ตอนที่ 2 เจ้าสำนักร้อยบุปผา (หน้า 2)

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านทราบแต่แรกมันคิดหลบหยี แต่ไม่ได้บอกต่ออี้ฟู่กับซือฟู่ท่านŽ

      เจิ้งเป่าอันแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า บอกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสี่ยววันเอ๋อคิดทำอะไร ไม่ว่าผู้ใดก็ระวังป้องกันไม่ได้Ž

      ค่ำวันนั้นแพทย์ผู้กล้าหลิงเซียวกลับมายังตัวตึก ปรากฏว่าหาเสี่ยวซันเอ๋อไม่พบจริงๆ ส่วนหลิงปี่อี้กับหลิงอี้เปียวและพวกยังตามหาต่อไป ฉินเอี้ยนหลงพอเห็นสีหน้าสามีก็คาดเดาเหตุการณ์ได้ จากนั้นเรียกหาจ้าวกวนเข้ามาคำนับหลิงเซียว

      จ้าวกวนคารวะต่อหลิงเซียว หลิงเซียวฟังว่ามันเป็นบุตรชายของจีฮั่วเฮ่อ บังเกิดความตื่นเต้นยินดี กุมมือมันเอาไว้ บอกให้มันนั่งลง จ้าวกวนเห็นหลังหลิงเซียวซ่อนคมงำประกาย ทั้งสุภาพอ่อนโยน สัตย์ซื่อจริงใจ ต้องครุ่นคิด หลิงจ่วงจู่ (ประมุขตึกแซ่หลิง) สมกับที่ได้รับขนานฉายาแพทย์ผู้กล้า ฟังว่าท่านมีฝีมือสูงล้ำสุดยอด แต่ตลอดทั้งร่างปราศจากกลิ่นอายฆ่าฟัน กลับคล้ายหมอรักษาโรคที่เมตตากรุณาž

      ฉินเอี้ยนหลงบอกเล่าชาติกำเนิดของจ้าวกวนโดยคร่าวๆ หลิงเซียวกล่าวว่า เราได้ยินคดีของเรืองท่วงทำนองรักตั้งแต่แรก เข้าใจว่าตึกกระเรียนเพลิงถูกทำลายสิ้น ที่แท้ยังมีคนรอดชีวิต หลานแซ่จ้าวลองบอกเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นโดยละเอียดŽ

      จ้าวกวนบอกเล่าเหตุการณ์ที่เรือท่วงทำนองรักทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุออกไป หลิงเซียวยังซักถามถึงบาดแผลของแต่ละคน ตอนนั้นจ้าวกวนตรวจดูซากศพโดยละเอียด ทั้งมีความทรงจำแม่นยำ จึงตอกคำถามได้ทุกข้อ

      หลิงเซียวอ่านดูจดหมายของจีฮั่วเฮ่อ และตัวหนังสือที่จ้าวกวนวาดออกมา จากนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าวกับฉินเอี้ยนหลงว่า เอี้ยนเอ๋อ ท่านคิดเหนอย่างไร?Ž

      ฉินเอี้ยนหลงกล่าวว่า เราคาดเดาเช่นเดียวกับยอดหญิงจีŽ

      หลิงเซียวหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กล่าวว่า เป็นพวกมันรุดมาแก้แค้นŽ

      ฉินเอี้ยนหลงผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า ครั้งกระโน้นพวกเราแม้ลงมืออย่างเดียวเฉียบขาด แต่ในร้อยถี่มีห่างอยู่หนึ่ง คราครั้งนี้ผู้ที่บุกเข้าเรือทำนองรักไม่เกรงกลัวพิษ นอกจากท่านแล้วยังมีผู้ใดมีความสามารถเช่นนี้?Ž

      หลิงเซียวสั่นศีรษะ กล่าวว่า เรานึกไม่ออก โดยเฉพาะพิษหอมนั้น แทบไม่มีผู้ใดจัดได้ กาลก่อนไป่สุ่ยเซียนเคยเข้าร่วมกับนิกายอัคคี จางฝูหยงก็เคยทรยศต่อสำนัก นิกายอัคคีอาจรักษาตำรายาขจัดของสำนักร้อยบุปผาเอาไว้Ž

      ฉินเอี้ยนหลงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า ยังมีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือเรือนท่วงทำนองรักมีไส้ศึกปนอยู่ภายในŽ

      หลิงเซียวถามว่า หลานแซ่จ้าว ในพวกเจ้ายังมีคนรอดชีวิตหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุท่านแม่ส่งศิษย์พี่ของข้าพเจ้าสองนางไปส่งข่าวต่ออาจารย์ป้าทั้งสอง ดังนั้นตอนเกิดเหตุเหตุร้าย พวกนางไม่อยู่ในตึก ข้าพเจ้าก็ไม่ได้พบกับพวกนาง ไม่ทราบว่าพวกนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่Ž

      ฉินเอี้ยนหลงผงกศีรษะกล่าวว่า พวกนางคงเป็นศิษย์ที่มารดาเจ้าไว้วางใจ จึงใช้พวกนางไปส่งข่าวŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า ถูกแล้ว คนหนึ่งเป็นหญิงสาวภายในตึก เรียกว่า ชิงจู๋ คนหนึ่งเป็นหญิงรับใช้ประจำตัวท่านแม่ เรียกว่าติงเซียง ล้วนเป็นบุคคลที่ท่านแม่ไว้วางใจŽ

      หลิงเซียวขบคิดแล้วกล่าว เด็กเอย มารดาเจ้าเคยเอ่ยถึงเรื่องของนิกายอัคคีต่อเจ้าหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนสั่นศีรษะ หลิงเซียวกล่าวช้าๆ นิกายอัคคีเป็นนิกายนออกรีตที่บูชาเพลิง ถือกำเนิดเมื่อหลายสิบปีก่อน ประมุขนิกายเรียกว่าต้วนตู๋เสิ้ง มันใช้วิชาครอบงำจิตใจดึงดูดสาวกนับหมื่น ทั้งบีบบังคับให้ชาวยุทธจักรยอมศิโรราบ ค่ายสำนักฝ่ายธัมมะเคยผนึกกำลังต่อต้าน ล้วนถูกต้วนตู๋เสิ้งกำราบสิ้น สุดท้ายศึกที่หนันซาง ปรากฏชาวยุทธจักรบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่นับว่ากำจัดต้วนตู๋เสิ้งเป็นผลสำเร็จŽ

      ฉินเอี้ยนหลงรับฟังถึงตอนนี้ อดร่างสั่นสะท้านมิได้ หลิงเซียวจึงยื่นมือออกกุมมือนางไว้

จ้าวกวนฉุกใจคิด พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ร้องว่า ต้วน...ท่านแม่ก่อนตายเขียนตัวหนังสือบนพื้น ใช้เป็นเส้นขีดตอนต้นของคำว่าต้วนหรือไม่?Ž ตอนอแรกมันเห็นตัวหนังสือนั้นยังเข้าใจว่าเป็นคำ ฟงŽ ยามนี้ได้ยินชื่อต้วนตู๋เสิ้ง ค่อยฉุกคิดขึ้นมา

      ฉินเอี้ยนหลงผงกศีรษะกล่าวว่า พวกเราคาดเดาเช่นนี้จริง เรื่องนี้อาจเป็นพฤติการณ์ของกากเดนที่หลงเหลือของนิกายอัคคี หลังจากที่จอมมารต้วนเสียชีวิต สาวกของนิกายอัคคียังหลงเหลืออยู่ พรรคมังกรจึงผนึกกำลังกับสำนักร้อยบุปผา กวาดล้างเหล่าทูตองค์รักษ์ของนิกายอัคคีจนหมดสิ้น ตอนนั้นต้วนตู่เสิ้งมีบุตรธิดาสามสิบกว่าคน ที่เข้าร่วมนิกายอัคคีล้วนถูกสำนักร้อยบุปผาฆ่าทิ้ง ผู้ที่อายุอ่อนเยาว์ก็ถูกสำนักเส้าหลินและอู่อังรับไปเลี้ยงดู ทั้งหมดหาล่วงรู้ชาติกำเนิดตัวเองไม่ สมควรไม่มีปัญหา หากคนร้ายที่ล้มล้างเรือนทำนองรักเป็นกากเดนที่เหลือของความโหดเหี้ยมของฝีมือ ความรอบคอบของแผนการเป็นที่น่าตื่นตระหนก ชนชั้นผู้นำต้องเป็นบุคคลระดับสูงในนิกายŽ

      จ้าวกวนพลุ่งพล่านใจยิ่ง กล่าวว่า หลิงฮูหยินคาดเดาว่าเป็นใครŽ

      ฉินเอี้ยนหลงส่ายหน้าช้าๆ กล่าวว่า พวกเราเคียดแค้นและหวาดหวั่นต่อนิกายอัคคียิ่งกว่าเจ้าร้อยเท่า ต้องไม่นิ่งดูดายเด็ดขาด เราไม่ทราบว่าศัตรูเป็นใคร เพียงคาดเดาว่าผู้ที่ล้มล้างเรือนทำนองรัก เป็นกากเดนที่เหลือของนิกายอัคคี จุดประสงค์เพื่อล้างแค้นสำนักร้อยบุปผาที่เคยกำจัดพวกพ้องของมันŽ

      จ้าวกวนก้มศีรษะลง ที่เบื้องหน้าคล้ายปรากฏแสงรำไรขึ้น ครุ่นคิดในใจ เราเมื่อทราบว่าศัตรูเป็นใคร สมควรสืบสาวได้ง่ายดายกว่าเดิมž

      ฉินเอี้ยนหลงมองดูจ้าวกวน พลันกล่าวว่า หลานแซ่จ้าว พรรคมังกรทำการสืบคดีของเรือนท่วงทำนองรักตั้งแต่แรก เพียงแต่ยังไม่มีความคืบหน้า เจ้าอาศัยที่วังมังกรแรมปี หวินปางจู่ (หัวหน้าพรรคแซ่หวิน) ไม่ได้บอกเรื่องนี้ต่อเจ้าหรือ?Ž

      จ้าวกวนลอบร้องผิดท่าในใจ ที่แท้นางทราบแต่แรกว่ามันหลบหนีออกมาจากวังมังกร ยามนั้นกัดฟันกล่าวว่า ไม่ได้บอกŽ

      ฉินเอี้ยนหลงกล่าวว่า หลานแซ่จ้าว กาลก่อนเราเป็นหัวหน้าพรรคมังกร ไหนเลยไม่ทราบว่าเจ้าเป็นบุตรของหวินปางจู่ ยังมีพรรคมังกรกำลังตามหาเจ้า? เจ้าลอบหลบหนีออกจากวังมังกร มาเสาะหาพวกรา มีจุดประสงค์อันใด?Ž

      นางกล่าวเสียงราบเรียบ หามีท่าทีตำหนิติเตียนไม่ จ้าวกวนถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย รีบกล่าวว่า หลิงฮูหยิน หลิงจวงจู่ มารดาข้าพเจ้าก่อนเสียชีวิต ไม่ได้บอกต่อข้าพเจ้าว่าบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้าเป็นใคร ตอนแรกปรากฏคนเสเพลท่านอาเฉิงมาหา      ข้าพเจ้า เข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรชายของเขา ต่อจากนั้นพรรคมังกรมาตามหาข้าพเจ้า บอกว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรของหวินปางจู่ ข้าพเจ้าเองไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นบิดาที่แท้จริงของข้าพเจ้าŽ

      จากนั้นบอกเรื่องที่หวินหลงอิงไม่ทราบว่าตนเองเป็นคนของสำนักร้อยบุปผา หวินฮูหยินตั้งข้อรังเกียจต่อตนเองออกไป สุดท้ายกล่าวว่า คราครั้งนี้ท่านทั้งสองเปิดเผยเบาะแสของศัตรูสังหารมารดา ผู้เยาว์สำนึกขอบคุณยิ่ง เพียงขออนุญาตลงจากภูพยัคฆ์ เพื่อสืบหาร่องรอยของศัตรู อย่าได้ส่งตัวข้าพเจ้ากลับวังมังกรŽ

      หลิงเซียวสบตากับภรรยาแวบหนึ่ง ล้วนเห็นว่าจ้าวกวนมีชาติกำเนิดประหลาดพิสดาร หลิงเซียวกล่าวว่า ไม่ว่าบิดาเจ้าเป็นใคร เจ้าจะอย่างไรเป็นศิษย์สำนักร้อยบุปผา เราจะส่งคนไปติดต่อกับเจ้าสำนักร้อยบุปผาไป่สุ่ยเวียน แล้วค่อยคิดอ่านกันŽ

      กล่าวพลางกวาดตาไปยังภรรยา ฉินเอี้ยนหลงกล่าวเสริมว่า ทางด้านหวินผางจู่ เราจะบอกกล่าวแทนเอง หลานแซ่จ้าว ระหว่างนี้เจ้าพำนักอยู่บนภูพยัคฆ์ชั่วคราวเถอะŽ

      จ้าวกวนคลายใจลง กระโดดปราดขึ้นน้อมคารวะกล่าวว่า ขอบคุณท่านทั้งสองŽ

      ระหว่างที่จ้าวกวนอยู่บนภูพยัคฆ์ กลับเปลี่ยนนิสัยจากอันธพาลน้อย เช่นตอนอยู่ที่วังมังกร กลายเป็นเด็กหนุ่มที่เรียบร้อย ฉินเอี้ยนหลงให้มันฝึกฝีมือกับเจิ้งเป่าอิน นางไม่ใช้ดาบแต่ยังแนะนำสั่งสอน ช่วยให้จ้าวกวนเรียนรู้ดาบไว้ครอบคุลมของคนเสเพลเฉิงเต๋ากว่าลึกล้ำกว่าเดิม ทางด้านหลังหลิงเซียวก็ถกการแพทย์วิชาพิษกับมัน ชี้แนะว่าหยั่งรู้วิชาพิษอย่างไร หลีกเลี่ยงจากพิษร้ายอย่างไร และขจัดรักษาได้อย่างไร จ้าวกวนคาดคิดไม่ถึงว่าในโลกมีคนที่ร่ำเรียนวิชาแพทย์จนขจัดพิษของสำนักร้อยบุปผาอย่างง่ายดาย ในใจทั้งแตกตื่นทั้งเลื่อมใส

      ผ่านไปสิบกว่าวัน หลิงปี้อี่กับหลิงซวงเฟยทยอยกลับมา หลิงปี้อี้หาตัวน้องชายเสี่ยววันเอ๋อไม่พบ หลิงซวงเฟยก็ตามหาจ้าวกวนไม่พบ พอกลับมาค่อยพบว่าจ้าวกวนอยู่ในตึกก่อนแล้ว เจิ้งเป่าอัน บ่งบอกชาติตระกูลของจ้าวกวนให้ทราบ หลิงซวงเฟยค่อยทราบว่าคราก่อนถูกจ้าวกวนแพร่ผงหลับฝันหวาน แต่ก็ไม่ถือสาหาความ

      จ้าวกวนเห็นสองพี่น้องตระกูลหลิงมีรูปงามหน้าตาคล้ายเหมือน แต่กิริยาท่าทางแตกต่าง หลิงปี้อี่ (  หลิงเป็นแซ่ ปี่อี้แปลว่าเทียบปีก ) เพิ่มความเปิดเผยห้าวหาญ ส่วนหลิงซวงเฟยเค่งขรึมจริงจังกว่า สองพี่น้องยืนเคียงคู่กัน แทบจำแนกไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ขอเพียงคนหนึ่งเอ่ยปาก ผู้อื่นจะจำแนกออกได้ ระหว่างที่จ้าวกวนอยู่ที่เมืองซูโจว เคยเห็นพี่น้องฝาแฝดหลายคู่ แต่ไม่เคยเห็นคู่แฝดที่หน้าตาละม้ายคล้ายเหมือนแต่นิสัยใจคอผิดแผกแตกต่างเช่นนี้

      หลิงปี่อี้ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากบิดาโดยตรง ทั้งยังศึกษาอาวุธชนิดต่างๆ เพลงดาบกระบี่ล้วนสูงส่ง มันยึดถือจ้าวกวนเป็นเช่นน้องชาย ชี้แนะวิชาฝีมือให้ จ้าวกวนยำเกรงต่อหลิงซวงเฟยอยูหลายส่วน ใกล้ชิดสนิทสมกับหลิงปี่อี้มากกง่า ความชิงชังรังเกียจที่มีต่อมันในตอนแรกปลาวาสนาการหายสิ้น

      วันนี้หลิงเซียวตามตัวจ้าวกวนมาที่ห้องหนังสือ ภายในห้องนอกจากหลิงเซียวสองสามีภรรยา กับหลิงปี่อี้สี่พี่น้องแล้ว ยังมีหญิงสาวอายุยี่สิบเศษ ผิวพรรณขาวสะอาด ใบหน้ากลมตาเล็กหยีนางหนึ่ง

      หลิงเซียวแนะนำว่า กวนเอ๋อ นี่เป็นแม่นางไป่ซันฉา เป็นอาจารย์ป้าของเจ้าไป่สุ่ยเวียนส่งมาŽ

      ไป่วันฉากล่าวกับจ้าวกวนว่า เหมินจู่ (เจ้าสำนัก) พอทราบข่าวร้ายของอาจารย์อาฮั่วเฮ่อ บังเกิดความเศร้าเสียใจ จนกระทั่งได้รับข่าวจากหลิงจวงจู่ (ประมุขตึกแซ่หลิง) ค่อยทราบว่าศิษย์น้องจ้าวยังมีชีวิตอยู่ ท่านผู้เฒ่าเกิดความปลาบปลื้มประโลมใจ สั่งข้าพเจ้ารับตัวศิษย์น้องไปยังหุบเขาอิวเว่ยกูŽ

      จ้าวกวนพบพานคนของสำนักร้อยบุปผา บังเกิดความยินดีและใกล้ชิดเป็นพิเศษ ตรงเข้าไปคารวะ กล่าวว่า ศิษย์พี่ไป่รอนแรมเดินทางไกล คงลำบากมากแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยพบกับอาจารย์ป้าเจ้าสำนัก ข้าพเจ้าไม่เคยพบหับอาจารย์ป้าเจ้าสำนัก ในใจนับถือเลื่อมใสตลอดมา กำลังคิดไปกราบพบท่านผู้เฒ่าŽ

      ไป่ซันฉากล่าวว่า ศิษย์น้องจ้าวมิต้องมากมารยาท ระหว่างนี้สำนักร้อยบุปผาประสบเหตุเภท เหมินจู่จึงเรียกระดมศิษย์สำนักร้อยบุปผาไปรวมตัวที่หุบเขาอิวเว่ยกู่ นางทราบว่าศิษย์น้องจ้าวเป็นผู้สืบตำแหน่งตึกกระเรียนเพลง จึงสั่งให้ข้าพเจ้ามารับตัวศิษย์น้องจ้าวไปเข้าร่วมการชุมนุม เพื่อหารือแผนรับมือŽ

      จ้าวกวนพอฟัง ก็กวาดตาไปยังหลิงเซียว เห็นหลิงเซียวผงกศีรษะรับ จึงกล่าว ผู้น้องจะไปเก็บข้าวของ ติดถามศิษย์พี่ออกเดินทางโดยเร็วŽ

ไป่ซันฉากล่าวว่า มิต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น ศิษย์น้องค่อยๆ เก็บข้าวของ พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกเดินทางŽ

      จ้าวกวนลิงโลดยินดี กลับห้องมาเก็บรวบรวมเสือผ้าหีบยา ค่ำวันนั้นหลิงเซียวสองสามีภรรยาตามตัวมันไป หลิงเซียวกล่าวว่า กวนเอ๋อ การนัดชุมนุมของสำนักร้อยบุปผาครั้งนี้ ต้องระวังศัตรูฉวยโอกาสลอบทำร้าย ระหว่างทางให้ระมัดระวังตัว เราให้ปี่อี้คอยคุ้มครองส่งเจ้าระยะทางหนึ่งจะได้เกื้อกูลดูแลกันŽ

      จ้าวกวนรับกล่าวว่า รบกวนพี่ใหญ่หลิงคุ้มครองส่ง ผู้เยาว์รับได้อย่างไร?Ž

      ฉินเอี้ยนหลงกล่าวว่า เราเมื่อรับปากหวินปางจู่ว่าจะดูแลเจ้า ย่อมต้องคุ้มครองเจ้าให้ดี ปี่อี้มักออกท่องยุทธจักร มีประสบการณ์มากกว่าเจ้า เมื่อมีมันคอยดูแล พวกเราค่อยวางใจกว่าเดิมŽ

      จ้าวกวนจึงกล่าวขอบคุณ หลิงเซียวกล่าวว่า เด็กเอย เจ้าพักอยู่ในตึกเดือนเศษ พวกเราล้วนดูออกว่าเจ้าฉลาดหลักแหลม ลุกผู้ชายยืนหยัดอยู่ในโลกหล้า ความเข้มแข็งอ่อนด้อยของฝีมือความสูงต่ำของปัญญาเป็นเรื่องรองลงไป ประการสำคัญต้องมีสัตยธรรมและคุณธรรม ชนชาเราจะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า สามารถรักษาความเที่ยงธรรมหรือไม่อย่างไรŽ

      คำพูดเหล่านี้คล้ายระฆังวัตรเช้าเสียงกลองย่ำค่ำ ปลุกให้จ้าวกวนได้คิด น้อมกายรับคำสั่งสอน

      ฉินเอี้ยนหลงกล่าวเสริมว่า ลูกผู้ชายเพียงมีจิตปณิธาน จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ชนชาวโลกกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ เจ้าสมควรระวังป้องกัน แต่สำหรับพี่น้องผองเพื่อนต้องตีแผ่หัวใจให้ จึงแลกมาซึ่งความจริงใจจากผู้อื่นŽ

      จ้าวกวนรับคำติดต่อกัน หลิงเซียวสองสามีภรรยาสอบถามว่ามีค่าเดินทางเพียงพอหรือไม่ จ้าวกวนบอกว่าเพียงพอ หลิงเซียวยังมอบเงินให้เป็นค่าเดินทาง ฉินเอี้ยนหลงก็เก็บรวบรวมเสื้อผ้าป้องกันความหนาวของบุตรชายคนเล็กหลายชุดให้มันพกติดตัวไป

      เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวกวนติดตามไป่ซันฉากับหลิงปี่อี้จากตึกพยัคฆ์คำรน ก่อนออกเดินทางจ้าวกวนยังไปกราบลาหลิงเซียวสองสามีภรรยา หวนนึกถึงน้ำใจของทั้งสอง อดหลั่งน้ำตามิได้

      ทั้งสามเดินทางลงใต้ ผ่านเมืองไหวอัน เกาโหยวจนถึงหยางโจว จ้าวกวนทราบว่าหลิงปี่อี้ฝึกวิชาตัวเบาประจำตระกูล จึงขอร่ำเรียนวิชาตัวเบาจากมัน หลิงปี่อี้กล่าวว่า วิชาตัวเบาพลิ้วบนหิมะของท่านแม่ยากแก่การฝึกปรือ ข้าพเจ้าสอนวิชาตัวเบาอีกแขนงหนึ่งแก่ท่านแทน วิชาตัวเบานี้มีนามว่าเหินฟ้าท่องเดินหน บัญญัติโดยหัวหน้าพรรคกระยาจกรุ่นก่อนจ้าวม่าน ท่านก็แซ่จ้าว ถือเป็นวงศ์ตระกูลเดียวกันŽ

      จ้าวกวนยินดียิ่ง ตั้งใจฝึกวิชาตัวเบา มันชมชอบกระโดดโลดเต้น ดังนั้นเรียนรู้วิชาตัวเบารวดเร็วเป็นพิเศษ เมื่อเดินทางถึงเมืองหยางโจว ก็เรียนรู้ตัวเบาเหินฟ้าท่องเดินหนได้ห้าหกส่วน ลอยตัวรวดเร็วกว่ากาลก่อนมากนัก สร้างความยินดียิ่ง

      

      บทที่ 21 แวะพักที่หังโจว

      คนทั้งสามกลางวันเดินทางกลางคืนพักผ่อน เร็วกว่าหมายกำหนดการหลายวัน หลิงปี่อี้ปรึกษากับไป่ซันฉา เพื่อมิให้จ้าวกวนกระทบกระเทือนใจ ไม่เฉียดกรายเมืองซูโจว ตกลงอ้อมทางไปยังเมืองเจิ้นเจียง อี้ซิงลงใต้จนถึงเมืองหังโจว ไป่สุ่ยเซียพำนักที่ภูเขาเอี้ยนตั้งซาน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลเจ้อเจียง จากเมืองหังโจวลงใต้ ใช้เวลาเพียงสามเดือน ทั้งสามเห็นว่ามีเวลาเหลือเฟือ จึงตกลงค้างแรมที่เมืองหังโจวคืนหนึ่ง

      จ้าวกวนกับหลิงปี่อี้และไป่ซันฉาเดินทางถึงเมืองหังโจวเวลาหลังเที่ยง จึงเข้าพักโรงเตี๊ยมภายในเมือง แต่ตระเวนไปตามโรงเตี๊ยมหลายแห่ง ล้วนมีแขกพักเต็ม พอสอบถามค่อยทราบว่าค่ำคืนนี้ประมุขตึกเอี้ยนซูซันจวงนามเสิ้งปิงจัดงานวันเกิดปีที่แปดสิบ ชาวยุทธจักรทั้งใกล้ไกลเดินทางร่วมงานเลี้ยง ดังนั้นห้องพักโรงเตี๊ยมมีผู้คนเข้าพักจนเต็ม

      หลิงปี่อี้เสนอให้พักอาวันที่วัดวาคืนหนึ่ง ไป่ซันฉาเห็นว่าตัวเองเป็นสตรี ไม่สะดวกกับการเข้าพักวัดวา หลิงปี่อี้กล่าวว่า ข้างวัดเฉิงเทียนซื่อเมืองหังโจวมีอารามนางชีชื่อชิงสุ่ยอัน พวกเราพักที่วัดเฉิงเทียนซื่อ แม่นางไป่ค้างแรมที่อารามชิงสุ่ยอันŽ

      จ้าวกวนพลันกล่าวว่า พี่ใหญ่หลิง ข้าพเจ้าไม่ต้องการไปที่วัดเฉิงเทียนซื่อŽ

      หลิงปี่อี้ถามว่าเพราะเหตุใด จ้าวกวนลังเลเล็กน้อยจึงกล่าว กาลก่อนวดเฉิงเทียนซื่อมีหลวงจีนทุศีลรูปหนึ่ง ลวนลามสีกาที่มาบนบานศาลกล่าว ถูกศิษย์พี่ข้าพเจ้าฆ่าทิ้งไปŽ

      หลิงปี่อี้ยิ้มออกมากล่าวว่า ข้าพเจ้าก็เคยได้ยินเรื่องนี้ ที่แท้เป็นการลงมือของพวกท่าน เจ้าอาวาสเฉิงเทียนซื่อรุ่นปัจจุบันฉายาอู๋เอี๋ยนเป็นศิษย์พี่ของหลวงจีนทุศีลฉายาอู่เอี้ยน ตอนนี้วัดเฉิงเทียนซื่อเป็นดินแดนสถาบันสงฆ์อย่างแท้จริงŽ

      จ้าวกวนพอฟังค่อยตอบตกลง ทั้งสามมาถึงวัดเฉิงเทียนซื่อ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเหมืองหังโจว หลิงปี่อี้แจ้งชื่อแซ่ไป ก็ปรากฏหลวงจีนชราผอมสูงรูปหนึ่งออกมาต้อนรับ คือเจ้าอาวาสวัดเฉิงเทียนซื่อ ฉายาอู๋เอี่ยนหลง

      หลวงจีนอู๋เอี้ยนเชิญทั้งสามเข้าห้องรับแขกไปรับน้ำชา แสดงความยินดีที่ได้พบกับหลิงปี่อี้ จ้าวกวนรับฟังอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยจับใจความได้ว่า คราก่อนมีอารามนักพรตที่อยู่ใกล้เคียง คิดฮุบสมบัติของวัดเฉิงเทียนซื่อ หลิงปี่อี้พอดีอยู่ที่เมืองหังโจว จึงเสนอหน้าให้กับหลวงจีนอู๋เอี้ยน ค่อยรักษาวัดเฉิงเทียนซื่อไว้ได้

      หลิงปี่อี้ถามถึงเหตุการณ์ภายในเมืองหังโจว หลวงจีนอู๋เอี้ยนบอกว่าตอนนี้เมืองหังโจวสงบเรียบร้อย อันธพาลหวังเปลี่ยนนิสัย มักมาจุดธูปไหว้พระ ไม่กล้าก่อกรรมทำชั่วอีก กลับเป็นพ่อค้าแซ่หูปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยสูง มีชาวนาสิบกว่ารายไม่มีปัญญาชดใช้หนี้สิน จำต้องขายบุตรภรรยา

      จากนั้นหลวงจีนอู๋เอี้ยนสั่งให้เณรน้อยรูปหนึ่งนำไป่ซันฉาไปพำนักที่อารามชิงสุ่ยอัน ซึ่งอยู่ห่างไปครึ่งลี้ ส่วนหลิงปี่อี้กับจ้าวกวนพักที่ห้องเดี่ยวของวัดเฉิงเทียนซื่อ

      จ้าวกวนหวนนึกถึงครั้งกระโน้นติดตามชิงจู๋มายังเมืองหังโจว เพิ่งลอบสังหารหลวงจีนอู๋เทียน ตอนนั้นมันยังไม่ได้เข้าสังกัดร้อยบุปผา รบเร้าถามชิงจู๋เรื่องนั้นเรื่องนี้ เมื่อนับนิ้วดู นั่นเป็นเรื่องเมื่อห้าหกปีก่อนแล้ว ตอนนี้ตนเองเรียนรู้วิชาพิษ แต่ชิงจู๋ไม่ทราบอยู่ที่ใด นึกถึงน้ำใจที่นางมีต่อตนเอง อดสะท้อนใจมิได้

      หลิงปี่อี้กล่าวว่า ตอนนี้เวลายังเช้า มิสู้เข้าเมืองไปเดินเล่น แวะดูว่าพ่อค้าแซ่หูนั้นมีสารรูปอย่างไรŽ

      จ้าวกวนทราบว่าหลิงปี่อี้ตระเตรียมไปคิดบัญชีกับพ่อค้ากับพ่อค้าแซ่หูนั้น จึงปรบมือสนับสนุน ทั้งสองพากันออกจากวัดเฉิงเทียนซื่อเข้าเมืองหังโจว

      เมื่อผ่านทะเลสาบซีหู กลับเห็นบุรุษสตรีแปดคนควบม้าสวนทางมา ทุกคนสวมเสื้อผ้าสดใส ท่าทางคึกคักแจ่มใส ในจำนวนนี้มีอยู่สองนางเป็นสตรี คนโตอายุไล่เลี่ยกับจ้าวกวน คนเล็กคล้ายอายุอ่อนกว่ามันอีก หน้าสี่เหลี่ยม

      ทั้งแปดพอเห็นหลิงปี่อี้กับจ้าวกวน พากันกระตุ้นม้ารายล้อมเข้ามา บุรุษผู้หนึ่งตวาดถามว่า นี่ ท่านใช่เป็นคนของสำนักชิงซวงไพ่ หรือไม่?Ž

      หลิงปี่อี้ตอบว่ามิใช่ หญิงสาวที่อายุมากกว่ากล่าวว่า น้องสาม คนผู้นี้ย่อมมิใช่คนของสำนักชิงซวงไพ่ ท่านดูจากกระบี่ของมันก็ทราบได้Ž

      บุรุษหน้าสี่เหลี่ยมนั้นกล่าวว่า ไม่ถามได้ไหนเลยทราบได้ เอ๊ะ คนผู้นี้คุ้นหน้านักŽ

      พลางสำรวจดูหลิงปี่อี้ หญิงสาวที่อายุอ่อนกว่ากล่าวว่า พี่สาม ท่านรู้จักมันหรือ?Ž

      บุรุษหน้าสี่เหลี่ยมไม่ทันตอบคำ หญิงสาวที่อายุมากกว่าสอดคำขึ้น คุณชายผู้นี้หน้าตาหล่อเหลา เสี่ยวเม่ย (น้องสาวคนเล็ก) ข้าพเจ้ามิสู้เป็นแม่สื่อให้กับท่านเป็นอย่างไร?Ž

      บุรุษหน้าอูฐที่ด้านข้างผู้หนึ่งขมวดคิ้วกล่าวว่า พวกท่านทั้งสองกล่าววาจาสำรวมกว่านี้ อย่าให้เปี่ยวเกอเกอ (ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นบุรุษ) ทั้งสองหัวร่อเยาะไปŽ

      บุรุษที่ด้านข้างสองคนคล้ายเป็นเปี่ยวเกอพวกมัน มีอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี พอฟังเพียงยิ้มเล็กน้อย หญิงสาวทั้งสองกลับไม่ยินยอม โต้เถียงไปหลายคำ สุดท้ายพี่สาวตำหนิน้องชายที่สามไม่ตั้งใจฝึกฝีมือ กระทั่งวิชามือหักเหมยของบิดาก็ร่ำเรียนไม่สำเร็จ บุรุษหน้าสี่เหลี่ยมนั้นทุ่มเถียงว่ามันฝึกปรือสำเร็จ พี่สาวนั้นจึงท้าพนันกับมัน ให้หักกิ่งเหมยที่อยู่สูงที่สุดลงมา

      บุรุษหน้าสี่เหลี่ยมรับคำท่า กระโดดลงจากหลังม้า หยุดยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ พลังเกร็งลมปราณลอยตัวขึ้น ท่วงท่าสวยงามจับตา ยื่นแขนกรีดผ่านอากาศ แต่ยังอยู่ห่างจากกิ่งเหมยที่อยู่สูงที่สุดช่วงใหญ่

      ทั้งหมดหัวร่อออกมา บุรุษหน้าสี่เหลี่ยมอับอายกลายเป็นโทสะ บอกว่าพี่สาวตั้งหัวข้อยุ่งยาก ตัวองไม่แน่วแน่ว่าจะทำได้ พี่สาวนั้นลงจากหลังม้าลอยตัวขึ้นไป ยื่นมือหักกิ่งเหมย สุดท้ายห่างจากกิ่งเหมยนิ้วเศษ ต้องแตกวูบลงสู่พื้น เหล่าพี่น้องพากันยกมือปิดปาก แต่ไม่กล้าหัวร่อออกมา

      ยามนั้นปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งผ่านไป ทั้งหมดเงยหน้าขึ้น เห็นกิ่งเหมยพุ่งผ่านไปถูกหักลงมา พอก้มศีรษะลง พบว่าปกเสื้อของหญิงสาวที่เป็นเสี่ยวเม่ยนั้นเพิ่มดอกเหมยกอดหนึ่ง

      ทั้งหมดชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง เปียเกอของพวกมันปรบมือกล่าวว่า พี่ใหญ่เหมยมีฝีมือยอดเยี่ยมนักŽ

      พี่ใหญ่ของทั้งหมดสั่นศีรษะกล่าวว่า มิใช่เรา มันแม้ไม่ทันเห็นชัดตา แต่ก็คาดเดาออกว่าคนลงมือคือหลิงปี่อี้Ž จึงเดินเข้าหา ประสานมือกล่าวว่า จอมยุทธ์ท่านนี้เชิญเถอะ พวกเราชมชอบทุ่มเถียง เป็นที่น่าอับอายขายหน้า เป็นลุกหลานหมู่ตึกเหมยเมืองเยี่ยหยาง ขอถามนามสูงส่งของท่านŽ

      หลิงปี่อี้ยิ้มพลางกล่าวว่า ที่แท้เป็นสี่เหมยสองหิมะริมทะเลสาบต้องถึงเมืองเยี่ยหยาง ผู้น้องแซ่หลิงนามปี่อี้Ž

      พี่ใหญ่นั้นมีภูมิรอบรู้อยู่บ้าง ต้องกล่าวด้วยความตระหนกว่า ที่แท้เป็นพี่ใหญ่หลิงแห่งตึกพยัคฆ์คำรน พวกเรามีตาแต่ไร้แวว ช่างเสียมารยาทจริงๆŽ

      หลิงปี่อี้กล่าวถ่อมตนคำหนึ่ง พี่ใหญ่นั้นกล่าวว่า ผู้น้องเป็นหลานคนโตของตระกูลเหมย มีชื่อตัวเดียวว่าเทียน นี่เป็นน้องสาวคนโตนามเซียะฮัว (เกล็ดหิมะ) นี่เป็นน้องชายของเหมยตี้ นี่เป็นน้องชายสามเหมยจวิน นี่เป็นน้องสาวคนเล็กเซียะผิง (จอกหิมะ) นี่เป็นน้องชายคนเล็กเหมยซือ ส่วนสองท่านนี้เป็นหลานของเสิ้งเหล่าจวงจู่ (หัวหน้าตึกผู้เม่าแซ่เสิ้ง) เรียกว่าเสิ้งไฉเหมี่ยนกับเสิ้งไฉเจี๋ยŽ

      เหล่าพี่น้องตระกูลเหมยกับทายาทตระกูลเสิ้งทั้งสองพากันเข้ามาคารวะทักทาย หลิงปี่อี้ไม่ต้องการให้จ้าวกวนถูกเพิกเฉย จึงแนะนำว่า สหายน้อยนี้เรียกว่าจ้าวกวน เป็นสหายของข้าพเจ้าŽ

      ทั้งหมดเห็นจ้าวกวนอายุยังเยาว์ รูปร่างผอมเล็ก เปลือกนออ่อนแอ พอฟังว่าเป็นสหายของหลิงปี่อี้ ค่อยเหลือบมองงมันเป็นพิเศษ

      เหมยเทียนกล่าวกับน้องสาวคนเล็กเหมยเซียะผิงว่า .ยังมิรีบขอบคุณพี่ใหญ่หลิงที่กำนัลดอกเหมยช่อนี้แก่เจ้าอีก?Ž

      เหมยเซียะผิงกล่าวขอบคุณ น้องชายคนเล็กเหมยซื่อกล่าวอย่างสงสัยใจว่า ดอกเหมยช่อนี้เป็นท่านปลิดลงมาจริงๆ ข้าพเจ้าไฉนมองไม่เห็น?Ž

      หลิงปี่อี้ยิ้มพลางกล่าวว่า มิใช่ข้าพเจ้า เมื่อครู่นี้ข้าพเจ้าเห็นนางแอ่นตัวหนึ่งบินผ่าน คาบดึงดอกเหมยคิดไปทำรัง แต่คาบไม่มั่น ปล่อยให้ดอกเหมยร่วงลงบนปกเสื้อแม่นางน้อยเหมยŽ

      เหล่าพี่น้องตระกูลเหมยไม่เห็นหลิงปี่อี้ลงมือ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นคนหักกิ่งดอกเหมยลงมาหรือไม่ พอฟังว่าเป็นนางแอ่นบินผ่านมาคาบกิ่งเหมยไปทำรัง จึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

      หลิงปี่อี้มีอายุไล่เลี่ยกับพวกมัน แต่มีฝีมือสูงล้ำกว่าพวกมันมากนัก มันลงมือหักกิ่งเหมย มิใช่คิดอวดโอ่พลังฝีมือ เพียงแต่ฟังออกว่าพวกมันเป็นลูกหลานหมู่บ้านเหมย ทราบว่าบิดารู้จักกับตระกูลเหมย ตามเหตุผลสมควรทักทายสักคำ แต่ก็ไม่ต้องการฟังพวกมันทุ่ม เถียงกันไม่เลิกรา ค่อยลงมือข่มขวัญ คิดไม่ถึงคนเหล่านี้ฝีมืออ่อนด้อย กลับไม่เห็นท่าร่างตอนที่มันลอยตัวขึ้น

      กลับเป็นเสิ้งไฉเมี่ยนเป็นหลานคนโตของตระกูลเสิ้ง จึงสุขุมคัมภีร์ภาพกว่า ฉวยโอกาสเชิญหลิงปี่อี้ไปร่วมงานเลี้ยงปีที่แปดสิบของแหยแหย (ท่านปู่) มันในคืนนี้

      หลิงปี่อี้ถามถึงเรื่องที่พวกมันออกมาหาคนของสำนักชิงซวงไพ่ เสิ้งไฉ่เหมี่ยนค่อยบอกว่าแหยแหยมันจัดงานวันเกิด มีชาวยุทธจักรมากหน้าหลายตา บิดามันกริ่งเกรงศัตรูปะปนเข้ามาก่อกวนงานเลี้ยง จึงมอบหมายให้พวกมันออกมาสืบดู สำนักชิงซวงไพ่ก็เป็นหนึ่งในศัตรูของตระกูลเสิ้ง

      หลิงปี่อี้รับปากมันว่าจะไม่ให้ผู้ใดก่อกวนงานเลี้ยงของหัวหน้าตึกผู้เฒ่าเสิ้ง สร้างความยินดีแก่เสิ้งไฉเหมี่ยนกับเสิ้งไฉเจี๋ยยิ่ง พากันประสานมือกล่าวขอบคุณ

      หลิงปี่อี้ถามถึงระยะเวลาจัดงานเลี้ยงบอกว่าตอนนี้เวลายังเช้า พวกมันจะเข้าเมืองไปเดินดูก่อน เมื่อถึงเวลางานเลี้ยง ต้องไปอวยพรวันเกิดแก่ผู้เฒ่าเสิ้ง อย่างแน่นอน จากนั้นกล่าวคำอำลาทั้งแปด ชักชวนจ้าวกวนจากมา

 

      22 ร่วมงานเลี้ยงวันเกิด

      เดินทางระยะทางหนึ่ง จ้าวกวนอดกล่าวมิได้ว่า พี่ใหญ่หลิงมีวิชาตัวเบาสูงเยี่ยม เพียงแต่แสดงให้คนตาบอดใสชมดูŽ

      หลิงปี่อี้ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า เหล่านายน้อยคุณหนูตระกูลเหมยล้วนเป็นคนดี เพียงแต่ชมชอบโต้เถียงไปบ้างŽ

      จ้าวกวนกล่าวอีกว่า กลับเป็นคนของตระกูลเสิ้งทั้งสองเฉลียวฉลาดยิ่ง ฉุดลากท่านเข้ามาช่วยเหลือตระกูลเสิ้งอย่างแนบเนียนŽ

      หลิงปี่อี้หัวร่อออกมา กล่าวว่า ตระกูลเสิ้งเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ มีชื่อเสียงในแดนเจียงหนัน (ฝั่งใต้ของแม่นำแยงซีเกียง) หลายสิบปี ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าช่วยเหลือได้หรือไม่? คงต้องขอความช่วยเหลือจากท่านอีกเรื่องหนึ่งŽ

      จ้าวกวนร้องออกมา ข้าพเจ้า? ข้าพเจ้าสามารถกระทำอะไรได้?Ž

      หลิงปี่อี้ยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านเป็นหัวหน้าตึกกระเรียนเพลิงสำหนักร้อยบุปผา สามารถกระทำเรื่องราวมากหลายŽ

      จ้าวกวนเห็นหลิงปี่อี้ให้ความสำคัญต่อมัน มันไหนเลยไม่เห็นแก่หน้าพี่ใหญ่หลิงได้ จึงยกมือตบอกกล่าวว่า พี่ใหญ่หลิงต้องการให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร โปรดบอกปากไดอย่างเต็มที่Ž

      หลิงปี่อี้บังเกิดความยินดีกล่าวว่า ตอนนี้ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าจะพึ่งพาท่านอย่างไร พวกเราเข้าเมืองไปชมดูแล้วค่อยว่ากล่าวŽ

      จ้าวกวนถามว่าสำนักชิงซวงไพ่กับตระกูลเสิ้งมีความแค้นอันใด หลิงปี่อี้สั่นศีรษะกล่าวว่า ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบชัด ฟังว่าในการศึกที่หนันชาง เจ้าสำนักชิงซวงไพ่นามฉู่เหวินอี้ถูกจับตัวไป มีคนบอกว่ามันรักตัวกลัวตาย เปิดเผยความลับของค่ายสำนักฝ่ายธัมมะ ดังนั้นถูกปล่อยตัวออกมา คนของตระกูลเสิ้งจึงลงมือฆ่ามัน แต่บุตรชายฉู่เหวินอี้บอกว่าบิดามันไม่ได้เปิดเผยความลับอันใด ประกาศว่าจะล้างแค้นแทนบิดา ตอนนั้นเหล่าผู้นำในยุทธจักรเสนอหน้าเกลี้ยกล่อมทั้งสองฝ่ายเลิกแล้วต่อกัน นั่นเป็นเรื่องเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว คาดว่าบุตรหลานของฉู่เหวินอี้ยังไม่เลิกล้มความคิดล้างแค้น คิดรังควานตระกูลเสิ้งอีกŽ

      ขณะกล่าว ทั้งสองเข้าเมืองหังโจว หลิงปี่อี้กับจ้าวกวนตระเวนไปตามท้องถนน เห็นทุกที่ทางปรากฏชาวยุทธจักรพกดาบสะพายกระบี่ คาดว่ามาร่วมงานลี้ยง หลิงปี่อี้แวะเวียนเข้าเหลาสุราหลายแห่ง พลันกล่าวด้วยความยินดีว่า "นับว่าโชคดีไม่น้อย เห็นผู้ที่มีการคบหาสำนักชิงซวงไผ่แล้วŽ

      จ้าวกวนมองตามสายตามัน เห็นที่มุมเหลานั่งไว้ด้วยชายฉกรรจ์หน้าดำ รูปร่างอ้วนเตี้ยสองคน หลิงปี่อี้กระซิบบอกต่อจ้าวกวนหลายคำ จ้าวกวนผงกศีรษะรับ หลิงปี่อี้เดินเข้าเหลาสุราก่อน ซื้อสุราป้านหนึ่ง เดินถึงหน้าโต๊ะชายฉกรรจ์ทั้งสอง วางป้านสุราลงบนโต๊ะ พลางทรุดกายนั่งลง กล่าวว่า พี่ใหญ่ทั้งสอง ผู้น้องขอเลี้ยงสุราพวกท่านŽ

      ชายฉกรรจ์ทั้งสองเงยหน้าถลึงมองมัน ไม่ทราบว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร หลิงปี่อี้รินสุราให้กับเองถ้วยหนึ่ง ยกถ้วยสุรากล่าวคำ เชิญŽ ชายฉกรรจ์ทางว้ายกล่าวเสียงเย็นชาว่า พวกเราไม่รู้จักพี่ท่าน ไม่กล้ารับคำเชิญŽ

      หลิงปี่อี้กวักมือเรียกจ้าวกวนเข้ามาด้วย ค่อยกล่าวว่า สองนักสู้หลิงหนันมีนามกระเดื่องเลื่องลือ ในยุทธจักรผู้ใดไม่รู้จัก?Ž

      ชายฉกรรจ์ทั้งสองสบตากันวูบ ในใจนึกกระหยิ่มอยู่บ้าง มันสองพี่น้องอยู่ที่หลิงหนัน (เทือกเขาทิศใต้) คิดไม่ถึงคนผู้นี้จดจำตนเองออก

      หลิงปี่อี้ดื่มสุราถ้วยหนึ่งกล่าวอีกว่า อันว่าเพื่อคุณธรรมน้ำมิตร ยินดีถูกสองดาบปักชายโครง แต่หากผลักไสสหายเข้าสู่จุดอับ ก็ไม่นับเป็นสหายที่ดีแล้ว พวกท่านเห็นด้วยหรือไม่?Ž

      พี่ใหญ่ในสองนักสู้หลิงหนันนามอู๋เทา กล่าวว่า ท่านกล่าววาจาใด เราฟังไม่เข้าใจ ขอให้บอกตรงๆŽ

      หลิงปี่อี้ลดสุ้มเสียงเบาลง กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นตระกูลใหญ่ในยุทธจักร เมื่อจัดงานใหญ่เช่นนี้ ย่อมมีการตระเตรียมล่วงหน้า ผู้อื่นให้เกียรติท่าน จึงส่งเทียบเชิญไป หากมีเจตนาก่อเรื่อง รังแต่แส่หาความอัปยศใส่ตัวแล้วŽ

      หลิงปี่อี้ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า สหายของท่านฝังใจต่อคดีเมื่อหลายปีก่อน ยืนกรานทวงถามความแค้นจากผู้อื่น ก่อนที่ความจริงจะกระจ่าง พวกท่านคิดลงมือช่วยเหลือ กลับผลักไสสหายเข้าสู่จุดอับŽ

      น้องชายของอู่เทานามอู๋ปอหน้าแปรเปลี่ยนสุดระงับ พลันยื่นมือปราดออก ตะปบคว้าใส่ข้อมือหลิงปี่อี้ มันลงมือโดยไม่บอกกล่าว คาดว่าหลิงปี่อี้ยากหลบหลีกรอดพ้น แต่ว่าหลิงปี่อี้มีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่งกว่า เคลื่อนไหวที่หลังบรรลุถึงก่อน พลิกข้อมือเป็นฝ่ายคว้าจับข้อมือของมัน

      อู๋ปอคล้ายถูกปลอกเหล็กรัดข้อมือ ตลอดทั้งร่างชาด้าน ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว อู่เทาเห็นผู้น้องตกอยู่ในเงื้อมมือฝ่ายตรงข้าม จึงลงมือคว้าจับข้อมือจ้าวกวน

      จ้าวกวนคล้ายคิดไม่ถึงว่าอู่เทาจะลงมือต่อตนเอง ยังคงวางมืออยู่บนโต๊ะ ปล่อยให้มันคว้าจับอย่างถนัดถนี่

หนังสือแนะนำ

Special Deal