่านเสียสติแล้ว หากท่านบุกเข้าไป เกรงว่าไม่สามารถกลับออกมา”

      เติ้งอวี่เหลียวหน้ามอง เห็นพยัคฆ์ใบ้ฉีชงและเหล่ายอดฝีมือตระกูลฉีที่หน้าประตูศาลบูชาพากันลอยตัวลงมาระงับเหตุ เหลียวดูกลุ่มคนที่บุกลานประตู กลับเป็นบุคคลที่พวกมันรู้จักคุ้นเคย มีตำแหน่งเป็นถิงจ่าง ( ตำแหน่งขุนนางสมัยโบราณ ดูแลครัวเรือนตั้งแต่ห้าร้อยถึงหนึ่งพันครัวเรือน คล้ายกับกำนันในปัจจุบัน ) เมืองอวนเฉิงนามอู๋ฮั่นเอง

      พยัคฆ์ใบ้ฉีชงจดจำอู๋ฮั่นออก จึงถลันเข้าขวางหน้า อู๋ฮั่นตวัดมือขวา ซัดเงาดำออกสองจุดพยัคฆ์ใบ้ฉีชงเสือกกระบี่ปราดสกัดเงาดำทั้งสองจุดไว้

      แว่วเสียงทึบทึบ เงาดำทั้งสองจุดแตกระเบิดออกเป็นหมอกควันสีดำสองกลุ่ม

      อู๋ฮั่นหัวร่อฮาฮา ควงดาบปัดป่ายลูกธนูหน้าไม้ที่ยิงมา โถมเข้าหาตู้เม่า

      ตู้เม่าคำรามก้อง เสาไม้ที่ด้านหลังถูกกระแทกหักโค่นลง มือเท้าหลุดพ้นจากต้นเสา ถึงแม้ยังถูกล่ามโซ่ตราตรวน แต่สามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว

      อู๋ฮั่นนำกำลังมาหลายสิบคน พบพานทหารรักษาการณ์ก็ฆ่าฟัน สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายถึงที่สุด

      พยัคฆ์ใบ้ฉีชงเผชิญกับหมอกดำ ไม่ทราบว่าหมอกควันมีพิษหรือไม่ ได้แต่ถอยห่างไป

      เหตุแปรเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หมอกควันสีดำทั้งสองกลุ่มแผ่ขยายออก บดบังพื้นที่รัศมีหกเจ็ดวา จนยื่นมือไม่เห็นนิ้วทั้งห้า

      เติ้งอวี่ฉุกใจคิด กล่าวว่า “หลิวซิ่วว่า ข้าพเจ้าคิดไปทำลายซากศพนั้น”

      หลิวซิ่วเห็นลานประหารตกอยู่ในความดำมืดหากคิดจับปลาตอนน้ำขุ่น นับเป็นโอกาสอันดีขอเพียงทำลายซากศพมือเพชฌฆาต พวกตนก็สามารถรอดพ้นจากข้อหา จึงถามว่า “ท่านจำตำแหน่งของซากศพนั้นได้หรือ ?”

      เติ้งอวี่ตอบว่าจำได้ หลิวซิ่วจึงกล่าว “ตกลงข้าพเจ้าจะคอยประสานเสริมในที่นี้”

      เติ้งอวี่พลันลอยตัวขึ้น ฝ่าไปในหมอกควันสีดำ มันทราบว่าที่อู๋ฮั่นใช้ออกมิใช่ควันพิษหากแต่เป็นระเบิดที่บรรจุอากาศพิษ สูดดมเข้าไป อย่างมากคลื่นเหียนคิดอาเจียน หาเป็นอันตรายต่อร่างกายไม่

      ราษฎรแตกฮือหลบหนี เหยียบย่ำจนรับบาดเจ็บไม่น้อย ทหารรักษาเมืองที่รุดมาจากทั่วสี่ทิศแปดทางก็ถูกคลื่นมนุษย์พุ่งชนแตกกระจัดกระจายหลิวซิ่วก็เคลื่อนไหวตาม แต่สายตายังจับจ้องมองไปในหมอกควัน

      เติ้งอวี่ก็เคลื่อนขวางอย่างรวดเร็ว มันมีความจำเป็นเลิศ จดจำทิศทางอย่างแม่นยำ ดังนั้นมาถึงข้างซากศพของมือเพชฌฆาตนั้น มิคาดพลันปรากฎพลังลมสายหนึ่งจู่โจมจากด้านข้าง ในความมืดไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร ได้แต่เบี่ยงตัววูบผลักฝ่ามือเข้าปะทะ

      เสียงโครมหนักๆ ทั้งสองฝ่ายถอยกายไปหลายก้าว ฝ่ายตรงข้ามร้องโพล่งว่า “พลังฝ่ามืออันกล้าแข็งนัก”

      เติ้งอวี่ใจหายวาบ ฟังออกว่าเป็นสุ้มเสียงของอู๋ฮั่น มันไม่คิดประมือกับอู๋ฮั่น จึงกระซิบบอกว่า “ท่านหาคนผิดแล้ว”

      อู๋ฮั่นในความมืดคล้ายงงงันวูบหนึ่ง เติ้งอวี่กลับรู้สึกมีพลังแหลมคมอีกสายหนึ่งจู่โจมถึงตัวแสดงว่าคนลงมือเป็นยอดฝีมือในเชิงกระบี่ ดังนั้นถลันหลบเลี่ยง

      ยอดฝีมือที่ใช้กระบี่นั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เจ้าหนีไม่รอดหรอก”

      เติ้งอวี่บังเกิดความตื่นตระหนกอีกครา ฟังออกว่าเป็นตรงข้ามคือพยัคฆ์ใบ้ฉีชง เมื่อครู่มันกล่าวกับอู๋ฮั่น ฉีชงจึงเข้าใจผิดว่ามันเป็นพวกเดียวกับอู๋ฮั่น

      เติ้งอวี่พลิกแพลงใช้ท่าร่างสิบแปดประการ ถอยห่างไปสองวา ยังไม่อาจหลุดพ้นจากท่ากระบี่ ทราบว่าหากยังไม่ลงมือ เกรงว่าต้องตายใต้กระบี่ของพยัคฆ์ใบ้ฉีชง ได้แต่งอนิ้วดีดพุ่งเป็นพลังแหลมคมหลายสาย ค่อยกระแทกสภาวะกระบี่เบี่ยงเบนไป

      พยัคฆ์ใบ้ฉีชงลอบตื่นตระหนก รู้สึกมีพลังดรรชนีคุกคามมาถึงอีก จำต้องรั้งกระบี่ล่าถอยไป

      เติ้งอวี่ไม่คำนึงถึงการค้นหาซากศพมือเพชฌฆาต โถมกลับไปหาหลิวซิ่ว กล่าวว่า “พี่ใหญ่ รีบไป” พลางฉุดดึงหลิวซิ่วมุดไปในคลื่นมนุษย์

      หลิวซิ่วกล่าวว่า “ทำลายซากศพแล้วหรือไม่ ?”

      เติ้งอวี่กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “คราครังนี้ย่ำแย่กว่าเดิม เมื่อครู่ข้าพเจ้าประมือกับพยัคฆ์ใบ้ ต่อให้จดจำไม่ออกว่าเป็นดรรชนีฟ้า

      เอกง ขอเพียงมันกลับไปรายงาน ประมุขตึกตระกูลฉีก็จะทราบว่าเป็นการลงมือของข้าพเจ้า”

      หลิวซิ่วงงงันวูบจึงกล่าว “ดูท่าพวกเราไม่มีทางเลือกอื่นอีก ได้แต่ออกจากเมืองอวนเฉิง”

      ผู้ใดกระทำผู้นั้นรับผิดชอบ ข้าพเจ้าจะไปมอบตัวเอง พี่ใหญ่ไม่ต้องไปจากที่นี้...”

      “เหลวไหล พวกเราห้าพี่น้องเคยสาบานร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน กิจการของข้าพเจ้าเพียงนี้นับเป็นอย่างไรได้ ในความเห็นข้าพเจ้ายังคงไปหาพี่ชายเราที่เมืองชงหลิงกัน”

      เติ้งอวี่ได้แต่ปิดปากลง พลันตากระจ่างวูบร้องเบาๆ ว่า “เสิ่นชิงอี”

      หลิวซิ่วกวาดตาไปตามเสียง เห็นสตรีหน้าตาหมดจดสดใสนางหนึ่งคุ้มกันตู้เม่าปะปนอยู่ในคลื่นมนุษย์ พุ่งฝ่าวงล้อมออกไป ทางหนึ่งเหลียวหน้าไปซัดอาวุธลับจู่โจมทำร้ายทหารรักษาเมืองล้มลง อู๋ฮั่นก็ฝ่าออกจากหมอกดำมา

      อู๋ฮั่นนำกำลังมายี่สิบกว่าคน มีเพียงเจ็ดแปดคนที่บุกฝ่าออกมาได้ ใต้ห่าธนูของทหารรักษาเมืองผู้ที่โชคดีรอดตายล้วนเป็นมือดีทั้งสิ้น หลิวซิ่วก็ไม่ชักช้า ฉุกลากเติ้งอวี่ติดตามฝูงคลื่นมนุษย์จากไป

 

      เมืองอวนเฉิงปั่นป่วนวุ่นวาย อู๋ฮั่นและพวกชิงตัวตู้เม่าออกจากแดนประหาร หลิวซิ่วก็กลับมายังร้านข้าวสาร ตามตัวเสมียนเฒ่าหลิวจงมา

      หลิวจงความจริงเป็นคนของหลิวเหลียงผู้มีศักดิ์เป็นอาของหลิวซิ่ว ระหว่างที่หลิวเหลียงรับตำแหน่งเสี้ยนหลิง ( ตำแหน่งขุนนางสมัยราชวงศ์ไซ่ฮั่น ปกครองราษฎรกว่าหมื่นหลังคาเรือนขึ้นไป ครั้นเมื่อหวางหม่างขึ้นครองอำนาจ จึงเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นเสี้ยนไจ้ ) เมืองเซียวเสี้ยน ก็นำตัวหลิวจงไปด้วย หลังจากลาออกจากตำแหน่ง ก็กลับสู่มาตุภูมิ โดยมีหลิงจงติดตามกลับมาเป็นพ่อบ้านตระกูล ส่วนหลิวซิ่วตอนแรกเรียนหนังสือที่เมืองเซียวเสี้ยน ต่อมาไปศึกษาต่อที่นครฉางอาน ตระเวนเยือนผู้มีชื่อเสียง ฝึกวิชาบุ๋นและบู๊ หลังจากสำเร็จยอดวิชาก็กลับมาตุภูมิ และเปิดร้านข้าวสารที่เมืองอวนเฉิง หลิวจงจึงติดตามมาดูแลบัญชีเป็นบุคคลที่หลิวซิ่วไว้วางใจที่สุด

หนังสือแนะนำ

Special Deal