ตอนที่ 2 ลอบสังหารขุนนางโฉด (หน้า 3)

      ขงเหลียงพอเร่งรุดถึงศาลเจ้าประจำเมืองค่อยทราบว่าตนเองหลงกล แสดงว่าหลินเมี่ยวกับเหล่าเปาสมคบคิดเล่นละคร สร้างความเคียดแค้นจับใจ รอจนพวกมันรีบรุดจากศาลเจ้าประจำเมืองกลับไปยังถนนเทียนเหอ เหล่าเปาก็ปิดประตูร้านจากไป เมื่อพวกมันสืบเสาะถึงบ้านของหลินเมี่ยว ภายในบ้านเวิ้งว่างเปล่า แม้แต่ข้าวของภายในบ้านก็เก็บกวาดไปจนหมดสิ้น

 

      หลินเมี่ยวกับเหลียงซินอี้อยู่ที่บ้านของอู๋ฮั่น

      อู๋ฮั่นตบไหล่หลินเมี่ยว กล่าวว่า “เราติดต่อกับคุณชายหลิวซิ่วแล้วพวกท่านอาศัยรถขนเสบียงของมันออกจากเมือง ทหารทางการคงไม่กล้าเหนี่ยวรั้งพวกท่าน พวกเราต้องมีวันพบกันใหม่” หลินเมี่ยวลอบสะทกสะท้อน แต่ก็ทราบว่าการออกจากเมืองอวนเฉิงเพื่อหลบภัยชั่วคราวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

      อู๋ฮั่นกล่าวอีกว่า “เมื่อไปถึงตลาดฉางอานน้อย อย่าลืมติดต่อกับน้องแซ่เสิ่นและพวก จะได้ติดตามพวกมันขึ้นเหนือไปฝึกฝนหาประสบการณ์” เหลียงซินอี้กับเฉินซู่ผู้เป็นภรรยาของอู๋ฮั่นก็สวมกอดกันด้วยความอาลัยอาวรณ์ พากันหลั่งน้ำตา

      ยามนั้นหลิวซินซึ่งเป็นพนักงานร้านข้าวสารหลินซิ่วชะโงกศีรษะเข้ามา กล่าวว่า “พวกท่านเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ? รถขนเสบียงของพวกเรากำลังจะออกจากเมือง คุณชายสามใช้ให้ข้าพเจ้ามาเร่งรัดพวกท่าน” อู๋ฮั่นร้องตอบว่าเรียบร้อยแล้ว กล่าวกับหลินเมี่ยวว่า “ไปกันเถอ เราผู้พี่ไม่แน่ว่าขึ้นเหนือไปเยี่ยมเยียนพวกท่าน”

      หลินเมี่ยวรับคำ เหลียวหน้าไปกล่าวกับเหลียงซินอี้ว่า “ซินอี้ พวกเราสมควรออกเดินทางแล้ว”

      เหลียงซินอี้ขอบตาแดงก่ำ ผงกศีรษะคล้อยตามเดินถึงข้างกายหลินเมี่ยว คลุมแพรคลุมหน้าผืนหนึ่งปกปิดรูปโฉมไว้

      อาซื่อทำหน้าที่หอบหิ้วสัมภาระ มันก็ต้องออกจากเมืองอวนเฉิงพร้อมกับหลินเมี่ยว ระหว่างทางจะได้ดูแลกันและกัน

      หลิวซินเห็นทั้งหมดออกมา จึงกล่าว “คุณชายหลินโปรดตามข้าพเจ้ามา”

      อู๋ฮั่นติดตามออกมา กล่าวว่า “หลิวซิน ฝากความระลึกถึงต่อคุณชายสามด้วย”

      หลิวซินรับคำคราหนึ่ง

      “หลินเมี่ยว เรารอท่านเป็นเวลานาน ในที่สุดท่านมาแล้ว”

      หลินเมี่ยวและพวกเพิ่งเดินออกจากถนนเทียนเหอ พลันได้ยินสุ้มเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นกลับเป็นขงหยง

      หลิวซินใจหายวาบ เหล่าเปาและบรรดาพี่น้องที่คุ้มครองส่งหลินเมี่ยวล้วนตระเตรียมพร้อม

      ขงหยงกระตุ้นม้ามา กล่าวว่า “เราทราบแต่แรกว่าเจ้าสัดใส่ข้าวขงเหลียงเฝ้าควบคุมท่านไม่สำเร็จ นับว่าคาดเดาไม่ผิด แต่ท่านยังไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือเรา”

      อิ๋นหู่ก็ควบม้ามาถึง ถลึงมองหลินเมี่ยวกล่าวว่า “เพียงพริบตาเดียวก็สลัดทอดทิ้งผู้คนยี่สิบคนมาบุคคลเช่นนี้เป็นที่ชื่นชมของเราแม่ทัพ เราต้องนำตัวท่านไปแน่นอน”

      หลินเมี่ยวกวาดมองทหารรักษาเมืองที่รายล้อมเข้ามา หัวใจตกวูบลง กระซิบบอกต่อเหล่าเปาว่า “พวกท่านนำซินอี้ไปก่อน ข้าพเจ้าจะรับมือพวกมันเอง”

      เหลียงซินอี้กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ไม่ หากจะตายขอตายร่วมกัน”

      หลินเมี่ยวปลอบโยนว่า “พวกมันไม่ทำร้ายข้าพเจ้า เพียงจับตัวข้าพเจ้าไปเป็นทหาร ดังนั้นข้าพเจ้าหาเป็นไรไม่”

      ขงหยงเพ่งตาจ้องจับที่เหลียงซินอี้ซึ่งสวมหมวกที่สานจากตอกไม้ไผ่ คลุมหน้าอย่างมิดชิด ดวงตาทอประกายอันร้อนแรง ทั้งลุ่มหลงทั้งหึงหวง ตวาดสั่งว่า “จับตัวคนเหล่านี้ให้กับเรา”

      หลิวซินเสนอหน้าออกไป ร้องคำ “ช้าก่อน” ขงหยงถามเสียงเย็นชาว่า มันเป็นใคร หลิวซินจึงกล่าว “ข้าพเจ้าเป็นเด็กรับใช้คุณชายหลิวซิ่ว เรียกว่าหลิวซิน ขอถามเส้าตูถง พวกเรากระทำผิดอันใด ?”

ขงหยงโบกมือกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน เราเส้าตูถงมาจับกุมผู้ต้องหาที่หนีทหาร หากท่านคิดขัดขวาง อย่าได้โทษว่าเราไม่เห็นแก่หน้าคุณชายท่าน พลอยกล่าวโทษท่านว่าหนีทหาร”

      หลิวซินอึ้งไปวูบ หลินเมี่ยวยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพี่หลิว พวกมันคิดจับตัวข้าพเจ้าไปเป็นทหาร พี่หลิวโปรดนำคนที่เหลือไป” จากนั้นหันไปกล่าวกับขงหยงว่า “ผู้ใดกระทำผู้นั้นรับผิดชอบ ตอนนี้ยังไม่ครบกำหนดสองชั่วยาม ข้าพเจ้าไม่ถือว่าหนีทหาร ข้าพเจ้าจะติดตามพวกท่านไป”

      ขงหยงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “หากไม่หนีทหาร ไฉนสลัดหลุดจากขงเหลียงหลบหนีมาโดยลำพัง ?”

      หลินเมี่ยวกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ข้าพเจ้ามิใช่บอกว่าข้าพเจ้ามีเรื่องสำคัญต้องกระทำหรอกหรือ ? ข้าพเจ้าเห็นว่าผู้คนมากมายปานนั้นคอยติดตาม ทำงานไม่สะดวกอยู่บ้าง จึงสลัดหลุดจากพวกมัน พวกมันไม่ติดตามมา ถือว่าพวกมันบกพร่องต่อหน้าที่เกี่ยวข้องใดกับข้าพเจ้า ? ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ได้หลบหนีเพียงแต่มาทำงานให้ลุล่วง ในเมื่อเส้าตูถงไม่อาจรอถึงสองชั่วยามก็แล้วกันไป ข้าพเจ้าจะมอบหมายให้หลิวซินกระทำแทน ขอติดตามแม่ทัพอิ๋นไป”

      ขงหยงตวาดคำ “บ่ายเบี่ยงแก้ตัว” อิ๋นหู่กลับหัวร่อออกมา รู้สึกว่าเด็กน้อยหลินเมี่ยวผู้นี้มีความหมายนัก จึงกล่าว “ตกลง ขอเพียงท่านติดตามเราแม่ทัพไป เราจะไม่สร้างความลำบากแก่ผู้อื่น ในกองทัพยังขาดคนปากคอเราะร้ายเช่นท่านอยู่บ้าง”

      ขงหยงกล่าวเป็นเชิงตำหนิว่า “แม่ทัพอิ๋น” อิ๋นหู่กล่าวว่า “ถือว่าเส้าตูถงเห็นแก่หน้าเราเถอะ”

      ขงหยงยังไม่กล้าล่วงเกินแม่ทัพผู้แกร่งกล้านี้ได้แต่รับคำ

      เหลียงซินอี้ฉุดดึงมือหลินเมี่ยว เรียกหา “อาเมี่ยว หลินเมี่ยวตบไหล่นาง ปลอบโยนว่า “ข้าพเจ้าไม่เป็นไร พวกท่านกลับไปหาพี่ใหญ่อู๋ คิดอ่านหาหนทางเถอะ”

      เหล่าเปา อาซื่อและพวกล้วนวิตกกังวล แต่ตอนนี้นอกจากยอมสยบแล้ว ไม่มีหนทางอื่นอีก อาศัยพวกมันไม่กี่คน ไหนเลยต่อกรกับกองทหารรักษาเมืองเหล่านี้ได้

      หลินเมี่ยวร่ำลาพี่น้องทั้งหลาย เพียงแค้นที่ตนเองไม่มีวิชาฝีมือสูงเยี่ยม ไม่เช่นนั้นมันต้องฆ่าขงหยงให้จงได้

 

      หลินเมี่ยวเปลี่ยนเป็นสวมเครื่องแบบทหาร จิตใจยังหวั่นวิตกไม่คลาย มันทราบว่าขงหยงต้องไม่ปล่อยปละละเว้นตนเอง ส่วนอิ๋นหู่กับขงหยงเป็นสัตว์ในคอกเดียวกัน สามารถทำนายชะตากรรมของตนเองได้ ดังนั้นมันต้องหลบหนีออกจากค่ายทหาร ถึงแม้โอกาสจะริบหรี่เลือนรางก็ตาม

      ในค่ายทหารมีทหารเกณฑ์ ที่มาใหม่เช่นเดียวกับหลินเมี่ยว บ้างถูกกะเกณฑ์ บ้างเกิดจากความสมัครใจ หลินเมี่ยวถูกจัดให้อยู่ในค่ายทหารเกณฑ์ที่มาใหม่ ทหารเกณฑ์ไม่อาจวิ่งเพ่นพ่านวุ่นวาย หากมีผู้ใดคิดหลบหนี มีโทษตายสถานเดียว ไม่มีผู้คนที่รวดเร็วกว่าลูกธนูหน้าไม้เด็ดขาด

      ทหารเก่าผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในค่าย ร้องเรียกว่า “หลินเมี่ยว...ผู้ใดคือหลินเมี่ยว ?”

      หลินเมี่ยวลอบร้องในใจ (มารดามันเถอะ มาเร็วยิ่งนัก ครั้งนี้คงจบสิ้นแล้ว) แต่มันมิอาจไม่ขานรับว่า “ข้าพเจ้าเอง”

      ทหารเก่านั้นสำรวจดูหลินเมี่ยวเที่ยวหนึ่งกล่าวว่า “ท่านหรือคือหลินเมี่ยว แม่ทัพอิ๋นขอเชิญท่านไป”

      หลินเมี่ยวศีรษะพองโต อิ๋นหู่เรียกหามันจริงๆ ไม่ต้องบอกก็ทราบว่าขงหยงให้ใช้อิ๋นหู่ฆ่าตนเองในค่ายทหารเช่นนี้ คิดฆ่าทหารเกณฑ์ที่มาใหม่ยังง่ายดายกว่าขยี้มดปลวกตัวหนึ่ง แต่มันไม่ไปก็ไม่ได้ หากไม่ไปเท่ากับขัดคำสั่งทหาร ได้แต่ขอให้ทหารเก่านั้นนำทาง

      ทหารเก่ากลับเกรงอกเกรงใจยิ่ง มันหาล่วงรู้ความในใจและความวิตกกังวลของหลินเมี่ยวไม่

      รอบค่ายทหารขุดสนามเพลาะ ทุกสิบก้าวจัดทหารรักษาการณ์หนึ่งนาย นี่มิใช่มีศัตรูภายนอกคิดรุกราน หากแต่ป้องกันทหารเกณฑ์ที่มาใหม่หลบหนี ดังนั้นผู้คนที่ออกมาเคลื่อนไหว ล้วนถูกสอบถามอย่างเข้มงวด จากค่ายทหารเกณฑ์ถึงค่ายแม่ทัพเป็นระยะทางไม่ยาวนัก กลับถูกซักถามสี่ครั้ง สร้างความท้อแท้ใจแก่หลินเมี่ยว ทราบว่านอกจากตนเองติดปีกโบยบินได้ ไม่เช่นนั้นอย่าคิดหมายหลบหนีไป

      ทหารเก่านั้นมาถึงหน้าค่ายแม่ทัพ รายงานว่าหลินเมี่ยวมาถึง ได้ยินอิ๋นหู่ส่งเสียงออกมาว่า “นำมันเขามา”

      หลินเมี่ยวได้แต่กัดฟันเดินเข้าไป

      ภายในค่ายแม่ทัพมีเพียงอิ๋นหู่คนเดียว หามีทหารองครักษ์ไม่ ย่อมไม่มีร่องรอยขงหยงแม้แต่เงา

      อิ๋นหู่โบกมือให้ทหารเก่าล่าถอยออกไป ภายในกระโจมคงเหลืออิ๋นหู่กับหลินเมี่ยวหนึ่งนั่งหนึ่งยืน หันหน้าหากัน

      หลินเมี่ยวกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ท่านแม่ทัพเรียกหาข้าพเจ้าไม่ทราบมีเรื่องใด ?”

      อิ๋นหู่จับจ้องมองหลินเมี่ยวอย่างลึกซึ้ง ย้อนถามว่า “เจ้าทราบหรือไม่ว่าท่าทีเช่นนี้ถือว่าเสียมารยาทต่อเราแม่ทัพ ต้องรับโทษทางทหาร”

      หลินเมี่ยวแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “ท่านแม่ทัพคิดฆ่าหลินเมี่ยว ยังง่ายกว่าขยี้มดปลวก อย่าว่าแต่ที่นี้ถือท่านแม่ทัพเป็นใหญ่ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ากล่าวโทษท่านแม่ทัพฆ่าคนไร้ความผิด”

      อิ๋นหู่ตบโต๊ะตวาดว่า “บังอาจนัก หรือเจ้าไม่กลัวเราแม่ทัพตัดศีรษะเจ้าเสียบประจาน ?”

      หลินเมี่ยวกล่าวเสียงราบเรียบว่า “ข้าพเจ้าความจริงไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว มีชีวิตไยต้องหรรษาแม้นตายมีอันใดน่าหวาดผวา ?”

      อิ๋นหู่กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น เพียงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่บ้าง เจ้าทราบหรือไม่ว่าขงหยงคิดฆ่าเจ้า ?”

      หลินเมี่ยวงงงันวูบหนึ่ง กลับไม่เข้าใจอิ๋นหู่อยู่บ้าง ฟังจากปากคำอิ๋นหู่ คล้ายไม่พอใจขงหยง ทั้งยังเรียกชื่อของมันตรงๆ จึงกล่าว “นี่มิใช่ความลับอันใด มันมิใช่เพิ่งคิดฆ่าข้าพเจ้าในตอนนี้”

      อิ๋นหู่ซักถามว่า “มันไฉนคิดฆ่าท่าน ? หรือว่ามันคิดฆ่าท่าน ยังเป็นเรื่องยากลำบากด้วย ?”

      หลินเมี่ยวกล่าวสั้นๆ ว่า “นี่เป็นเรื่องระหว่างข้าพเจ้ากับมัน กล่าวได้ว่ามีบ้างบางคนคิดฆ่าคน ไม่ต้องมีเหตุผลอันใด”

      อิ๋นหู่ยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “มันให้เราฆ่าท่านแต่เราตอบปฏิเสธ เพราะว่าเจ้าเมื่อมาถึงค่ายทหารชีวิตของเจ้าก็เป็นของชาติบ้านเมือง หากจะตายได้แต่ตายในสนามรบ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์พิเศษทำการพรากชีวิตของท่าน”

      หลินเมี่ยวมองดูอิ๋นหู่อย่างประหลาดใจ ไม่ทราบว่าที่อิ๋นหู่กล่าวใช่เป็นความจริงหรือไม่

      อิ๋นหู่กล่าวสืบต่อ “เจ้าอยู่ในค่ายทหารอย่างวางใจ เราผู้เป็นแม่ทัพจะไม่ทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองโดยไร้สาเหตุ แม่ทัพที่ดีคนหนึ่ง เกียรติยศของมันไม่ได้สร้างด้วยตัวเอง หากแต่เป็นความดีความชอบของนักรบทุกคน มีแต่แม่ทัพที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเหล่านักรบ จึงกระทำการลือลั่น นี่เป็นคำสอนของแม่ทัพใหญ่เอี้ยนโหยว ดังนั้นขอเพียงเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของนักรบผู้หนึ่งอย่างเต็มที่ อย่าว่าแต่ขงหยงแม้แต่ขงเซินก็ไม่กล้ามารังควานเจ้าถึงค่ายทหาร แต่บ้านเมืองมีกฎหมาย กองทัพมีวินัย หากเจ้ากระทำผิดวินัย เราผู้เป็นแม่ทัพจะไม่อภัยละเว้นโดยง่ายดาย”

      หลินเมี่ยวแปรเปลี่ยนท่าทีต่อแม่ทัพผู้นี้ กล่าวว่า “ขอบคุณท่านแม่ทัพ”

      อิ๋นหู่กล่าวอย่างจริงจังว่า “เราผู้เป็นแม่ทัพนิยมผู้มีความสามารถ เราจะแนะนำเจ้าเข้าสังกัดกองทัพของแม่ทัพใหญ่เอี้ยนโหยว หวังว่าเราดูท่านไม่ผิด ขณะเดียวกันเราจะส่งคนไปแจ้งต่อคนในบ้านเจ้า ขอให้พวกมันไม่ต้องเป็นห่วง”

      หลินเมี่ยวใจสั่นสะท้าน ค่อยทราบว่าอิ๋นหู่อยู่ใต้ร่มธงของแม่ทัพใหญ่เอี้ยนโหยว มันย่อมทราบว่าเอี้ยนโหยววางกฎวินัยเข้มงวด ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลอำนาจ แม่ทัพใต้ร่มธงของท่านล้วนแกล้วกล้า อิ๋นหู่ตอบปฏิเสธขงหยง มิใช่เป็นไปไม่ได้ ยามนั้นรีบกล่าวขอบคุณ แต่ในใจยังคิดหลบหนีออกจากค่ายทหารไป

 

……………………………………………..

หนังสือแนะนำ

Special Deal