ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 8)

      จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่ง มันไม่เคยได้ยินมารดาเอ่ยถึงเรื่องราวของบิดามาก่อน จึงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า ท่านแม่ บิดาข้าพเจ้าก็นิยมดื่มสุราหรือ?Ž

      หลิวชีเหนียงคล้ายรู้สึกตัวว่าพลั้งปากไป หาตอบคำไม่ เพียงกล่าวว่า เจ้านอนอีกครู่หนึ่ง เรายังมีงานต้องกระทำŽ

      จ้าวกวนแม้คิดซักถาม แต่ศีรษะยังมึนงง ทั้งกลัวถูกทุบตี จึงหดศีรษะกลับไปในผ้าห่ม

      ค่ำคืนต่อมาเวลายามโหย่ว (ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่ายามอิ้ว ระหว่างห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) หลิวชีเหนียงดูแลความเรียบร้อยภายในตึก จากนั้นกลับมายังหอลมวสันต์ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดแพรต่วนเป็นสวมชุดดำ นำติงเซียงกับเยี่ยเซียงออกไปปฏิบัติการยามวิกาล เนื่องจากสองคืนก่อนจ้าวกวนดื่มสุราเมามาย หลิวชีเหนียงจึงลงโทษมัน โดยไม่นำมันร่วมทาง

      ยามนั้นจ้าวกวนจัดเตรียม เรือน้อยให้แก่พวกนางที่ท่าจอดเรือ อธิษฐานให้แม่เฒ่าร้อยบุปผาคุ้มครอง หลิวชีเหนียงผงกศีรษะรับ นำติ่งเซียงกับเยี่ยเซียงก้าวลงเรือ แจวเรือไปอย่างช้าๆ

 

14 ภัยกรายไม่คาดหมาย

      จ้าวกวนกลับห้องตนเอง ป้อนอาหารแก่งูเขียวทังสองตัว จากนั้นออกไปสนทนากับคนเฝ้าประตูและผู้ดูแลสถานที่ จวบจนใกล้ยามสองคาดว่ามารดาใกล้กลับมาแล้ว จึงมารอคอยที่ท่าจอดเรือ ผ่านไปเนิ่นนานยังไม่เห็นเรือแม้แต่เงา จวบจนยามสาม ค่อยได้ยินเสียงฝีเท้าดังมา มันออกจากประตูหลังไปรับหน้า เห็นผู้คนสามคนวิ่งกลับมา ติงเซียงโอบอุ้มเยี่ยเซียงไว้บนร่างของคนทั้งสี่ล้วนแปดเปื้อนคราบโลหิต

      จ้าวกวนหน้าถอดสี ขณะจะถามไถ่ หลิวชีเหนียงชิงโถมเข้ามา ปิดประตูหลังลง หอบหายใจกล่าวว่า ติงเซียง อุ้มเยี่ยเซียงไปที่ห้องของเราลั่วอิง เจ้าไปนำเรือกลับมา กวนเอ๋อเจ้าชำระสะสางหน้าประตูŽ

      ทังสามาพากันรับคำ ลั่วอิงออกจากประตูไปอีกครา จ้าวกวนสะสางรอยเท้าและคราบเลือดที่นอกประตู หลังจากชะล้างเสร็จสิ้น ก็กลับเรือนท่วงทำนองรัก มาถึงห้องของมารดา เห็นหลิวชีเหนียงยังสวมใส่ชุดดำ นั่งอยู่ที่ข้างเตียง เซี่ยเซียงนอนหลับบนเตียง บาดแผลพันผ้าพันแผลไว้ แต่ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษ จ้าวกวนมองดูติงเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นนางร่างสั่นระริกเล็กน้อย ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา

      ยามนั้นงานเลี้ยงภายในตึกยังไม่เลิกราหลิวชีเหนียงจึงลุกขึ้น ถอดเสื้อผ้าโลหิตออกผลัดเปลี่ยนเป็นชุดแพรเลิศหรูไปรับแขก จ้าวกวนจึงถามติงเซียงว่า เกิดเรื่องอันใด?Ž

      ติงเซียงส่ายหน้ากล่าวว่า แผนการพวกเราล้มเหลว คนผู้นั้นมีฝีมือร้ายกาจ ฟันทำร้ายเยี่ยเซียงบาดเจ็บŽ

      จ้าวกวนทราบว่าระหว่างนี้มารดากำลังตามล่าโจรปล้นสวาทที่ก่อนคดีในเมืองซูโจว ดังนั้นรีบถามไถ่รายละเอียด ที่แท้ลั่วอิงสืบทราบว่าโจรปล้นสวาทเตรียมลอบเข้าตึกตระกูลจวงในคืนนี้จึงปลอมตัวเป็นแม่นมสูงอายุซุ่มอยู่ภายใน เมื่อหลิวชีเหนียงกับพวกจงมาถึง ลั่วอิงก็ชักนำทั้งสามเข้าตึก ซุ่มอยู่นอกห้องคุณหนูจวง จวบกระทั่งใกล้ยามสาม ค่อยเห็นเงาร่างสายหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงตึก บุกเข้าห้องส่วนตัวของคุณหนูจวง ลั่วอิงความจริงฉาบพิษที่หน้าต่าง แต่คนร้ายกลับทะลวงหน้าต่างเข้าไปโดยไร้เรื่องราว จากนั้นฟาดฝ่ามือดับเทียนไขพิษที่ลั่วอิงจุดไว้ โถมถึงหน้าเตียงชักดาบฟันใส่คนบนเตียง

      หลิวชีเหนียงกับลั่วอิง ติงเซียง เยี่ยเซียงชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง พากันลงมือ คนผู้นั้นที่ลงมือต่อคุณหนูจวง เพราะล่วงรู้แต่แรกว่ามีกำลังซุ่มซ่อนอยู่ จึงจงใจลงมือ เพื่อล่อให้กำลังซุ่มซ่อนปรากฏตัว มันอาศัยหนึ่งต้านรับสี่ ทั้งไม่เกรงกลัวพิษ กลับฟันทำร้ายเยี่ยเซียง จากนั้นชิงตัวคุณหนูจวงจากไป หลิวชีเหนียงและพวกรอจนแน่ใจว่าไม่มีคนสะกดรอยตาม ค่อยกลับมายังเรือนท่วงทำนองรัก

      จ้าวกวนไม่เคยเห็นมารดาลงมือล้มเหลวมาก่อน ในใจทั้งแตกตื่นทั้งพรั่นพรึง กล่าวว่า ตอนที่ข้าพเจ้ากับอิงเจียสะกดรอยตามคนผู้นั้น กลับดูไม่ออกว่ามันร้ายกาจถึงเพียงนี้Ž

      พลันได้ยินหลิวชีเหนียงสอดคำขึ้น อากวน โจรร้ายนั้นทราบแต่แรกว่าลั่วอิงสะกดรอยตามจงใจแสร้งเป็นอ่อนแอ เพื่อล่อพวกเราไปติดกับŽ

      จ้าวกวนเงยหน้าขึ้น เห็นนอกจากมารดาแล้วยังมีลั่วอิงกับชิงจู๋ติดตามมา หลิวชีเหนียงถอดชุดแพรออก นั่งลงที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งลบแป้งฝุ่นชาดแต้ม ปลดต่างหูเครื่องประดับลงชิงจู๋ ลั่วอิง ติงเซียงกับจ้าวกวนยืนอยู่ภายในห้อง มองดูนางอย่างเงียบงัน ในใจทั้งหนักอึ้งทั้งพรั่นพรึง

      หลิวชีเหนียงพอลบแป้งประทินโฉมปลดเครื่องประดับลงมา ก็หมุนตัวมากล่าวว่า คนผู้นี้ล่วงรู้เส้นสนกลในของพวกเราแล้ว ในเวลาอันสั้นจะสืบเสาะมา ลั่วอิง พรุ่งนี้เช้าเจ้าบอกต่อทั้งหมด ให้เก็บของมีค่า พอถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้จะจากไป ชิงจู๋ เจ้าเดินทางไปยังหุบเขาอิ่งเว่ยกู่ภูเขาเอียนตังซาน แจ้งเรื่องนี้ต่ออาจารย์ป้าไป่สอบถามว่าอนุญาตพวกเราพักอาศัยที่หุบเขาอิ่วเว่ยกู่เป็นการชั่วคราวได้หรือไม่ ติงเซียง เจ้ารีบรุดไปยังภูเขาเป่ยซาน แจ้งเรื่องนี้ต่ออาจารย์ป้าเซียวŽ

      จ้าวกวนอดถามมิได้ว่า ท่านแม่ ศัตรูที่แท้เป็นใคร?Ž

      หลิวชีเหนียงสั่นศีรษะกล่าวว่า เราก็ไม่ทราบเพียงทราบว่าพวกมันมุ่งเป้ามาที่พวกเรา มันสามารถป้องกันพิษ แสดงว่าเตรียมตัวล่วงหน้า คืนนี้มันโฉมหน้าแท้จริงของพวกเรา คาดว่าคงลงมือต่อพวกเรา ตอนนี้พวกเราได้แต่หลบหน้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากล่าวŽ

      จ้าวกวนหวนนึกถึงตอนที่ติดตามลั่วอิงสะกดรอยตามโจรราคะนั้น เคยเห็นโฉมหน้าของมัน นั่นเป็นคนต่ำเตี้ย ความสูงไม่เกนห้าเชียะ ใบหน้าสีขาวอมเขียว ตาเล็กหยี จมูกบานใหญ่สีแดง ดูไม่ออกว่ามีฝีมือถึงขั้นบีบคั้นให้มารดาต้องหลบหนีลี้ภัยออกจากเมืองซูโจว

      หลิวชีเหนียงบอกให้ทั้งหมดกลับห้องไปพักผ่อน ลั่วอิง ชิงจู๋ ติงเซียงย่อกายคารวะออกไปจ้าวกวนขณะจะติดตามไป หลิวชีเหนียงพลันกล่าวว่า กวนเอ๋อ เจ้ารั้งอยู่Ž

      จ้าวกวนจึงหันกลับเข้าห้อง หลิวชีเหนียงเดินถึงข้างเตียง กดมือลงบนช่องไม้ที่หัวเตียงหลายครา ก็ปรากฏช่องลับพลิกตลบออกมา หลิวชีเหนียงกล่าวว่า เจ้าจดจำช่องลับนี้ให้ดี ภายในมีหนังสือสองเล่มหนึ่ง เล่มหนึ่งบันทึกเคล็ดวิชาฝีมือของสำนักร้อยบุปผาเรา เล่มหนึ่งบันทึกเคล็ดลับวิชาพิษ ไม่ว่าเรือนท่วงทำนองรักเกิดเรื่องใด หนังสือทั้งสองเล่มนี้ไม่อาจตกไปอยู่ในมือคนนอกเด็ดขาดŽ

      จ้าวกวนรับคำคราหนึ่ง หลิวชีเหนียงทอดถอนใจกล่าวว่า กวนเอ๋อ หลายปีมานี้เราพยายามถ่ายทอดวิชาเท่าที่เราเรียนรู้ต่อเจ้า แต่จะอย่างไรมีเวลาไม่มากนัก เจ้าฉลาดหลักแหลม เรียนรู้รวดเร็วกว่าเราเมื่อกาลก่อน เรื่องราวภายหน้าสุดหยั่งคะเน เพื่อป้องกันเกตุสุดวิสัย คืนนี้เราจะแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้สืบตำแหน่งตึกกระเรียนเพลิงŽ

      กล่าวพลางถอดสร้อยคอออกมาเส้นหนึ่งบนสายสร้อยร้อยวัตถุสามสิ่งไว้ หนึ่เงป็นตราประทับร้อยบุปผาที่จ้าวกวนได้เห็นตอนเข้าสำนักอีกสองสิ่งเป็นกุญแจดอกหนึ่ง กับดอกกระเรียนเพลิงที่หลอมจากเหล็กดอกหนึ่ง หลิวชีเหนียงชี้มือไปที่กุญแจดอกนั้น กล่าวว่า นี่เป็นกุญแจไขหีบร้อยบุปผา เจ้าเคยเห็นหีบใบนั้นแล้วตัวอย่างของสิ่งมีพิษตลอดจนยาขจัดล้วนเก็บรักษาอยู่ภายใน หีบร้อยบุปผาก็ต้องเก็บรักษาให้ดีอย่าได้ตกเป็นของคนนอกŽ

จากนั้นชี้มือไปที่อกกระเรียนเพลิงกล่าวอีกว่า นี่เป็นสัญลักษณ์ของหัวหน้าตึกกระเรียนเพลิง ครั้งกระโน้นเป็นผอผอ (แม่เฒ่า) จัดทำขึ้นมอบต่อเรา คนของสำนักร้อยบุปผาพบเห็นสิ่งนี้เฉกเช่นพบพานหัวหน้าตึก ยินดีรับคำสั่งทุกประการŽ กล่าวจบคล้องสายสร้อยเส้นนั้นกับลำคอจ้าวกวน

      จ้าวกวนเหม่อมองวัตถุบนสายสร้อย กล่าวว่า ท่านแม่ ข้าพเจ้าอายุยังเยาว์ ศิษย์พี่ทั้งหลายมีวิชาพิษพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าข้าพเจ้าเหตุใดท่าน...Ž

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า ศิษย์พี่ทั้งหลายของเจ้าล้วนโดดเด่น เราความจริงคิดแต่งตั้งลั่วอิงเป็นผู้สืบตำแหน่ง แต่ว่านางผูกสมัครรักใคร่กับคุณชายสองตระกูลเสิ่งเมืองหังโจว ดังนั้นเราไม่คิดเหนี่ยวรั้งนางไว้ ซิ่วเหลียนก็ประเสริฐ เพียงแต่จิตใจอ่อนไหว ขาดการตัดสินใจ ยากรับตำแหน่งได้Ž

      จ้าวกวนถามถึงชิงจู๋ หลิวชีเหนียงกล่าวว่า ชิงจู๋เป็นตัวเลือกอันประเสริฐ แต่นางรู้ใจเรายืนกรานไม่ยอมรับตำแหน่ง ให้ยกตำแหน่งแก่เจ้า นางรักเอ็นดูเจ้ายิ่งŽ

      จ้าวกวนตื้นตันใจยิ่ง มันไม่เข้าใจว่าตำแหน่งหัวหน้าตึกกระเรียนเพลิงมีความสลักสำคัญอันใดเพียงเห็นว่าชิงจู๋ดีต่อตนเองจริงๆ

      หลิวชีเนหียงเหลียวดูเยี่ยเซียงบนเตียงเห็นนางขมวดคิ้ว ลมหายใจกระชั้นเร่งร้อนจ้าวกวนค่อยถามถึงอาการของนาง หลิวชีเหนียงส่ายหน้ากล่าวว่า นางรับบาดเจ็บสาหัส คืนพรุ่งนี้อาจไม่สามารถร่วมทางกับพวกเราŽ

      จ้าวกวนไดยินมารดารสุ้มเสียงสั่นเครือไม่กล้าถามไถ่มากความ ล่าถอยกลับห้องตนเอง รู้สึกหวั่นวิตกร้อนรุ่ม ยากที่จะข่มตาหลับได้

      วันรุ่งขึ้นฟ้าเพิ่งรุ่งสาง ได้ยินที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงคนวุ่นวาย ต้องใจสั่นสะท้านรีบลงจากเตียงเปิดประตูออกไป เห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่บนลานที่ว่าง คล้ายมุงดูอันใดในจำนวนนี้ มีมารดากับลั่วอิงอยู่ด้วย แต่ไม่เห็นชิงจู๋กับติงเซียง คาดว่าออกเดินทางแล้ว

      จ้าวกวนเดินเข้าไปชมดู เห็นบนพื้นนอนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง คนลืมตาโพลง มุมปากมีโลหิตหลั่งไหล กลับเสียชีวิตไปแล้ว ผู้ตายใบหน้าเขียวอมม่วง จมูกบานใหญ่สีแดง กลับเป็นโจรปล้นสวาทที่มันกับลั่วอิงเคยสะกดรอยตาม

      จ้าวกวนเหลียวดูมารดา เห็นนางขมวดคิ้วแนบแน่น สีหน้าทอแววเคลือบแคลงสงสัยลั่วอิงพลันร้องสั่งผู้คนเลื่อนย้ายซากศพไปที่ตึกหลัง หลิวชีเหนียงชิงห้ามปรามไว้ ย่อกายลงตรวจดูซากศพโดยลละเอียด กล่าวว่า ลั่วอิง ร่างของคนผู้นี้มีพิษ ไม่อาจแตะต้องถูกŽ

      ลั่วอิงค่อยรู้สึกตัว สั่งผู้ดูแลตึกใช้ผ้าพันมือเอาไว้ ค่อยลากซากศพไป เหล่าผู้ดูแลตึกพอลากศพไป หญิงรับใช้และเด็กรีบใช้ที่ด้านข้างพากันร้องอุทานออกมา เห็นบนพื้นหินเขียวใต้ซากศพมีคราบเลือดสีม่วงกองหนึ่ง ข้างกองเลือกใช้ธูปจี้ปรกาฏเป็นข้อความว่า ร้อยบุปผ้าร่วงโรยสิ้น กระเรียนเพลิงลาลับโลกŽ

      หลิวชีเหนียงตอนแรกหน้าแปรเปลี่ยนไปนางไม่ต้องการให้ที่เหลือแตกตื่นลนลาน สั่งการให้ผู้ดูแลตึกนำศพไปกลบฝัง ล้างคราบโลหิตบนพื้น จากนั้นทั้งหมดแยกย้ายไปทำงาน เรียกตัวบุตรชาย ลั่วอิงกับซิ่งเหนียงเข้าห้อง ถามว่า พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?Ž

      ลั่วอิงกล่าวว่า ข้าพเจ้าความจริงเข้าใจว่ามีคนลอบยื่นมือช่วยเหลือ ฆ่าคนผู้นี้ส่งมายังตึกเรา แต่ดูจากข้อความใต้ซากศพ แสดงว่าศัตรูล่วงรู้เส้นสนกลในของพวกเรา ผู้ที่ลงมือเป็นคู่อริ มิใช่สหายŽ

      หลิวชีเหนียงผงกศีรษะกล่าวว่า หลายปีมานี้พวกเราปกปิดร่องรอยอย่างมิดชิด ฝ่ายตรงข้ามกลับทราบว่าพวกเราเป็นคนของสำนักร้อยบุปผานับว่าน่าครั่นคร้ามไม่น้อยŽ

      จ้าวกวนพลันกล่าวว่า ท่านแม่ คนผู้นี้ฆ่าตัวตายเองŽ

      หลิวชีเหนียงถามว่าเห็นได้อย่างไร จ้าวกวนกล่าวว่า พิษแมงมุมพันเส้นใยบนร่างมันเริ่มจากสองมือมัน นอกจากมีคนบีบบังคับมันจับแมงมุมพันเส้นใยข้างละตัว ยืนนิ่งอยู่กับที่รอจนแมงมุมพันเส้นใยพันร่างท่อนล่างของมัน ค่อยคลานขึ้นไปบนใบหน้ามัน พ่นใยพันใบหน้ามันไว้ ไม่เช่นนั้นไม่สามารถพันเส้นใยอย่างแน่นหนาถึงเพียงนี้ คนผู้นี้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงแสดงว่าถูกแมงมุมกัดคอหอยถึงตาย มันนอนตายอย่างสงบ โดยไม่มีร่องรอยขัดขืนดิ้นรน ดังนั้นข้าพเจ้าคาดเดาว่ามันฆ่าตัวตายŽ

      หลิวชีเหนียง ลั่วอิง ซิ่วเหลียนลอบผงกศีรษะ ชมเชยในใจว่าจ้าวกวนคิดอ่านรอบคอบปะติดปะต่อเรื่องราวถึงขึ้นนี้ หลิวชีเหนียงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า มันไฉนฆ่าตัวตาย? เราเข้าใจแล้ว คนผู้นี้เป็นหนึ่งเดียวที่เคยพบหน้าศัตรูผู้นั้น มันพอเสียชีวิต พวกเราก็ปราศจากร่องรอยให้สืบสาว ฝ่ายตรงข้ามต้องการให้พวกเราตกอยู่ในความมืดมนŽ

      จ้าวกวน ลั่วอิง ซิ่วเหลียนพอฟัง ต้องหันไปมองหน้ากันด้วยความตระหนก หลิวชีเหนียงตัดสินใจกล่าวว่า อิงเอ๋อ เหลียนเม๋อ พวกเราจะไม่รอถึงยามค่ำคืนแล้ว บอกต่อทั้งหมดว่า ผู้ใดออกเดินทางได้ก็ออกเดินทางในบัดดลŽ

      ลั่วอิงกับซิ่งเหลียนรับคำรีบรุดออกไปหลิวชีเหนียงนั่งลงที่หนาโต๊ะ เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ส่งให้กับจ้าวกวน กล่าวว่า กวนเอ่อ เจ้ารีบไปตามหาสามีภรรยาที่แซ่เฉินคู่นั้น ขอให้พวกเขาฝากจดหมายฉบับนี้ถึงจอมยุทธ์หลิงแห่งภูพยัคฆ์ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของทั้งหมด ไม่อาจชักช้าเด็ดขาดŽ

      จ้าวกวนรับจดหมายมา หลิวชีเหนียงกล่าวอีกว่า เจ้ารีบไปรีบกลับ ยามพลบค่ำหากยังหาคนไม่พบ ก็กลับมาก่อนŽ

      จ้าวกวนรับคำ หลิวชีเหนียงคิกล่าวกระไร แต่แล้วทอดถอนใจกล่าวว่า เจ้าเฉลียวฉลาดสามารถดูแลตัวเองได้ มิต้องให้เรากล่าวมากความ รีบไปเถอะŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับ ถือจดหมายออกจากห้อง

 

      จ้าวกวนออกทางประตูหลัง สอบถามตามโรงเตี๊ยมภายในเมือง สุดท้ายมาถึงโรงเตี๊ยมที่สามีภรรยาแซ่เฉินคู่นั้นพักอยู่ แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมบอกว่าสามีภรรยาและเด็กหญิงชำระบัญชีออกเดินทางตั้งแต่เช้าแล้ว

      จ้าวกวนร้อนใจยิ่ง สอบาถมตลอดทางทราบว่าสามีภรรยาแซ่เฉินออกจากเมืองขึ้นเหนือไป จ้าวกวนรุดถึงประตูเมือง สอบถามคนขายผักที่ข้างทาง บอกว่าเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมด้วยบุตรีขี่ม้าออกจากเมืองตั้งแต่ก่อนยามเฉิน (

ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าซิ้ง ก่อนยามเฉินสมควรเป็นเวลาก่อนเจ็ดนาฬิกา )

      จ้าวกวนครุ่นคิด หากเราเดินด้วยเท้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ทัน ใช่สมควรกลับตึกไปจูงม้ามาตัวหนึ่งหรือไม่?ž พลันเห็นรถม้าคันหนึ่งขับออกจากเมือง จ้าวกวนจดจำออกว่าเป็นรถม้าของนายน้อยพานภายในเมือง คนขับรถแซ่ก่งปรกติมักบรรทุกนายน้อยพานมาหาซิ่วเหลียนที่เรือนท่วงทำนองรัก จึงรีบวิ่งเข้าหา

      จ้าวกวนอ้างว่ามารดาใช้มันไปยังโรงเตี๊ยมที่ตัวเมืองข้างหน้า คิดขอโดยสารรถไปสักช่วงหนึ่ง คนขับแซ่ก่ง ได้รับคำสั่งจากนายน้อยพานให้ไปรับตัวคุณชายใหญ่บ้านพักตระกูลหวังที่นอกเมือง จึงยินยอมให้จ้าวกวนอาศัยไปด้วย

      จ้าวกวนกล่าวขอบคุณ กระโดดขึ้นรถม้า นั่งอยู่ข้างกายคนขับ ตลอดรายทางชะเง้อคอมองดูแต่ไม่พบสามีภรรยาแซ่เฉินนั้นแม้แต่เงา คนขับรถแซ่ก่งขับรถไปสิบกว่าลี้ ใกล้ถึงบ้านพักตระกูลหวัง จึงให้มันลงจากรถ บอกว่าเดินทางสามลี่ลี้ จะถึงเมืองเส้าเป่ยเฉิง ในเมืองมีโรงเตี๊ยมชื่อเยี่ยไหล คาดว่าเป็นโรงเตี๊ยมที่มารดาจ้าวกวนใช้ให้มันไป

      จ้าวกวนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง วิ่งไปตามทางหลวง ยามนี้เป็นเวลาเซิน ( ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าซิงเป็นเวลาบ่ายสามถึงบ่ายห้าโมงเย็น ) แล้ว จ้าวกวนวิ่งจนหลั่งเหงื่อโซมกาย ดีที่มันฝึกวิชากำลังภายในขั้นพื้นฐาน ยังประคองตัวไว้ได้ ไม่นานก็มาถึงเมืองน้อยแห่งหนึ่ง มันตระเวนไปรอบเมือง สอบถามว่ามีใครพบเห็นสามีภรรยาและเด็กหญิงหรือไม่ ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวว่าไม่เห็น

      จ้าวกวนทั้งร้อนรุ่มทั้งเสียใจ คุร่นคิดว่าหากมิใช่มันติดตามผิดทาง ก็เป็นสามีภรรยาแซ่เฉินคู่นั้นไม่ได้หยุดแวะในที่นี้ เห็นอาทิตย์เคลื่อนคล้อยสู่ตะวันตกแล้ว ต้องครุ่นคิด เมื่อขากลับเราไม่มีรถม้าให้รถม้า ไม่ทราบต้องเดินทางนานเท่าใด? ท่านแม่ไม่เห็นเรากลับไปคงไม่ยอมออกเดินทางž ดังนั้นรีบวิ่งกลับเส้นทางเมื่อขามา

      เส้นทางช่วงนี้เป็นระยะทางสิบเจ็ดสิบแปดลี้ จ้าวกวนวิ่งอย่าไม่คิดชีวิต จวบจนอาทิตย์ลับฟ้า ท้องฟ้ามืดค่ำลง ค่อยมาถึงนอกเมือง ทหารที่เฝ้าประตูเพิ่งปิดประตูเมือง จ้าวกวนอ้อนวอนขอให้เปิดประตูเมืองให้มันเข้าไป หลังจากเข้าเมือง ต้องยืนพิงกำแพงเมือง หอบหายใจพักผ่อนเล็กน้อย ค่อยวิ่งไปที่ตรอกเอียนสุ่ย

      ยามนี้เป็นช่วงบรรจบพบกันระหว่างยามโหย่วกับยามซวี ( ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่ายามอิ้วกับยามสุก สมควรเป็นเวลาหนึ่งทุ่มเศษ ) มันมาถึงหน้าเรือนท่วงทำนองรัก เห็นประตูใหญ่ปิดสนิท ห้าประตูปิดกระดาษเขียนข้อความ วันนี้ปิดตัวตึก วันหน้าค่อยมาใหม่Ž

      จ้าวกวนใจหายวูบ หรือว่าพวกนางทอดทิ้งมันไปก่อน จากนั้นครุ่นคิด ไม่เป็นไร ท่านแม่บอกว่าจะไปหาอาจารย์ป้าเซียวที่ภูเขาเอียนตั่งเราคิดตามไปก็แล้วกันž

      ขณะจะจากไป พลันรู้สึกไม่ถูกต้อง เห็นควรเข้าไปชมดู ไม่ทราบว่าท่านแม่ป้อนอาหารให้กับงูเขียวทั้งสองตัวของมันหรือไม่ จึงผลักประตูเข้าไป

      เพิ่งเหยียบย่างเข้าบ้าน รู้สึกมีความเย็นเยือกแผ่ซ่านจากกลางหลัง จมูกสูดได้กลิ่นคาวเลือดมันรีบเดนเข้าไป ใต้เท้าสะดุดเสียหลัก คล้ายมีคนนอนอยู่ มันย่อกายลงลูบคลำ พอดีคลำถูกใบหน้าคนผู้นั้น พบว่าใบหน้าเย็นเฉียบกลับเสียชีวิตไปนานแล้ว

      จ้าวกวนสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง ล่าถอยถึงข้างโต๊ะเตี้ยติดกับประตู คลำเปะปะจุดเทียนไขเล่มหนึ่ง พอเพ่งตามอง ถึงกับหน้าซีดเผือด เห็นในห้องโถงรับแขกนอนเกลื่อนกลาดด้วยซากศพ ล้วนเป็นผู้ดูแลตึกและหญิงสาวที่มันสนิทสนมคุ้นเคยตั้งแต่เล็ก

      จ้าวกวนสมองมึนงง ระงับสติแล้วค่อยร้องเรียก ท่านแม่Ž วิ่งไปยังหอลมวสันต์ ขึ้นถึงชั้นบน เห็นภายในห้องมีสภาพยุ่งเหยิง เครื่องเรือนล้มระเนระนาด เครื่องเคลือบลายครามที่มารดารักถนอมตกแตก จ้าวกนร้องเรียก ท่านแม่Ž แต่สังหรณ์ใจว่ามารดาคงไม่ขานรับแล้ว มันกวาดตาไปบนเตียง เห็นเยี่ยเซียงนอนตายอยู่บนเตียงแล้ว

      มันเดินสำรวจชั้นบนของหอ พบว่าลั่วอิงซิ่วเหลียน เชี่ยนผิง เจียวเหอทั้งหลายล้วนเสียชีวิตที่ห้องรับแขกชั้นสอง บนร่างแปดเปื้อนคราบโลหิต มีรอยแผลดาบหลายแห่ง แสดงว่าเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด มันสูดได้กลิ่นหอมเจือจาง ทราบว่ามารดาเคยใช้พิษหอมจัดการกับศัตรู จึงล้วงยาขจัดพิษจากอกเสื้อรับประทานลงไป สืบเสาะไปตามรอยเลือด จนถึงห้องของตนเอง เห็นคนผู้หนึ่งนอนขวางกับพื้น คือมารดาผู้ให้กำเนิดเอง

      จ้าวกวนมือสั่นสะท้าน เทียนไขร่วงหล่นลง สองเท้าอ่อนระทวยคุกเข่าลงกับพื้น ภายใต้เปลวเทียนสาดส่อง เห็นใบหน้ามารดาชโลมด้วยโลหิต สองตาลืมโพลง มันยื่นมือรอที่ริมจมูกของนาง พบว่าไม่มีลมหายใจ จ้าวกวนทราบว่าร่างของมารดามีพิษ จึงใช้ผ้าพันมือไว้ ปิดเปลือกตาให้กับนาง รู้สึกว่าผิวกายของนางเย็นเฉียบคาดว่าสิ้นลมหายใจไประยะเวลาหนึ่งแล้ว

      จ้าวกวนนั่งอยู่ข้างกายมารดา อดร่ำไห้ออกมามิได้ ร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง ค่อยกล้ำกลืนน้ำตาพลันเห็นบนพื้นข้างกายมารดาทิ้งริ้วรอยเอาไว้มันยื่นเทียนไขส่องดู เห็นมารดาก่อนตายคล้ายกับใช้เล็บขีดเขียนตัวอักษรบนพื้นคลับคล้ายเป็นคำว่า ฟงŽ แต่ไม่ทันเขียนเสร็จก็สิ้นใจตาย จ้าวกวนดูไม่ออกว่าเป็นตัวหนังสือใดจึงขีดวาดตามรูปแบบลงบน

      มันระงับสติ แล้วค่อยตรวจดูซากศพของมารดา เห็นหน้าอกของนางถูกฟาดใส่หนึ่งฝ่ามือ กระดูกซี่โครงหักหมดสิ้น ฝ่ามือซ้ายไหม้เกรียม ไม่ทราบถูกของร้อนใดลวกใส่ บนร่างก็มีรอยไหม้หลายแห่ง ตายอย่างสยดสยอง จ้าวกวนอดหลั่งน้ำตาอีกครามิได้ กล่าวเบาๆว่า ท่านแม่ ท่านนอนตาหลับเถอะ ข้าพเจ้าต้องแก้แค้นให้กับท่านให้จงได้Ž

      มันหวนนึกถึงคำสั่งกล่าวของมารดา จึงกลับห้องมารดา เปิดซองลับที่หัวเตียง ล้วงตำราสองเล่ม ตัวยาหีบหนึ่งและเงินทองจำนวนมาก มันหยิบขวดใบเล็กๆจากในหีบยา กลับมาที่ห้องของตนเอง คุกเข่าลงที่ข้างซากศพมาดา อธิษฐานว่า ศิษย์สำนักร้อยบุปผารุ่นที่สามจ้าวกนน้อมส่งศิษย์รุ่นที่สองจีฮั่วเฮ่อสู่ภพสวรรค์ร้อยบุปผา แม้นมีน้ำใจไร้น้ำใจ ล้วนคืนสู่ธุลีดิน มีน้ำใจไร้น้ำใจ ล้วนคืนสู่ธุลีดินŽ

      มันกล่าวเสียงสั่นเครืออยู่หลายเที่ยวค่อยโรยยาผงในขวดลงบนซากศพของมารดาจากนั้นหมอบกราบลง ยาผงนั้นออกฤทธิ์กัดกร่อนอย่างรุนแรง ไม่นานซากศพของมารดาก็ถูกละลายหายสิ้น มันใช้ผ้าน้ำมันผืนหนึ่งห่อเศษอัฐิของมารดา ซุกเก็บไว้ในกอกเสื้อ ทั้งยังหาถุงผ้าใบหนึ่ง บรรจุตำราทั้งสองเล่ม หีบยาและเงินทั้งหมด สะพายที่กลางหลัง

      มันยืนซึมเซาอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยกลับมายังห้องรับแขกชั้นสอง ยกชูเทียนไขส่องดูร่องรอยการต่อสู้ เห็นมดสั้นของลั่วอิงปักใส่ขื่อห้องแสดงว่าถูกผู้คนกระแทกหลุดจากมือ ส่วนผู้อื่นถูกฟาดตายในฝ่ามือเดียว หมายความว่าศัตรูมีกำลังภายในลึกล้ำ ผู้ตายบนพื้นล้วนเป็นหญิงสาวที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่เล็ก จ้าวกวนเห็นพวกนางถูกสังหารสิ้น หัวใจถึงกับปวดบิด หากกล้ำกลืนน้ำตา กัดริมฝีปากจนโลหิตไหลซึม แต่ไม่รู้สึกปวดแต่อย่างไร

      มันยังสำรวจทั้งหน้าและหลังของเรือนท่วงทำนองรัก พบว่านอกจากคนตายแล้ว ของมีค่าภายในตึกล้วนอยู่ครบ แสดงว่าศัตรูมาเพื่อฆ่าคนมันตรวจดูรอบหนึ่ง กลับมาที่ห้องโถงรับแขกยืนซึมเซาอีกครู่หนึ่ง ค่อยจ่อเทียนไขกับที่ต่างๆในเรือนท่วงทำนองรัก จุดไฟหลายจุด จากนั้นออกทางประตูหลัง

      จ้าวกวนได้รับการอบรมจากมารดาตั้งแต่เล็ก ล่วงรู้ถึงเล่ห์ร้ายในยุทธจักร ดังนั้นแม้อายุยังเยาว์ หากยังกระทำการอย่างเด็ดเดี่ยว มันเดินอยู่ในตรอกอันมืดมิด พอเหลียวหน้ากลับไป เห็นเรือนท่วงทำนองรักตกอยู่ในทะเลเพลิงสร้างความปวดร้าวรันทดยิ่ง สัตย์สาบานในใจ หนี้โลหิตต้องล้างด้วยโลหิต คนของสำนักร้อยบุปผ้าต้องไม่ตายเปล่าž

      มารดามันตอนปลูกสร้างเรือนท่วงทำนองรัก ปลูกบนพื้นที่ตัวเอง ตึกรามทั้งหมดเกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่ลามถึงบ้านใกล้เรือนเคียง จ้าวกวนทราบว่ามารดมิใช่นางคณิกาทั่วไป หากแต่เป็นยอดหญิงในแดงโลกีย์ คิดไม่ถึงจะถูกฆ่าอย่างลึกลับ ศัตรูเป็นใครยังไม่ทราบ

      มันบังเกิดความสับสนว้าวุ่น ครุ่นคิดขึ้น ผู้มาคงมีฝีมือสูงเยี่ยม ท่านแม่ต่อสู้กับมันในห้อง ทังยังใช้พิษหอม ยังไม่อาจทำอย่างไรผู้มา แม่แต่ท่านแม่ยังทำอย่างไรมันไม่ได้ เราไหนเลยจัดการได้?ž จากนั้นครุ่นคิด ตอนนี้เราจัดการไม่ได้ รอจนเราเติบใหญ่ ฝึกวิทยายุทธ์สำเร็จ ต้องหาตัวศัตรูจนพบ สับร่างมันเป็นหมื่นท่อน ล้างแค้นให้กับมารดาž

 

15 คนเสเพลเฉิงต๋า

      ค่ำคืนนั้นจ้าวกวนนั่งยองๆในเงามืดมุมถนนเฝ้าดูเรือนท่องทำนองถูกเพลิงไหม้ตลอดคืนทั้งจับตาดูผู้คนบนท้องถนน หลังฟ้าสางสว่างบนถนนมีแต่คนธรรมดาทั่วไป เห็นคนชนบทเจ็ดแปดคนหาผักมาขายในเมือง มีชาวต่างชาติที่เผยแผ่ศาสนาสองสามคนเดินไปที่โบสถ์ยังมีชายชราหลายคนถือกรงนกออกมาเดินเล่นหาได้พบเห็นชาวยุทธจักรที่น่าสงสัยไม่ หวนนึกถึงศัตรูมีฝีมือโหดเหี้ยมอำมหิต กระทำการด้วยความรอบคอบรัดกุม ต้องไม่ปรากฏตัวโดยง่ายดาย

      มันนั่งสัปหงกที่ข้างถนนงีบหนึ่ง เมื่อฟ้าสางสว่างค่อยลุกขึ้น ซื้อซาลาเปาจากแผงลอยข้างถนนหลายใบรับประทาน ค่อยออกจากประตูเมืองในใจครุ่นคิด มารดามีศิษย์พี่สองคนเจ้าสำนักร้อยบุปผาอาจารย์ป้าไป่เร้นกาย ไม่ทราบไปยังภูเขาเอียนตั่งวานอย่างไร สมควรไปหาอาจารย์ป้าเซียวที่ภูเขาเป่ยซานž

      มันจำแนกทิศทาง ค่อยมุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่จิตใจเลื่อนลอย ไม่ได้ครุ่นคิดว่าตนเองเดินเท้าเช่นนี้ ต้องเดินทางเป็นเวลานานเท่าใดค่อยบรรลุถึง

      เดินทางหลายสิบลี้ พลันปรากฏม้าพ่วงพีตัวหนึ่งควบขับสวนมา พอพุ่งผ่านไปก็วกกลับมา หยุดม้าที่เบื้องหน้าตนเอง

      จ้าวกวนเงยหน้าขึ้น เห็นคนบนหลังม้าเป็นชายฉกรรจ์เคราครึ้ม อายุสี่สิบเศษ เค้าใบหน้าเหี้ยมหาญองอาจ แต่ไม่เคยพบพานมาก่อนจึงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า คนเคราครึ้มขวางทางบิดาทำอะไร?Ž

      คนเคราครึ้มก้มลงมองดูมัน กล่าวว่า พูดจาหยาบคายถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นลูกหลานนางคณิกาหรือ?Ž

      จ้าวกวนเดือดดาลเป็นการใหญ่ คว้าหินทรายบนพื้นกำหนึ่งขว้างใส่มัน สวนคำว่า บิดาเป็นลูกหลานนางคณิกา ท่านไสหัวไปหามารดาท่านŽ

      คนเคราครึ้มเอี้ยวตัวบนหลังม้า หลบรอดจากหินทราย จากนั้นกระโดดลงจากหลังม้า พอยื่นมือออก ก็คว้าจับข้อมือจ้าวกวนไว้ กล่าวว่า เด็กน้อย เรามีคำพูดถามเจ้า เจ้าตอบคำถามแต่โดยดีŽ

      จ้าวกวนความจริงมีมือติดตัวอยู่บ้างแต่คนเคราครึ้มลงมือดุจสายฟ้า พอยื่นมือออกก็คร่ากุมมันไว้ มันสะบัดดิ้นรน แต่ไม่อาจดิ้นหลุดได้ จึงกระชากเสียง ตอบคำถามอันใด?Ž

      คนเคราครึ้มกล่าวว่า หากเจ้าเป็นลูกหลานนางคณิกา ไม่แน่ว่าเป็นบุตรชายเราŽ

      จ้าวกวนร้องเพ้ยกล่าวว่า ท่านให้บิดาเป็นบิดาท่าน อย่าได้คิดหมายไปŽ

      คนเคราครึ้มกล่าวอย่างจริงจังว่า เจ้าเรียกตัวเองเป็นบิดา หากเรียกเราเป็นบิดา ไยมิใช่เป็นทั้งบิดาเรา และเป็นบุตรชายเรา หากเราเป็นบิดาเจ้าจริงๆ เจ้าไม่เรียกก็ต้องเรียก เด็กน้อยเจ้ามาจากเมืองซูโจวหรือ? ใช่เคยได้ยินชื่อหลิวชีเหนียงแห่งเรือนท่วงทำนองรักหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนใจเต้นระทึกขึ้น จากนั้นครุ่นคิด คนผู้นี้ขี่ม้ามาจากแดนไกล อาจไม่ล่วงรู้คดีโชกเลือดเมื่อคืน เพียงไม่ทราบมันเป็นศัตรูหรือสหาย?ž ดังนั้นกล่าวถามว่า ท่านเป็นใคร?Ž

      คนเคราครึ้มกล่าวว่า เราเรียกว่าเฉิงต๋าชาวยุทธจักรขนายฉายาว่าคนเสเพลŽ

      จ้าวกวนงงงวันวูบใหญ่ มันเคยได้ยินมารดาและเหล่าแม่นางเอ่ยถึงฉายาคนเสเพล นายตาสตรีหอนางโลม ยึดถือคนผู้นี้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหลิวชีเหนียงยังบอกว่าครั้งกระโน้นคนเสเพลมายังเมืองซูโจว ดื่มสุราที่เรือนท่วงทำนองรักสิบชาม ออกไปสังหารโจรผู้ร้ายร้อยคน จากนั้นกลับมาหลับนอนกับหญิงสาวเจ็ดนาง กลายเป็นเรืองเล่าขานตลอดมา คนผู้นี้เมื่อเป็นคนเสเพลเฉิงต๋า ย่อมเป็นสหายของมารดา จึงกล่าว ข้าพเจ้ามาจากเมืองซูโจว ท่านถามถึงมารดาข้าพเจ้าทำอะไร?Ž

      คนเสเพลตาสาดประกายดุจสายฟ้า ร้องโพล่งว่า เจ้าเป็นบุตรชายหลิวชีเหนียง? เจ้าเรียกว่าอะไร?Ž

      จ้าวกวนบอกชื่อแซ่ออกไป คนเสเพลรับฟังจนขมวดคิ้วกล่าวว่า เจ้าแซ่จ้าว? ไม่ได้ใช่แซ่จีตามมารดาหรอกหรือ?Ž

      จ้าวกวนได้ยินมันระบุแซ่เดิมของมารดาได้ต้องงงงันอีกครา กล่าวว่า ท่านคุ้นเคยกับมารดาข้าพเจ้าหรือ?Ž

      คนเสเพลกล่าวว่า นี่ไยมิใช่วาจาไร้สาระ หากไม่คุ้นเคย เราไหนเลยมาเสาะหาบุตรชายเรา มารดาเจ้าบอกต่อเจ้าหรือไม่ว่าบิดาเจ้าเป็นใคร?Ž

      จ้าวกวนสั่นศีรษะกล่าวว่า มารดาข้าพเจ้าไม่เคยบอกว่าบิดาข้าพเจ้าเป็นใคร เพียงเรียกข้าพเจ้าว่าจ้าวกวนŽ

      คนเสเพลเอียงหน้าครุ่นคิดกล่าวว่า อย่างนั้นประหลาดแท้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน มารดาเจ้าใช้คนส่งข่าวต่อเราว่า นางกำเนิดบุตรชายให้กับเราคนหนึ่ง แต่เราไม่กล้ามาทำความรู้จัก คิดไม่ถึงพอลากถ่วงก็ถ่วงเป็นเวลาสิบกว่าปีŽ

      จ้าวกวนอดหลั่งน้ำตามิได้ กล่าวว่า ท่านมาสายไปก้าวหนึ่ง เมื่อคืนท่านแม่ถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตแล้วŽ

      คนเสเพลสะท้านขึ้นดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ พลันหลั่งน้ำตาออกมากล่าวว่า ฮั่วเฮ่อ ท่านมีน้ำใจต่อเราอย่างลึกล้ำ เรากลับไม่ได้เห็นหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายŽ จากนั้นเพ่งตาถามว่า เป็นผู้ใดฆ่านาง?Ž

      จ้าวกวนจมอยู่ในห้วงความคับแค้นรันทดสั่นศีรษะกล่าวว่า ศัตรูมีฝีมือร้ายกาจ ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเป็นการลงมือของผู้ใด?Ž

      คนเสเพลทอดถอนใจกล่าวว่า มารดาเจ้าถือคุณธรรมธัมมะ กระทำเรื่องที่ผู้อื่นไม่กล้ากระทำเด็กเอย เจ้าคิดล้างแค้นให้กับมารดาเจ้าอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าคิดไปยังภูเขาเป่ยซัน เสาะหาอาจารย์ป้าเซียว ขอให้นางช่วยเหลือข้าพเจ้าอีกแรงหนึ่ง

      คนเสเพลสั่นศีรษะกล่าวว่า เจ้าไม่ต้องไปแล้ว ค่ายภูเขาของอาจารย์เจ้าถูกทำลายไปก่อนแล้วŽ

      จ้าวกวนตื่นตระหนก ถามย้ำว่าเป็นความจริง คนเสเพลกล่าวว่า เมื่อวานเราเพิ่งได้ยินข่าวนี้ คาดว่าไม่แปลกปลอมแล้วŽ ตอนนี้เจ้าได้แต่ไปขอความช่วยเหลือจากสถานที่หนึ่ง

      จ้าวกวนพลุ่งพล่านใจยิ่ง คิดไม่ถึงสำนักร้อยบุปผาประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มิเพียงเรือนท่วงทำนองรักของมารดาถูกเลือดล้าง แม้แต่ค่ายภูเขาของอาจารย์ป้าเซียวไป่เหอก็ถูกทำลายล้าง ยามนั้นกล่าวถามว่า สถานที่ใด?Ž

      คนเสเพลกล่าวย้ำทีลำคำว่า ตึกพยัคฆ์คำรนŽ

      จ้าวกวนทวนคำว่า ตึกพยัคฆืคำรน? นั่นเป็นสถานที่ใด?Ž

      คนเสเพลส่ายหน้ากล่าวว่า เด็กน้อยไม่มีความรอบรู้แม้แต่น้อย ตึกพยัคฆ์คำรนอาศัยวิชาแพทย์กับยอดวิทยายุทธ์สร้างชื่อในยุทธจักรประมุขตึกคือแพทย์ ผู้กล้าหลิงเซียว กาลก่อนมันเคยช่วยชีวิตไป่สุ่ยเซียง และมีการคบหากับมารดาเจ้าŽ

      จ้าวกวนถามว่า มันเป็นแขกของมารดาเราหรือ?Ž

      คนเสเพลร้องเพ้ยกล่าวว่า เจ้ากล่าวเหลวไหลอันใด ประมุขตึกหลิงกับมารดาเจ้าเพียงพบหน้าครั้งเดียว มันมีจิตใจรักมั่น ภรรยาของมันฉินเอี้ยนหลงเป็นโฉมสะคราญแห่งยุค ยิ่งเป็นยอดหญิงวีรสตรี เรามีการคบหากับนางอยู่บ้างŽ

      จ้าวกวนกลอกตาตลบหนึ่งกล่าวว่า ท่านเมื่อมีการคบหากับหลิงฮูหยิน*(ภรรยาคนแซ่หลิง คำนี้หากออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางอ่านว่าฟูเหยิน แต่เพื่อความคุ้นเคย ยังคงใช้คำฮูหยิน) ท่านก็นำข้าพเจ้าไปพบกับพวกเขา ได้หรือไม่?Ž

      คนเสเพลทอดถอนใจกล่าวว่า ดูจากลักษณะนิสัยของเจ้า เกรงว่าเป็นบุตรชายของเรา เราจะนำเจ้าไปยังภูเขาหูซาน (ภูเขาพยัคฆ์) สักคราŽ

      จ้าวกวนกลับกล่าวว่า ท่านยินยอมนำก็นำข้าพเจ้าไป แต่ว่าหนึ่งนั้นข้าพเจ้าไม่ยอมรับท่านเป็นบิดา สอง ห้ามมิให้ท่านลบหลู่มารดาข้าพเจ้าสาม นี่เป็นความยินยอมของท่านเอง อย่าคิดหมายให้ข้าพเจ้าสำนึกขอบคุณŽ

      คนเสเพลยิ้มพลางกล่าวว่า เจ้าฉลาดหลักแหลมเช่นเดียวกับมารดาเจ้า แต่ว่าหนึ่งนั้นเจ้ายอมรับหรือไม่ยอมรับแล้วแต่เจ้า เรายอมรับหรือไม่แล้วแต่เรา พวกเราคอยดูกันต่อไป สอง เราให้การยกย่องมารดาเจ้า ไหนเลยกล่าวลบหลู่ได้? สาม เด็กน้อยเจ้าจิตใจคับแคบ ไม่ยอมติดค้างน้ำใจผู้อื่นเจ้าอย่าได้เข้าใจว่าผู้อื่นยินยอมช่วยเหลือเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องสำนึกบุญคุณ มารดาเจ้าคลอดเจ้าออกมา เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ เจ้าไม่สำนึกบุญคุณนางได้หรือ?Ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal