ตอนที่ 2 ลอบสังหารขุนนางโฉด (หน้า 2)

       ซิ่งเหว่ยยินดียิ่ง เห็นเงาร่างหลายสายพุ่งปราดมาดุจสายลม ที่แท้เหล่าผู้เข้มแข็งภายในเมืองอวนเฉิงรออยู่ที่เหลาลิ่วฟุ เห็นซิ่งเหว่ยไม่มาตามกำหนดนัด จึงออกมาตามหา พอดีรุดถึงที่เกิดเหตุ ลูกธนูดอกนี้เป็นฝีมือของขุนนางเสี้ยนไจ้ หลีฮุยเอง

       ซิ่งเหว่ยไหนเลยกล้าชักช้า วิ่งโซซัดโซเซเข้าหาหลี่ฮุย แต่เพิ่งวิ่งออกไปสองก้าวรู้สึกมีพลังลมก่อตัวขึ้นบนศีรษะ พลังกดดันขุมหนึ่งกดคุกคามลงมา

       ซิ่งเหว่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเห็นผู้คลุมหน้าคนหนึ่งเหินร่อนมาดุจวิหคตัวมหึมา เสื้อคลุมที่สวมใส่คล้ายเมฆดำกลุ่มหนึ่ง

       ผู้คลุมหน้าขู่คำรามว่า “ขุนนางโฉดมอบชีวิตมา” พลางกระแทกฝ่ามือลงดุจขุนเขาทลาย

       ซิ่งเหว่ยเห็นผู้คลุมหน้านี้ยังมีฝีมือสูงเยี่ยมกว่าเสิ่นเถี่ยหลินอีก แต่มันไหนเลยยอมงอมือรอความตาย ยามนั้นเสือกแทงกระบี่เฉียงๆ ขึ้นไป

       กระบี่ฝ่ามือพอปะทะ กระบี่ยาวหักเป็นสองท่อน ฝ่ามือข้างนั้นประทับลงยังขม่อมของซิ่งเหว่ยอย่างถนัดถนี่

       ซิ่งเหว่ยแค่นเสียงคำหนึ่ง ร่างยืนแข็งทื่อกับที่ ผู้คลุมหน้านั้นหยิบยืมพลังกระแทกสะท้อนที่ฝ่ามือประทับใส่ขม่อมซิ่งเหว่ย ดีดตัวกลับไปหาตู้เม่า ตะปบร่างตู้เม่าขึ้น ตวาดเบาๆ ว่า “ไป”

       เสิ่นชิงอีเห็นผู้คลุมหน้านั้นล่าถอย ก็เข้าใจด้วยปัญญาไวฉุดดึงตัวเสิ่นเถี่ยหลินขึ้น กระโดดลงยังแม่น้ำเบื้องล่าง

       หลี่ฮุยพอรุดถึงข้างกายซิ่งเหว่ย ผู้คลุมหน้านั้นก็หอบหิ้วตู้เม่ากระโดดลงน้ำตามไป

       หลี่ฮุยเห็นซิ่งเหว่ยยังยืนหยัดกับที่จึงร้องเรียก “ใต้เท้า” กลับเห็นซิ่งเหว่ยเบิ่งตาโปนโต คล้ายไม่เชื่อความจริงที่เกิดขึ้นก็มิปาน

       มันตายแล้ว ที่ขม่อมปรากฎโลหิตสายหนึ่งไหลทะลักออกมา ฝ่ามือของผู้คลุมหน้านั้นมิเพียงกระแทกกระบี่ของมันหักสะบั้น ยังกระแทกกระหม่อมของมันแตกแหลกลาญ ขุนนางกังฉินแห่งยุคจบชีวิตอย่างงมงายในลักษณะนี้

       หลี่ฮุยนำกำลังกลับขึ้นสะพาน แต่ตู้เม่าและพวกคล้ายจมหายไปกับสายน้ำ มันพอกวาดตามองดูอาวุธลับนับพันนับหมื่นที่โปรยปรายบนสะพาน ก็ทราบว่านี่เป็นอาวุธลับของตระกูลเสิ่น

       ซิ่งเหว่ยตายแล้ว ความผิดของการลอบสังหารขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะให้ผู้ใดแบกรับไว้ ? หลี่ฮุยถึงกับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

 

       เมืองอวนเฉิงถูกรื้อค้นราวกับจะพลิกแผ่นดิน ยังหาตัวฆาตกรที่ฆ่าท่านผู้แทนพระองค์ไม่พบ

       ในที่สุดหลี่ฮุยทราบว่าเสิ่นเถี่ยหลินและพวกหลบหนีไปทางทิศใด ที่แม่น้ำมีทางระบายน้ำทอดถึงชานเมือง

       เมืองใหญ่ทุกแห่งล้วนสร้างทางระบายน้ำ เสิ่นเถี่ยหลินและพวกอาศัยทางระบายน้ำหลบหนีไป เป็นเหตุให้หาตัวไม่พบ

       เสิ่นเถี่ยหลินไฉนล่วงรู้ที่ตั้งของทางระบายน้ำทุกประการแสดงว่าเป็นแผนการที่เตรียมการเอาไว้ แต่พวกมันทราบได้อย่างไรว่าท่านผู้แทนพระองค์จะผ่านสะพานสือโถว ? ยังมีผู้คลุมหน้าที่ฆ่าท่านผู้แทนพระองค์เป็นใคร ?

       มันที่คลุมหน้ามีความคนผู้นี้เป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองอวนเฉิง ทั้งยังล่วงรู้ระบบทางระบายน้ำ ภายในเมืองอวนเฉิง ผู้ใดมีพลังฝ่ามือรุนแรงถึงเพียงนี้ ?

       ยังมีวัวเพลิงทั้งสี่ตัวที่ปกปล่อยออกมาก่อกวนขบวนทัพ นั่นต้องมิใช่ฝีมือของตู้เม่ากับเสิ่นเถี่ยหลินและพวก เนื่องเพราะคนเหล่านั้นล้วนซ่อนตัวอยู่ใต้สะพาน และมิใช่ฝีมือของผู้คลุมหน้านั้นเพราะว่าผู้คลุมหน้านั้นก็ซ่อนตัวอยู่ละแวกใกล้เคียงกับสะพานสือโถว อย่างนั้นผู้ที่ปล่อยวัวเพลิงเป็นใคร ?

       ที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่หลี่ฮุย ที่สุดคือจะกราบทูลขึ้นไปอย่างไร ? ท่านผู้แทนพระองค์ถูกฆ่าในท้องที่ของมัน ทั้งอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่มันจัดขึ้น ทุกประการนี้จะให้ขุนนางชั้นที่เจ็ดเช่นมันรับผิดชอบได้อย่างไร ?

       ประตูเมืองอวนเฉิงทั้งสี่บานถูกปิดลง เส้นทางทุกสายล้วนจัดเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบผู้ผ่านทาง ถึงกับเริ่มตรวจค้นทีละบ้าน เพื่อหาตัวฆาตกรฆ่าคน

       สำหรับทายาทตระกูลเสิ่น หลี่ฮุยย่อมรู้จักดี แต่ก็ทราบว่าตระกูลเสิ่นยากตอแย อาวุธลับตระกูลเสิ่นถูกจัดอยู่อันดับหนึ่งในแผ่นดิน เนื่องเพราะซิ่งเหว่ยถูกอาวุธลับตระกูลเซิ่นซัดทำร้ายก่อนค่อยตายใต้ฝ่ามือของผู้คลุมหน้านั้น

       หลิวเหล่ยซิ่งเป็นข้าราชการตำแหน่งถิงฉวนพลันเข้าพบหลี่ฮุย รายงานว่า “เรียนใต้เท้าผู้น้อยสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับวัวเพลิงหลายตัวนั้นได้แล้ว”

       หลี่ฮุยคึกคักอักโข กล่าวว่า “รีบรายงานมา”

       หลิวเหล่ยกล่าวว่า “วัวทั้งสี่ตัวนั้นเป็นวัวจามรีซึ่งซื้อมาจากตลาดฉางอานน้อย วัวจามรีชนิดนี้มีอยู่ทางภาคเหนือ เป็นคนค้าสัตว์ผู้หนึ่งนำมาจากเหนือ ผู้ต่ำต้อยจับตัวคนผู้นั้นมาแล้ว”

       หลี่ฮุยกล่าวว่า “ประเสริฐให้เค้นถามถึงผู้ร่วมวางแผนให้จงได้ ยังมีสืบทราบได้แล้วหรือไม่ว่า วัวเหล่านั้นปรากฎขึ้นที่ถนนลิ่วฟุได้อย่างไร?

       หลิวเหล่ยกล่าวอย่างระมัดระวัง “ตอนนั้นถนนลิ่วฟุมีผู้คนสับสน คล้ายมีคนบอกว่าเห็นคนของหูโถวปาง (พรรคหัวเสือ) จูงวัวเข้าสู่ถนนลิ่วฟุ”

       เจ้าเมืองหลี่หน้าเคร่งเครียดเย็นชา แค่นเสียงเบาๆ กล่าวว่า “พรรคหัวเสือ ? เจ้าตามล่าตัวหลี่จื่อหูมาให้กับเรา ยังมี ให้จั่วชิงไปกวาดต้อนอันธพาลใหญ่น้อยภายในเมืองมาให้เราสอบปากคำ”

       “อาเมี่ยว ( อาเป็นคำนำหน้าที่ใช้เรียกบุคคลอื่น เมี่ยวแปลว่าเวิ้งว้างเลือนราง ) แย่แล้ว”

       อันธพาลอาซื่อ (คนที่สี่) วิ่งกระหืดกระหอบเข้าบ้านของหลินเมี่ยว ส่งเสียงร้องออกมา

       หลินเมี่ยวเป็นอันธพาลที่พอมีชื่อเสียงเรียงนามในเมืองอวนเฉิง ผู้มาเปิดประตูกลับเป็นภรรยาแรกวิวาห์ของหลินเมี่ยวนาม

       เหลียงซินอี้

       เหลียงซินอี้เพียงเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ หากยังไม่อาจปกปิดเค้าความงามตามธรรมชาติ ประดุจดอกไม้งามกลางตลาดร้านถิ่น

       อาซื่อกวาดมองเหลียงซินอี้แวบหนึ่ง ร้องถามว่า “พี่สะใภ้ อาเมี่ยวอยู่บ้านหรือไม่?

       เหลียงซินอี้ตอบว่า “เขาอยู่บ้านพี่ใหญ่อู๋ มีเรื่องใดหรือ ?”

       อาซื่อกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “พี่น้องตามท้องถนนล้วนถูกจับตัวไป ฟังว่าเจ้าหน้าที่จะจับตัวพี่น้องทั้งหมดในเมืองอวนเฉิงไปให้หมดสิ้น พวกมันจะช้าเร็วต้องตรวจค้นมาถึงถนนเทียนเหอนี้ นี่จะทำอย่างไรดี?”

       เหลียงซินอี้ก็ใจหายวาบ กล่าวว่า “รีบไปหาพี่ใหญ่อุ๋”

       บ้านของอู๋ฮั่นปิดประตูลงกลอน เหลียงซินอี้กับอาซื่อเคาะประตูอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยมีคนมาเปิดประตู

       เหลียงซินอี้ เห็นผู้มาเปิดประตูเป็นภรรยาของอู๋ฮั่นนามเฉินซู่ รีบถามว่า “พี่สะใภ้ พี่ใหญ่และพวกไม่อยู่หรือ ?”

       เฉินซู่กล่าวว่า “เข้ามาแล้วค่อยว่ากล่าวกัน ข้าพเจ้ากำลังจะส่งคนไปตามหาท่านพอดี”

       เหลียงซินอี้กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ส่งคนไปตามหาข้าพเจ้า ?”

       เฉินซู่กล่าวว่า “มิผิด ข้าพเจ้าเพิ่งได้รับข่าวว่า ทางการจะมาหาตัวฆาตกรในที่นี้ ท่านกับอาเมี่ยวและพวกทางที่ดีหลบออกไปก่อน พวกมันจะช้าเร็วต้องสืบทราบว่าอาเมี่ยวเป็นคนปล่อยวัวเพลิงออกมา”

       เอ่ยถึงตอนนี้ อู๋ฮั่นก็เดินออกจากห้องมากล่าวเสริมว่า “ซินอี้ ท่านรีบกลับบ้านไปเก็บข้าวของชักชวนอาเมี่ยวออกนอกเมืองไปหลบภัยก่อน”

       เหลียงซินอี้ถามว่า “พี่ใหญ่เสิ่นกับเสิ่นเจี่ยแจ (พี่สาว) เล่า ?”

       อู๋ฮั่นกล่าวว่า “พวกมันลอบออกจากเมืองแล้วสมควรปลอดภัยดี”

       เหลียงซินอี้กล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า “อย่างนั้นบิดาข้าพเจ้าทำอย่างไรดี ?”

       อู๋ฮั่นกล่าวอย่างจริงจังว่า “เราจะดูแลบิดาท่านเอง รับรองไม่เป็นไร “พลางเหลียวหน้าไปยังอาซื่อกล่าวว่า” เจ้ากับอาเมี่ยวออกจากเมืองด้วยกัน เกรงว่าพรรคหัวเสือมีภัยแล้ว”

       อาซื่อรับคำ ถามว่า “อาเมี่ยวเล่า ?”

       อู๋ฮั่นกล่าวว่า “มันออกไปสะสางเรื่องราวบางประการ หลี่ซินหูถูกจับตัว อาเมี่ยวจึงไปที่เหลาลิ่วฟุ รอจนมันกลับมา พวกเจ้ารีบออกเดินทาง”

       เหลียงซินอี้กลับเป็นห่วงอยู่บ้าง นางทราบว่าหลี่ซินหูสนิทสนมกับหลินเมี่ยว หากหลี่ซินหูเกิดเรื่องขึ้น หลินเมี่ยวต้องไม่นิ่งดูดาย แต่ตอนนี้เป็นห่วงเป็นใยก็ไม่มีประโยชน์ อู๋ฮั่นเมื่อให้พวกนางออกจากเมืองอวนเฉิงไปก่อน ย่อมมีเหตุผลของมัน จึงรับคำว่า “ตกลงทางด้านบิดาข้าพเจ้าขอรบกวนพี่ใหญ่อู๋แล้ว”

 

       หลินเมี่ยวออกจากเหลาลิ่วฟุด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่งกว่าเดิม หลี่เอี่ยนเป็นคนมีหน้ามีตาในเมื่ออวนเฉิง เมื่อตกปากรับคำสมควรวางใจได้ อย่าว่าแต่หลี่ซินหูเพียงรับซื้อวัวจากคนค้าสัตว์ทางภาคเหนือ หากหลี่ฮุยไม่มีหลักฐานมัดตัว คงไม่กล้าลงโทษโดยพละการ

       หลินเมี่ยวมีรูปร่างสูงใหญ่ ตลอดทั้งร่างเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ในเหล่าอันธพาลร้านถิ่นเมืองอวนเฉิง มันมีชื่อเสียงเรียงนามไม่น้อย

       เพิ่งออกจากเหลาลิ่วฟุ หลินเมี่ยวค่อยพบว่าไม่ถูกต้อง เนื่องเพราะที่เบื้องหน้ามันเรียงรายด้วยม้าพ่วงพีสี่ตัว

       หลิวเมี่ยวเงยหน้าขึ้น ต้องใจสั่นสะท้าน เรียกหาว่า “เสาตูถง (คำเรียกบุตรชายของผู้บัญชาการ)”

       หนึ่งในคนบนหลังม้ากลับเป็นบุตรชายของผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองขงเซิน มีนามว่าขงหยงคนผู้นี้เป็นคุณชายเจ้าสำราญ ทั้งติดพันเหลียงซินอี้ ถือเป็นศัตรูความรักของมัน

       ขงหยงทักทายว่า “ท่านสบายดี?”

       หลินเมี่ยวฉุกคิดขึ้น (ดูท่าวันนี้ บิดาคงโชคไม่ดี เจ้าลูกเต่านี้ไม่มีเจตนาดีแน่นอน) เห็นคนข้างกายขงหยงล้วนเป็นนายทัพแต่งเครื่องแบบ ท่วงน่าเกรงขาม จึงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูท่าเป็นข้าพเจ้าขวางทางเส้าตูถง ต้องขออภัยอย่างมาก” พลางหันกายหมายเดินเฉียดผ่านไป

       นายทัพที่ข้างกายขงหยงผู้หนึ่งพลันยื่นทวนขวางหน้าหลินเมี่ยวไว้ ขงหยงกล่าวเสริมว่า “ท่านนี้เป็นแม่ทัพกองหนุนในสังกัดแม่ทัพใหญ่เหลียนตาน มีนามอิ๋นหู่ เห็นว่าเด็กน้อยท่านมีโครงกระดูกไม่เลว คิดรับตัวท่านเข้ากองทัพ เพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง ท่านไม่ยินดีหรือ ?”

       หลินเมี่ยวใจหายวาบ พลันล่วงรู้เจตนาการมาของขงหยง มันย่อมทราบข่าวแม่ทัพใหญ่เหลียนตานส่งคนมายังเมืองอวนเฉิง

       เพื่อกวาดต้อนชายฉกรรจ์ไปสู้รบกับกองกำลังคิ้วแดง แต่คิดไม่ถึงว่าขงหยงจะฉวยโอกาสนี้จัดการกับมัน

       หลินเมี่ยวทราบข่าวว่าขงหยงคอยหาโอกาสจัดการกับศัตรูความรักเช่นตนเอง เพียงแต่หนึ่งนั้นยังเห็นแก่หน้าอู๋ฮั่น สอง กลัวว่า

       เหลียงซินอี้ล่วงรู้ความจริง ดังนั้นไม่กล้าลงมือ ยามนี้ขงหยงอาศัยข้ออ้างกะเกณฑ์ไพร่พลของทางการ ส่งตนเองเข้าสู่สมรภูมิ หากเสียชีวิตในการสู้รบ เหลียงซินอี้กับอู๋ฮั่นย่อมไม่มีคำพูดจะกล่าว

       หลินเมี่ยวไม่กล้าตอแยอิ๋นหู่ กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจว่า “ที่แท้เป็นแม่ทัพอิ๋นหู่ หลินเมี่ยวขอคารวะแล้ว เพียงแต่ตอนนี้หลินเมี่ยวยังมีเรื่องสำคัญรอกระทำ ท่านแม่ทัพอนุญาตข้าพเจ้าทำงานให้แล้วเสร็จ ค่อยไปรายงานตัวต่อท่านแม่ทัพได้หรือไม่ ?”

       อิ๋นหู่งงงันวูบหนึ่ง เหลียวมองมายังขงหยง คำร้องขอของหลินเมี่ยวสมเหตุสมผล ทำให้มันไม่อาจปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใย จึงสอบถามความเห็นของขงหยงดู

       ขงหยงกล่าวแดกดันว่า “ผู้ใดไม่ทราบว่าหลินต้าเส้า (หนุ่มใหญ่แซ่หลิน) เป็นจอมกลอกกลิ้งแห่งอวนเฉิง หากผละจากไป เกรงว่าไม่มีผู้ใดหาท่านพบแล้ว”

       หลินเมี่ยวปรารถนาใคร่บีบคอขงหยงให้ตายคามือ ปากกลับกล่าวว่า “เส้าตูถงกล่าววาจาใด เราหลินเมี่ยวแม้ต่ำต้อย ยังไม่ถึงกับไม่รักษาสัจจะ อย่าว่าแต่สามารถติดตามแม่ทัพอิ๋นไปปราบกบฏคิ้วแดง เป็นความปรารถนาของข้าพเจ้า แม่ทัพอิ๋นหยิบยื่นโอกาสให้ ข้าพเจ้ามีแต่สำนึกขอบคุณ”

       อิ๋นหู่ประหลาดใจอยู่บ้าง หลินเมี่ยวกล่าววาจาน่าฟัง ไม่ว่าคำพูดที่กล่าวเป็นจริงหรือเท็จ เพียงลักษณะท่วงท่าอันเยือกเย็นแสดงว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา แม้แต่มันก็ยากจะหาข้ออ้างสร้างความลำบากแก่หลินเมี่ยว

       ขงหยงแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ตกลง เราให้เวลาท่านสองชั่วยาม สองชั่วยามให้หลังท่านค่อยไปหาเราเส้าตูถง”

       หลินเมี่ยวใจสั่นสะท้าน กล่าวว่า “สองชั่วยามจะเพียงพอได้อย่างไร”

       สมุนมือดีที่ด้านหลังขงหยงผู้หนึ่งตวาดตัดบทว่า “อย่าได้พร่ำพิไร เส้าตูถงให้เวลาท่านสองชั่วยาม ถือว่ากรุณามากแล้ว อย่าได้ไม่รู้จักดีชั่วไป”

       ขงหยงกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ขงเหลียง เจ้านำกำลังยี่สิบคนติดตามมันไป สองชั่วยามให้หลังนำมันมาพบกับเรา หากมันไม่มา เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาหาเราแล้ว”

       สมุนมือดีที่ตวาดว่าหลินเมี่ยวนั้นรับคำ เหลือบมองหลินเมี่ยวแวบหนึ่ง แสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นชั่วร้ายออกมา

       หลินเมี่ยวศีรษะพองโตกว่าเดิม หมากของขงหยงตานี้ร้ายกาจนัก กลับจัดผู้คนยี่สิบคนเฝ้าติดตามมัน ออกจะครึกโครมไปแล้ว พร้อมกันนั้นทราบว่ากล่าวอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ดูท่าขงหยงคิดจัดการกับมันแน่นอน จึงยิ้มอย่างเยือกเย็นว่ากล่าวว่า “ขอบพระคุณเส้าตูถงที่ให้เกียรติแก่ข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ อย่างนั้นเชิญเถอะ”

       ขงหยงลอบประหลาดใจต่อความหนักแน่เยือกเย็นของหลินเมี่ยว จึงปรายตาบอกใบ้ต่อขงเหลียงกล่าวว่า “ไปได้แล้ว”

 

       คำโต้ตอบระหว่างหลินเมี่ยวกับขงหยงถูกแพร่กระจายไปทั่วถนนเทียนเหออย่างรวดเร็ว

       พี่น้องและผองเพื่อนของหลินเมี่ยว ร้อนใจกว่าหลินเมี่ยวอีก ดังนั้นพวกมันใช้เส้นทางลัดส่งข่าวไปทั่วถนนเทียนเหอ

       หลินเมี่ยวพอเข้าสู่ถนนเทียนเหอ ก็ถูกเหล่าเปา (คนแซ่เปา) ขวางทางไว้ เหล่าเปาหากลัวสมุนและทหารสังกัดตึกผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองไม่อย่างน้อยในช่วงเวลาพิเศษมันหากลัวไม่

       เหล่าเปาขวางทางหลินเมี่ยว กล่าวว่า “น้องเราขอแสดงความยินดีที่ท่านเข้าสังกัดกองทัพ เราผู้พี่กับพวกหารือกัน เห็นสมควรเลี้ยงส่งท่าน งานเลี้ยงจัดที่หน้าศาลเจ้าประจำเมืองทางตัวเมืองตะวันตก”

       ขงเหลียงประหลาดใจยิ่ง มันไม่ทราบว่าเหล่าเปาทราบข่าวรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ทั้งยังจัดงานเลี้ยงส่ง นี่ออกจะเหลือเชื่อไปแล้ว

       หลินเมี่ยวเผยอยิ้มเป็นเชิงเข้าใจ กล่าวว่า “รบกวนพี่ใหญ่แล้ว ข้าพเจ้ายังมีเรื่องต้องกระทำ พวกท่านไปรอข้าพเจ้าที่หน้าศาลเจ้าประจำเมืองข้าพเจ้าจะตามไปสมทบ” จากนั้นหันไปกล่าวกับขงเหลียงว่า “ท่านทั้งหลายตามข้าพเจ้าไปเถอะ ขอบอกตามตรง คนต่ำต้อยเช่นข้าพเจ้าหากคิดก้าวหน้าทางที่ดีคือสมัครเป็นทหาร จนใจที่ไม่มีโอกาส เมื่อแม่ทัพใหญ่เหลียนส่งคนมากะเกณฑ์ไพร่พลที่เมืองอวนเฉิง ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจแต่แรก คราครั้งนี้ต่อให้เส้าตูถงไม่อนุญาตข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้ายังไม่ยินยอม”

       ขงเหลียงและพวกค่อยเข้าใจในบัดดล ครุ่นคิดขึ้น (มิน่าเล่าเหลาเปาผู้นี้จึงจัดงานเลี้ยงส่ง ที่แท้เด็กน้อยนี้คิดสมัครเข้าเป็นทหารตั้งแต่แรก ดูท่าเส้าตูถงคิดอ่านมากความ กลับสั่งให้พวกเราเฝ้าติดตามมันมากมายถึงเพียงนี้)

       หลินเมี่ยวแยกทางกับเหล่าเปา เดินไปไม่ไกลพลันหยุดเท้าที่หน้าห้องน้ำแห่งหนึ่ง กล่าวว่า “นายท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอตัวเข้าห้องน้ำก่อน หากท่านใดคิดเข้าห้องน้ำด้วยก็ติดตามเข้ามา ภายในสามารถรองรับผู้คนสองสามคน”

       ขงเหลียงขมวดคิ้วกล่าวว่า “หลินเมี่ยว อย่าได้เล่นลวดลายไป”

       หลินเมี่ยวหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “ขงแหย (นายแซ่ขง) ดูแคลนเราหลินเมี่ยวไปแล้ว เราหลินเมี่ยวแม้ไม่มีหน้ามีตา แต่มีพี่น้องผองเพื่อนอยู่ที่เมืองอวนเฉิงหลายร้อยคน ยังมีวาจาเป็นสัจจะ”

       ขงเหลียงขณะจะสวนคำกลับไป กลับถูกสมุนมือดีที่ด้านหลังคนหนึ่งฉุดรั้งไว้ คนผู้นี้ทราบว่าหลินเมี่ยวกล่าวไม่ผิด ในอันธพาลใหญ่น้อยเมืองอวนเฉิง หลินเมี่ยวมีชื่อเสียงอยู่บ้าง โดยเฉพาะที่ถนนเทียนเหอ ทุกผู้คนล้วนสนับสนุนหลินเมี่ยวหากก่อเรื่องขึ้นในที่นี้ ไม่แน่ว่าพวกมันจะพลาดท่าเสียที

       สมุนมือดีที่ฉุดรั้งขงเหลียงไว้กล่าวเสียงเย็นชาว่า “รีบด่วนด้วย”

       หลินเมี่ยวกลับกล่าวว่า “ท่านใดมีกระดาษฟาง ?”

       เหล่าทหารและสมุนมือดีงงงันวูบ ล้วนสั่นศีรษะ หลินเมี่ยวหัวร่อฮาฮา หมุนตัวมุดเข้าห้องน้ำไป

       ได้ยินเสียงผายลมดังติดต่อกัน จากนั้นนิ่งเงียบงันเป็นเวลานาน ยังไม่เห็นหลินเมี่ยวกลับออกมา

       ขงเหลียงร้อนใจขึ้นมา ร้องเรียก “หลินเมี่ยว” ในห้องน้ำหามีเสียงขานรับไม่

       ขงเหลียงฉุกคิดว่าผิดท่า ถีบประตูห้องน้ำเปิดออก ถาโถมเข้าไป ภายในจัดเรียงถังอุจจาระหลายถัง และหลุมสำหรับนั่งอุจจาระหลุมหนึ่ง ไหนเลยมีร่องรอยหลินเมี่ยวแม้แต่เงา

       ขงเหลียงใจหายวาบ พวกมันล้อมห้องน้ำนี้เอาไว้ แต่ไม่เห็นหลินเมี่ยวออกมา หลินเมี่ยวสาบสูญไปได้อย่างไร ยามนั้นร้องสั่งว่า “ค้นให้กับเรา” ห้องน้ำถูกรื้อทั้งหลัง แต่ไม่เห็นหลิวเมี่ยวแม้แต่เงา เพียงแต่ใต้ถังอุจจาระหลายใบมีอุโมงค์ช่วงสั้นๆ ทอดถึงเชิงกำแพงที่ห่างไปหลวา แสดงแน่ชัด หลินเมี่ยวอาศัยทางอุโมงค์หลบหนีไป

       ขงเหลียงแค้นจับจิตใจ มันต้องหาตัวหลินเมี่ยวให้พบ จะได้มีคำรายงานต่อขงหยง ดังนั้นร้องสั่งว่า “ไปยังศาลเจ้าประจำเมือง”

       แต่ที่หน้าศาลเจ้าประจำเมืองทางตัวเมืองตะวันตกไม่มีผู้คนแม้สักคนเดียว อย่าว่าแต่จัดงานเลี้ยงส่ง บนพื้นทิ้งเปลือกผลไม้และเศษไม้เกลื่อนกลาด เป็นสิ่งของที่ทิ้งไว้เมื่อตอนจัดงานเทศกาลเมื่อหลายวันก่อน

หนังสือแนะนำ

Special Deal