บทที่ 3 พระจันทร์สีเลือด (ต่อ)

‘เยว่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว’

‘คืนนี้พวกเราได้กินดีเป็นพิเศษ นายน้อยสี่เพิ่มกับข้าวให้พวกเรา ปลาหลี่อวี๋น้ำแดง กระดูกหมูสามรส สันในหมูผักพริก น้ำแกงเป็ดตุ๋น มีกับข้าวหลายอย่าง ข้ากินจนท้องแทบแตก ตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้ว’

‘เจ้าไม่ต้องห่วง วันหนึ่งข้างหน้า พี่ห้าจะให้เจ้าได้กินอยู่สุขสบาย ของอร่อยบนโลกจะหามาให้เจ้ากิน ไม่ใช่แค่หมูแดง ยังมีโสม ปลาเป๋าฮื้อ รังนก หูฉลาม ต้องการสิ่งไหนมีสิ่งนั้น ถึงตอนนั้นใครก็อย่าหมายข่มเหงพวกเรา เยว่เอ๋อร์ เจ้าเชื่อพี่ห้าหรือไม่?’

‘พี่ห้าจะปกป้องเจ้า พี่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้ ไม่ต้องกลัว’

ความสะเทือนใจและเคียดแค้นชิงชังโถมทะลักดั่งคลื่นน้ำมหาสมุทร แต่นางรู้ดี จะร้องไห้ไม่ได้ จะเปิดเผยความขุ่นแค้นแม้แค่เสี้ยวธุลีออกมาในเวลานี้ไม่ได้ ฉู่เฉียวใช้หลังมือปาดเช็ดใบหน้า แล้วลุกยืนทันที ข้างลานรับแสงที่เวิ้งว้าง เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) ซึ่งถูกตัดมือนอนสลบไสลอยู่ตรงนั้น เลือดแดงสดไหลโชกออกมาจากข้อมือที่ขาดวิ่น ทว่าหามีผู้ใดเหลียวแลไม่

ฉู่เฉียวรีบฉีกเสื้อกดที่จุดชีพจร พันแผลห้ามเลือดให้เด็กน้อยอย่างแคล่วคล่อง หลังเสร็จสิ้นทุกอย่าง นางค่อยแบกเสี่ยวชีใส่หลัง กัดฟันเดินกลับเรือนด้านหลังไป

เพิ่งพ้นประตูเรือน สุ้มเสียงดุดันพลันร้องถามขึ้น “หยุดตรงนั้น! ใครอนุญาตให้เจ้าพานางกลับมา”

ฉู่เฉียวเงยหน้า เป็นจูซุ่นคนที่จับตนไปขังเมื่อสามวันก่อน เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “นายน้อยสี่ไม่ได้สั่งให้ฆ่านาง”

“เจ้านายก็ไม่ได้สั่งให้ละเว้นนาง!” จูซุ่นจ้องหน้าฉู่เฉียวเขม็ง น้ำเสียงเย็นเยือก “เดาใจเจ้านายส่งเดช ชักจะโอหังใหญ่แล้ว ใครก็ได้ จับนางไว้!”

คนงานสองนายถลันเข้ามาฉุดดึงแขนฉู่เฉียว ฉู่เฉียวรีบถอยหลบ ช่วงที่ฉุดกระชาก เสี่ยวชีครางแผ่วออกมาคำหนึ่ง เลือดที่เพิ่งหยุดก็พลอยไหลซึมออกมา

“ใครกล้าเข้ามา! ข้าเป็นคนของนายน้อยสี่ หรือพวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้ว?”

จูซุ่นแค่นหัวเราะคำหนึ่ง “ยังไม่ทันไรทำเป็นออกคำสั่ง พรุ่งนี้เช้านายน้อยสี่ยังจำเจ้าได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ บังอาจเอาเจ้านายมาข่มขู่ข้า”

ฉู่เฉียวเลิกคิ้ววูบ กระชับเสี่ยวชีบนหลัง ก่อนถอยร่นราวกับลูกเสือดาว ลูกตากลอกไปมา หว่างคิ้วขมวดแน่น

“พ่อบ้านจู ไหนว่าจะไปรายงานนายน้อยไหวให้ท่านซื่อจื่อเจ้านายข้า แล้วไยมายืนวุ่นวายอยู่แถวนี้ ดูท่าท่านคงว่างงานมากกระมัง”

สุ้มเสียงดังขึ้นกะทันหัน ฉู่เฉียวมองไปที่ต้นเสียง เพียงเห็นเด็กรับใช้คนหนึ่งวางท่าใหญ่โต ไม่ไกลออกไป หนุ่มน้อยรูปร่างสูงสง่านามหนึ่ง สวมชุดหม่างผาว ( เชิงอรรถ - *ชุดพิธีของขุนนางชั้นสูงสมัยโบราณ ปักลายงูเหลือม) สีดำอมเขียว ยืนหันหลังให้กลุ่มคนอยู่ที่ด้านหน้าผนังบังตา ข้างกายมีผู้ติดตามสี่นาย

จูซุ่นสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบหันกลับไปค้อมเอวต่ำศีรษะแทบติดดิน ผงกศีรษะพลางเอ่ย “เยียนซื่อจื่อ บ่าวไพร่ไม่อยู่ในโอวาท เป็นที่อับอายต่อเยียนซื่อจื่อแล้ว”

“ตกลงเรื่องสั่งสอนบ่าวไพร่ของท่านสำคัญ หรือเจ้านายข้าสำคัญ? จูซุ่น ข้าว่าท่านชักเลอะเลือนใหญ่แล้ว”

จูซุ่นตกใจใหญ่ คุกเข่าโขกหัวกับพื้น รีบกล่าวตอบว่า “ข้าน้อยมิบังอาจ ข้าน้อยมิบังอาจ ข้าน้อยสำนึกผิดแล้ว”

เด็กรับใช้แค่นเสียงเย็นชาว่า “สำนึกผิดแล้วยังยืนทำอะไรอยู่”

จูซุ่นได้ยินเข้าก็รีบลุก แล้ววิ่งถลาไปที่ห้องหนังสือของจูเก่อไหวราวกับไฟลนก้น บ่าวรับใช้ของคฤหาสน์จูเก่อพากันล่าถอยไปอีกทาง หนึ่งในนั้นกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เชิญเยียนซื่อจื่อรอที่ห้องรับแขกขอรับ”

หนุ่มน้อยชุดแพรพยักหน้า หมุนตัวกลับมาช้าๆ ดวงเนตรเข้มดำดั่งน้ำหมึก กวาดมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นฉู่เฉียวก็หรี่ตาเล็กน้อย คล้ายนึกอะไรได้ จึงเดินตรงมา

ฉู่เฉียวสองตาสงบนิ่ง ถอยหลังสองก้าวอย่างประหม่า เยียนสวินเห็นนางก้าวถอยก็ชะงักเท้าหยุดยืน ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนล้วงขวดกระเบื้องสีขาวจากอกเสื้อ บนขวดแกะเป็นลวดลายกล้วยไม้ ฝีมือประณีตอ่อนช้อย หนุ่มน้อยยื่นส่งให้พลางผงกศีรษะเบาๆ เป็นเชิงให้นางรับไว้

ฉู่เฉียวพิศมองอีกฝ่าย ภาพเหตุการณ์ในคอกล่าสัตว์วันนั้นแวบผ่านเข้ามา ในความระแวดระวัง มิได้เดินเข้าหา

เยียนสวินชะงักไป ตามด้วยหยักยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ ก้มเอววางขวดกระเบื้องไว้บนพื้น แล้วหมุนตัวชักนำผู้ติดตามเข้าห้องรับแขกไป

“อือ...” เสียงครางแผ่วดังขึ้นที่เบื้องหลัง เสี่ยวชีปรือตาเห็นใบหน้าฉู่เฉียวรางๆ น้ำเสียงเบาหวิวเหมือนเสียงยุง แฝงความหวาดกลัวสุดพรรณนา สะอื้นไห้กล่าวว่า “พี่เยว่เอ๋อร์...เสี่ยวชี...เสี่ยวชีใกล้ตายแล้วหรือ?”

ฉู่เฉียวย่อตัวหยิบขวดกระเบื้องใบนั้นขึ้นมากำแน่น ร่างอันแบบบางเขม็งเกร็ง ดวงตาหม่นหมองจ้องมองไปทางเรือนหลักของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ เอ่ยเสียงเนิบช้าแต่หนักแน่นว่า “เสี่ยวชี พี่ขอรับรองต่อเจ้า เจ้าจะไม่เป็นไร”

 

ฉู่เฉียวแบกเสี่ยวชีวิ่งกลับเรือนทาส ตรงดิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็ว ล้างแผลและพันผ้าให้นาง ยาของเยียนสวินได้ผลดีมาก ไม่เพียงมีสรรพคุณห้ามเลือด ยังเป็นยาชาอ่อนๆ เสี่ยวชีครางอยู่ไม่นานก็ม่อยหลับไป

เสี่ยวปา (น้องที่แปด) ที่นอนป่วยมาตลอดรู้สึกตัวตื่น พอจะฝืนลุกจากเตียงได้แล้ว เด็กคนนี้คราก่อนได้รับความตกใจ หลังตื่นมาก็ไม่ยอมพูดจา ได้แต่มองดูฉู่เฉียววิ่งวุ่นกับการดูแลเสี่ยวชีด้วยแววตาเหม่อลอย เหมือนเด็กเสียสติ

ท้องฟ้าเริ่มมืด ฉู่เฉียวปาดเหงื่อบนหน้าผาก บาดแผลบนหัวไหล่ปวดแสบปวดร้อน นางพิงฝาฟังเสี่ยวชีครวญครางอยู่ในฝัน หัวใจดวงหนึ่งราวกับถูกคนบีบรัด จากนั้นควักออกมาอย่างไม่ปรานี เหวี่ยงทิ้งลงพื้นหิมะ เมื่อปิดตา ใบหน้าของหลินซีพลันปรากฏวนเวียนในห้วงสมอง เด็กชายที่ดวงหน้าสดใสรอยยิ้มบริสุทธิ์คนนั้น เด็กชายที่พร่ำรำพันว่าจะปกป้องตนคนนั้น เด็กชายที่โดนเฆี่ยนตีเลือดเนื้อแหลกเละจนจำหน้าไม่ได้คนนั้น

น้ำตาสายหนึ่งรินไหลเอื่อยเฉื่อยจากดวงตาที่ปิดสนิท ไหลเรื่อยลงมาถึงปลายคาง หยดใส่รองเท้าผ้าหยาบกระด้าง

ทันใดนั้น เสียงร้องแตกตื่นสุดขีดดังขึ้นที่นอกประตู ฉู่เฉียวรีบเปิดประตูออกไปด้วยความตกใจ เห็นเด็กหญิงอายุสิบสองสิบสามยืนอยู่ในลาน พอเห็นฉู่เฉียวก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต ซอยเท้าวิ่งมาปล่อยโฮ “เยว่เอ๋อร์ จือเซียงกับเด็กๆ บ้านตระกูลจิงของเจ้าถูกพ่อบ้านจูสั่งคนมาจับตัวไปแล้ว”

ฉู่เฉียวได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่น ถามเสียงเครียดว่า “จับไป? ตั้งแต่เมื่อไร”

“ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ข้าเจอแต่หลินซี จึงบอกให้เขาไปขอร้องต่อนายน้อยสี่ แต่นี่จะหมดวันแล้วยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ทำอย่างไรดี”

“ได้บอกหรือไม่ว่าจะพาไปที่ไหน”

เด็กหญิงเช็ดน้ำตา ตอบเสียงเครือว่า “เห็นว่า...เห็นว่าพาไปส่งที่คฤหาสน์ของนายท่านผู้เฒ่า”

“อะไรนะ” ฉู่เฉียวอุทานเสียงหลง เหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ข่าวคราวเรื่องรสนิยมดั่งสัตว์ป่าของนายท่านผู้เฒ่าซึ่งได้ยินมาในหลายวันนี้พลันวูบผ่านสมองอีกครั้งราวกับพายุหมุน สีหน้าเปลี่ยนเป็นขาวซีดทันที

เสี่ยวปายืนอยู่หน้าประตู ได้ยินเข้าก็เดินมาด้วยอาการตกตะลึง กระตุกเสื้อฉู่เฉียวพลางเอ่ยถามเบาหวิว เหมือนสัตว์เล็กที่ได้รับบาดเจ็บว่า “พี่เยว่เอ๋อร์ พวกพี่จือเซียงล่ะ พวกนางไปไหนแล้ว”

ฉู่เฉียวพลันตื่นจากภวังค์ หมุนตัววิ่งตะบึงออกนอกประตูไป

“เยว่เอ๋อร์!” เด็กหญิงตะโกนเรียกไล่หลัง ฉู่เฉียวไม่หันกลับ ลางร้ายขุมหนึ่งแล่นจับขั้วหัวใจ ไม่รู้จะทันการณ์หรือไม่ ไม่รู้จะยังมีโอกาสช่วยเด็กพวกนั้นออกมาหรือไม่ ได้แต่พยายามวิ่งสุดชีวิต ไม่กล้าชะลอฝีเท้าแม้แต่นิดเดียว

ผ่านเรือนชิงซาน (ภูเขียว) คอกม้า สวนอุทยาน ถัดไปก็คือระเบียงทางเดินห้าหยักซึ่งทะลุถึงเรือนชั้นนอก ทันใดนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อน ฉู่เฉียวหยุดลงอย่างระมัดระวัง

“พี่เยว่เอ๋อร์?” เสียงอ่อนวัยดังขึ้นข้างหลัง ฉู่เฉียวสะดุ้งหันหน้ากลับไป เพียงเห็นเสี่ยวปาที่สวมชุดหลวมกว้าง ยืนน่าสงสารอยู่ข้างหลังนาง แม้แต่รองเท้าก็ไม่สวม เอ่ยถามลอยๆ “พวกพี่จือเซียงไปไหนแล้ว”

ฉู่เฉียวฉุดดึงเสี่ยวปา พาไปนั่งยองๆ ในพุ่มดอกไม้ด้านข้าง ยามนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว บุปผชาติล้วนโรยร่วง ดีที่เป็นตอนค่ำ บริเวณนี้มีโคมไฟประปราย ยากที่ใครจะพบเห็นโดยง่าย

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกขณะ มีทั้งหมดสี่คน ช่วยกันเข็นรถคันหนึ่ง ทางที่ฉู่เฉียวเดินมานับว่าลับตาคน นอกจากบ่าวที่รับผิดชอบทำความสะอาดแล้ว น้อยคนจะผ่านเข้ามา

หลายคนนั้นเดินถึงจุดที่ฉู่เฉียวหลบอยู่กลับหยุดลงกะทันหัน เสี่ยวปาหวาดผวาอย่างหนัก ตัวสั่นสะท้าน กำเสื้อของฉู่เฉียวไว้แน่น ไม่กล้ากระดิกตัว บุรุษหนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงห้าวว่า “พวกเราพักสักครู่เถอะ เดินมาตั้งไกลไม่ได้หยุด อย่างไรก็ให้ข้าสูบยาสักหน่อย”

คนที่เหลือพากันหัวเราะ “เจ้าหลิวอยากยาสูบขึ้นมาอีกแล้ว” พูดจบก็หัวเราะร่วนพลางจุดไฟต่อยาสูบ

ฉู่เฉียวลอบร้อนใจ คิ้วขมวดแน่น ลมหนาวพัดมา เสี่ยวปาสวมชุดบางเบา ยิ่งสั่นหนักกว่าเดิม ทันใดนั้น ลมกระโชกแรง พัดเอาผืนเสื่อบนรถปลิวตลบขึ้นฟ้าเสียงดังพึ่บพั่บ ก่อนร่อนร่วงลงดิน ผืนเสื่อสีเหลืองเปรอะสีแดงเข้ม ถึงกับเป็นเลือดสดที่สีแดงเข้มแทบทั้งผืน

ฉู่เฉียวกับเสี่ยวปามองไปที่รถพร้อมกัน ชั่ววูบนั้นเหมือนถูกฟ้าผ่า ฉู่เฉียวรีบยื่นมือไปอุดปากของเสี่ยวปาไว้แน่น!

แสงจันทร์ทะลุผ่านชั้นเมฆ สาดส่องเป็นสีขาวซีด เพียงเห็นเหนือรถลากขนาดไม่ใหญ่ แออัดทับถมด้วยศพซากของเด็กน้อยเป็นชั้นๆ คล้ายกับหัวไชเท้าที่ไร้ชีวิตกองหนึ่ง!

ศพอันผอมแห้งของจือเซียงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ท่อนบนเต็มไปด้วยริ้วรอยฟกช้ำ สองตาเบิกโพลง หางตาแตะแต้มด้วยลิ่มเลือดดำข้น ลำตัวท่อนล่างอุจาดตา สองมือสองขายังถูกมัดด้วยเชือกปอ ท่าร่างพิสดารผิดรูป ถูกวางไว้ด้านบนด้วยวิธีเหยียดหยามอย่างที่สุด

ฉู่เฉียวปิดปากเสี่ยวปาไว้แน่น อีกมือหนึ่งโอบรัดนางไม่ยอมปล่อย เด็กคนนั้นคล้ายเสียสติไปแล้ว พยายามขัดขืนเพื่อจะโผออกไป น้ำตาร้อนกรุ่นร่วงหยดใส่แขนของฉู่เฉียว ฟันคมๆ กัดลงไปอย่างไม่ปรานี เลือดกระฉูดออกมา รินไหลผ่านข้อมือขาวผ่องของฉู่เฉียว หยดบนดินโคลนสีดำ แสงจันทร์ลอดผ่านแมกไม้ต้องร่างทั้งสอง สะท้อนเงาสะท้านไหว หม่นมัวสลัวราง

ไม่ทราบนานเท่าใด กว่ารถคันนั้นจะคืบคลานจากไป โดยรอบสงัดเงียบ ฉู่เฉียวคลายมือออกช้าๆ เสี่ยวปาเหมือนจะสติหลุดไปแล้ว นั่งเหม่อลอยไม่พูดจา ฉู่เฉียวยื่นมือไปตบหน้านาง น้ำเสียงแหบแห้งเหมือนภูตผีรำพัน เรียกชื่อนางเบาๆ

ลมหนาวหวีดหวิว กิ่งไม้เสียดสี ราตรีวังเวง เสียงไผ่ต้องลมซ่าๆ ประหนึ่งแว่วดังจากอีกโลกหนึ่ง

“ฆ่าพวกมัน...”

เด็กน้อยอายุหกขวบ จู่ๆ ก็ตาขวางโพล่งออกมา “จะไป...ไป...ฆ่าพวกมัน”

เด็กน้อยสองตาแดงก่ำ สองมือปัดป่ายทั่วทิศ คล้ายกำลังเสาะหาบางอย่าง พลันเก็บหินขึ้นมาจากใต้พุ่มไม้ก้อนหนึ่ง ลุกพรวดพราดเตรียมถลาออกไป ฉู่เฉียวคว้าตัวไว้ โอบรัดในอ้อมแขนแน่นหนา

“ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวกมันเร็ว!” เด็กน้อยแผดก้องอย่างกลั้นไม่อยู่ ดวงหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอันบ้าคลั่งและสิ้นหวัง น้ำตาหยดหยาดเป็นทาง ใกล้สู่จุดพังทลาย

ฉู่เฉียวปวดใจดั่งมีดกรีด กอดเด็กน้อยที่คลุ้มคลั่งกับอ้อมอก น้ำใสไหลทะลักจากขอบตาในที่สุด

เดรัจฉานเหล่านี้ สัตว์นรกเหล่านี้ เดนมนุษย์ที่ตกตายหมื่นครั้งก็ไม่สาสมกับความชั่วช้าสามานย์ที่ก่อ

นางไม่เคยเกลียดชังใครเท่านี้มาก่อน ไม่เคยอยากฆ่าคนเท่าครั้งนี้มาก่อน ความเดือดแค้นที่ครอบฟ้าคลุมดินพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง

น่าชิงชังยิ่งนัก ชิงชังความโหดเหี้ยมทารุณของคนเหล่านั้น ชิงชังโลกที่สกปรกโสมม ยิ่งชิงชังความอ่อนแอของตัวเอง ชิงชังที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ชิงชังที่ตัวเองได้แต่มองดูตาปริบๆ โดยไม่ทำอะไร เสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยในอ้อมแขนไม่ต่างจากใบมีด กรีดลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่กลางใจ หากยามนี้มีปืนอาก้าอยู่ในมือสักกระบอก จะโถมทะยานออกไปโดยไม่ลังเล สังหารเดนมนุษย์เหล่านั้นให้สิ้นซาก

เสียดายที่ตนเองไม่มี ไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีคนหนุนหลัง ไม่มีทักษะฝีมือ ไม่มีอาวุธชั้นยอด เป็นแค่วิญญาณต่างภพที่ถูกกักอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ ต่อให้มีความรู้และมันสมองล้ำหน้าหลายพันปี แต่ยามนี้เวลานี้ กลับได้แต่แอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้อย่างหวาดผวา แม้แต่ความกล้าที่จะออกไปดูหน้าพวกนางเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังปลุกปลอบไม่ขึ้น

ฉู่เฉียวเงยหน้าช้าๆ แสงจันทร์เย็นตาส่องต้องใบหน้า นางลอบสาบานกับตนเองในใจ เพียงครั้งนี้เท่านั้น จะไม่ยอมให้มีครั้งที่สอง จะไม่ยอมอยู่อย่างมือเปล่า จะไม่ยอมดำรงชีวิตอย่างไร้ความสามารถแม้แต่จะปกป้องตัวเอง ไม่มีวันยอมอีกแล้ว!

เดือนเพ็ญเย็นเยียบดั่งวารี ภายในคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่ใหญ่โตโอฬาร ดรุณีทาสชั้นต่ำที่อ่อนแอสองนางนั่งยองๆ อยู่ในพุ่มไม้ของสวนอุทยาน เหมือนกับลูกหมาสองตัวที่หวาดหวั่น อิงแอบกันแนบแน่น หัวใจเต้นเร่าด้วยความเจ็บแค้นระดับเพียงพอถล่มทลายฟ้าดิน

 

เมื่อกลับถึงเรือนทาส เป็นเวลาค่อนดึกแล้ว ยังเดินไม่ถึงประตูหน้าเรือนก็พบว่าประตูเปิดอ้าซ่าอยู่ ฉู่เฉียวสะท้านเยือกในใจ ปล่อยมือเสี่ยวปาได้ก็วิ่งถลาเข้าไป เพียงเห็นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย ผ้าห่มบนเตียงเต็มไปด้วยคราบเลือด บนพื้นมีรอยเท้าของผู้ใหญ่จำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นแม้เงาของเสี่ยวชี

“เยว่เอ๋อร์ พวกเจ้ากลับมาแล้ว!”

เด็กหญิงคนก่อนหน้านี้พลันมุดออกมาจากกองฟืนที่มุมกำแพง ฉู่เฉียวถลันเข้าไปดึงมือนาง ถามเสียงเครียดว่า “เสี่ยวชีล่ะ? เสี่ยวชีไปไหนแล้ว”

เด็กหญิงกล่าวเสียงสะอื้น “พ่อบ้านจูพาคนมา บอกว่าเสี่ยวชีมือขาดแล้ว ต่อไปทำงานไม่ได้ ให้คนยกเสี่ยวชีออกไป บอกว่าจะเอาไปโยนให้จระเข้ในบึง”

ฉู่เฉียวหน้ามืดลมแทบจับ หัวใจจวนเจียนแบกรับไม่ไหว นางกำสาบเสื้อของเด็กหญิงไว้แน่น เค้นเสียงแหบพร่าถามขึ้นทีละคำว่า “ไปนานแค่ไหน ไปนานแค่ไหนแล้ว”

“หนึ่งชั่วยามได้ เยว่เอ๋อร์ ช่วยไม่ทันแล้ว”

ฉู่เฉียวหันขวับกลับไป มองดูเสี่ยวปาที่ยืนอยู่หน้าประตู เด็กน้อยสองตาแดงจัด กำลังเงยหน้ามองนางเช่นกัน สายตาสองคู่สบประสาน น้ำตาล้นหลั่งลงมา แต่ใครก็ไม่เปล่งเสียงร่ำไห้

“เยว่เอ๋อร์ ข้าต้องกลับไปแล้ว พวกเจ้าระวังตัวด้วย ข้าได้ยินคนที่โรงซักล้างบอกว่า พ่อบ้านจูจงใจหาเรื่องพวกเจ้า พวกเจ้าใช่ไปล่วงเกินอะไรเขาหรือไม่”

ในห้องค่อยๆ เงียบลง ในลานกว้างผืนดินขาวโพลน เด็กน้อยสองคนยืนนิ่งเงียบงัน เนิ่นนานไม่มีคำพูด

เสียงเคาะบอกเวลายามสามเพิ่งผ่านพ้น เด็กน้อยสองคนสุดท้ายของบ้านตระกูลจิงเดินลัดมายังสวนป่าชิงสือ (ศิลาเขียว) อย่างเงียบเชียบ ถึงบึงน้ำด้านหลังของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ สายลมเหน็บหนาว ป่าไผ่แกว่งไกว บึงน้ำวังเวง ระลอกคลื่นกระเพื่อมไม่หยุด แลเหมือนทุกเช้าค่ำที่ปกติทั่วไป ปราศจากความแตกต่าง

ฉู่เฉียวคุกเข่าบนเนินลูกหนึ่ง บอกกับเสี่ยวปาที่อยู่ข้างๆ “เสี่ยวปา คุกเข่า โขกศีรษะให้พวกพี่ชายพี่สาว”

เสี่ยวปายังไม่ถึงเจ็ดขวบ เด็กคนนี้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในชั่วคืน แววไร้เดียงสาที่ควรปรากฏบนดวงหน้าน้อยๆ ปลาสนาการสิ้น นางคุกเข่าเงียบๆ ข้างกายฉู่เฉียว โขกศีรษะต่อบึงน้ำสามคราอย่างหนักหน่วง

“เสี่ยวปา เจ้าเกลียดที่นี่หรือไม่?”

เด็กน้อยผงกศีรษะโดยไม่เปล่งเสียง ฉู่เฉียวถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แล้วเจ้าต้องการไปจากที่นี่หรือไม่?”

เด็กน้อยตอบเสียงหนักแน่น “ต้องการ”

ฉู่เฉียวจ้องมองเบื้องหน้า น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่น นางย่นคิ้วหรี่ตาเบาๆ ก่อนกล่าวเนิบนาบ “ข้าสัญญา ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น พวกเรายังมีเรื่องต้องทำ รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเราจะไปจากที่นี่”

เด็กน้อยพยักหน้าเงียบๆ โขกศีรษะกับพื้น กล่าวชัดถ้อยชัดคำ “พี่จือเซียง ท่านมักไหว้พระขอให้ท่านคุ้มครอง กลับไม่รู้ว่าสวรรค์ตาบอดไปนานแล้ว ขอให้ท่านกับพวกพี่ๆ ทุกคนจงไปสู่สุคติ ขอให้คอยมองดู มองดูเสี่ยวปากับพี่เยว่เอ๋อร์ล้างแค้นให้พวกท่าน”

ลมหนาวร้าวราน รัตติกาลหม่นหมอง เหนือเนินสูงของสวนป่าชิงสือ เงาร่างน้อยๆ ทั้งสองหยัดยืนเคียงข้าง จูงมือกันแนบแน่น

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1