ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 10)

      หวินฮูหยินพอฟังบันดาลโทสะ ผุดลุกขึ้นมาถลึงมองมัน ยามกะทันหันขุ่นแค้นจนไม่อาจกล่าววาจาใดได้

ยามนั้นหวินหลงอิงพอดีมาถึง พอฟังรู้สึกกระอักกระอ่วน กวักมือต่อจ้าวกวน กล่าวว่า เด็กเอยเง้าเข้ามา เรื่องราวทั้งหมดเป็นเราไม่ดีเอง กลับไม่ได้บอกกล่าวต่อเจ้าให้กระจ่างชัด เราเป็นบิดาเจ้า ท่านนี้เป็นมารดาเจ้า รีบเข้าไปคำนับมารดาŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า หวินปางจู่ ข้าพเจ้าได้รับการเลี้ยงดูจากท่านแม่จนเติบใหญ่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าบิดาบังเกิดเกล้าเป็นใคร แต่ทราบว่าท่านนี้มิใช่มารดาข้าพเจ้า อย่างมากเรียกนางเป็นอาอี้ (น้าสาว) สำหรับท่าน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะแน่ใจว่าท่านเป็นบิดาข้าพเจ้า จะเรียกท่านเป็นท่านอาชั่วคราวŽ

      หวินหลงอิงกับหวินฮูหยินงงงันวูบ คิดไม่ถึงว่าเด็กป่าเถื่อนผู้นี้ไม่ยอมเรียกบิดามารดาหวินฮูหยินกระชากเสียงว่า หลิงอิง เด็กผู้นี้อายุสิบกว่าขวบแล้ว ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน มันเติบโตขึ้นมากับสตรีต่ำช้าเช่นนั้น ไหนเลยเปลี่ยนนิสัยใจคอได้?Ž

      จ้าวกวนเดือดดาลเป็นการใหญ่ ชี้หน้าหวินฮูหยิน ร้องว่า ท่านอาศัยอะไรด่าว่ามารดาข้าพเจ้า?Ž

      หวินฮูหยินมีศักดิ์เป็นฮูหยินหัวหน้าพรรคมังกร ผู้คนภายในพรรคล้วนเคารพนอบน้อมต่อนาง ไหนเลยเคยถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งชี้หน้าด่าทอเช่นนี้ สร้างความขุ่นแค้นจนร่างสั่นระริก หวินหลงอิงที่ด้านข้างทำหน้าที่หย่าศึก ชักชวนให้ทั้งหมดนั่งลงรับประทานอาหารกัน

      อาหารมือนี้ย่อมรับประทานด้วยความขัดข้องใจ หลังอาหารหวินหลงอิงเรียกตัวจ้าวกวนไปที่ห้อง กล่าวอบรมสั่งสอนมัน จ้าวกวนไหนเลยรับฟังเข้าหู ถามสอดขึ้น หวินปางจู่ ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรชายท่าน?Ž

      หวินหลงอิงงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว เราไหนเลยไม่ทราบ เรารู้จักหลิวชีเหนียงผู้เป็นมารดาเจ้าเราทราบว่ามารดาเจ้าประสบอุบัติเหตุถูกไฟคลอกเสียชีวิต เราลำบากใจยิ่ง หลายปีนี้เราคิดรับตัวเจ้ามายังที่นี้ แต่มีความไม่สะดวกอยู่บ้างŽ

      จ้าวกวนฉุกคิดขึ้น หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ภรรยามันไหนเลยอนุญาตให้เรามา?ž ขณะครุ่นคิด กล่าวว่า หวินปางจู่ ท่านแม่ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุถูกไฟคลอก นางถูกศัตรูทำร้ายถึงแก่ชีวิตŽ

      หวินหลงอิงงงงันอีกครา ทวนคำ ศัตรู?Ž จ้าวกวนเห็นน้ำเสียงไม่ยอมเชื่อ ต้องครุ่นคิด หากเราไม่บอกเรื่องของสำนักร้อยบุปผาออกไป เขาคงไม่เชื่อว่าปรากฏยอดฝีมือใช้เลือดล้างเรือนท่วงทำนองรักž

      ขณะใคร่ครวญว่าสมควรบอกออกไปหรือไม่ หวินหลงอิงชิงโบกมือกล่าวว่า เช่นนี้เถอะ พรุ่งนี้เราจะส่งคนไปสืบเสาะที่เมืองซูโจว เจ้าอายุยังเยาว์ อย่าได้คิดมากไป เราจะจัดตั้งป้ายวิญญาณของมารดาเจ้าในวัดวาที่หลังวังมังกร เจ้าสามารถไปจุดธูปเซ่นไหว้ ตอนนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อนŽ

      จ้าวกวนเห็นมันไม่มีความคิดสอบาถมรายละเอียด จึงไม่กล่าวมากความ น้อมคำนับล่าถอยออกมา กลับเห็นหญิงสาวนางหนึ่งยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตู เห็นหวินเฟยฝ่านเอง

      นางถลึงตาใส่จ้าวกวน กล่าวว่า ตี้ตี้ (น้องสาม) ท่านแม่ถูกท่านก่อกวนจนปวดกระเพาะ ท่านรีบไปขอขมาต่อนางŽ

      จ้าวกวนกำลังขุ่นข้องใจ ไหนเลยยินยอมไปขอขมาต่อสตรีชรานั้น จึงสวนคำว่า เป็นนางกล่าวลบหลู่มารดาข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าไยต้องขอขมาต่อนาง?Ž

      จ้าวกวนกำลังขุ่นข้องใจ ไหนเลยยินยอมไปขอขมาต่อสตรีชรานั้น จึงสวนคำว่า เป็นนางกล่าวลบหลู่มารดาข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าไยต้องขมาต่อนาง?Ž

      หวินเฟยฝ่านลืมตากลมกว้าง ประหลาดใจที่เด็กน้อยนี้ไฉนกล่าวก้าวร้าวถึงเพียงนี้ จากนั้นเลิกคิ้วสูงชัน ตวัดมือขาวผ่อง เมื่อตบหน้าจ้าวกวนอย่างถนัดถนี่ ร้องว่า เด็กน้อย ท่านไม่สำนึกขอบคุณท่านแม่รับท่านเข้ามา ยังแข็งขืนนางถึงเพียงนี้ ถือว่าทรยศเนรคุณŽ

      จ้าวกวนแม้มีฝีมือติดตัว แต่หนึ่งนั้นหวินเฟยฝ่านอายุมากกว่ามัน สอง ได้รับการชี้แนะวิชาฝีมือจากบิดาตังแต่เล็ก ฝ่ามือนี้สุดที่มันจะหลบหนีรอดพ้น ถูกตบจนใบหน้าบวมพอง ถึงกับเดือดดาลเป็นการใหญ่ คิดโถมเข้าเสี่ยงชีวิตกับนาง

      หวินหลงอิงพลันเปิดประตูออกมา กล่าวว่า เฟยฝ่าน กวนเอ๋อปล่อยให้เราอบรมสั่งสอนเจ้าอย่าได้ตบตีมัน มันอายุยังเยาว์ ทั้งไม่รู้จักวิชาฝีมือ ไหนเลยทนรับหมัดฝ่ามือเจ้าได้?Ž

      หวินเฟยฝ่านกล่าวเช่นนี้ ได้แต่ข่มเพลิงโทสะรับคำ จ้าวกวนก็สะบัดหน้ากลับห้อง ในใจลอบด่าทอบรรพบุรุษของตระกูลหวินสิบแปดรุ่น

      นับแต่นั้นจ้าวกวนอาศัยอยู่ที่วังมังกรหวินหลงอิงมีงานการวุ่นวาย เดือนหนึ่งอยู่บนเขาไม่กี่วัน ตอนแรกหวินฮูหยินกับบุตรีรับประทานอาหารด้วยกัน แต่จ้าวกวนไม่อาจทนทานคำค่อนขอดครหาของนาง บางครั้งไปเช้า บางครั้งไปสาย คอยหลบหน้าหลบตานาง ต่อให้เผชิญพบกัน ก็ปั้นหน้าเย็นชา หวินฮูหยินตั้งข้อรังเกียจมันอยู่ก่อน พอเห็นเช่นนั้นยิ่งดุด่าว่ากล่าว จ้าวกวนกลับเหลือกตาไม่สนใจ หวินฮูหยินพอเห็นหน้ามัน ก็รับประทานข้าวไม่ลงบางครั้งจงใจไม่จัดอาหารให้กับจ้าวกวน ปล่อยให้มันอดมื้อกินมื้อ มีแต่ตอนที่หวินหลงอิงอยู่บนเขา นางค่อยฝืนใจรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับจ้าวกวน ส่วนหวินเฟยฝ่าน ตอนแรกเป็นศัตรูคู่แค้น ภายหลังต่างไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน กลับอยู่ร่วมกันโดยไร้เรื่องราว

      หวินฮูหยินได้รับมอบหมายจากหวินหลงอิงให้อบรมสั่งสอนจ้าวกวน แต่นางติงชังรังเกียจมัน เพียงเชื้อเชิญครูสอนหนังสือมันสอนหนังสือมัน จ้าวกวนกลับอาละวาดจนครูสอนหนังสือสะบัดหน้าไป อีกครั้งหนึ่งเสาะหาครูมวยผู้หนึ่งมาสอนเพลงหมัดมวยแก่มัน จ้าวกวนเห็นครูมวยฝีมือต่ำต้อย จึงไม่ยอมร่ำเรียน

      ผ่านพ้นไปหลายเดือน จ้าวกวนเห็นหวินหลงอิงไม่เอ่ยถึงเรื่องสืบหาศัตรูของมารดาอีกแสดงว่ามันเห็นว่ามารดาของตนตายเสียก็ประเสริฐ ไหนเลยยอมล้างแค้นให้กับนาง

      มันไม่ลงรอยกับคนในวังมังกร ผ่านวันดุจเป็นปี แต่หวนนึกถึงคนเสเพลก่อนจากไปกำชับตนเองอย่าได้ก่อเรื่องราว ได้แต่อดทนรั้งอยู่ เหล่าบ่าวไพร่หญิงรับใช้ภายในวังเห็นนายหญิงตั้งข้อรังเกียจมัน พลอยปั้นปึ่งเย็นชาต่อมันยามอยู่ลับหลังเรียกหามันเป็นลูกนางคณิกา

      ตอนอยู่ที่เมืองซูโจว ถูกผู้คนยึดถือเป็นเด็กรับใช้หอนางโลม แต่อย่างน้อยยังเห็นเป็นผู้คน เมื่ออยู่ในเรือนท่วงทำนองรัก มารดากับพี่สาวทั้งหลายยิ่งยึดถือเป็นแก้วตาดวงใจยามนี้อยู่ในวังมังกร กลับคล้ายก้างที่ติดคอถูกเย้ยหยันดูแคลนนานัปการ

เวลาพอนานเข้า จ้าวกวนก็คร้านที่จะถือสาฮูหยินและบรรดาบ่าวไพร่ ยามอยู่ว่างไร้เรื่องราว จะฝึกปรือเพลงดาบลมครอบคลุมทุกเช้าค่ำ ทั้งศึกษาตำราพิษของสำนักร้อยบุปผา บางครั้งขึ้นเขาไปหาหนอนพิษมาเพาะเลี้ยงในห้อง กลับมีความสุขตามอัตภาพ      

 

      17 ทายาทภูพยัคฆ์

      จ้าวกวนพักอาศัยที่วังมังกรปีเศษ วันนี้หวินหลงอิงกลับขึ้นเขา เรียกตัวจ้าวกวนมา กล่าวว่า กวนเอ๋อ วันนี้บิดามีแขกมาเยือน เจ้าคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง ดูว่าบุตรหลานของผู้อื่นเป็นอย่างไรŽ

      จ้าวกวนถามว่าเป็นแขกจากที่ใด หวินหลงอิงกล่าวว่า เป็นบุตรคนรองของจอมยุทธ์หลิงแห่งหู่ซานนามหลิงซวงเฟย มันอายุมากกว่าเจ้าหลายปี แต่มีชื่อลือเลื่อง ได้รับขนานนามเป็นอัจฉริยะรุ่นหลังของยุทธจักร เจ้าสมควรขอคำชี้แนะจากมันให้มากไว้Ž

      จ้าวกวนรับคำ เหลียวดูหวินเฟยฝ่านที่ด้านข้าง จึงเดินเข้าไปถามเบาๆว่า เป็นเส้าสู ( คำสูทั้งแปลว่าอา ขณะเดียวกันก็เป็นคำเรียกน้องชายของสามี )ในอนาคตของท่านหรือ?Ž

      หวินเฟยฝ่านถลึงตาใส่มัน ใบหน้าแดงระเรื่อ แสดงว่ายอมรับแล้ว จ้าวกวนสัพยอกนางว่า ฟังว่าสองพี่น้องตระกูลหลิงเป็นฝาแฝดหน้าตาคล้ายพิมพ์เดียวกัน เมื่อเห็นเส้าสูเท่ากับเห็นคู่หมั้นคู่หมายของท่านแล้วŽ

      หวินเฟยฝ่านพึมพำว่า ข้าพเจ้าไม่ได้พบเขามานาน ไม่ทราบว่าหลายปีนี้เขาเปลี่ยนไปมากน้อยเท่าใดŽ

      ยามนั้นมือขวาของหวินหลงอิงนามเยี่ยหยางกล่าวเสริมว่า ปางจู่ (หัวหน้าพรรค) กล่าวถูกต้อง คุณชายตระกูลหลิงทั้งสองอายุยังเยาว์ แต่พลังฝีมือและพฤติการณ์ได้รับการยกย่องจากชาวยุทธจักรอย่างสูงŽ

      จ้าวกวนบังเกิดความสงสัยอยากรู้ ถามว่า ท่านอาเยี่ย คุณชายหลิงทั้งสองได้รับการยกย่องอย่างไร?Ž

      หวินเฟยฝ่านหัวร่อคิกกล่าวว่า ผู้ใดรอบรู้จำกัดเช่นท่าน กลับไม่เคยได้ยินเรื่องราวของสองพี่น้องตระกูลหลิงŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้ารอบรู้จำกัด แล้วจะเป็นไร?Ž

      เยี่ยหยางยิ้มพลางกล่าวว่า เส้าแหย (นายน้อย) เมื่อถามถึง เราจะบอกเล่าให้ทราบ คุณชายของตึกพยัคฆ์คำรนหลิงปี่อี้ยังไม่ลงจากเขา ก็มีชื่อเลื่องลือ ตอนนั้นมีมือกระบี่ฉายากระบี่ประกายเย็นสะท้านแดนดินชุยอู๋ตี๋เข้าใจว่ามีเองมีเพลงกระบี่ไร้ผู้ต่อต้าน จึงขึ้นเขาพยัคฆ์คิดท้าสู้กับแพทย์ผู้กล้า พอถึงไหล่เขาพบพานเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังแบกฟืนขึ้นเขา จึงสอบถามว่าแพทย์ผู้กล้าพักอยู่ที่ใด เด็กหนุ่มนั้นตอบว่า ท่านพ่อ ขึ้นเขาไปหาสมุนไพร เดือนนี้ไม่ทราบจะกลับมาหรือไม่?ž

      ชุยอู๋ตี๋ไม่พบแพทย์ผู้กล้า จึงคิดรอไว้วันหน้าค่อยมาใหม่ เด็กหนุ่มนั้นถามว่า ท่านมาหาท่านพ่อ คิดท้าสู้กับท่านผู้เฒ่าหรือ?ž

      ชุยอู๋ตี๋บอกว่าถูกต้อง เด็กหนุ่มนั้นจึงกล่าว ท่านไม่ต้องเสาะหาท่านพ่อแล้ว ข้าพเจ้าจะรับกระบวนท่าของท่านเองž เด็กหนุ่มนั้นคือหลิงปี่อี้ ตอนนั้นมันเพิ่งมีอายุสิบห้าปีŽ

      หวินเฟยฝ่านรับฟังถึงตอนนี้ ต้องเผยอยิ้มออกมา บังเกิดความภาคภูมิใจยิ่ง

      เยี่ยหยางกล่าวสืบต่อ ชุยอู๋ตี๋เห็นเด็กหนุ่มนี้มีอายุสิบกว่าปี กลับเย่อหยิ่งถึงปานนี้ ต้องบันดาลโทสะ แหงนหน้าหัวร่อกล่าวว่า หากเราไม่สามารถโค่นปีศาจน้อยเจ้าภายในยี่สิบกระบวนท่า เราไม่ขอแซ่ชุยอีกž ตอนนั้นชุยอู๋ตี้มีเพลงกระบี่สูงเยี่ยมขณะที่ลงมือต่อชาวยุทธจักร ไม่เคยใช้เกินห้ากระบวนท่า ที่กำหนดไว้ยี่สิบกระบวนท่า เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรของแพทย์ผู้กล้า

      ตอนนั้นหลิงปี่อี้กล่าวว่า ยี่สิบกระบวนท่าก็ยี่สิบกระบวนท่า หากท่านไม่แซ่ชุย คิดเปลี่ยนเป็นแซ่อะไร?ž กล่าวจบชักกระบี่จากกลางหลัง เข้าหักหาญกับชุยอู๋ตี๋

      การประลองยุทธ์ครั้งนั้นได้รับการกล่าวขานในยุทธจักรถึงทุกวันนี้ ชุยอู๋ตี๋มิเพียงไม่สามารถโค่นมันภายในยี่สิบกระบวนท่า ตรงกันข้ากลับถูกหลิงปี่อี้กระแทกกระบี่หัก สร้างความอับอายขายหน้าแก่มัน นับแต่นั้นปกปิดชื่อแซ่ แขวนกระบี่เอาไว้ ในยุทธจักรไม่ปรากฏคนผู้นี้อีกŽ

      หวินเฟยฝ่ายเหลียวมองจ้าวกวน สีหน้าเปี่ยมแววเยาะเย้ย คล้ายกับถามว่า พี่ใหญ่หลิงเป็นบุคคลเช่นนี้ ท่านเทียบเปรียบได้หรือ?ž

      จ้าวกวนหวนนึกถึงตนเองมีอายุสิบห้าปีแล้วพลังฝีมือกลับพื้นเพธรรมดา ไหนเลยเทียบเปรียบกับหลิงปี่อี้ได้ ยามนั้นแค่นเสียงคำหนึ่งเบือนหน้าไป แสร้งแกล้งเป็นมองไม่เห็น

      เยี่ยหยางกล่าวอีกว่า นับแต่นั้นนามของหลิงปี่อี้แพร่กระจายออกไป มันลงมือครั้งแรกก็โค่นชุยอู๋ตี๋พ่ายแพ้ แพทย์ผู้กล้ากับวีรสตรีฉินความจริงถอนตัวออกจากยุทธจักร กลับอบรมบุตรชายเช่นนี้ นับว่าควรแก่การภาคภูมิใจแล้วŽ

      หวินหลงอิงสั่นศีรษะกล่าวว่า ท่านเข้าใจว่าแพทย์ผู้กล้าภาคภูมิใจหรือ? ผิดแล้ว แพทย์ผู้กล้าพอฟังว่าบุตรชายประลองกระบี่กับผู้คนบังเกิดความไม่พอใจ เห็นว่ายังฝึกฝีมือไม่สำเร็จ ไม่ควรโอ้อวดฝีมือ กลับดุด่าว่ากล่าวบุตรชายภายหลังเหตุการณ์ยังไปขอขมาต่อชุยอู๋ตี๋ด้วยตนเอง นับแต่นั้นหลิงปี่อี้ไม่ได้ลงจากเขาŽ

      เอ่ยถึงตอนนี้หันมากล่าวกับจ้าวกวนว่า กวนเอ๋อ ครั้งกระโน้นคุณชายรองซวงเฟยลงจากเขาพร้อมกับพี่ชาย สองพี่น้องประกอบวีรกรรมลือลั่น เจ้าได้พบกับมัน ควรขอกาแนะนำสั่งสอนให้มากไว้Ž

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับ แต่ไม่เอ่ยปาก ในใจกลับบังเกิดคติต่อสองพี่น้องตระกูลหลิง

      ยามนั้นคนเฝ้าประตูรายงานว่าคุณชายรองตระกูลหลิงมาถึงหน้าซุ้มประตูแล้ว หวินหลงอิงรีบนำบุตรีกับจ้าวกวนไปรอรับที่ประตูวัง เห็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษผู้หนึ่งสาวเท้าก้าวปราดมามันสวมชุดรัดกุม ฝีเท้าคล่องแคล่ว หน้าตาหล่อเหลา ประกายตาคมกล้า หว่างคิ้วแฝงแววองอาจ นับเป็นคนหนุ่มที่เด่นล้ำ จ้าวกวนพอเห็นบุคลิกลักษณะของมัน ยังลอบนับถือเลื่อมใส

      ชายหนุ่มนั้นน้อมกายคารวะต่อหวินหลงอิงกล่าวว่า ผู้หลานซวงเฟย ( แปลว่าบินเคียงคู่ ) คำนับท่านอาหวิน ท่านพ่อท่านแม่ฝากให้ผู้หลานถามไถ่ทุกข์สุขปางจู่ทั้งถามถึงสุขภาพฮูหยินปางจู่Ž

      หวินหลงอิงผงกศีรษะกล่าวว่า รบกวนหลานเราถามไถ่ เรากับภรรยาสบายดีŽ

      หลิงซวงเฟยหันไปประสานมือต่อหวินเฟยฝ่าน กล่าวว่า ผู้พี่โง่เขลาเฟยฝ่าน ขอพบแม่นางหวินŽ

      หวินเฟยฝ่านหน้าแดงสดใส ผงกศีรษะรับจากนั้นหวินหลงอิงชักนำหลิงซวงเฟยเข้าวังสอบถามถึงบิดามารดามันตลอดจนคนของตระกูลหลิง หลิงซวงเฟยตอบด้วยมารยาทอันดี บอกว่าได้รับคำสั่งบิดามารดา ให้มาเยือนวังมังกร คิดรั้งอยู่สักหลายวัน เพื่อขอคำแนะนำต่อหวินปางจู่ (หัวหน้าพรรคแซ่หวิน) หวินหลงอิงรับช่วงพรรคมังกรจากมารดามัน ย่อมให้เกียรติต่อตระกูลหลิงอย่างสูง จึงตอบตกลง

      จ้าวกวนรับฟังอยู่ด้านข้าง ไดยินทั้งสองสนทนาถึงกิจการภายในพรรค รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก จวบกระทั่งยามพลบค่ำ การสนทนาค่อยยุติลง ทั้งสี่รับประทานค่ำด้วยกัน หลังอาหารหวินหลงอิงปลีกตัวไปสะสางการงาน ทิ้งให้หวินเฟยฝ่าน หลิงซวงเฟยกับจ้าวกวนรับประทานอาหารว่างที่ห้องโถงจำลอง

      หวินเฟยฝ่านบอกใบ้จ้าวกวนเอ่ยปาก จ้าวกวนแสร้งเป็นไม่เข้าใจ หวินเฟยฝ่านได้แต่ชวนสนทนาว่า พี่ใหญ่สบายดีหรือ?Ž

      หลิงซวงเฟยตอบว่า พี่ใหญ่สบายดี พี่ใหญ่ยังให้ข้าพเจ้าถามไถ่ทุกข์สุขแม่นางหวินŽ

      หวินเฟยฝ่านมีสีหน้ายินดี จ้าวกวนกลับหัวร่อออกมา หลิงซวงเฟยมองดูมัน ก่อนหน้านี้ตอนที่หวินหลงอิงแนะนำจ้าวกวน เพียงบอกชื่อของมัน ดังนั้นหลิงซวงเฟยไม่ทราบว่ามันเป็นใคร จึงถามว่า แม่นางหวิน สหายน้อยนี้เป็นศิษย์ของบิดาท่านหรือ?Ž

      หวินเฟยฝ่านกล่าวว่า ไม่ มันเป็นน้องชายต่างมารดาของข้าพเจ้าŽ

      หลิงเฟยฝ่านงงงันวูบหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่าบิดาท่านมีบุตรชายตัวโตถึงเพียงนี้Ž

      กล่าวพลางสำรวจดูจ้าวกวนเป็นพิเศษ หวินเฟยฝ่านกล่าวว่า มันอยู่ที่วังมังกรปีเศษแล้วมารดามันเป็นชาวซูโจว เมื่อปีก่อนมารดาเสียชีวิต ท่านพ่อจึงส่งคนไปรับตัวมาอยู่ที่นี้Ž

      หลิงซวงเฟยกล่าวว่า ที่แท้เป็นเช่นนี้ หวินปางจู่ย่างเข้ามัชฌิมวัย ได้บุตรชายคนหนึ่ง นับเป็นเรื่องน่ายินดีŽ

      หวินเฟยฝ่านถามถึงความเป็นอยู่ของหลิงปี่อี้ ฟังว่าคู่หมั้นหมายไม่ได้ฝากน้องชายส่งข่าวถึงตัวเอง สร้างความผิดหวังยิ่ง จ้าวกวนที่สงบปากคำตลอดเวลา ยามนั้นพลันสอดคำขึ้น พี่ใหญ่หลิงมีฝีมือสูงเยี่ยม ย่อมีเรื่องสำคัญมากมายต้องกระทำ การส่งข่าวฝากวาจาเป็นเรื่องเล็กน้อยย่อมลืมเลือนไป เจี่ยแจ (พี่สาว) ไยต้องจดจำใส่ใจ?Ž

      หวินเฟยฝ่านถลึงตาใส่มันอย่างขุ่นเคืองหลิงซวงเฟยรีบกล่าวว่า ระหว่างนี้พี่ใหญ่อยู่ที่มณฑลซานซี ตอนที่เราลงจากเขา เขาไม่ได้อยู่บนภูพยัคฆ์ ไม่เช่นนั้นคงต้องฝากวาจามากถึงแม่นางหวินŽ

      หวินเฟยฝ่านค่อยปลาบปลื้มประโลมใจอยู่บ้าง จ่าวกวนกลับครุ่นคิด พี่ใหญ่หลิงผู้นี้ฟังดูเป็นอัจฉริยะบุรุษผู้หนึ่ง แต่น้องชายมันมาเยี่ยมเยียนคู่หมั้นมัน พี่ใหญ่หลิงมิเพียงไม่ฝากวัตถุสิ่งของใด กระทั่งคำพูดก็ไม่ฝากบอก ออกจะขาดอารมณ์อันละเอียดอ่อนไปž

      เห็นหลิงซวงเฟยกับหวินเฟยฝ่านสนทนาอย่างสนิทสนม ทอดทิ้งตนเองอยู่ด้านข้าง รู้สึกไร้รสชาติ ครุ่นคิดขึ้น เห็นเราจ้าวกวนเป็นตอไม้หรือ? พวกท่านถือเราไม่อยู่ด้วย เราก็จะเป็นมนุษย์ตอไม้ต่อไป เฮอะ อย่าได้หลงลำพองเกินไป ไม่แน่ว่าเราจ้าวกวนมีชื่อเสียงเรียงนามขึ้นมา พวกท่านคิดฟังเรากล่าววาจายังไม่ได้ยินž

      แต่มันสำนึกตัวว่าด้วยพลังฝีมือ บุคลิกภาพ คำเจรจา ภูมิรอบรู้ไม่อาจเทียบเปรียบกับหลิงซวงเฟย ถึงแม้นั่งอยู่ข้างกายมัน ยังนึกละอายใจ ที่ครุ่นคิดเช่นนี้เพียงปลอบใจตนเองเท่านั้น

ลงรูปท้ายบท

หนังสือแนะนำ

Special Deal