ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 9)

      จ้าวกวนไม่อาจโต้แย้งได้ กล่าวว่า นับว่าท่านเป็นฝ่ายถูก พวกเราออกเดินทางเถอะŽ

      คนเสเพลยิ้มออกมากล่าวว่า จ้าวกวนเอยจ้าวกวน มารดาเจ้าตั้งชื่อเจ้าว่า กวนž อาจบางทีคิดสื่อความหมายให้เจ้าเป็นคนต๋ากวน (มองโลกในแง่ดี)Ž

      จ้าวกวนครุ่นคิด คนเสเพลมีชื่อว่าเฉิงต๋า...ต๋ากวนต๋ากวน หรือว่าเราเป็นบุตรชายของคนผู้นี้จริงๆ ?ž แต่ว่ามันปากแข็งเป็นเวลานานไหนเลยยอมแปรเปลี่ยนกลับกลายโดยง่ายดายเพียงกล่าวว่า พวกเรารีบเดินทางเถอะ ระหว่างทางข้าพเจ้าจะเรียกท่านเป็นคนเสเพลŽ

      คนเสเพลฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า บุตรชายของเราเรียกเราเป็นคนเสเพล ออกจะเหลวไหลเกินแล้ว เด็กน้อย เจ้าจะดีชั่วสมควรเรียกเราเป็นท่านอาเฉิงสักคำŽ

      จ้าวกวนรับคำอดถามมิได้ว่า ท่านเป็นคนเสเพลจริงๆ?Ž

      คนเสเพลบอกว่าย่อมไม่แปลกปลอม จากนั้นจูงม้ามา ร้องว่า จ้าวกวน ขึ้นม้าŽ

      จ้าวกวนเห็นม้าของมันพ่วงพีสูงใหญ่ต่างกับม้าทางภาคใต้ที่ตนเองเคยขี่ม้า มันไม่คิดแสดงความอ่อนแอ ยื่นมือยึดสายบังเหียน คิดกระโดดขึ้นไป คนเสเพลชิงกล่าวว่า เจ้าดูเราŽ มือหนึ่งยึดสายบังเหียน สอดเท้าข้างหนึ่งไปโกลนของอานม้า พลิกตัวขึ้นบนหลังม้า จ้าวกวนลอกเลียนแบบโดยการพลิกร่างขั้นบนหลังม้าแต่นั่งไม่มั่นคง แทบพลัดตกลงไป ดีที่คนเสเพลยื่นมือประคองมันเอาไว้

      ดังนั้นจ้าวกวนติดตามคนเสเพลเดินทางขึ้นเหนือ จ้าวกวนค่อยมีความรู้สึกที่ดีต่อคนเสเพล แต่ยังไม่ยอมรับมันเป็นบิดา คนเสเพลก็ไม่ใส่ใจแต่อย่างไร

      วันนี้มาถึงเมืองจิ้งเจียง ทั้งสองยืนอยู่ที่ท่าข้ามรอเรือข้ามแม่น้ำ คนเสเพลพลันกล่าวว่า จ้าวกวน เจ้าเติบโตที่ริมทะเลสาบไท่หู คงรู้จักวิชาทางน้ำแล้ว?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ย่อมแน่นอนŽ พอเหลียวหน้ามา เห็นคนเสเพลยิ้มอย่างลึกลับ จึงถามว่า ทำอะไร?Ž

      คนเสเพลยิ้มพลางกล่าวว่า ไม่มีใด เราเพียงแต่มองดูใบหน้าเจ้า เจ้ามีเค้าหน้าคลับคล้ายมารดาเจ้าจริงๆŽ

      จ้าวกวนแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า คลับคล้ายมารดาข้าพเจ้าแล้วจะเป็นไร? ข้าพเจ้าไม่มีบิดาตั้งแต่เล็ก ไหนเลยคล้ายเหมือนกับเขาได้?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า เจ้าคล้ายเหมือนบิดาเจ้าหรือไม่ เกี่ยวข้องใดกับบิดาเจ้าอยู่ข้างกายหรือไม่? มีบ้างบางคนพอลืมตาดูโลก บิดาก็ตายแล้ว ยังคล้ายเหมือนบิดา สมมติเช่นเรา พอถือกำเนิดเกิดมา ก็ไม่เคยเห็นหน้าบิดาแม้สักแวบเดียว ทุกคนล้วนบอกว่าเราถอดแบบจากบิดาเราŽ

      จ้าวกวนถามว่า บิดาท่านเป็นใคร?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า เขาเรียกว่าเฉิงเอ้าลี่ ครั้งกระโน้นเป็นหัวหน้าพรรคชิงปาง ซึ่งเป็นพรรคที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน ทั้งยังเป็นชายหนุ่มรูปงามแห่งยุค มีฉายาผู้หาญกล้าหน้าหยก ฟังว่าสตรีที่เคยมีสัมพันธ์สวาทกับเขามีนับร้อยนางŽ

      จ้าวกวนชมว่ายอดเยี่ยมยิ่ง จากนั้นถามว่า ท่านไฉนไม่เคยเห็นหน้าบิดาท่านมาก่อน?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า เพราะว่าก่อนที่เราจะลืมตาดูโลก เขาก็ถูกทำร้ายเสียชีวิตŽ

      จ้าวกวนถามว่าผู้ใดทำร้ายมัน คนเสเพลมองดูแม่น้าที่ไหลเชี่ยว เพียงกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า คนผู้นั้นก็ตายแล้ว เราบีบบังคับมันฆ่าตัวตาย ล้างแค้นให้กับบิดาเราŽ

      จ้าวกวนมองดูหน้าด้านข้างของมัน เห็นมันหน้าเคร่งเครียดขรึมลง จึงไม่กล้าถามต่อ คนเสเพลเหลียวหน้ามา ยิ้มพลางกล่าวว่า เอ่ยถึงความหลังเหล่านี้ไยกัน? จ้าวกวน เจ้าไม่ยินดีที่เราบอกว่าเจ้าคลับคล้ายมารดา เพราะว่าเจ้าไม่ชมชอบที่ตัวเองมีหน้าตางดงาม ใช่หรือไม่?Ž

      จ้าวกวนคิดไม่ถึงว่ามันจะถามเช่นนี้ ต้องหน้าแดงวูบหนึ่งกล่าวว่า จึงมิใช่ ท่านกล่าวเหลวไหลอันใด?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า หน้าตางดงามมิใช่เรื่องเสียหาย เหล่าหญิงสาวจะโผเข้าสู่อ้อมอกเจ้ามีอันใดไม่ดี?Ž พลางก้มศีรษะลง กระซิบบอกว่า เราจะสอนวิธีหนึ่งแก่เจ้า รอจนเจ้าเติบใหญ่ก็ไว้หนวดเคราปกปิดใบหน้าของเจ้าเอาไว้Ž

      จ้าวกวนไม่ทราบสมควรหัวร่อหรือขุ่นเคืองดีจึงถลึงมองมันคราหนึ่ง ยามนั้นเรือข้ามฟากแจวมาถึง คนเสเพลชักชวนให้ลงเรือ แต่หาจูงม้าไปไม่

      จ้าวกวนคิดถามว่าม้าเล่า กลับเห็นคนเสเพลกะพริบตาให้กับมัน จ้าวกวนเข้าใจด้วยปัญญาไว ไม่เอ่ยปากถามไถ่ ทั้งสองลงเรือข้ามฟากปรากฏผู้คนสิบกว่าคนตามมา ล้วนแล้วแต่เป็นชาวนาคนตัดฟืน

      เรือข้ามฟากลอยลำถึงกลางแม่น้ำ คนเสเพลพลันกล่าวว่า จ้าวกวน วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวสมควรลงน้ำไปคลายร้อนแล้วŽ เสียงขาดคำประกายดาบวูบขึ้นแวบหนึ่ง ที่ด้านหลังก็บังเกิดเสียงแผดร้องคราหนึ่ง ที่แท้คนเสเพลชักดาบฟันชาวนาผู้หนึ่งล้มตายลง

      จ้าวกวนตื่นตระหนกยิ่ง ร้องว่า ท่านทำอะไร?Ž จากนั้นเห็นชัดตาว่า ชาวนานั้นล้มลงบนดาดฟ้าเรือ ในมือยังถือมีดสั้นเล่มหนึ่ง แสดงว่าคิดลอบทำร้าย แต่ที่ด้านหลังคนเสเพลคล้ายมีดวงตางอกเงย ชิงชักดาบฆ่าคน

      ผู้คนบนเรือทั้งสิบกว่าคน รวมทั้งชายชราเจ้าของเรือข้ามฟาก ล้วนจับจ้องมองคนทั้งสองอย่างเย็นชา คนเสเพลถือดาบยืนหยัดมั่นแค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า พรรคฉางจิ้งปาง (พรรคสุขยืนยาว) คิดปล้นชิงกลางแม่น้ำอีกหรือ?Ž

      เจ้าของเรือข้ามฟากส่งเสียงร้องคำหนึ่งผู้คนสิบกว่าคนพากันล้วงอาวุธที่ซุกซ่อนไว้ออกมา บางคนถือดาบ บางคนใช้กระบอง จู่โจมโหมใส่คนเสเพลเป็นจุดเดียว

      คนเสเพลขยับข้อมือ ประกายดาบวูบอีกครา ฟาดฟันติดต่อกันสามดาบ ได้ยินเสียงฉับฉับฉับ คนที่บุกเข้ามาก่อนสามคนถูกฟาดฟันพลิกร่วงลงจากเหลือ ที่หลงเหลือโห่ร้องพลางกลุ้มรุมเข้ามา ล้วนมีฝีมือมิใช่ชั่ว

      คนเสเพลใช้ดาบรางสายฟ้าคะนองฝนเพียงเห็นเงาดาบแปลบปลาบ กระแสลมดาบดังเพียงเห็นเงาดาบแปลบปลาบ กระแสลมดาบกราดเกรี้ยว ทุกดาบล้วนเห็นเลือด ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจต้านทานรับมันแม้สักดาบเดียว

      จ้าวกวนไม่เคยเห็นเพลงดาบที่สูงล้ำถึงเพียงนี้มาก่อน สร้างความแตกตื่นเลื่อมใสยิ่งขณะที่ชมดูจนเคลิบเคลิ้ม พลันรู้สึกมีประกายเย็นเยียบผ่านเข้าสู่คลองจักษุ คนผู้หนึ่งฟันดาบใส่มัน

      จ้าวกวนแม้ฝึกวิชาพิษ ด้านพลังฝีมือกลับพื้นเพธรรมดา ต้องอุทานด้วยความตระหนกถลันหลบไปด้านหลังคนเสเพล คนเสเพลวกดาบมารับดาบนี้เอาไว้ เสียงเคร้งคราหนึ่งคนผู้นั้นถูกฟาดฟันจนดาบแทบหลุดจากมือคนเสเพลพลันตวัดเท้า เตะมันร่วงหล่นลงน้ำ เรือข้ามฟากส่ายโคลงเคลง จ้าวกวนรีบคว้าจับกราบเรือไว้ จึงไม่พลัดตกลงจากเรือ

      ยามนั้นคนเสเพลฟาดฟันทำร้ายผู้คนสิบกว่าคน เตะลงแม่น้ำไป ที่หลงเหลือสองคนไหนเลยกล้าสู้สืบต่อ หนึ่งในสองกระโจนลงน้ำ คิดหมายหลบหนี คนเสเพลยื่นเท้าเขี่ยวูบเขี่ยดาบที่ตกอยู่บนดาดฟ้าเรือเล่มหนึ่งขึ้นมา คมดาบแหวกฝ่าอากาศไป ปักใส่กลางหลังคนผู้นั้น คนผู้นั้นแผดร้องคำหนึ่ง จมลงในน้ำ ปรากฏโลหิตทะลักขึ้นมา

      สุดท้ายเพียงหลงเหลือชายชราที่เป็นเจ้าของเรือข้ามฟาก มันแตกตื่นจนขวัญหาย โยนอาวุธทิ้ง คุกเข่าโครมลง ร้องว่า ท่านผู้กล้าโปรดไว้ชีวิตŽ

      คนเสเพลแค่นเสียงดังเฮอะตวาดว่า เป็นเด็กน้อยจางจิ้งใช้ให้พวกเจ้าลงมือหรือ?Ž

      เจ้าของเรือข้ามฟากโขกศีรษะกล่าวว่า ถูกแล้ว เป็นคำสั่งของปางจู่ (หัวหน้าพรรค)Ž

      คนเสเพลถามว่า มันอยู่ละแวกใกล้เคียงหรือ?Ž

      เจ้าของเรือข้ามฟากไม่กล้าไม่ตอบคำผงกศีรษะรับ คนเสเพลกล่าวว่า เจ้าส่งพวกเรากลับไปที่ฝั่งใต้ บอกต่อจางจิ้งว่า เราแซ่เฉิงนามต๋า ให้มันมาพบเรา เราจะรอมันที่โรงเตี๊ยมเซวียนไหลŽ

      เจ้าของเรือข้ามฟากสะดุ้งเฮือก กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า ที่แท้เป็นเฉิงเส้าแหย(นายน้อยเฉิง) ผู้น้อยมีตาแต่ไร้แวว ไม่ทราบเป็นเฉิงเส้าแหยพวกเราได้รับคำสั่งมาเสาะหาทารกนี้ หามีเจตนาตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านไม่Ž

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น พวกมันมาหาเราจริงๆ คนเสเพลกับกลายเป็นเฉิงเส้าแหย เจ้าของเรือข้ามฟากไฉนเกรงกลัวมันถึงเพียงนี้?ž

      เห็นเจ้าของเรือข้ามฟากโขกศีรษะอีกหลายครา ค่อยลุกขึ้นหยิบฉวยพาย แจวเรือกลับฝั่งใต้ให้ทั้งสองขึ้นจากเรือ

      คนเสเพลกบจ้าวกวนจูงม้ามาถึงโรงเตี๊ยมเซวียนไหลซึ่งอยู่ติดแม่น้ำ เปิดห้องพักห้องหนึ่ง คนเสเพลปิดประตูห้องลง กล่าวเสียงหนักๆว่า จ้าวกวน เจ้าบอกเล่าโดยละเอียดว่ามารดาเจ้าเสียชีวิตอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนจึงบอกเล่าเรื่องราวที่มารดาตามล่าโจรปล้นสวาทนั้น แต่คว้าน้ำเหลว โจรปล้นสวาทฆ่าตัวตายอยู่ในเรือนท่วงทำนองรัก ตนเองออกตามหาสามีภรรยาแซ่เฉิน กลับคลาดจากกัน พอกลับถึงบ้านพบว่าผู้คนในตึกถูกสังหารสิ้นให้ทราบ คนเสเพลพอฟังจบ ขมวดคิ้วกล่าวว่า ฝ่ายตรงข้ามละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ ไหนเลยส่งลิ่วล้อเช่นพรรคฉางจิ้งปางมาจับตัวเจ้า? เกรงว่าเรื่องนี้มีเลศนัย คาดว่าเด็กน้อยจางจิ้งไม่กล้าไม่มาพบเรา รอจนมันมาถึง เราค่อยคาดคั้นความจริงจากมันŽ

      จ้าวกวนกล่าวถามว่า พวกมันไฉนเกรงกลัวท่านถึงเพียงนี้?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า พวกมันมิใช่เกรงกลัวเรา หากแต่กลัวเกรงเฉิงเอ้าลี่ผุ้เป็นบิดาเราŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับ ซึ่งความจริงเฉิงเอ้าลี่เสียชีวิตไปเกือบห้าสิบปี พวกมันไหนเลยเกรงกลัวคนที่ตายแล้ว ที่กลัวเกรงคือคนเสเพลเฉิงต๋า ครั้งกระโน้นคนเสเพลนำกลังพรรคชิงปางบุกสำนักใหญ่พรรคชิงปาง บีบบังคับปางจู่(ประมุขพรรค) หวังเวิ่นซีฆ่าตัวตาย ล้างแค้นให้กับบิดา ตอนนั้นทั้งหมดคิดสนับสนุนมันเป็นปางจู่ คนเสเพลปฏิเสธไม่ยอมรับ ยกตำแหน่งประมุขพรรคแก่บุตรชายของจ้าวเฮิ่นสุ่ย ซึ่งมีพระคุณต่อมัน คนของพรรคชิงปางล้วนเคารพยกย่องมัน ดังนั้นมันแม้เป็นคนเสเพลในยทุธจักร แต่มีศักดิ์ฐานะในพรรคชิงปางสูงยิ่งอาศัยพรรคเล็กเช่นพรรคฉางจิ้งปางไหนเลยกล้าตอแยมัน

      ไม่นานให้หลัง ได้ยินเสียงฝีเท้ามาถึงหน้าประตู คนผู้หนึ่งกล่าวว่า เฉิงเส้าแหย ผู้น้อยจางจิ้งขอเข้าพบŽ

      คนเสเพลบอกให้เข้ามา เห็นคนชุดดำศีรษะเล็กผู้หนึ่งผลักประตูเข้ามา น้อมคำนับต่อคนเสเพล คนเสเพลตวาดว่า จางจิ้ง เจ้าขวัญกล้าบังอาจนัก กลับลงมือต่อเราŽ

      จ้างจิ้งรีบกล่าวว่า ผู้น้อยไม่ทราบว่าเป็นเฉิงเส้าแหย ไม่เช่นนั้นต่อให้มีขวัญกล้าเทียมฟ้าก็ไม่กล้าลงมือต่อท่านผู้เฒ่าŽ

      คนเสเพลแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า คาดว่าเจ้าไม่กล้า บอกมาตามความสัตย์ว่า เป็นผู้ใดใช้ให้เจ้ามาจับตัวทารกนี้?Ž

      จางจิ้งกล่าวว่า ผู้น้อยได้รับคำสั่งเบื้องบนให้ลงมือ เรื่องนี้มีคำสั่งอย่างเข้มงวด ผู้น้อยไม่กล้ากล่าวมากความŽ

      คนเสเพลกล่าวว่า เบื้องบน? เป็นพรรคชิงปางหรือ?Ž

      จางจิ้งลังเลอยู่ครึ่งค่อนวันจึงกล่าว การลงมือของผู้น้อยครั้งนี้ ไม่ได้รับคำสั่งจากพรรคชิงปางŽ

      คนเสเพลกล่าวอย่างสงสัยใจว่า เจ้าไม่ได้รับคำสั่งจากพรรคชิงปาง อย่างนั้นรับคำสั่งจากผู้ใด?Ž

      จางจิ้งไม่ตอบคำ คนเสเพลขบคิดแล้วถามโพล่งว่า เป็นหลงปาง (พรรคมังกร)?Ž

      จางจิ้งนิ่งเงียบงัน เท่ากับยอมรับโดยดุษณี คนเสเพลกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า หลิงฮูหยิน (คำเรียกภรรยาคนแซ่หลิง) หลังจากถอนตัว ก็ยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคแก่คนสนิทของหู่เสีย (ยอดพยัคฆ์) นามหวินหลงอิง หลายปีมานี้หวินหลงอิงขยับขยายพรรคมังกร จนแทบทัดเทียมกับพรรคชิงปาง เจ้าได้รับคำสั่งจากพรรคมังกรหรือ?Ž

      จางจิ้งไม่อาจบ่ายเบี่ยง ได้แต่เล่าว่า เรื่องราวต้องเริ่มตั้งแต่หลายปีก่อน ตอนนั้นมีทูตพรรคมังกรผู้หนึ่งส่งข่าวถึงพรรคเราว่า เมืองซูโจวมีเด็กชายผู้หนึ่ง เป็นบุตรของนางคณิกาเรือนท่วงทำนองรัก ให้พวกเราดูแลให้ดี ดังนั้นพวกเราจึงจับตาดูเสี่ยวเส้าแหย (นายน้อยอายุเยาว์) ผู้นี้ ต่อมาฟังว่าเรือนท่วงทำนองรักเกิดเรื่องขึ้น หูตาพวกเราเห็นเสี่ยวเส้าแหยออกจากเมืองซูโจว เราจึงรายงานขึ้นไป ทูตผู้นั้นก็บอกให้พวกเรารีบเชิญตัวเสี่ยวเส้าแหยไปที่พรรคมังกรŽ

      คนเสเพลกับจ้าวกวนพอฟัง ล้วนบังเกิดความตื่นเต้นสงสัย สบตากันแวบหนึ่ง คนเสเพลถามว่า หวินปางจู่ (หัวหน้าพรรคแซ่หวิน) ไฉนให้ความสนใจเด็กชายผู้นี้ถึงเพียงนี้?Ž

      จางจิ้งอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว ประการนี้ผู้น้อยย่อมไม่กล้าเรียนถาม แต่ก็สืบเสาะเป็นการลับ ทราบว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน หวินปางจู่เคยไปที่เมืองซูโจว แวะเวียนไปเรือนท่วงทำนองรัก ใกล้ชิดกับนางคณิกาแซ่หลิวนางหนึ่ง ภายหลังพวกเราครุ่นคิด เรือนท่วงทำนองรักมรแต่เจ้าของสถานที่ที่แซ่หลิว อย่างนั้นหวินปางจู่คงเป็นแขกของหลิวชีเหนียงแล้ว ต่อมาพวกเราทราบว่าเสี่ยวเส้าแหยผู้นี้เป็นบุตรชายคนเดียวของหลิวชีเหนียง จึงมุ่งเป้ามาที่เขาŽ

      คนเสเพลพอฟัง พลันหัวร่อฮาฮาออกมาจางจิ้งไม่ทราบว่ามันกล่าวผิดอันใด ต้องเหม่อมองดูมัน จ้าวกวนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

      จ้าวกวนเติบโตขึ้นมาในหอนางโลม ไม่เคยสืบสาวว่าบิดาเป็นใคร จะอย่างไรนงคณิการับแขกไม่เลือกหน้า มันอาจเป็นบุตรของผู้ใดก็ได้หวนนึกถึงสิบสามปีมานี้ มารดาเพียงบอกว่า นับว่ามีนิสัยเดียวกับบิดาเจ้าที่นิยมสุราเมรัยŽ ค่อยทราบว่าบิดามันนิยมสุรา อื่นๆหาทราบไม่ ยามนั้นคิดถามว่า หวินปางจู่ชมชอบดื่มสุราหรือไม่?Ž แต่คำถามนี้ไม่อาจกล่าวจากปาก สร้างความคับข้องใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น มารดาตั้งชื่อเราว่าจ้าวกวนบิดาเราย่อมต้องแซ่จ้าว แต่ตอนนี้มีบิดาอยู่สองคน คนหนึ่งแซ่เฉิง คนหนึ่งแซ่หวินที่แท้เป็นเรื่องราวใด?Ž

      คนเสเพลหัวร่ออยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว จางจิ้งเจ้าวางใจ เราจะไม่บอกเรื่องนี้ออกไป เช่นนี้เถอะ เจ้าจัดคนนำทาง เรากับเสี่ยวเส้าแหยผู้นี้จะไปยังพรรคมังกร พบกับหวินปางจู่เองŽ

จางจิ้งยินดียิ่ง กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราจะทำหน้าที่น้อมส่งท่านทั้งสองไปยังพรรคมังกรด้วยตัวเองŽ

      คนเสเพลกล่าวว่า เช่นนี้ก็ดี พวกเราพักผ่อนหนึ่งวัน พรุ่งนี้ออกเดินทางŽ

      จางจิ้งรับคำ กล่าวคำอำลาล่าถอยออกไปจ้าวกวนเห็นคนเสเพลยังคงแย้มยิ้ม ต้องกล่าวอย่างไม่พอใจว่า ยิ้มพอแล้วหรือไม่?Ž

      คนเสเพลหัวร่อออกมา กล่าวว่า มารดาเจ้าไม่รวบรัดธรรมดา กลับคบหากับหวินหลงอิงŽ

      จ้าวกวนถามว่าหวินหลงอิงเป็นอย่างไรคนเสเพลกล่าวว่า จ้าวกวน ยุทธจักรประกอบด้วยค่ายพรรคสำนัก ได้แก่เก้าสำนักใหญ่ สองพรรค สามสำนัก สี่ตระกูลใหญ่ ต่อมาพรรคมังกรผุดขึ้น แทบไล่กวดตามพรรคชิงปางทันหลังจากนั้นเกิดการศึกที่หนันชาง เหล่าค่าย      สำนักตระกูลใหญ่เสื่อมทรุดลง ขณะที่พรรคชิงปางกลับกลายเป็นพรรคใหญ่ รองลงมาคือพรรคกระยาจก จากนั้นจึงเป็นพรรคมังกร พรรคมังกรก่อตั้งโดยหู่เสีย (ยอดพยัคฆ์) เมื่อสืบทอดถึงหลิงฮูหยินนามฉินเอี้ยนหลง ก็สร้างชื่อเกริกไกร ทำการล้มล้างนิกายอัคคีที่ก่อหวอดสร้างเภทภัยไปทั่วแผ่นดิน...Ž

      จ้าวกวนทวนคำ นิกายอัคคี?Ž คนเสเพลกล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ในการศึกที่หนันชาง หลิงเซียวกับฉินเอี้ยนหลงนำกำลังชาวยุทธจักรบุกนิกายอัคคี กวาดล้างหมู่มารร้าย ยามนี้นิกายอัคคีถูกขุดรากถอนโคน ไม่ปรากฏขึ้นในยุทธจักรอีกŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับทราบ คนเสเพลกล่าวอีกว่า ภายหลังฉินเอี้ยนหลงถอนตัวออกจากยุทธจักร ยกพรรคมังกรให้กับหวินหลงอิง มันมีความสามารถไม่น้อย อายุไม่ถึงห้าสิบปี ก็ได้รับการขนานนามร่วมกับหัวหน้าพรรคกระยาจกและประมุขพรรคชิงปางŽ

      จ้าวกวนไม่ทราบต้องการให้ผู้ใดเป็นบิดาของตนเองดีกว่า ยามนั้นครุ่นคิด อาจบางทีท่านแม่เรียกเราว่าจ้าวกวน เพียงดึงเอาแซ่หนึ่งแซ่ใดมา หากให้เราใช้แซ่จีตามนาง เราไยมิใช่เรียกว่าจีกวน ฟังดูระคายหูนัก โอ เราช่างเลอะเทอะนัก ทั้งไม่ทราบว่าศัตรูที่ฆ่ามารดาเป็นใคร และไม่ทราบว่าบิดาผู้ให้กำเนิดเป็นใครž

      คนเสเพลคล้ายเห็นว่าเราเองนี้สนุกสนานน่าสนใจ ส่งผู้รับใช้ยกสุราอาหารเข้ามาดื่มกินจ้าวกวนมองดูคนเสเพลดื่มสุราชามแล้วชามเล่าต้องครุ่นคิด คนผู้นี้นิยมดื่มสุรา อาจเป็นบิดาเรา แต่ไม่แน่ว่าหวินปางจู่ก็นิยมสุราเช่นกัน มารดามันเถอะ เราพานดื่มสักหลายถ้วยจะได้ไม่ต้องเปลืองสมองครุ่นคิดž ดังนั้นดื่มกินกับคนเสเพล จนเมามายไม่ได้สติ

      วันรุ่งขึ้นจ้าวกวนหลับใหลถึงหลังเที่ยงค่อยตื่นขึ้นมา หลังเที่ยงยังพักผ่อนอีกครึ่งวันจวบกระทั่งวันที่สองค่อยออกเดินทาง จางจิ้งว่าจ้างรถใหญ่คันหนึ่งให้ทั้งสองโดยสาร ตลอดรายทางกินดีอยู่ดี ขึ้นสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ

      จ้าวกวนทราบว่าตนเองพอไปถึงพรรคมังกร ชาติกำเนิดคงกระจ่างชัด หากตนเองมิใช่บุตรชายของคนเสเพล ก็ต้องแยกทางกับมัน ยามนั้นครุ่นคิด คนผู้นี้มีเพลงดาบสูงเยี่ยม หากเราไม่ร่ำเรียนกับมัน หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสอีก แต่ว่ามันกับเราอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันไหนเลยถ่ายทอดเพลงดาบแก่เรา?ž

      ค่ำคืนนี้ทั้งสองรับประทานอาหารในห้องพัก จ้าวกวนค่อยปลุกปลอบความกล้ากล่าวว่า ท่านอาเฉิง วันที่ท่านฆ่าคนของพรรคฉางจิ้งปางบนเรือข้ามฟาก มีกระบวนท่าหนึ่งเป็นเช่นนี้...Ž พลางใช้ตะเกียบแทนดาบ ฟันขวางไปทางขวาค่อยลากเฉียงๆกลับมา จู่โจมใส่ท่อนบนของศัตรูหลังจากแสดงท่วงท่าออกมาจึงกล่าว ข้าพเจ้าครุ่นคิด เหตุดาบของท่านฟันสูงถึงเพียงนั้นหากเปลี่ยนเป็นฟันใส่ลำตัว ไม่ฟันถูกศัตรูได้ง่ายกว่าหรอกหรือ?Ž

      คนเสเพลวางตะเกียบ มองดูมันแสดงท่วงท่า กล่าวว่า ดาบที่ฟันใส่ท่อนบนเป็นท่าหลอกล่อ หลังจากนั้นยังมีท่าตามหลังสามสี่ประการ มิใช่ทำร้ายศัตรูในดาบเดียว คนถือกระบองนั้นใช้การไม่ได้ ถูกดาบแรกของเราฟันใส่หัวไหล่ หากเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือ เกรงว่าฟันไม่ถูก เราพอพลิกแพลงกระบวนท่า จะเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ แล้วค่อยจู่โจมใหม่Ž

      จ้าวกวนนึกทบทวนดูแล้วกล่าว ตอนนั้นดาบของท่านชี้เฉียงออกนอก ต้องพลิกแพลงกระบวนท่าอย่างไร จึงเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ?Ž

      คนเสเพลแย้มยิ้มไม่ตอบคำ กล่าวว่า เจ้าคิดฝึกเพลงดาบจากเรา ก็บอกตรงๆ เจ้าเข้าใจว่าเราถ่ายทอดให้หรือไม่ถ่ายทอดให้?Ž

      จ้าวกวนบอกกล่าวตามตรงว่า หากข้าพเจ้าเคารพท่านเป็นบิดา ท่านคงถ่ายทอดให้ หากข้าพเจ้าไม่ยอมรับ คาดว่าท่านไม่ถ่ายทอดให้Ž

      คนเสเพลหัวร่อฮาฮากล่าวว่า เจ้ากลับเข้าใจเป็นอย่างดีŽ

      จ้าวกวนทอดถอนใจกล่าวว่า แล้วกันไปเถอะท่านแม่ไม่ได้บอกต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไหนเลยทราบว่าท่านพ่อเป็นใคร? หากข้าพเจ้าเคารพท่านเป็นบิดา มาตรว่ามิใช่ ไยมิใช่กลายเป็นเลอะเทอะเหลวไหล?Ž

      คนเสเพลมองดูมัน กล่าวว่า จ้าวกวน หากเจ้าไม่กลัวความยากลำบาก เราจะถ่ายทอดเพลงดาบให้Ž

      จ้าวกวนลิงโลดยินดียิ่ง รีบพลิกตัวลงจากเก้าอี้ โขกศีรษะต่อคนเสเพลสามครั้งครา

      คนเสเพลไม่ประคับประคองมัน กล่าวช้าๆว่า อันว่าเป็นอาจารย์หนึ่งวัน เฉกเช่นบิดาชั่วชีวิตวันนี้เจ้าโขกศีรษะต่อเราสามครั้ง ถือว่าเป็นศิษย์ของเรา เราย่อมถ่ายทอดเพลงดาบลมครอบคลุมแก่เจ้า หลังจากนี้ไม่ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ความสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์ของพวกเราจะไม่เปลี่ยนแปลง ทราบหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนกล่าวด้วยความยินดีว่า เรียนซือฟู่ (คำเรียกอาจารย์) ศิษย์ทราบดีŽ

      คนเสเพลสั่นศีรษะกล่าวว่า เจ้าไม่ต้องเรียกเราว่าซือฟู่ ยังคงเรียกเราเป็นท่านอาเฉิงŽ

      จ้าวกวนรับคำ วันรุ่งขึ้นคนเสเพลเริ่มถ่ายทอดเพลงดาบแก่จ้าวกวน คนเสพเพลยามปรกติปล่อยตัวตามสบาย ยามถ่ายทอดเพลงดาบกลับเข้มงวดกวนขัน จ้าวกวนพอปล่อยปละละเลยจะถูกตำหนิดุด่า จ้าวกวนความจริงฝึกฝีมือพื้นเพธรรมดา ไม่เคยสัมผัสกับเพลงดาบขั้นสูง ยามนี้พบพานอาจารย์เลิศล้ำ ก็ละทิ้งนิสัยที่เกียจคร้าน ฝึกฝีมืออย่างจริงจัง

      ตลอดรายทางคนเสเพลจงใจชะลอการเดินทาง หาข้ออ้างนำจ้าวกวนขึ้นเขาไปชมทิวทัศน์หยุดแวะเป็นเวลาหลายวัน รอจนจ้าวกวนฝึกซ้อมกระบวนท่าหนึ่งท่าใดจนช่ำชองชำนาญค่อยเดินทางต่อ

เช่นนี้เดินทางเกือบสามเดือน ค่อยบรรลุถึงภูเขาอู่ผานซาน ยามนี้จ้าวกวนฝึกเพลงดาบลมครอบคลุมได้สามสี่ส่วน หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของมัน คนเสเพลยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาตัวเบา ให้มันศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง

      ทั้งสามมาถึงเชิงเขา หยุดพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง จางจิ้งขั้นเขาไปรายงานต่อพรรคมังกร คนเสเพลบอกให้จ้าวกวนมาที่ลานตึกหลังร่ายรำเพลงดาบลมครอบคลุมออกมา หากพบว่าไม่ถูกต้อง จะคอยชี้แนะแก้ไข รอจนจ้าวกวนร่ายรำออกมาสามเที่ยว แน่ใจว่าไม่ผิดพลาด คนเสเพลจึงกล่าว กวนเอ๋อ เจ้าเฉลียวฉลาด เรียนรู้รวดเร็วยิ่ง แต่วิทยายุทธ์ต้องฝึกทบทวนทุกควบคุมเจ้าทุกเข้าค่ำ หวังให้เจ้ากระทำในสิ่งที่ถูกที่ควรŽ

      จ้าวกวนใจหายวาบกล่าวว่า ท่านอาเฉิง ท่าน...ท่านคิดไปแล้ว?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า เรื่องราวในโลกเมื่อพบพานต้องจากกัน พวกเราใช้ชีวิตร่วมกันช่วงหนึ่งถือว่ามีวาสนา อันว่าอยู่ร่วมแยกจาก เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เราส่งเจ้าขึ้นเขา ส่งมอบเจ้าต่อหวินปางจู่ หลังจากนั้นเราต้องไปแล้วŽ

      จ้าวกวนบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ ระหว่างนี้ในใจมันยึดถือคนเสเพลเป็นบิดา ยิ่งมายิ่งเคารพรัก ภาวนาให้มันนำตนเองร่วมทางตนเองจะได้มีผู้อาวุโสที่พึ่งพาได้ มิคาดมันกลับตัดรอนตนเอง จากนั้นครุ่นคิด คนเสเพลเช่นท่านไหนเลยนำบุตรชายคนหนึ่งท่องยุทธจักรได้? อย่าว่าแต่เราไม่แน่ว่าจะเป็นบุตรชายของท่าน ท่านแม่ก็มิใช่ภรรยาโดยชอบธรรมของท่านž ในใจแม้ครุ่นคิดเช่นนี้ หากยังเกิดความอาลัยอาวรณ์ สูดลมหายใจคำหนึ่ง คุกเข่าลงโขกศีรษะอย่างนอบน้อม

      คนเสเพลประคองมันขึ้นมากล่าวว่า มารดาเจ้าเป็นยอดหญิงที่เราให้การยกย่อง อย่าว่าแต่คราก่อนนางเคยมีบุญคุณต่อเรา เจ้าเป็นบุตรของจีฮั่วเฮ่อ เราถ่ายทอดเพลงดาบแก่เจ้า ถือเป็นภาระและหน้าที่อยู่แล้วŽ

      จ้าวกวนรับฟังจนประหวั่นลนลานอยู่บ้างครุ่นคิดขึ้น ท่านไม่เอ่ยถึงเรื่องรับเราเป็นบุตรชายอีก ตอนนี้บอกว่าที่ถ่ายทอดเพลงดาบแก่เรา เพราะท่านแม่เคยมีบุญคุณต่อท่านหาใช่เราเป็นบุตรชายของท่านไม่ž

      ยามนั้นจางจิ้งรุดมายังลานตึกหลัง ถ่ายอดคำพูดของหัวหน้าพรรคมังกร เชิญทั้งสองขึ้นเขา ที่ด้านหลังยังติดตามด้วยคนของพรรคมังกรสี่คน ทำการควรวะต่อทั้งสอง รับหน้าที่นำทั้งสองขึ้นเขา

 

      16 พำนักวังมังกร

      เส้นทางที่ทอดขึ้นสู่ที่ตั้งพรรคมังกรลาดชันยิ่ง คนทั้งหกแม้มีฝีมือติดตัว ยังใช้เวลาเดินทางถึงชั่วยาม ค่อยมาถึงทางหินเขียวที่ทอดถึงที่ตั้งพรรคมังกร

      พรรคมังกรตั้งอยู่ที่วังมังกร มองแต่ไกลเห็นประตูวังมังกรสูงตระหง่าน สลักเสลารูปมังกรบินพันรอบเสา โออ่าภูมิฐานยิ่ง รอจนเดินเข้าใกล้ ค่อยเห็นชายกลางคนร่างสูงตระหง่านผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู คนสวมชุดยาวสีเขียว ใบหน้าสี่เหลี่ยมคิ้วเรียวจรดจอนมีบุคลิกภาพเหนือธรรมดา

      คนของพรรคมังกรทั้งสี่พากันน้อมคารวะเรียกหา ปางจู่ (หัวหน้าพรรค)Ž ที่ท้าคนผู้นี้คือหัวหน้าพรรคมังกรหวินหลงอิง

      หวินหลงอิงสำรวจดูจ้าวกวนเที่ยวหนึ่งค่อยประสานมือคารวะต่อคนเสเพล คนเสพเพลก็คารวะตอบ หวินหลงอิงเชื้อเชิญทั้งสองเข้าวังไปนั่งดื่มชา มันทราบแต่แรกว่าคนเสเพลร่วมทางมากับจ้าวกวน แต่ไม่ทราบว่ามีความสัมพันธ์ใดกับจ้าวกวน เหตุใดคุ้มครองส่งจ้าวกวนเดินทางเป็นพันลี้มาถึงวังมังกร

      หวินหลงอิงคิดสอบถาม แต่ก็เห็นว่าไม่สะดวกกับการถามไถ่ สุดท้ายอ้างว่ามีดาบวิเศษเล่มหนึ่ง เชื้อเชิญคนเสเพลไปชมดู พร้อมทั้งสั่งบ่าวไพร่จัดหาอาหารว่างมาให้กับจ้าวกวน

      จ้าวกวนมองดูหวินหลงอิงนำคนเสเพลเข้าไปยังห้องข้างหลังห้องโถง ต้องครุ่นคิด คนทั้งสองล้วนเป็นผู้กล้าแห่งยุค ทั้งเข้าใจว่าเราเป็นบุตรชายของพวกท่าน ไม่ทราบว่าสนทนาเรื่องอันใด?ž

      ประมาณชั่วหม้อข้าวเดือด คนเสเพลกับหวินหลงองิค่อยกลับออกมา ทั้งสองล้วนมีสีหน้าเป็นปรกติ ไม่คล้ายกับโต้เถียงกัน กลับออกมานั่งสนทนาต่อ จนกระทั่งบ่าวไพร่ผู้หนึ่งเข้ามาบอกว่าฮูหยินขอเชิญ หวินหลงอิงค่อยขอตัวไปยังห้องโถงชั้นใน

      คนเสเพลก็ผุดลุกขึ้น ชักชวนจ้าวกวนมายังลานตึกข้างห้องโถง ยิ้มพลางกล่าวว่า จ้าวกวน อย่าได้ก่อเรื่องราวŽ

      จ้าวกวนรู้สึกหัวใจตกวูบลง คิดถามว่า หวินปางจู่เป็นบิดาเราจริงๆ?Ž ยังไม่ทันออกปากถาม คนเสเพลก็กล่าวอีกว่า มีอยู่สองเรื่องที่เจ้าควรจดจำไว้ หนึ่ง หวินปางจู่รู้จักมารดาเจ้า แต่ไม่ทราบว่านางเป็นจีฮั่วเฮ่อ ซึ่งได้รับการขนานนามอยู่ในสามบุปผายุทธจักร และไม่ทราบว่าพวกเจ้าเป็นคนของสำนักร้อยบุปผา เราไม่ได้บ่งบอกเจ้าคิดบอกหรือไม่ล้วนแล้วแต่เจ้า สอง เราถ่ายทอดเพลงดาบแก่เจ้า อย่าได้แสดงต่อหน้าผู้คน ให้ขั้นเขาไปฝึกซ้อมทุกเช้าค่ำอย่าได้ปล่อยวางแต่กลางคันŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับ อดน้ำตาคลอหน่วยมิได้ คนเสเพลกล่าวจบก็กลับเข้าห้องโถง ยามนั้นหวินหลงอิงกลับออกมาแล้ว คนเสเพลจึงกล่าวคำอำลา จากนั้นเดินมาตบไหล่จ้าวกวนคราหนึ่ง หันกายออกจากห้องโถง ก้าวยาวๆลงจากเขา

      จ้าวกวนติดตามออกไป มองดูเงาหลังคนเสเพล ในใจไม่ทราบเป็นรสชาติใด ได้ยินหวินหลงอิงที่ด้านหลังกล่าวว่า อาฟุ เจ้านำเส้าแหย (นายน้อย) ไปพักผ่อนที่ห้อง ยามโหย่ว (สิบแปดนาฬิกา) รับประทานอาหาร เจ้านำมันไปที่ห้องอาหารฮูหยินต้องการพบมันŽ

      จ้าวกวนหันกายมา เห็นหวินหลงอิงหันไปสนทนากับบริวารสองคน บ่าวไพร่อาฟุเดินเข้ามา ผายมือเชิญมันเข้าวัง มันเหลียวหน้ามองเห็นคนเสเพลหายลับกับหลังเขาแล้ว จึงติดตามอาฟุไป

      วังมังกรปลุกสร้างอย่างงดงาม เส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลด แต่จ้าวกวนไม่มีกะใจชมดูสถานที่ ติดตามอาฟุเดินอยู่ครู่หนึ่ง มาถึงห้องข้างหลังหนึ่ง อาฟุเปิดประตูให้กับมัน กล่าวว่า เส้าแหย นี่เป็นห้องของท่านŽ

      จ้าวกวนเห็นห้องหับสะอาดสะอ้าน ตรงกลางเป็นห้องรับแขกเล็กๆ ด้านซ้ายเป็นห้องนอน ด้านขวาเป็นห้องหนังสือ มันเดินเข้าห้องนอน เห็นบนเตียงมีผ้าห่มหมอนหนุน พอเปิดตู้เสื้อผ้าออก ภายในพับเสื้อผ้าชนิดต่างๆมันลองหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาทาบกับร่างพบว่ารับรูปพอดี ต้องงงงันวูบหนึ่ง

      อาฟุยิ้มพลางกล่าวว่า เส้าแหย เหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ทราบว่าท่านจะมา จึงสั่งให้จัดเตรียมสถานที่ ทั้งบอกให้ไหน่ไหนสั่งหญิงรับใช้ตัดเย็บเสื้อฟ้าสำหรับท่านŽ

      ระหว่างที่จ้าวกวนอยู่ที่เรือนท่วงทำนองรักแม้มีความเป็นอยู่ดีเลิศกว่าเด็กรบใช้ทั่วไป แต่ก็มีเพียงห้องนอนเล็กๆ และเสื้อผ้าสามชุด ห้องหลังนี้ยังกว้างใหญ่กว่าห้องของมารดา ทั้งจัดเตรียมเสื้อผ้าเต็มตู้ ต้องครุ่นคิด พวกมันยึดถือเราเป็นเส้าแหย (นายน้อย) จริงๆ ? ไหน่ไหนเป็นใคร เป็นภรรยาของหวินปางจู่หรือ?ž

      มันคลุกคลีกับคนของเรือนท่วงทำนองรักมาก่อน จึงชวนสนทนากับอาฟุ ไม่นานก็จับใจความได้ ที่แท้หวินหลงอิงไม่มีบุตรชาย หวินฮูหยิน (ภรรยาของคนแซ่หวิน) เพียงให้กำเนิดบุตรสาวนางหนึ่ง มีอายุมากกว่าจ้าวกวนสามปี ปีนี้พอดีอายุสิบหก แต่หมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตึกพยัคฆ์คำรนหลิงปี่อี้หวินหลงอิงแม้รับศิษย์ไม่น้อย แต่นึกเสียใจที่ไม่มีบุตรชายพบ ย่อมปลาบปลื้มยินดี

      จ้าวกวนครุ่นคิดในใจ เรายังไม่ทราบท่านเป็นบิดาเราหรือไม่ ท่านกลับยึดถือเราเป็นบุตรชาย มารดามันเถอะ เป็นท่านเสียสติหรือว่าเราเสียสติ?ž

      ค่ำวันนั้นมีหญิงรับใช้นางหนึ่งเข้าห้องมาปรนนิบัติมันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จ้าวกวนหยอกล้อนาง นางเพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำพอใกล้ถึงยามโหย่ว อาฟุก็มานำจ้าวกวนไปที่ห้องอาหาร

      จ้าวกวนเห็นทุกที่ทางภายในวังจุดโคมสีเขียวต้องครุ่นคิด พรรคมังกรมั่งมีเงินทองนัก ยามค่ำคืนจุดโคมมากมายถึงเพียงนี้ กลับคล้ายเรือนท่วงทำนองรักเราจุดโคมรับแขก เพียงแต่โคมไฟไม่ใช้สีแดง กลับใช้สีเขียว ออกจะเย็นเยอกไปบ้างž

      มันเดินเข้าห้องอาหาร เห็นสตรีกลางคนนางหนึ่งนั่งอยู่ในห้อง นางสวมชุดต่วนพื้นดำปักลายดอกไม้อย่างพิถีพิถัน ใบหน้ากลมไม่ได้พอกแป้งแต้มชาด มุมปากตกห้อยลง สีหน้ากระด้างเย็นชา สตรีกลางคนนั้นเห็นมันเข้ามา เพียงแค่นเสียงดังเฮอะ หาเอ่ยปากไม่ จ้าวกวนนึกรังเกียจขึ้นมา ครุ่นคิดในใจ เป่ามู่ (แม่เล้า) ชราในตึกเวลาประทินโฉม เราเข้าใจว่าไม่น่าดูอยู่แล้ว คิดไม่ถึงสตรีชราที่ไม่ประทินโฉม ยังไม่น่าดูยิ่งกว่าž

      อาฟุผลักดันที่ด้านหลัง กล่าวว่า รีบคำนับไหน่ไหน ( ไหน่ไหนสมควรแปลว่าท่านย่า แต่ในที่นี้ใช้เป็นคำเรียกนายหญิง )

      จ้าวกวนเดินไปหลายก้าว น้อมกายกล่าวว่า ไหน่ไหนสบายดีŽ

      สตรีนางนั้นหันมามองดูมันแวบหนึ่ง จากนั้นเบือนหน้ากลับไป ยังคงไม่เอ่ยปาก ปล่อยให้จ้าวกวนยืนนิ่งกับที่ ในยามนั้นปรากฏหญิงสาวนางหนึ่งเดินออกจากหลังฉากกั้น จ้าวกวนรู้สึกเบื้องหน้าสายตากระจ่างจ้า เห็นหญิงสาวนางนี้อายุสิบหกสิบเจ็ดปี ตาสุกใสฟันขาวสะอาดรูปโฉมงดงามยิ่ง คาดว่าเป็นบุตรีโทนของหวินหลงอิงแล้ว

      หญิงสาวนั้นเหลียวมองจ้าวกวนแวบหนึ่ง ค่อยหันไปกล่าวกับสตรีนางนั้นว่า ท่านแม่ นี่เป็นเด็กชายที่ท่านพ่อตามหากลับมาหรือ?Ž

      สตรีนางนั้นแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า ไยมิใช่ เด็กที่มาจากสถานที่โสโครกเช่นนี้ไม่มีสัมมาคารวะแม้แต่น้อย เฟยฝ่าน เจ้าอบรมสั่งสอนมันด้วยŽ

      หญิงสาวที่มีนามหวินเฟยฝ่านรับคำ เดินถึงเบื้องหน้าจ้าวกวน กล่าวว่า ตี้ตี้ (น้องชาย) นี่เป็นท่านแม่ ท่านพบหน้าท่านผู้เฒ่าเป็นครั้งแรก สมควรคุกเข่าโขกศีรษะต่อนางŽ พลางฉุดดึงมือมันเดินเข้าหาหวินฮูหยิน

      จ้าวกวนเห็นนางมีท่าทีเป็นมิตร ไม่สะดวกกับการปฏิเสธ แต่ให้มันโขกศีรษะต่อสตีนางนั้น จะอย่างไรไม่ยินยอม จึงกล่าว เจี่ยแจ (พี่สาว) ข้าพเจ้าเพียงโขกศีรษะต่อเทพสวรรค์เจ้าพสุธา พุทธองค์โพธิสัตว์ วีรบุรุษผู้เสียสละและนักสู้ผู้กล้า ขอถามมารดาท่านจัดอยู่ประเภทใด?Ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal