ตอนที่ 2 เจ้าสำนักร้อยบุปผา

      บทที่ 18 หลบหนีลงจากเขา

      หลิงซวงเฟยอยู่ที่วังมังกรสามเดือน ทุกวันติดตามอยู่ข้างกายหวินหลงอิง ช่วยมันสะสางกิจการภายในพรรค หวินหลงอิงกล่าวชมมันไม่ขาดปาก หวินฮูหยินก็นิยมชมชื่น บอกว่าแพทย์ผู้กล้าสองสามีภรรยามีบุญวาสนา มีบุตรชายล้ำเลิศ จ้าวกวนกลับครุ่นคิด พวกท่านไม่สามารถกำเนิดบุตรชาย ได้แต่เสาะหาเด็กน้อยที่ใช้การไม่ได้เช่นเรามา ช่างไม่มีวาสนาจริงๆž

      ผ่านไปสามเดือน หลิงซวงเฟยกล่าวคำอำลาหวินหลงอิง จ้าวกวนครุ่นคิด เราอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ หวินฮูหยินปรารถนาให้เราสาบสูญต่อหน้า หวินปางจู่ทั้งไม่ถ่ายทอดวิทยายุทธ์แก่เรา และไม่หาตัวศัตรูสังหารมารดา เรายังอยู่ไปทำอะไร ท่านอาเฉิงเคยบอกว่า หากเราคิดล้างแค้น ต้องไปที่ตึกพยัคฆ์คำรน เรามิสู้ติดตามพี่รองหลิงไปž

      พอตกลงใจ จึงลอบรวบรวมห่อผ้าใบหนึ่ง รอจนหลิงซวงเฟยลงจากเขา ก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ขอบคุณที่หวินปางจู่สองสามีภรรยาให้การดูแล หกมีวาสนาคงได้พบกัน จากนั้นลงจากเขา

      จ้าวกวนเติบโตขึ้นจากตรอกนางโลมบ่อนพนัน นอกจากเมื่อเยาว์วัยเคยติดตามเรือขนส่งเสบียงของพรรคชิงปางไปถึงนครหลวงแล้ว ไม่เคยเดินทางไกลเพียงลำพังมาก่อน พอลงจากเขาอู่ผานซาน ก็สอบถามร่องรอยของหลิงซวงเฟยไปตลอดทาง ติดตามเป็นเวลาสองวัน วันนี้มาถึงเมืองน้อยแห่งหนึ่ง เที่ยวสอบถามว่าพบเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หว่างเอวสะพายกระบี่ผู้หนึ่งมิได้ สุดท้ายสอบถามถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเจ้าของโรงเตี๊ยมชี้มือไปที่ด้านหลังมันกล่าวว่า นั่นมิใช่หรอกหรือ?Ž

      จ้าวกวนหันขวับไปด้วยความตระหนก เห็นหลิงซวงเฟยยืนอยู่ด้านหลัง จับจ้องมองตนเองเขม็งนิ่ง

      จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่ง รีบเค้นรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า พี่รองหลิง ข้าพเจ้าหาท่านพบแล้วŽ

      หลิงซวงเฟยผงกศีรษะถามว่า น้องแซ่หวิน ท่านสะกดรอยตามข้าพเจ้าทำอะไร?Ž มันฟังว่าเจ้ากวนเป็นบุตรชายของหวินหลงอิงจึงเรียกหาเป็นน้องแซ่หวิน

      จ้าวกวนคิดไม่ถึงว่าจะถูกมันพบเห็น จึงกล่าวโป้ปดว่า ย่อมนับถือเลื่อมใสในตัวพี่รองหลิง ไม่อาจตัดใจแยกจากท่าน อดติดตามลงจากเขามิได้ ขอให้นางชี้แนะให้มากไว้Ž

      หลิงซวงเฟยถามว่า เป็นบิดาท่านใช้มาหรือ?Ž

      จ้าวกวนปฏิเสธคำหนึ่ง ทอดถอนใจกล่าวว่า บอกต่อพี่รองหลิงตามความสัตย์ ข้าพเจ้าอยู่ในวังมังกร เกิดความอัดอั้นตันใจ คิดลงจากเขาไปท่องเที่ยว แต่ปางจู่ไม่อนุญาต ข้าพเจ้าคิดฉวยโอกาสนี้ติดตามท่านไป และถือโอกาสกราบคารวะบิดามารดาท่านŽ

      หลิงซวงเฟยพอฟังจบ จึงสั่นศีรษะกล่าวว่า น้องแซ่หวิน ท่านไฉนซุกซนถึงเพียงนี้? ท่านสมควรกราบเรียนบิดามารดา แล้วค่อยลงจากเขา พวกท่านหาท่านไม่พบ คงวิตกกังวลยิ่ง เราจะส่งท่านกลับไปŽ

      จ้าวกวนร้อนรุ่มใจยิ่ง กลอกตาตลบหนึ่ง แล้วกล่าว ท่านเมื่อกล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะติดตามท่านกลับไป ขอท่านช่วยพูดจาต่อหวินปางจู่สองสามีภรรยาว่าอย่าได้ลงโทษข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกล้ากลับไปŽ

      หลิงซวงเฟยรับคำเป็นหมั่นเหมาะ นำจ้าวกวนเดินทางกลับภูเขาอู่ผานซาน ตลอดรายทางทั้งสองพักอาศัยด้วยกัน จ้าวกวนสอบถามถึงวีรกรรมของบิดามารดามัน สนิทสนมกลมเกลียวยิ่ง

      พอถึงค่ำวันที่สาม ทั้งสองกลับมาถึงเชิงเขาอู่ผานซาน พักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นหลิงซวงเฟยตื่นขึ้นมา พบว่าจ้าวกวนที่นอนเตียงติดกัน ไม่ทราบไปที่ใดแล้ว สร้างความแตกตื่นแก่มันจนกระโดดลงจากเตียง ค้นหาทั่วโรงเตี๊ยม หามีร่องรอยของจ้าวกวนไม่ สร้างความสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น 'เรายามหลับยังรักษาความตื่นตัว ต่อให้มันพลิกตัว เราจะตื่นขึ้นมา เหตุใดมันออกจากห้องไป โดยที่เราไม่รู้สึกตัว' ยามขบคิดไม่เข้าใจ ได้แต่ขึ้นเขาอู่ผานซานไปรายงานเรื่องนี้ต่อหวินหลงอิงสองสามีภรรยา

 

      ที่แท้เจ้ากวนอาศัยผงหลับฝันหวานมอมหลิงซวงเฟยหลับใหล ผงพิษชนิดนี้เป็นชิงจู้ถ่ายทอดให้ มันพอใช้ออก แม้แต่หลิงซวงเฟยมีฝีมือสูงเยี่ยมยังพลาดท่าเสียที

      จ้าวกวนพอออกจากโรงเตี๊ยม ก็ล้วงเสื้อผ้าของชายชรา และหนวดเคราปลอมที่จัดเตรียมมา ปลอมตัวเป็นชายชราผู้หนึ่ง วันรุ่งขึ้นว่าจ้างรถเทียมล่อคันหนึ่งมุ่งสู่ตะวันออก วิชาปลอมแปลงโฉมของชิงจู๋สูงล้ำยิ่ง จ้าวกวนร่ำเรียนจากนางหลายประการ กลับตบตาคนที่หวินหลงอิงส่งตามหาเป็นผลสำเร็จ บวกกับมันถือกำเนิดจากสำนักร้อยบุปผา ถนัดในการเคลื่อนไหวเป็นการลับ จึงไม่ที่ร่องรอยใดไว้

      จ้าวกวนทราบว่าอีกไม่นานหลิงซวงเฟยจะใช้เส้นทางเส้นนี้ ตนเองขอเพียงมุ่งตะวันออก จะบรรลุถึงตึกพยัคฆ์คำรน มารดามันทิ้งเงินไว้ไม่น้อย จ้าวกวนเดินทางคนเดียว ใช้จ่ายอยางมัธยัสถ์ มีค่าเดินทางเหลือเฟือเกินพอ

      วันนี้มาถึงเขตมณฑลซานตุง จ้าวกวนไม่รู้จักหนทางไปยังภูเขาพยัคฆ์ พอสอบถามผู้คน ก็ไม่ได้ความกระจ่างใด ภูเขาพยัคฆ์ความจริงเป็นภูเขาเล็กๆ ข้างหมู่บ้านผิงเซียง ไม่มีชื่อเสียงเท่าใด ผู้คนทั่วไปไม่อาจทราบว่าหมู่บ้านผิงเซียงเป็นศูนย์รวมสมุนไพร คงมีแต่ชาวยุทธจักรจึงรู้จักชื่อภูเขาพยัคฆ์กับตึกพยัคฆ์คำรน

      จ้าวกวนได้แต่มุ่งตะวันออกต่อไป วันนี้มาถึงภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง พอถามไถ่ผู้คนค่อยทราบว่าเป็นภูเขาไม่ซาน ( ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าไท่ซัว ประเทศจีนมีภูเขาใหญ่ห้าลูก ตั้งอยู่ทางตะวันออก ตก เหนือ ใต้และตรงกลาง ภูเขาไท่ซานตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าตงเยี่ยคือภูเขาตะวันออก ) ต้องครุ่นคิด เราเคยอ่านหนังสือ มีตำกล่าวว่า ขึ้นภูเขาไม่ซาน เห็นโลกหล้าเล็กกระจ้อยร่อยž ในเมื่อมาแล้ว ลองขึ้นไปเปิดหูเปิดตาดูž

      ดังนั้นเดินทางขึ้นเขา ปีนป่ายจนฟ้ามืดค่ำ สองเท้าเมื่อยล้าระบม ยังไม่ถึงไหล่เขา จึงค้างแรมที่โรงเตี๊ยมเล็ก ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นค่อยขึ้นเขา

      จ้าวกวนสอบถามคนตัดฟืนว่า บนเขามีคนมีฝีมือพำนักอยู่หรือไม่ ได้รับคำตอบ่าภูเขาไท่ซานมีเซียนวิเศษ ย่อมมียอดฝีมือที่รู้จักวิทยายุทธ์ ยังมีคนตัดฟืนผู้หนึ่งบอกว่าบนยอดเขาด้านตะวันออกมีคนฝึกซ้อมเพลงกระบี่ ลองไปเสาะหาดู

      จ้าวกวนจึงมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ประมาณยามเที่ยงมาถึงแท่นที่ราบแห่งหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้น เห็นทางทิศตะวันออกยังมียอดเขาอีกหลายลูก ต้องครุ่นคิด เราปีนป่ายเนิ่นนานถึงเพียงนี้ บนภูเขายังมียอดเขาสูงกว่านี้อีก ยอดเขามีอยู่หลายลูก ควรเสาะหาจากลูกใด?ž

      มันเดินไปตามทางภูเขาสายหนึ่ง เส้นทางยิ่งมายิ่งคดเคี้ยว มันปีนป่ายต่อไปไม่ไหว จึงนอนพักผ่อนบนเนินเขา ลมภูเขาหอบหนึ่งโชนพัดผ่าน หอบเอาใบสนร่วงพรูลงมา ตกลงบนใบหน้ามัน

      จ้าวกวนยกมือปัดใบสน ปรากฏลมภูเขาอีกหอบหนึ่งพัดมา กลับหอบเอาเสียงอาวุธปะทะกันดังมากระทบโสตทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ครุ่นคิดขึ้น ละแวกนี้มีคนฝึกกระบี่จริงๆž

      19 กระบี่คลุมไท่ซาน

      จ้าวกวนสืบเสาะไปตามทิศทางลม ปีนป่ายขึ้นสันภูเขาแห่งหนึ่ง เห็นที่หลังสันเขามีแท่นยกพื้นสูงขึ้น ปรากฏชายหนุ่มยี่สิบกวาคนจับคู่ประลองกระบี่

      มันซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้แอบดู เห็นท่ากระบี่ของคนเหล่านี้บัดเดี๋ยวคร่ำครึ บัดเดี๋ยวคล่องแคล่ว บัดเดี๋ยวเชื่องช้า บัดเดี๋ยวรวดเร็วพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด ต่างกับเพลงดาบลมครอบคลุมที่มันฝึกปรือ ซึ่งเน้นความเร็วถ่ายเดียว ถึงกับชมดูจนเคลิบเคลิ้ม

      ทั้งหมดฝึกซ้อมอยู่ครู่หนึ่ง บุรุษอายุสามสิบกว่าผู้หนึ่งร้องบอกให้หยุดก่อน คนผู้นี้ร่างผอมเล็ก ใบหน้าแคบเรียว ขนคิ้วดวงตากระจุกรวมตัวกัน สุ้มเสียงกลับกล้าแข็งมีพลังบุรุษนั้นกล่าวว่า ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหายเมื่อวานซือเจีย (ศิษย์พี่ที่เป็นสตรี) ใหญ่ชมดู สักครู่นางจะทดสอบทีละคน ชี้แนะด้วยตนเอง ทั้งหมดอย่าได้พลาดโอกาสเรียนรู้Ž

      ทั้งหมดพอฟังหันไปซุบซิบกัน ทั้งตื่นเต้นทั้งลิงโลด คล้ายกับทั้งเคารพทั้งยำเกรงต่อศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นหญิงนางนี้

      รอคอยไม่นาน ปรากฏสตรีนางหนึ่งเดินช้าๆ มาถึง ที่ก้านหลังตามติดด้วยหญิงสาวชุดเขียว อายุสามสิบสี่ปีนางหนึ่ง ที่กลางหลังของหญิงสาวสะพายกระบี่เล่มหนึ่ง เหล่ามือกระบี่พากันคารวะต่อศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีนั้น

      จ้าวกวนมองลอดกิ่งใบออกไป เห็นศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีมีอายุสี่สิบเศษ ผิวพรรณขาวผ่องยองใยจนแทบโปร่งใส ตาดำขลับสุกใสดุน้ำค้างกลางหาว สองคิ้วชี้เฉียงจรดจอน แม้ยามปรกติยังน่าเกรงขาม มันถึงกับเหม่อมองจนตะลึงลาน ครุ่นคิดขึ้น ในโลกไฉนมีหญิงงามถึงเพียงนี้?ž

      มันเติบโตขึ้นมาท่ามกลางดงบุปผา พบเห็นหญิงสาวมากหน้าหลายตา มารดามันจีฮัวเฮ่อเคยเป็นคณิกาอันดับหนึ่งเมืองซูโจว ทั้งปกครองสาวงามไม่น้อย แต่สตรีนางนี้เปรียบกับสตรีที่มันผ่านพบมา แม้รวมกันยังงามยิ่งกว่า หญิงสาวเยาว์วัยที่ข้างกายนางก็มีใบหน้ารูปแตง คิ้วเรียวโค้งตากลมโต มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม มาตรว่างดงามน่ารัก แต่ยังด้อยกว่าสตรีนางนั้น

      ได้ยินศิษย์ผู้พี่ที่เป็นสตรีนั้นกล่าวว่า ศิษย์น้องทั้งหลาย หลายวันนี้ท่านพ่อไม่ใคร่สบาย มอบหมายให้เรามาซอมกระบี่กับศิษย์น้องทั้งหลาย เฮาตี้ (น้องเฮา) ท่านขานชื่อทั้งหมดเข้ามาซ้อมกระบวนท่ากับเราŽ

      บุรุษนั้นสั่งมือกระบี่ทั้งหลายนั่งล้อมเป็นวง เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่งเข้าสำนักคนสุดท้าย จึงออกมากก่อน ประกาสนามว่าหวิงเฉียน แขนเสื้อกลับสั่นระริกตลอดเวลา

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นคนดูแลดูออกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ตื่นเต้นตึงเครียด จึงยิ้มเล็กน้อย กล่าวกับหญิงสาวเยาว์วัยที่ข้าวกายว่า เป่าอัน เจ้าซ้อมมือกับศิษย์พี่ก่อนŽ

      หญิงสาวเยาว์วัยนั้นรับคำเดินออกไปคารวะต่อหวังเฉียน หวังเฉียนเห็นนางอายุน้อยกว่าตนเอง จึงคลายความหาดหวั่น ยิ้มพลางคารวะตอบ

      หญิงสาวเยาว์วัยนามเป่าอันยกมือชักกระบี่จากกลางหลัง ตั้งท่ากระบี่ท่าหนึ่ง กล่าวว่า ศิษย์พี่เชิญŽ พอลงมือก็สะบัดขวับ ขวับ ขวับ ใช้ติดต่อกันสามกระบี่ หวังเฉียนไม่อาจรับไว้ ถอยร่นเป็นพัลวัน

      เป่าอันชะลอความเร็วลง เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ตอบโต้ ทั้งสองสะบัดกระบี่เข้าหา ปะทะกันดังเคร้งคร้าง หวังเฉียนมือไม้ปั่นป่วน เป่าอันกลับเคลื่อนไหวเป็นปรกติ จ้าวกวนต้องครุ่นคิด 'คนทั้งสองนี้อายุอ่อนกว่าเรา กลับมีเพลงกระบี่ไม่ต่ำทราม โดยเฉพาะแม่นางน้อยนี้ใช้กระบี่อย่างรวดเร็วแม่นยำ เราไม่มีทางสู้นางได้'

      หนุ่มสาวทั้งสองประมือกันห้าสิบกว่ากระบวนท่า ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีค่อยบอให้หยุดมือ ทั้งสองรั้งกระบี่กลับ คารวะให้แก่กันและหันมาคารวะนาง ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีเดินมาถึงกลางวง รับกระบี่จากมือเป่าอันกล่าวกับหวังเฉียนว่า ศิษย์น้องหวัง ท่าตั้งรับของท่านคือท่าศิลาผงกหัว ลมฝนไหวโอนเอน ฝนฟ้าตามฤดูกาลใช้ได้ไม่เลว แต่พอเร่งความเร็วขึ้นกลับใช้การไม่ได้ สมควรฝึกเจ็ดสิบสองท่ากระบี่ลมศิลาจนช่ำชอง ค่อยเข้าใจถึงสำนึกกระบี่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ยกตัวอย่างท่าผาสิลาสะท้านฟ้า ลมคลุ้มฝนคลั่ง พายุม้วนเมฆาที่เป็นท่ารุกขาดความดุดันรุนแรง คอยดูเราใช้ออกให้ดีŽ กล่าวพลางใช้กระบี่รุกติดต่อกันสามท่าทุกท่วงท่าทั้งแม่นยำ รุนแรง ดุดัน หนักแน่น คมกระบี่แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงดัง

      ทั้งหมดชมดูจนร้องชมเชยออกมา จ้าวกวนก็ลอบตื่นตระหนก ครุ่นคิดขึ้น 'กระบวนท่าเหล่านี้ความจริงร้ายกาจ เมื่อนางใช้ออกมายิ่งดุดัน สมเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของทั้งหมดจริงๆ'

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีให้หวังเฉียนใช้ออกห้าเที่ยว ค่อยชมว่าใช้ได้ถูกต้อง จากนั้นเปลี่ยนเป็นศิษย์อีกผู้หนึ่งเข้ามา ยังคงให้เป่าอันประกระบี่ด้วย หลังจากนั้นชี้แนะข้อบกพร่อง ต่อมาค่อยเป็นศิษย์ที่เข้าสำนักก่อน นางเปลี่ยนเป็นประกระบวนท่ากับทั้งแปดด้วยตัวเอง จ้าวกวนเห็นนางใช้กระบี่ด้วยความพลิกแพลงปราดเปรียว ไม่ถูกจำกัดด้วยกระบวนท่า ยังสูงส่งกว่าศิษย์อื่นมากนัก ถึงกับชมดูจนลานตา ในใจนับถือเลื่อมใสนัก

      สุดท้ายศิษย์พี่ที่เป็นสตรีล่าถอยจากวง ก้มศีรษะกล่าวเบาๆ กับเป่าอันหลายคำ ค่อยผงกศีรษะต่อศิษย์น้องทั้งหลาย หันกายลงจากแท่นยกพื้น เหล่ามือกระบี่พากันน้อมกายส่ง

      จ้าวกวนเห็นทั้งหมดคล้ายกับจะแยกย้ายจากไป จึงครุ่นคิด เราสมควรหาโอกาสถามว่าพวกมันสังกัดสำนักกระบี่ใด? รู้จักภูพยัคฆ์หรือไม่?ž ดังนั้นเดินเลียบไปทางเชิงเขา

      เพิ่งเดินไปไม่กี่สิบก้าว ที่ด้านหลังพลันบังเกิดสุ้มเสียงสดใสเสียงหนึ่งร้องว่า เสี่ยวเกอเกอ (พี่ชายเยาว์วัย) ที่เบื้องหน้าโปรดชะงักเท้าŽ

      จ้าวกวนเหลียวหน้าไป เห็นหญิงสาวชุดเขียวนางหนึ่งเร่งฝีเท้าตามมา กลับเป็นหญิงสาวนามเป่าอันนั้น จึงหยุดเท้าลงถามว่า แม่นางมีเรื่องใด?Ž

      เป่าอันยิ้มให้แก่มัน กล่าวว่า เมื่อครู่พวกเราฝึกซ้อมกระบี่ ซือฟู (ท่านอาจารย์) เห็นท่านชมดูอยู่ด้านข้าง คิดเชิญท่านไปพบหน้าสักคราŽ

      จ้าวกวนไหนเลยทราบว่าการแอบดูผู้อื่นฝีกฝีมือ เป็นข้อห้ามในยุทธจักร หากถูกจับได้ต้องถูกฆ่าทิ้ง เห็นหญิงสาวเยาว์วัยนี้มีอัธยาศัยอันดี จึงตอบตกลง ติดตามเป่าอันไป

      เป่าอันถามไถ่ชื่อแซ่มัน จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าแซ่จ้าว มีชื่อตัวเดียวว่ากวน ขอถามเจี่ยแจ (พี่สาว) แซ่ใด?Ž

      เป่าอันบอกว่าแซ่เจิ้ง จ้าวกวนกล่าวว่า ท่าอายุยังเยาว์ ยังมีเพลงกระบี่สูงส่งกว่าอาจารย์อาทั้งหลาย คาดว่าท่านเฉลียวฉลาด บวกกับอาจารย์ท่านสั่งสอนเป็นอย่างดีŽ

      เจิ้งเป่าอันหัวร่อเสียงสดใสกล่าวว่า ซือฟูมีเพลงกระบี่เลิศล้ำ ย่อมสั่งสอนเป็นอย่างดี แต่ข้าพเจ้าโง่เขลา มิกล้ารับคำเฉลียวฉลาดŽ

      จ้าวกวนพบพานหญิงสาวมากหลาย ตั้งเซียงกับเยี่ยเซียงไหวพริบปราดเปรียว โจวหานเอ้อที่พบพานเมื่อวัยเด็กชมชอบร้องไห้ เฉินเจินเอ่อเป็นที่น่าเวทนา หวินเฟยฝ่านสูงส่งถือตัวหญิงสาวนางนี้กลับเป็นมิตร ทั้งอ่อนโยนนุ่มนวล แม้ไม่จัดว่างามที่สด แต่ชวนให้ผู้คนเกิดความสนิทสนม

      ไม่นานให้หลังทั้งสองมาถึงตึกหลังหนึ่ง เจิ้งเป่าอันนำจ้าวกวนมาถึงห้องข้างด้านทิศตะวันตก เคาะประตูรายงานว่าเสี่ยวเกกอ (พี่ชายเยาว์วัย) มาแล้ว ภายในห้องมีสุ้มเสียงหนึ่งบอกให้เข้ามา เจิ้งเป่าอันผลักประตูห้อง ให้จ้าวกวนเข้าไป ตัวเองก็ติดตามเข้าห้อง

      จ้าวกวนเห็นศิษย์ผู้พี่ที่เป็นสตรีนั้นนั่งอยู่ข้างโต๊ะ จึงเข้าไปคารวะนางกล่าวว่า ผู้น้อยคำนับผู้อาวุโสŽ

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีนั้นเหลียวหน้ามา จ้าวกวนได้ยลโฉมนางระยะใกล้ ถึงกับกลั้นลมหายใจไว้ ครุ่นคิดในใจ นางมีรูปโฉมงดงามจริงๆž

      ได้ยินศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีนั้นกล่าวว่า สหายน้อย เมื่อครู่ตอที่เราสอนเพลงกระบี่ เจ้าแอบดูอยู่ด้านข้าง ทราบหรือไม่ว่าละเมิดข้อห้ามของยุทธจักร?Ž

      คำพูดนี้คล้ายอสนีบาตยามแล้ง สะกดจนจ้าวกวนยืนตัวแข็งทื่อ จากนั้นแอบดูนาง พบว่าอีกฝ่ายไม่คล้ายมีโทสะ จึงรีบกล่าวว่า ผู้น้อยอายุเยาว์ไม่รู้ความ ไม่ทราบกฎข้อห้าม เพียงเห็นว่าทั้งหมดใช้กระบี่น่าดูยิ่ง จึงชมดูอยู่ด้านข้าง หามีความคิดขโมยร่ำเรียนไม่Ž

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีนั้นผงกศีรษะกล่าวว่า เราเห็นเจ้าอายยุยังเยาว์ ทั้งไม่มีเจตนา ครั้งนี้ไม่สืบสาวเอาความ เด็กน้อย เจ้าอยู่ละแวกนี้หรือ?Ž

      จ้าวกวนตอบว่า มิใช่ ข้าพเจ้าคิดเสาะหาภูพยัคฆ์? ขอถามผู้อาวุโสเคยได้ยินชื่อภูพยัคฆ์หรือไม่?Ž

      คำพูดพอกล่าว ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีตาทอประกายวูบดุจสายฟ้า จ้าวกวนถึงกับใจเต้นระทุกตูมตาม ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีมองดูมันชั่วขณะจึงถามว่า เด็กน้อย เจ้าคิดเสาะหาภูพยัคฆ์ทำอะไร?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าคิดกราบพบแพทย์ผู้กล้าสองสามีภรรยาŽ

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีถามชื่อแซ่ของจ้าวนั้น จากนั้นกล่าวว่า น้องแซ่จ้าว นั่งลงค่อยๆ บอกกล่าวŽ

      จ้าวกวนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายนาง รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ที่แล้วมามันขวัญกล้าบังอาจ สตรีนางนี้แม้ปฏิบัติต่อมันอย่างอ่อนโยน แต่ก็แฝงอำนาจบารมีชนิดหนึ่ง ทำให้มันไม่กล้าล่วงละเมิด

      ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นสตรีกล่าวว่า น้องแซ่จ้าว นี่เป็นสำนักกระบี่ตระกูลฉินภูเขาไม่ซาน ภูพยัคฆ์อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านผิงเซียง ห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ เจ้าสำนักกระบี่ฉินคือบิดาเรา เราเรียกว่าฉินเอี้ยนหลง แพทย์ผู้กล้าแห่งภูพยัคฆ์เป็นสามีเรา เจาเสาะหาพวกเราด้วยเรื่องใด?Ž

      จ้าวกวนกระโดดปราดขึ้นมา คราครั้งนี้ตนเองขึ้นเขาไท่ซาน กลับสะเปะสะปะพบพานหลิงฮูหยิน (ภรรยาคนแซ่หลิง) ในโลกกลับมีเรื่องประจวบเหมาะเพียงนี้? ซึ่งความจริง ผู้คนทั้งแผ่นดินทราบว่าหลิงฮูหยินเป็นบุตรีของเจ้าสำนักกระบี่ฉิน มีแต่จ้าวกวนไม่ทราบ

      ฉินเอี้ยนหลงเห็นสีหน้ามันทอแววเหลือเชื่อ จึงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า น้องแซ่จ้าว เราทราบว่าเข้าไม่ยอมเชื่อ เราสามรถชี้แนะเส้นทางไปยังภูพยัคฆ์ ให้เจ้าขึ้นเขาตึกพยัคฆ์คำรน แล้วค่อยไปรอพบเจ้าที่นั้น แต่ว่าเช่นนั้นออกจะวุ่นวายไปแล้วŽ

      จ้าวกวนขบคิดแล้วปลุกปลอบความกล้ากล่าวว่า ผู้อาวุโส ู้เยาว์ได้ยินชื่อของท่านแต่แรก เพียงแต่ข้าพเจ้ารอบรู้จัก แม้พบหน้ากลับไม่รู้จัก ข้าพเจ้ารู้จักผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เขาบอกว่าคุ้นเคยกับท่าน ข้าพเจ้าขอร่ายรำเพลงดาบที่เขาถ่ายทอดให้ ขอให้ผู้อาวุโสประทานบอกช่อกระบวนท่าต่อข้าพเจ้าได้หรือไม่?Ž

      ฉินเอี้ยนหลงผงกศีรษะรับ จ้าวกวนจึงล้วงดาบเล่มหนึ่งจากนห่อผ้า น้อมกายคารวะต่อนาง คอยชักดาบจากฝัก ฟันไปทางดาบหนึ่งจากนั้นตวัดดาบขึ้นบน ฟันเฉียงๆ ไปทางขวาจากดาบจรดพื้น

      ฉินเอี้ยนหลงชมดูจนตากระจ่างวูบ ปรบมือกล่าวว่า ท่าเสียงตะวันอกจู่โจมตะวันตก กับท่าบัดเดี๋ยวซ้ายแท้จริงขวา เจ้าเป็นศิษย์ของคนเสเพลพี่ใหญ่ฉิงŽ

      ที่แท้คนเสเพลเคยบอกต่อจ้าวกวนว่า ดาบไวลมครอบคลุมนี้เป็นวิชาฝีมือประจำตัวมัน เคยถกถึงแก่นแท้ของกระบวนท่าทั้งสองนี้กับฉินเอี้ยนหลง จ้าวกวนจึงใช้สองกระบวนท่านี้ออกมา ปรากฏว่าฉินเอี้ยนหลงบอกชื่อกระบวนท่าได้อย่างถูกต้อง ยามนั้นปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป รีบหมอกกราบต่อฉินเอี้ยนหลง กล่าวว่า หลิงฮูหยิน ผู้เยาว์ได้พบผู้อาวุโส ช่างเป็นบุญวาสนาจริงๆŽ

      ฉินเอี้ยนหลงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า ที่แท้เป็นศิษย์ของสหายเก่า พี่ใหญ่เฉิงสบายดีหรือ?Ž

      จ้าวกวนนึกถึงคนเสเพลเฉิงต้า ในใจทั้งคิดถึง ทั้งสำนึกขอบคุณ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้พบท่านอาเฉิง ได้รับการถ่ายทอดเพลงดาบ เป็นเรื่องเมื่อเกือบสองปีก่อน หลังแยกจากกัน ไม่ทราบว่าท่านอาเฉิงไปที่ใด?Ž

      ฉินเอี้ยนหลงเห็นเด็กหนุ่มนี้หน้าตาหมดจด แต่ไม่อาจลบคราบของชาวบ้านร้านตลาด ไม่ทราบมีความเป็นมาอย่างไร ทั้งไม่ทราบว่าคนเสเพลไฉนรับมันเป็นศิษย์ เหตุใดมันไม่เรียกซือฟู่ แต่เรียกเป็นท่านอาเฉิง จึงกล่าว หลานแซ่จ้าว เป็นท่านอาเฉิงเจ้าให้มาหาพวกเราหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า เป็นท่านผู้เฒ่าชี้แนะให้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งสอง ขอให้พวกท่านช่วยล้างแค้นให้กับมารดาของข้าพเจ้าŽ จากนั้นบอกเล่าว่าตนเองเป็นบุตรของจีฮั่วเฮ่อ ตลอดจนเหตุร้ายในเรือนท่วงทำนองรักให้ทาบ เจิ้งเป่าอันที่ด้านหลังรับฟังจนยกมือปิดปาก ดวงตาทอแววเวทนาสงสาร

      จ้าวกวนเล่าถึงตอนท่าน อดร่ำไห้มิได้ หวนนึกถึงคราก่อนมารดาให้ใช้ตนเองส่งจดหมายถึงเจิ้นหวินสองสามีภรรยา จึงรื้อจดหมายฉบับนั้นจากในห่อผ่า กล่าวว่า หลิงฮูหยิน นี่เป็นจดหมายที่ท่านแม่ก่อนประสบภัยเขียนถึงท่านทั้งสอง แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถส่งถึงมือพวกท่านŽ

      ฉินเอี้ยนหลงรับจดหมายมาเปิดดู เห็นบนกระดาษเขียนข้อความว่า เรียนหลิจางจู่ (ประมุขตึกแซ่หลิง) และฮูหยิน ศัตรูกรายเมืองซูโจว ความเป็นมาไม่ทราบชัด ฝีมือโหดเหี้ยมอำมหิต สงสัยว่าเป็นกากเดนที่เหลือมาล้างแค้น ขอได้โปรดระมัดระวัง...จาก ฮั่วเฮ่อŽ

      ฉินเอี้ยนหลงตะลึงลานชั่วขณะจึงกล่าว เจ้าบอกว่ามารดาเจ้าก่อนตายเขียนตัวหนังสือบนพื้น ที่แท้ตัวหนังสือใด?Ž

      จ้าวกวนบอกว่าดูไม่ออกว่าเป็นตัวหนังสือใด พลางล้วงเศษผ้าจากในห่อผ้า ส่งมอบต่อฉินเอี้ยนหลง ตอนนั้นมันเขียนตัวหนังสือลงบนปกเสื้อ ตัดเก็บรักษาไว้ ยามนี้ค่อยมอบให้อีกฝ่ายผ่านตา

      ฉินเอี้ยนหลงรับเศษผ้ามาชมดู สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป เนิ่นนานยังไม่กล่าววาจา สุดท้ายกล่าวว่า หลานแซ่จ้าว เจ้าตามเรากลับภูพยัคฆ์ รอให้เราหารือเรื่องนี้กับสามีเราแล้วค่อยตัดสินใจŽ

      จ้าวกวนรีบคุกเข่ากราบขอบคุณนาง ฉินเอี้ยนหลงประคองมันขึ้นมา กล่าวว่า กาลก่อนมารดาเจ้าเคยช่วยเหลือสามีเรา พวกเรามีความสัมพันธ์กับสำนักร้อยบุปผาอย่างลึกล้ำ ถือเป็นคนกันเอง ต่อให้ไม่มีความสัมพันธ์ มารดาเจ้าประสบเหตุเภทภัย พวกเราก็ไม่อาจนิ่งดูดายŽ

      จ้าวกวนสำนึกขอบคุณยิ่ง ฉินเอี้ยนหลงหันไปกล่าวกับเจิ้งเป่าอันว่า พรุ่งนี้เข้าพวกเราจะเดินทางกลับภูพยัคฆ์ เราจะแวะไปดูซือจู่ (อาจารย์ปู่) เจ้า เจ้านำจ้าวเกอเกอไปพักผ่อนก่อนŽ

      เจ้งเป่าอันรับคำ ฉินเอี้ยนหลงกล่าวอีกว่า รอสักครู่เจ้าไปร่ำลาซือจู่ด้วย ท่านผู้เม่าคิดถึงบิดาเจ้า เราบอกว่าบิดาเจ้าออกจากสำนักเดินทางไกลไปทำงาน ไม่อาจมากาบกรานท่านผู้เฒ่าŽ

      เจิ้งเป่าอันก้มศีรษะรับคำ นำมายังห้องข้างหลังหนึ่ง จ้าวกวนค้างที่บ้านตระกูลฉินคืนหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นก็ติดตามฉินเอี้ยนหลงกับเจิ่งเป่าอันลงจากเขาไท่ซาน

      เพิ่งลงมาถึงเชิงเขา เห็นชายฉกรรจ์ชุดเขียวห้าคนอยู่ที่เชิงเขา คารวะต่อฉินเอี้ยนหลงอย่างนอบน้อม ส่งม้าพ่วงพีมาสามตัว จ้าวกวนดูจากเครื่องแต่งกายของพวกมัน ดูออกว่าเป็นคนของพรรคมังกร ยังเข้าใจว่าพวกมันได้รับหาได้สังเกตสนใจมันไม่

      คนทั้งสามควบม้าลงใต้ ตลอดรายทางมีบริวารพรรคคอยดูแลเอาใจใส่ คาดว่าถึงแม้นางลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค อาลัยภูพยัคฆ์ หากยังมีฐานะอันสูงส่งในยุทธจักร ได้รับความเคารพไม่เสื่อมคลาย มันเฉลียวฉลาดหลักแหลม ฉวยโอกาสขอรับคำชี้แนะจากนาง ฉินเอี้ยนหลงแนะนำกระบวนท่าแก่มันหลายท่า แต่ไม่ได้ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ เพียงบอกเล่าตำตำนานเรื่องราวในยุทธจักรต่อมัน ช่วยเปิดหูเปิดตาให้แก่จ้าวกวน

      จ้าวกวนกับเจิ้งเป่าอันมีอายุไล่เลี่ยกัน ตลอดรายทางสนทนากันอย่างถูกคอ วันนี้มีคนของพรรคมังกรมาหารือเรื่องราวกับฉินเอี้ยนหลง ทิ้งให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่ในห้อง จ้าวกวนนึกถึงเรื่องหนึ่ง จึงถามว่า ท่าอัน...บิดาท่านเดินทางไกลไปทำงาน ที่แท้ไปที่ใด?Ž

      เจิ้งเป่าอันงงงันวูบหนึ่ง จากนั้นจึงทอดถอนใจ กล่าวว่า บิดาข้าพเจ้าเสียชีวิตไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ซือฟู่ตอนอยู่บนเขาไท่ซานกล่าวเช่นนั้น เพราะซือจู่ทราบเรื่องเศร้าเสียใจ จึงให้ข้าพเจ้าช่วยนางปกปิดท่านผู้เม่าŽ

      จ้าวกวนเข้าใจกระจ่าง จึงกล่าวว่า ขออภัย ข้าพเจ้าเพียงถามดู หามีเจตนาสร้างความกระทบกระเทือนใจแก่ท่านŽ

      เจิ้งเป่าอันสั่นศีรษะกล่าวว่า ไม่เป็นไร ท่านพ่อความจริงเป็นศิษย์คนโตของซือจู่ ภายหลังเกิดเรื่องเข้าใจผิด ถูกซือจู่ขับออกจากสำนัก ต่อมาซือจู่นึกเสียใจ ตำหนิตัวเองอยู่เสมอ คราครั้งนี้ซือฟู่นำข้าพเจ้าขึ้นเขาไท่ซานมากราบพบท่านผู้เฒ่า เพื่อปลอบประโลมต่อซือจู่ โอ ท่านผู้เฒ่าพอเห็นข้าพเจ้าก็หลั่งนำตา ดูท่าในใจคิดถึงท่านพ่อŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า บิดาท่านเป็นศิษย์คนโตของสำนักกระบี่ฉิน คงเป็นมือกระบี่ที่สูงเยี่ยมŽ

      เจิ้งเป่าอันยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า ท่านพ่อมีฝีมือสูงเยี่ยม แต่มิใช่มือกระบี่ กาลก่อนบิดาเป็นราชองค์รักษ์วังหลวง ท่านแม่เล่าว่าเมื่อข้าพเจ้าอายุเจ็ดขวบ ท่านผู้เม่าออกตามล่ามหาโจรผู้หนึ่ง ถูกอาวุธลับซัดทำร้ายถึงแก่ชีวิต ท่านแม่จึงหอบหิ้วข้าพเจ้าไปขออาศัยอยู่กับหลิงจวงจู่ (ประมุขตึกแซ่หลิง) สองสามีภรรยาที่ตึกพยัคฆ์คำรน ไม่นานต่อมานางก็ล้มป่วยเสียชีวิต จวงจู่สองสามีภรรยาจึงรับข้าพเจ้าเป็นบุตรีบุญธรรม ภายหลังซือฟู่ยังรับข้าพเจ้าเป็นศิษย์ ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้Ž

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น ที่แท้นางก็เป็นกำพร้าเช่นเดียวกับเรา เราอายุสิบกว่าขวบ ท่านแม่ค่อยลาโลก ท่านพ่อไม่ทราบเป็นผู้ใด แต่ยังมีชีวิตอยู่ เปรียบกับนางที่กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็ก ยังโชคดีกว่ามากนักž

      นึกถึงตอนนี้ บังเกิดความยกย่องตัวนาง ครุ่นคิดสืบต่อ นางชะตาอาภัพ แต่ปราศจากความเศร้าโศก คาดว่าเพราะนางจิตใจเบิกบาน หลิงจวงจู่สองสามีภรรยาก็ดีต่อนาง เออะ หวินปางจู่เบิกเฉยเฉื่อยชา นางเฒ่าหวินก็แยกเขี้ยวยิงฟันใส่เรา เราไม่ต้องการบิดามารดาเช่นนี้ž นึกถึงตอนนี้ ทอดถอนใจกล่าวว่า ซือท่านทั้งสองสามีภรรยาดีต่อท่านจริงๆŽ

      เจิ้งเป่าอันเผยอยิ้มออกมา กล่าวว่า ใช่แล้ว มิเพียงแต่อี้ฟู (ท่านพ่อบุญธรรม) กับซือฟู่เกอเกอทั้งสามก็ดีต่อข้าพเจ้าŽ

      จ้าวกวนช่างสังเกตสีหน้าและน้ำเสียง โดยเฉพาะล่วงรู้จิตใจของหญิงสาว พอฟังจึงกล่าว ดูท่าเกอเกอของท่านมิเพียงยังดีต่อท่าน ทั้งยังรักเอ็นดูท่านŽ

      เจิ้งเป่าอันหน้าแดงวูบหนึ่ง กล่าวว่า พวกเขาล้วนเป็นผู้กล้า ปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเช่นน้องสาวคนเล็ก ไม่เกี่ยวกับรักหรือไม่รักŽ

      จ้าวกวนเคยพบกับหลิงวงเฟย ยามนี้เพื่อหยอกเย้าเจิ้งเป่าอัน จงใจกล่าวว่า ฟังว่าปี่อี้วงเฟยเป็นพี่น้องฝาแฝด รึท่านรีบบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาต่อข้าพเจ้าŽ

      มุมปากของเจิ้งเป่าอันประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า ต้าเกอเกอ (พี่ชายใหญ่) ถือคุณธรรม จริงใจต่อผู้คน คาดว่าในโลกนี้ไม่มีผู้ใดดีกว่าเขาอีก เอ้อเกอเกอ (พี่ชายรอง) ฉลาดหลักแหลม ทำงานใดล้วนสำเร็จลุล่วง เสี่ยวซันเกอเกอ (พี่ชายที่สามคนเล็ก) กลอกกลิ้งซุกซนพิกล เหลือร้าย ไม่ว่าผู้ใดก็คาดเดาจิตใจของเขาไม่ออกŽ

      จ้าวกวนฟังจากน้ำเสียงนาง ก็คาดเดาว่านางแอบนิยมชมชื่นพี่ชายใหญ่ ยามนั้นครุ่นคิด ก่อนหน้านี้มีเฟยฝ่ายเจี้ย (พี่สาว) ยามนี้มีเป่าอันเม่ย (น้องสาว) ล้วนแต่หลงรักนายน้อยคนโตของตระกูลหลิง ไม่ทราบมันมีที่ใดน่าลุ่มหลงงมงาย?ž

      จากนั้นครุ่นคิด พี่รองหลิงคงกลับภูพยัคฆ์แล้ว มันพอพบพานเรา คงต้องคุมตัวเรากลับไปยังวังมังกร เฮอะ เราไม่กลับวังมังกร ทั้งไม่สะดวกการจมอยู่ที่ตึกพยัคฆ์คำรน ต่ำใต้กว้างไพศาล เราสามารถไปที่ใดได้?ž นึกไปนึกไป อดสะท้อนใจมิได้

      

      บทที่ 20 ตึกพยัคฆ์คำรน

      วันนี้จ้าวกวนติดตามฉินเอี้ยนหลงกับเจิ้งเป่าอันถึงเชิงเขาภูพยัคฆ์ ทั้งสามเดินไปยังหลังเขา ตัดผ่านดงไม้ข้ามหุบเหว มาถึงหน้าตึกหลังหนึ่ง มันเงยหน้าขึ้น เห็นหน้าตึกกระทั่งป้ายขวางสักแผ่นยังไม่มี ต้องครุ่นคิด นี้หรือคือตึกพยัคฆ์คำรนที่มีชื่อสะท้านยุทธจักร?ž

      มันความจริงเข้าใจว่าตึกพยัคฆ์คำรนต้องโอ่อ่าโอฬารเช่นวังมังกร อย่างน้อยก็สมควรกว้างขวางเช่นตระกูลฉิน คิดไม่ถึงกลับเป็นตัวตึกไม่มีใดสะดุดตา กำแพงล้อมบ้านเรือนสร้างจากไม้ดิน หินหยาบและไม้เลื้อย เครื่องเรือนเครื่องใช้ก็เรียบง่ายธรรมดา คล้ายเป็นที่อยู่ของผู้สันโดษ

      มันหาทราบไม่ว่าที่นี้มิใช่ตึกพยัคฆ์คำรน หากทว่าเป็นบ้านเดิมของเทพโอสถ ก่อนนี้มีบ้านไม้ไม่กี่หลัง เมื่อหลิงเซียวกับฉินเอี้ยนหลงมายังภูพยัคฆ์ ค่อยสร้างขยับขยาย หลิงเซียนมีวิชาแพทย์อันลือเลื่อง หลายสิบปีนี้เก็บหอมรอมริบเงินทองไม่น้อย เพียงแต่เขามีนิสัยชืดชาค่ารักษาที่ได้มานำไปจุนเจือคนยากไร้ ตนเองยังคงอยู่อย่างสมถะ ปรกติศึกษาวิชาแพทย์หาสมุนไพรตัวยา อบรมสั่งสอนบุตร ส่วนตึกพยัคฆ์คำรนที่ด้านหน้ามอบให้ศิษย์น้องหลิวอี้เปียวกับหลิวอิ่งสองสามีภรรยาดูแลแทน

      จ้าวกวนเพิ่งเข้าสู่ประตูตึก เห็นบ่าวไพร่หลายคนวิ่งพล่านไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งพอเหลอบเห็นฉินเอี้ยนหลง รีบเข้ามาคารวะกล่าวว่า ต้าซือเส่า ( คำเรียกภรรยาของศิษย์พี่ใหญ่ ) ท่านกลับมาได้พอดีŽ

      ฉินเอี้ยนหลงขมวดคิ้วถามว่าเกิดเรื่องใด ชายหนุ่มนั้นหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ กล่าวว่า เสี่ยวซินเฮ๋อ ( เจ้าหนูที่สาม ) ฉวยโอกาสที่ท่านไม่อยู่ ลอบหลบหนีลงจากเขาอีก ศิษย์พี่ใหญ่พอทราบเรื่องก็ติดตามลงจากเขา ศิษย์พี่รองกับปี่อี้ก็ตามไป ทั้งหมดลงไปสี่ห้าวันแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวใดŽ

      ฉินเอี้ยนหลงทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน กล่าวว่า เด็กร้ายกาจ ไฉนปล่อยให้มันหลบหนีไปอีก?Ž

      จ้าวกวนที่ด้านข้างร้องโพล่งว่า เสี่ยวซันเอ๋อ?Ž เจิ้งเป่าอันกล่าวว่า เสี่ยวซันเอ๋อเป็นบุตรชายคนเล็กของอี้ฟูกับซือฟู่ และเป็นเสียวเกอเกอ (พี่ชายคนเล็ก) ของข้าพเจ้า เขาชื่อเฮ่าเทียน ซุกซนเหลือร้ายนักŽ

      จ้าวกวนอดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า "ที่แท้เป็นมัน ข้าพเจ้ารู้จักมัน"

      เจิ้งเป่าอันบังเกิดความประหลาดใจ ถามว่ารู้จักได้อย่างไร จ้าวกวนกล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยไปที่เมืองซูโจว ข้าพเจ้ากับมันขึ้นเหลาสุราไปดื่มกินอย่างสมใจŽ

      เจิ้งเป่าอันพอฟัง ต้องหันมาถลึงมองมันกล่าวว่า ที่แท้ท่านก็เป็นปีศาจสุราน้อยคนหนึ่งŽ

      จ้าวกวนแลบลิ้นออกมา ไม่กล้ากล่าวมากความ

      ที่แท้ครั้งกระโน้นหลิงเซียวกับฉินเอี้ยนหลงทำศึกกับพิกายอัคคีประสบชัย ก็กลับมาที่พักกายที่ภูพยัคฆ์ ฉินเอี้ยนหลงรับบาดเจ็บจากกการต่อสู้ ทั้งคลิดบุตรระหว่างทาง สุขภาพร่างกายไม่เหมือนเดิม ภายใต้การดูแลเอาใจใส่จากหลิงเซียว ค่อยทุเลาหายดี แปดปีให้หลังคลอดบุตรชายอีกคนหนึ่ง ตั้งชื่อหลิงเฮ่าเทียน เนื่องเพราะจัดอยู่อันดับสาม ในบ้านล้วนเรียกเป็นเสี่ยววันเอ๋อ

      เด็กผู้นี้มีนิสัยซุกซนตั้งแต่เล็ก เมื่ออายุแปดขวบ พบพานจิ่วเหลา (ผู้เม่าที่เก้า) หลิงเซียวสองสามีภรรยาเข้าใจว่าผู้เฒ่าทั้งเก้าคงมีวิธีควบคุมมัน จึงฝากมันไว้กับผู้เฒ่าทั้งเก้า มิคาดเด็กชายผู้นี้แทนที่จะเปลี่ยนนิสัย กลับหนักกว่าเดิม ที่แท้ผู้เฒ่าทั้งแก่อายุสูงวัย จึงให้ความรักเอ็นดูต่อเด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดผู้นี้ พากันถ่ายทอดวิชาให้ เสี่ยววันเอ๋อเรียนรู้รวดเร็วยิ่ง ครอบคลุมวิชาแพทย์ โหรา พยากรณ์ นรลักษณ์ พิธหมากล้อมตัวหนังสือภาพวาด เพียงแต่ไม่อาจทนทานรับการก่อกวนของมัน สุดท้ายส่งคืนให้แก่บิดามารดามัน

      คราครั้งนี้เสี่ยวซันเอ๋อฉวยโอกาสที่มารดาไม่อยู่ หลบหนีลงจากเขาไปอีก ชายหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์น้องคนเล็กของหลิงเซียว เรียกว่าตอนเจิ้งผิง ทำการบอกเล่ารายละเอียดที่เสียวซันเอ๋อลอบลงจากเขาต่อฉินเอี้ยนหลง เจิ้งเป่าอันพลันกระตุกแขนเสื้อจ้าวกวน เดินมายังด้านข้าง กล่าวเบาๆ ว่า ข้าพเจ้ากล้าพนันว่า ภายในหนึ่งเดือนพวกมันต้องหาเสี่ยววันไม่พบŽ

      จ้าวกวนถามว่านางทราบได้อย่างไร เจิ้งเป่าอันยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านอย่าได้บอกต่อซือฟู่ เสี่ยวซันเอ่อคิดหลบหนีตั้งแต่แรก วางแผนเป็นเวลานาน ในบ้านมีแต่ซือฟู่ควบคุมมันได้ ซือฟู่พอลงจากสำนัก ข้าพเจ้าก็ทราบว่ามันต้องฉวยโอกาสก่อเรื่องขึ้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal