ตอนที่ 2 ลอบสังหารขุนนางโฉด

      ปีที่หนึ่งในรัชกาลเทียนฟ่ง ( เชิงอรรถ * ชื่อปีรัชกาลของหวางหม่าง ตรงกับปี คศ. 14 ) หวางหม่างปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองล้มเหลว ในช่วงปลายของราชวงศ์ไซ่ฮั่น (ฮั่นตะวันตก จัดเป็นฮั่นยุคแรก) ความจริงเกิดกบฎชาวนาลุกฮือขึ้นอยู่แล้ว หลังจากที่หวางหม่างครองอำนาจ กองทัพธรรมมีแต่เพิ่มขึ้นโดยไม่ลดลง ปีถัดมาราษฎรทางเหนือของประเทศได้รับความอดอยากยากแค้น จึงตั้งตัวเป็นโจร

      ปีที่สี่ในรัชกาลเทียนฟ่ง หลี่ต้นลุกฮือขึ้นที่แดนชานตุง หลังจากนั้นเกิดกองทัพธรรมผุดขึ้นไม่หยุดยั้ง

      ในปีเดียวกัน ปรากฎกัวเถียนอี้ลุกฮือขึ้นยังมีกลุ่มบุคคลที่เขาลู่หลิน ( เขาลู่หลินอยู่ในมณฑลหูเป่ย ต่อมาคำลู่หลินซึ่งแปลว่าป่าเขียวหมายถึงกลุ่มบุคคลที่ซ่องสุมกำลังอยู่บนเขา เพื่อต่อต้านฝ่ายปกครอง หรือปล้นสะดมชิงทรัพย์ราษฎร ) ก็แข็งข้อ เรียกตัวเองเป็นลู่หลินจวิน (กองกำลังป่าเขียว) พอลุล่วงถึงเดือนแปด หวางหม่างเสด็จไปยังชานเมืองด้านทิศใต้ ทรงควบคุมงานสร้างเว่ยโต่วด้วยพระองค์เอง วัตถุที่ว่าหลอมสร้างจากทองเหลืองและโลหะอื่นๆ ลักษณะคล้ายเป่ยโต่ว (ดาวเหนือ) หวางหม่างทรงดำริใช้วัตถุสิ่งนี้สะกดกองกำลังกลุ่มต่างๆ ที่ลุกฮือขึ้นแข็งข้อ

      ในปีเดียวกัน ฝานฉงลุกฮือขึ้นที่แดงหลางแหย ซุ่มโจมตีตามที่ต่างๆ ยามสู้รบล้วนทาบนคิ้วเป็นสีแดง จึงได้รับขนานนามว่าเป็นเช่อเหมยจวิน (กองกำลังคิ้วแดง)

      ฤดูใบไม้ผลิของปีที่หกในรัชกาลเทียนฟ่ง หวางหม่างทรงเห็นว่ากลุ่มกบฎมีมากมาย ทรงหลงเชื่ออย่างงมงายประกาศเปลี่ยนชื่อปีรัชกาลเป็นตี้หวง ขณะเดียวกันทรงเลียนแบบเจ้าชีวิตราชวงศ์ที่ผ่านมา หวังสืบทอดราชสมบัติไปหมื่นปี มีราชโองการให้สร้างศาลหลวง ใช้เงินงบประมาณหลายร้อยหมื่นตำลึง

      ปีที่สองในรัชกาลตี้หวง หวางหม่างยังกะเกณฑ์ทหารสะสมเสบียง เตรียมปราบศึกพวกซวงหนูทางตอนเหนือ ขณะที่แม่ทัพนาย

      กองที่ปราบกบฎชาวนาไร้ความสามารถ แต่กลับปล้นชิงทรัพย์ราษฎร สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

      เหลาลิ่วฟุมีชื่อเลื่องลือทั่วเมืองอวนเฉิง ( ชื่อเมืองสำคัญในเขตปกครองหนันหยาง ปัจจุบันอยู่ในเขตมณฑลเหอหนาน ) ถึงแม้ไม่ภูมิฐานเท่าเหลาวานซิง แต่ปรุงอาหารรสเลิศที่สุด

      วันนี้ใต้เท้าซิ่งที่เป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหวางหม่างให้ดูแลด้านเศรษฐกิจกำหนดเดินทางถึงเมืองอวนเฉิง ดังนั้นเสี้ยนไจ้ ( ชื่อตำแหน่งขุนนาง ปกครองประชากรหมื่นหลังคาเรือนขึ้นไป ) หลี่ฮุยเลือกเหลาลิ่วฟุเป็นสถานที่เลี้ยงรับรองใต้เท้าซิ่ง

      ดังนั้นเหลาลิ่วฟุวุ่นวายเป็นพิเศษ เหล่าพ่อค้าคหบดีในเมืองอวนเฉิงต่างตระเตรียมมาร่วมงานที่เหลาลิ่วฟุ

      อู๋ฮั่นนั่งจิบน้ำชาในร้านน้ำชาของเถี่ยอู่ จากจวนเสี้ยนไจ้ถึงเหลาลิ่วฟุ นี่เป็นเส้นทางที่ต้องผ่าน

      ไม่มีผู้ใดคุ้นเคยกับพื้นที่ทุกตารางนิ้ว สิ่งปลูกสร้างทุกหลังในเมืองอวนเฉิงกว่ามัน มันรู้ทะลุปรุโปร่งราวกับเป็นลายมือบนฝ่ามือตัวเอง

      ที่เยื้องกับร้านน้ำชาเถี่ยอู่ เป็นสะพานศิลาที่โค้งราวกับสายรุ่ง ทอดข้ามผิวน้ำกว้างสี่วา

      ไม่มีผู้ใดทราบว่าสะพานนี้ชื่ออะไร ผู้ที่สร้างสะพานคล้ายไม่ได้คิดชื่อของสะพานนี้ ดังนั้นชาวบ้านเรียกว่าสะพานสือโถว (ก้อนหิน)

      อู๋ฮั่นรั้งสายตากลับจากสะพาน ทอดตามองไปยังชายคาตึกของเหลาลิ่วฟุซึ่งอยู่ห่างไปร้อยกว่าวา ในถนนทั้งสามสายละแวกนี้ เหลาลิ่วฟุเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุด และภูมิฐานที่สุด

      เสียงม้าล่อเบิกทางดังทำลายความคิดใคร่ครวญของอู๋ฮั่น มันกลับคืนสู่สภาพความจริง รั้งสายตากลับมา

      อีกฟากหนึ่งของสะพานแว่วเสียงร้องของเจ้าหน้าที่กรมเมืองดังมาว่า “คนสัญจรหลีกทาง ผู้แทนพระองค์ใต้เท้าซิ่งมาถึง...”

      อู่ฮั่นบังเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดพลุ่งขึ้น เดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นสองของร้านน้ำชา

      ระเบียงดาดฟ้าที่ชั้นทองยืนไว้ด้วยผู้คนสิบกว่าคน ต่างยืดคอมองดูเจ้าหน้าที่กรมเมืองหลายสิบนายเบิกทางและรั้งท้าย ยังมีทหารรักษาเมืองสิบกว่าคนขี่ม้าอารักขาเกี้ยวใหญ่ขนาดแปดคนหามขึ้นสะพานสือโถวมา

      อู๋ฮั่นกวาดมองเกี้ยวใหญ่หลังนั้นแวบหนึ่ง มุมปากปรากฎรอยยิ้มน้อยๆ ขึ้น

      ขณะที่ทุกผู้คนมุ่งความสนใจไปที่สะพานสือโถว ผู้คนที่มุงดูอยู่ข้างถนนพลันบังเกิดความปั่นป่วน ส่งเสียงร้องอุทานออกมา ที่แท้ปรากฏวัวตัวผู้ส่วนหางผูกคบไฟสี่ตัววิ่งเตลิดเข้าหาขบวนเจ้าหน้าที่และเกี้ยวใหญ่บนสะพาน

      เหล่าเจ้าหน้าที่กรมเมืองร้องว่า “สกัดพวกมันไว้...” ยามแตกตื่นลานกลับถลันหลบเป็นพัลวัน

      วัวตัวผู้ทั้งสี่ตัวถูกไฟลนก้น เอาแต่วิ่งเตลิด เมื่อปรากฎผู้คนขวางทาง ก็ไล่ขวิดพุ่งชนใส่ ชนจนขบวนเจ้าหน้าที่กรมเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย บ้างถูกเขาวัวขวิดจนลำไส้ทะลัก บางถูกชนตกน้ำ ผู้ที่ถูกวัวพุ่งชนล้มลง ถูกเท้าวัวเหยียบย่ำจนกระดูกหักเลือดเนื้อเลอะเลือน

      ในเหล่าทหารรักษาเมืองรีบร้องว่า “ฆ่าเดรัจฉานเหล่านี้ อารักขาใต้เท้า”

      แต่วัวตัวผู้เหล่านั้นมีผิวหนังหนา ถึงแม้ถูกฟันใส่ดาบสองดาบก็หาเป็นไรไม่ กลับสะกิดความบ้าคลั่งของพวกมันขึ้นมา

      นายทัพรักษาเมืองจั่วชิงรีบโบกมือร้องสั่งว่า “อารักขาใต้เท้าล่าถอย” มันมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของใต้เท้าซิ่ง หากปล่อยให้สัตว์สี่เท้าหลายตัวนี้ทำร้ายท่านผู้แทนพระองค์ มันคงไม่อาจรักษาศีรษะบนบ่าไว้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่มัน แม้แต่ขุนนางเสี้ยนไจ้ หลี่ฮุยก็คงศีรษะหลุดจากบ่า

      เหล่าทหารรักษาเมืองพากันขวางม้าอยู่บนสะพาน ผู้ที่อารักขาอยู่ทางด้านหลังของเกี้ยวก็รุดไปช่วยต้านทานวัวบ้าไว้ สุดท้ายค่อยทำร้ายวัวบ้า หยุดสัตว์สี่เท้าเหล่านี้ไว้ได้

      ทั้งหมดเพิ่งระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พลันเห็นลำน้ำสองสายพวยพุ่งขึ้นจากแม่น้ำ มุ่งใส่เก๋งใหญ่ขนาดแปดคนหามหลังนั้น

      องครักษ์ที่อยู่ข้างเกี้ยวใต้เท้าซิ่ง ทั้งสี่หน้าแปรเปลี่ยนไป ตวาดว่า “อารักขาใต้เท้า”

      พวกมันเป็นยอดฝีมือที่ติดตามท่านผู้แทนพระองค์มาจากนครหลวง เมื่อครู่หาใส่ใจวัวบ้าที่วิ่งห้อมาไม่ แต่พอเห็นลำน้ำทั้งสองสายนั้นล้วนหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย

      ที่ตามหลังลำน้ำทั้งสองสาย กลับเป็นเรือน้อยสองลำ ถูกบังคับขึ้นจากน้ำ หัวเรือพุ่งชนใส่เกี้ยวใหญ่

      ทหารรักษาเมืองที่ดงหน้าเข้ามาหลายนาย ถูกพลังสภาวะที่แฝงมากับเรือน้อยทั้งสองลำกระแทกปลิวกระเด็นไป

      ยอดฝีมือที่คุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่กราดฟาดฝ่ามือจู่โจม แต่เรือน้อยทั้งสองลำแฝงพลังรุนแรงเพียงไหน มาตรว่าถูกพลังฝ่ามือกระแทกแหลกลาญ หากยังถูกพุ่งชนใส่เกี้ยวใหญ่

      เสียงโครมเมื่อเกี้ยวใหญ่แตกระเบิดออกเงาร่างสายหนึ่งพุ่งเฉียงๆ ออกจากเกี้ยว ส่งเสียงหัวร่ออย่างลำพอง

      เรือน้อยทั้งสองลำแหลกลาญพร้อมกับตัวเกี้ยวที่แตกระเบิดออก เศษไม้ปลิวเวียนว่อนดุจฝูงตั๊กแตนเต็มฟ้า

      ท่ามกลางเศษไม้เต็มท้องฟ้า เงาร่างสองสายโถมจู่โจมใส่ผู้ที่ถลันออกจากเกี้ยวดุจเหยี่ยวร้ายปากตวาดว่า “ขุนนางโฉดมอบชีวิตมา”

      ยอดฝีมือที่คุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่ร้องชักชวนกันพุ่งปราดเข้าหาคนร้ายทั้งสอง มิคาดบังเกิดสุ้มเสียงเจื้อยแจ้วเสียงหนึ่งตวาดว่า “ยังมีเราคุณหนูใหญ่...”

      ยอดฝีมือที่คุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่รู้สึกเบื้องหน้าสายตามืดทะมึนปรากฎวัตถุขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งคลี่คลุมลงมา ดังนั้นกรีดกระบี่ออก เสียงคว้ากพลันดัง ที่แท้เป็นผ้าปูที่นอนผืนหนึ่ง ถูกฟันขาดออกจากกัน

      ได้ยินเสียงกราวใหญ่ หยดน้ำพร่างพรมลงมายอดฝีมือคุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่ใจหายวาบ ในที่สุดเห็นชัดตาว่าเจ้าของสุ้มเสียงเจื้อยแจ้วเป็นสตรีสาวหน้าตาหมดจดสดใสนางหนึ่ง

      เมื่อครู่สตรีนางนี้ซักผ้าอยู่ที่ใต้สะพาน ยามนี้ถืออ่างไม้ สาดน้ำจากแม่น้ำใส่

      ยอดฝีมือคุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่สายตาถูกบดบังหากยังฟาดฟันดาบกระบี่ออก เสียงโครมเมื่อถังไม้ถูกฟาดฟันหักสลาย กลับปรากฎพลังแหลมคมสายหนึ่งแหวกจู่โจมตามหลังถังไม้มาถึง

      พวกมันถูกก่อกวนติดต่อกัน สูญเสียความคล่องแคล่วปราดเปรียวเช่นยามปรกติ หากยังแยกย้ายกลับหลบหลีก

      เหล่าทหารรักษาเมืองกับเจ้าหน้าที่กรมเมืองที่หลงเหลือค่อยระงับสติได้ ส่งเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน ฮือเข้าหาสตรีซึ่งพลิ้วร่างลงจากกลางหาว

      สตรีนางนั้นยามลอยอยู่กลางอากาศ ชิงสะบัดมือซัดดาวเย็นเต็มท้องฟ้า ประดุจเทพธิดาโปรยบุปผา

      ดาวเย็นพร่างพรมลงมา เหล่าทหารรักษาเมืองกับเจ้าหน้าที่กรมเมืองแผดร้องโอดโอย ปลิวกระเด็นกระดอนออกไป

      ในยอดฝีมือคุ้มครองเกี้ยวทั้งสี่ มีอยู่สองคนที่ลุกไม่ขึ้น อีกสองคนยังยืนหยัดอยู่ได้ แต่ที่หัวไหล่ล้วนปักตรึงด้วยตะปูลักษณะประหลาดตัวหนึ่ง ปากร้องโพล่งว่า “เสิ่นชิงอี (เสื้อเขียว)”

      สตรีนางนั้นแค่นหัวร่อกล่าวว่า “เป็นเรากูไหนไน่ (คำเรียกตัวเองเป็นย่า) เอง” พลางโบกแขนเสื้อคราหนึ่ง ในแขนเสื้อปรากฎสายรัดหลากสีม้วนจู่โจมใส่ยอดฝีมือที่หลงเหลือทั้งสองดุจอสรพิษอันปราดเปรียว

 

      คนร้ายที่บังคับเรือน้อยพุ่งชนทั้งสองแต่งกายเช่นชาวประมง ปะทะหักหาญกับคนที่ถลันออกจากเกี้ยวคราหนึ่ง เงาร่างสามสายสัมผัสวูบก็ผละจากกันแยกย้ายเป็นสามทิศทางทิ้งตัวลง

      คนที่ถลันออกจากเกี้ยวคือผู้แทนพระองค์นามซิ่งเหว่ย มันพลันเรียกหาว่า “ตู้เม่า เสิ่นเถี่ยหลิน”

      เสิ่นเถี่ยหลินกล่าวเสียงกระด้างว่า “มิผิด วันนี้เป็นวาระสุดท้ายของขุนนางโฉดท่าน”

      ซิ่งเหว่ยส่งเสียงหัวร่อดังยาวนานกล่าวว่า “สวรรค์มีทางเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูกลับบุกรุกมา เราจะจัดการกับพวกเจ้าเอง”

      ชาวเมืองที่ชมดูโดยรอบล้วนแตกตื่นตะลึงลานไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามา ยังมีทุกผู้คนคิดไม่ถึงว่าขุนนางกังฉินอันอื้อฉาวผู้นี้กลับเป็นยอดฝีมือที่น่ากลัว

      เสิ้นเถี่ยหลินชิงลงมือ ปรากฎหยาดฝนอันเจิดจ้าเต็มท้องฟ้า ครอบคลุมใส่ซิ่งเว่ย

      ตู้เม่าก็ฟาดฟันออก หากยังล้าหลังกว่าหยาดฝน เห็นในหยาดฝนอันเจิดจ้า แฝงประกายดาวตกที่ทั้งเฉิดฉันทั้งสวยงาม ทั้งชวนอกสั่นขวัญแขวน

      ซิ่งเหว่ยรู้สึกถึงความแค้นของเสิ่นเถี่ยหลิน ซึ่งแฝงมากับหยาดฝนกลุ่มนี้ เนื่องเพราะเสิ่นเถี่ยหลินเป็นบุตรชายของเสิ่นเสิ้งเทียน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งตระกูลเสิ่น แต่เสิ่นเสิ้งเทียนกลับตายใต้เงื้อมมือมัน

      ซิ่งเหว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ฝนดาวตกอันร้ายกาจแต่เปรียบกับบิดาเจ้ายังเป็นรองอยู่ขั้นหนึ่ง”

      กล่าวพลางกรีดวาดสองมือที่เบื้องหน้า พริบตานั้นคล้ายปรากฎหมอกชั้นหนึ่งก่อตัวขึ้น ในกลุ่มหมอกยังแฝงริ้วรอยลูกคลื่นเลื่อมพราย

      ฝนดาวตกพอสาดพุ่งเข้ามายังกลุ่มหมอกพลันแตกระเบิดออก กลับกลายเป็นจุดแต้มๆ อย่างถี่ยิบจู่โจมใส่ซิ่งเหว่ย

      ซิ่งเหว่ยโบกแขนเสื้อทั้งสอง ประกายจุดแต้มทั้งหมดล้วนถูกดูดรั้งไปในแขนเสื้อจนหมดสิ้น

      ยามนั้นดาบของตู้เม่าบรรลุถึง ดาบกลับกลายเป็นเงาอันพร่างพราย ฟาดฟันซ้ำเติมใส่ซิ่งเว่ย

      ซิ่งเหว่ยสลัดมือวูบ ซัดพุ่งอาวุธลับของเสิ่นเถี่ยหลินย้อนจู่โจมใส่ตู้เม่า

      สภาวะดาบของตู้เม่าไม่เปลี่ยนแปลง พลังดาบอันกล้าแข็งกระแทกอาวุธลับที่จู่โจมถึงตัวแยกออกเป็นช่อง ยังคงจู่โจมดาบใส่ซิ่งเหว่ย

      ซิงเหว่ยร้องชมเชยว่า “ประเสริฐ” ชักกระบี่จากข้างเอว คล้ายลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นจากใต้ดินเคลื่อนขวางเข้าปะทะกับคมดาบของตู้เม่า

      แว่วเสียงดังติง ตู้เม่าสะท้านขึ้นคราหนึ่งร่างพุ่งย้อนกลับไป ถูกอาวุธลับสองเล่มซัดใส่

      เสิ่นเถี่ยหลินพลันลอยตัวขึ้น ตวาดว่า “เป้าฟงโจ้วหวี่ (ลมแรงกล้าฝนฉับพลัน)” ปรากฎประกายจุดแต้มจำนวนนับไม่ถ้วนพวยพุ่งจากร่างดุจผึ้งแตกรัง กรีดเป็นเส้นโค้งที่แตกต่าง สร้างความสับสนวุ่นวายทั่วอากาศธาตุ

      อาวุธลับมีทั้งมีดบิน ทั้งหินกระสุน ทั้งเข็มเงิน ทั้งหนามแหลม ทั้งลูกกลม ทั้งแผ่นเหล็ก ทั้งเหรียญทองเหลือง ทั้งตะปูเหล็ก บ้างพุ่งตรงข้างอ้อมโค้ง บ้างหมุนเป็นเกลียว บ้างพุ่งเลียดดิน

      ไม่มีผู้ใดเห็นชัดตาว่านี่มีอาวุธลับมากน้อยเท่าใด ประกอบด้วยเส้นทางจู่โจมมากมายเพียงไหนขู่ขวัญทุกผู้คนจนสั่นระริก แตกตื่นจนวิญญาณสะท้าน

      ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าบนร่างสิ่นเถี่ยหลินสามารถซุกซ่อนอาวุธลับมากมายถึงเพียงนี้ ไม่มีผู้ใดคาดเดาออกว่าเสิ่นเถี่ยหลินใช้เวลาชั่วพริบตา ซัดพุ่งอาวุธลับมากมายปานนี้ได้อย่างไร ทุกประการล้วนอยู่เหนือความคาดคิดคำนวณของทุกผู้คน เป็นเหตุให้ทุกผู้คนคล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้าย

      ควรทราบว่าคนมีเพียงสองมือ มีเพียงสิบนิ้วต่อให้ใช้นิ้วทั้งสิบพร้อมกัน ได้แต่ซัดอาวุธลับที่แตกต่างสิบชนิด แต่ว่าคนมีหัวใจเพียงดวงเดียวมีสมองเพียงสมองเดียว ไหนเลยซัดอาวุธสิบชนิดด้วยพลังที่แตกต่างได้ หากสามารถบรรลุถึงข้อนี้ต้องเป็นอัจฉริยะบุรุษผู้หนึ่ง

      เสิ้นเถี่ยหลินเป็นอัจฉริยะบุรุษโดยมิต้องสงสัยมันสามารถซัดอาวุธลับมากกว่าสิบชนิด มากกว่าสิบวิธีในเวลาเดียวกัน อาวุธลับที่ใช้มีนับร้อยนับพันชนิด ฝีมือที่ใช้มีนับร้อยนับพันวิธี มิหนำซ้ำอาวุธลับทุกชนิดแฝงอำนาจการทำลายล้างถึงที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นยอดวิชาประจำตระกูลเสิ่นแดนกวนตง (ดินแดนด้านตะวันออกของด่านซันไห่กวน) นามลมแรงกล้าฝนฉับพลัน

      ในโลกหล้าไม่มีวิชาอาวุธลับใดน่ากลัวกว่าวิชาอาวุธลับของตระกูลเสิ่น และไม่มีกระบวนท่าอาวุธลับใดสั่นขวัญสะท้านวิญญาณผู้คนยิ่งกว่ากระบวนท่าลมแรงกล้าฝนฉับพลัน

      ซิ่งเหว่ยเคยรับทราบวิชาลมแรงกล้าฝนฉับพลันมาก่อน ครั้งนั้นมันถูกอาวุธซัดใส่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าเล่ม แต่ยังโชคดีรอดชีวิต กลับเป็นฝ่ายฆ่าเสิ่นเสิ้งเทียน มันทราบว่าวิชาลมแรงกล้าฝนฉับพลันไม่ได้ซัดด้วยมือ หากแต่ซัดออกด้วยใจ รวมพลังชีวิต ลมปราณและจิตวิญญาณใช้ออก ดังนั้นมันมิใช่อาวุธลับอีก หากทว่าเป็นชีวิตชนิดหนึ่งเป็นพลังชีวิตที่ไม่อาจต้านทานรับได้ชนิดหนึ่ง

      ซิ่งเหว่ยที่สามารถฆ่าเสิ่นเสิ้งเทียน เพราะว่าวิชาลมแรงกล้าฝนฉับพลันใช้ออกได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นภายในสามเดือนไม่อาจใช้ออกเป็นคำรบสอง ดังนั้นคราครั้งนั้นเสิ่นเสิ้งเทียนฆ่ามันไม่สำเร็จมันจึงรวบรวมเรี่ยวแรงอึดสุดท้ายฆ่าเสิ่นเสิ้งเทียน ตัวมันต้องพักรักษาตัวสองปีค่อยฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ที่โชคดีคืออาวุธลับตระกูลเสิ่นไม่ได้ฉาบพิษ ไม่เช่นนั้นมันถูกอาวุธลับซัดใส่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าเล่ม แม้แต่เซียนวิเศษก็ไม่อาจช่วยชีวิตมัน

      คราครั้งนี้ซิ่งเหว่ยเผชิญกับท่าลมแรงกล้าฝนฉับพลัน ยังคงไม่มีวิธีคลี่คลายทำลาย หนึ่งเดียวที่กระทำได้คือล่าถอย ล่าถอยได้ไกลเท่าใดถือว่าเท่านั้น

      ซิ่งเหว่ยทราบว่าสมควรรักษาตำแหน่งสำคัญบนร่างกายอย่างไร มันทราบดีว่าไม่ว่ามันมีท่าร่างรวดเร็วปานใด ก็ไม่รวดเร็วกว่าห่าอาวุธลับดุจดาวตกเต็มฟ้าเหล่านี้ หนึ่งเดียวที่กระทำคือมิให้อาวุธลับซัดใส่จุดชีวิต หากแต่ใช้ตำแหน่งที่ไม่สำคัญรองรับอาวุธที่ไม่มีพิษเหล่านี้ นี่ดูเหมือนเป็นวิธีที่โง่เขลา แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

      หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น คงกระโดดลงน้ำ แต่ซิ่งเหว่ยทราบว่าเช่นนั้นรังแต่หาที่ตาย เนื่องเพราะอาวุธลับมาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ถักสานเป็นแหฟ้าตาข่ายดินปากหนึ่ง หากกระโดดขึ้นสูงเท่ากับเสนอตัวขึ้นไปรับอาวุธลับ

      ซิ่งเหว่ยพอถอยร่นไปวาเศษ รู้สึกว่าตลอดทั้งร่างคล้ายถูกผึ้งนับร้อยนับพันตัวต่อยใส่ ถึงแม้ว่าลมปราณคุ้มครองกายสลายพลังส่วนใหญ่ของอาวุธลับไป แต่อาวุธลับยังคงซัดใส่ร่าง แต่ว่ามันยังล่าถอยต่อไป

      ซิ่งเหว่ยอาศัยพลังจิตอันกล้าแข็งล่าถอยไปอีกห้าวา ห่าอาวุธลับค่อยสร่างซา แต่ทหารรักษาเมืองและเจ้าหน้าที่กรมเมืองล้วนล้มตายลง บนพื้นปักตรึงเต็มไปด้วยอาวุธลับดุจดวงดาวที่ดาดาษ

      ซิ่งเหว่ยรู้สึกหมดเรี่ยวสิ้นแรง ดูไปคล้ายสัตว์ประหลาดที่ปักเต็มไปด้วยหนามแหลม แต่มันทราบว่ามันยังไม่ตาย พลังฝีมือของเสิ่นเถี่ยหลินยังเป็นรองเสิ่นเสิ้งเทียน มันเพียงรับบาดเจ็บทางผิวกาย บวกกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงมากมาย

      เสิ่นชิงอีกรีดร้องคำ “พี่ใหญ่” พลางพุ่งปราดเข้าหาเสิ่นเถี่ยหลิน

      เสิ่นเถี่ยหลินยืนอยู่บนสะพานสือโถ่วราวรูปปั้น ที่มุมปากปรากฎโลหิตไหลซึม ใบหน้าขาวซีดจนน่ากลัว หากยังถลึงมองซิ่งเหว่ยซึ่งอยู่ห่างไปเจ็ดวาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ

      ซิ่งเหว่ยยังไม่ตาย แต่มันหาคลายใจไม่เนื่องเพราะยังมีดาบเล่มหนึ่ง เป็นดาบของตู้เม่า

      ตู้เม่าก็รับบาดเจ็บ แต่ดาบของมันยังบ้าคลั่งปานนั้น รุนแรงปานนั้น

      ตู้เม่าแทบไม่เชื่อว่าซิ่งเหว่ยสามารถรักษาชีวิตรอดพ้นจากท่าลมแรงกล้าฝนฉับพลัน แต่มันไม่เปิดโอกาสให้ซิ่งเหว่ยพักผ่อนหอบหายใจ คมดาบพุ่งผ่านพื้นที่ช่องว่างห้าวา ฟาดฟันใส่ซิ่งเหว่ยซึ่งหยุดยืนอยู่บนท้องถนน

      ซิ่งเหว่ยไม่กล้าต้านปะทะดาบของตู้เม่า ได้แต่ล่าถอย มันจะอย่างไรรับบาดเจ็บ บนข้อมือ ที่หัวไหล่ ทรวงอก กลางหลัง ข้อเท้าปักเต็มไปด้วยอาวุธลับ พอขยับเคลื่อนไหวก็สร้างความเจ็บปวดจับใจ

      พลันปรากฎลูกธนูดอกหนึ่งยิงฝ่าคมดาบของตู้เม่าเข้ามา ขณะที่ดาบของมันฟันใส่ตัวกระบี่ของซิ่งเหว่ย ลูกธนูก็ปักฉึกใส่หัวไหล่มัน ต้องครางหนักๆ คำหนึ่ง ร่างปลิวลิ่วไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal