ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 7)

      หลิวชีเหนียงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า โจรปล้นสวาทนี้กลับกล้าก่อคดีในเมืองซูโจวติดต่อกันสามครั้ง คล้ายมีเจตนาท้าทายอันใดŽ

      จ้ากวนกล่าวว่า ท่านแม่ คนผู้นี้มีความเป็นมาไม่กระจ่าง หากมันตัวคนเดียว ยงจัดการได้ไม่ยากนัก กลัวว่ามันมีผู้ช่วยอื่นอีกŽ

      หลิวชีเหนียงเหลือบมองบุตรชายแวบหนึ่งผงกศีรษะรับ สั่งติงเซียงไปสอบถามเหล่าหลินที่เฝ้าประตูว่าหลายวันนี้มีบุคคลน่าสงสัยอันใดติงเซียงรับคำออกไป ชั่วครู่กลับมารายงานว่า เหล่าหลินบอกว่าไม่พบเห็นชาวยุทธจักรที่สะดุดตามีแต่สามีภรรยาคู่หนึ่ง นำเด็กหญิงหน้าตาหมดจดนางหนึ่ง ตระเวนถามไถ่ผู้คนว่าพบเห็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบ เรียกว่าเสี่ยวซันเอ๋ออะไรนั่นหรือไม่?Ž

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า ฟังดูไม่คล้ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจรปล้นสวาทนั้น เจ้าบอกให้เหล่าหลินจับตาดูเป็นพิเศษ ค้นนี้เราจะเคลื่อนไหวด้วยตัวเองŽ

      จ้าวกวนสงสัยใจยิ่ง กล่าวว่า ท่านแม่ ท่านคิดลงมือด้วยตัวเอง?Ž

      หลิวชีเหนียงไม่กล่าวมากความ เพียงกล่าวว่า เอาเถอะ เจ้าไปรับประทานอาหารเที่ยง หลังเที่ยงไปท่องเที่ยวได้Ž

      จ้าวกวนภาวนาให้มารดากล่าวเช่นนี้ พอฟังจึงลงจากหอไปดุจสายลมหอบหนึ่ง

      วันนี้อากาศดียิ่ง จ้าวกวนท่องเที่ยวถึงริมทะเลสาบไท่หู ( ทะเลสาบอันเลื่องชื่อ ครอบคลุมมณฑลเจียงซูกับเจ้อเจียง ) ที่ริมทะเลสาบมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมดอกท้อ มันเดินเตร่อยู่ครู่หนึ่ง พลันสูดได้กลิ่นหอมของสุรา จึงสืบเสาะไปตามกลิ่นหอม

      เห็นทีห่างไปแขวนป้ายผ้าเขียวคำสุรา หญิงสาวอายุสิบห้าสิบหากปีนางหนึ่งยืนอยู่หน้าหลัวสุราใบใหญ่ กำลังเปิดฝาใช้ทัพพีตวงสุราออกมาจ้าวกวนจดจำออกว่านางเป็นบุตรีของเก้าแก่ร้านสุราตู้คังฝางภายในเมือง คาดว่าวันนี้อากาศแจ่มใส บิดานางจึงใช้ให้นางมาเร่ขายสุราที่ริมทะเลสาบ ดังนั้นเดินเข้าไป ทักทายว่า เฉี่ยวเจีย แสงแดดร้อนเพียงนี้ ท่านลำบากมากแล้วŽ

      เฉียวเจียพอเห็นมัน ชิงกล่าวว่า วันนี้การค้าดี ข้าพเจ้าไม่มีเวลาสนทนากับท่าน หากถูกท่านพ่อพบเห็น คงต้องทุบตีข้าพเจ้าŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าเพียงหยุดแวะทักทาย ไม่ถูกบิดาท่านพบเห็นหรอกŽ

      ขณะสนทนา มีคนผ่านทางมาซื้อสุราสามชั่ง เฉี่ยวเจียตวงสุราให้ รับเงินเหรียญมา จ้าวกวนเห็นหลัวสุราเหลือสุราไม่มากนัก จึงขันอาสาขนย้ายหลัวสุราที่ใกล้ว่างเปล่าไปยังด้านหลังยกหลัวสุราอีกใบหนึ่งมาที่ใต้ป้ายผ้าที่เขียนคำสุรา ตบดินที่ปิดปากหลัวออก กลิ่นหอมของสุราก็คละคลุ้งอบอวล

      เฉี่ยวเจียบอกขอบใจมัน กระซิบว่า อากวนท่านลองดื่มสักคำ อย่าให้ผู้คนเห็นŽ

      จ้าวกวนยินดียิ่ง ใช้สองมือกอบสุรามาถึงมุมปากดื่มลงไป รู้สึกหอมซาบซ่าน ยังคิดดื่มอีก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า แม่นางมอบสุราให้สักเล็กน้อยŽ

      จ้าวกวนเงยหน้าขึ้น เห็นขอทานน้อยสวมเสื้อผ้าซอมซ่อผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าหลัวไม้ไผ่ มันมีอายุสิบเอ็ดสิบสองปี มือถือชามเคลือบใบหนึ่ง กำลังขอสุราจากเฉี่ยวเจีย เฉี่ยวเจียถลึงตาใส่ด่าว่า ไม่เคยเห็นขอทานขอสุรามาก่อน ยังรับประทานไม่อิ่มกลับร้องขอสุราไม่ให้แก่ท่านŽ

      ขอทานน้อยยังอ้อนวอนอีก เฉี่ยวเอ๋อยืนกรานไม่ให้ จ้าวกวนไม่สะดวกกับการขโมยดื่มอีก กล่าวว่า เฉี่ยวเจีย ข้าพเจ้าช่วยจัดเรียงหลัวสุราเปล่าที่ด้านหลังให้กับท่านŽ

      เฉี่ยวเจียบอกขอบใจ พอมีลูกค้ามาอีกนางจึงวุ่นวายกับการตวงสุรา จ้าวกวนปลีกตัวไปจัดเรียงหลัวเปล่าหลายใบ พอเหลียวหน้ามองเห็นขอทานน้อยนั้นยังยืนอยู่กับที่ มองดูหลัวสุราแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ดังนั้นครุ่นคิด ขอทานน้อยนี้คิดดื่มสุราจริงๆž จึงกวักมือต่อมันชี้มือไปที่หลัวสุราทางด้านหลัง

      ขอทานน้อยนั้นเข้าใจความหมาย เดินอ้อมเข้ามา ชะโงกศีรษะมอง เห็นจ้าวกวนชี้มือไปยังหลัวสุราที่ยังสุราหลงเหลืออยู่เล็กน้อย จึงใช้ชามเคลือบตวงสุราชามหนึ่ง ยืดคอดื่มลงไป จากนั้นตวงอีกยามหนึ่ง ยิ้มให้กับจ้าวกวน ปลีกตัวจากไป

      จ้าวกวนกลัวเฉี่ยวเอ๋อพบเห็นมีโทสะ จึงยกหลัวสุราที่ใกล้ว่างเปล่า เทสุราที่เหลือลงในหลัวใหม่ กล่าวว่า หลัวนี้ยังมีสุราเหลืออยู่บ้าง อย่าปล่อยให้สูญเปล่าŽ

      เฉี่ยวเจียยิ้มพลางกล่าวว่า อากวน ท่านขันแข็งถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจะให้รางวัลท่านอย่างไรดี?Ž

      จ้าวกวนกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า กำนัลสุราหรือกำนัลหอมแก้มก็ได้Ž

      เฉี่ยวเจียยกมือตีมัน ร้องเพี้ยกล่าวว่า ไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่ให้รางวัลแล้วŽ แต่เห็นจ้าวกวนซุกซนน่ารัก ยังตวงสุราชามหนึ่งยื่นส่งให้

      จ้าวกวนดื่มสุรา รู้สึกเคลิบเคลิ้มมึนเมาจึงนอนผึ่งแดดบนพื้นหญ้าริมทะเลสาบ ขณะจะเคลิ้มหลับไป พลันได้ยินสุ้มเสียงผู้คนหลายคนซุบซิบกันว่า

      เห็นหรือไม่? เด็กหญิงที่สวมเสื้อสีฟ้าครามอ่อนนั้นŽ

      เห็นแล้ว นับเป็นสินค้าชั้นดี ผู้ใดลงมือ?Ž

      เรากับเหล่าปา (คนที่แปด) ท่าน ฉวยโอกาสที่ผู้คนเบียดเสียดลงมือ พอสัมฤทธิ์ผลให้ไปที่เตาเผาดิน โถวจื่อ (หัวหน้า) บอกว่าผู้ใหญ่ยากตอแย มันจะจับตาดูเองŽ

      จ้าวกวนเบือนหน้ามอง เห็นผู้คนสองคนเดินผ่านข้างกายไป หนึ่งในจำนวนนั้นไว้หนวดคล้ายเป็นสมุนของนักค้ามนุษย์ลู่เหล่าลิ่ว เมื่อหลายปีก่อนจ้าวกวนช่วยหานเอ๋อรอดจากเงื้อมมือลู่เหล่าลิ่ว แต่ลู่เหล่าลิ่วยังไม่ทราบว่าคนช่วยเหลือคือจ้าวกวน ยามนี้พอฟังต้องครุ่นคิด ตัวอุบาทว์ทั้งสองกลับคิดลักพาตัวเด็กหญิงกลางวันแสกๆ มิใช่ตัวดีจริงๆž จึงกระโดดปราดขึ้น สะกดรอยตามคนทั้งสอง มาถึงทางน้อยดอกท้อริมทะเลสาบไท่หู

      ทางน้อยดอกท้อเป็นทางศิลาเส้นหนึ่งด้านที่อยู่ติดทะเลสาบเกาะปลูกดอกท้อแดงสะพรั่ง อีกด้านหนึ่งตั้งร้านเล็กๆ บ้างขายอาหารขบเคี้ยว บ้างขายงานศิลปะชิ้นเล็กๆ วันนี้ลมเฉื่อยฉิวแสงแดดอบอุ่น มีผู้คนออกมาท่องชมบุปผาอย่างเนืองแน่น จ้าวกวนตัดผ่านผู้คนหนึ่ง มันกวาดตามมองตาม เห็นมุมหนึ่งของเพิงน้ำชานั่งไว้ด้วยสามีภรรยาคู่หนึ่ง กับเด็กหญิงนางหนึ่ง

      สามีนั้นไว้หนวดเครา หน้าตาสดใส ในความเรียบง่ายแฝงบุคลิกอีกแบบหนึ่ง ภรรยานั้นผิวขาวราวหิมะ งามผุดผาดตา เด็กหญิงนั้นสวมเสื้อกางเกงสีฟ้าครามอ่อน มีอายุเพยงหกเจ็ดขวบ นั่งอยู่ข้างกายมารดา นับว่าถอดแบบออกมา ภายหน้าต้องเป็นหญิงงามนางหนึ่ง จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น พวกมันคงจับตาดูเด็กหญิงผู้นี้ สามีภรรยาคู่นี้มีบุคลิกไม่ธรรมดา ไม่ทราบมีความเป็นมาอย่างไร?ž

      มันคิดหยุดที่ข้าเพิงน้ำชา แต่ถูกคลื่นมนุษย์เบียดเสียดผ่านไป พอเหลียวหน้ามองสามีภรรยากับเด็กหญิงนั้นออกจากเพิงน้ำชาแล้ว สมุนของลู่เหล่าลิ่วก็จากไปเช่นกัน พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องเรียกว่า เจินเอ๋อ เจินเอ๋อŽ

      จ้าวกวนฉุกคิดว่าผิดท่า วิ่งไปตามเสียงพบว่าคนที่ร้องเรียกคือบิดาของเด็กหญิงนั้นมารดาของเด็กหญิงตามติดอยู่ด้านหลัง กล่าวเสียงสั่นเครือว่า เมื่อครู่เรายังเห็นนายืนดูคนปั้นตัวมนุษย์ พอหันกลับมาก็หายไปแล้วŽ

      ทั้งสองหารือกันเล็กน้อย จากนั้นแยกย้ายวิ่งไปยังสุดปลายทั้งสองของทางน้อย ท่าร่างรวดเร็วยิ่งนัก จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น คนทั้งสองนี้มีวิชาตัวเบายอดเยี่ยมยิ่ง สมุนของลู่เหล่าลิ่วสามารถจับตัวบุตรสาวพวกมันไป นับเป็นการลงมือที่รวดเร็วนักž

      ตอนนี้เด็กหญิงถูกลักพาตัวไป สมควรตามหาจากที่ใด พลันนึกถึงคนทั้งสองบอกว่าจะนำตัวไปที่เตาเผาดิน ดังนั้นครุ่นคิด เตาเผาดิน? หรือว่าเป็นเตาเผาดินแดงที่ถูกทิ้งร้างริมทะเลสาบ? พอได้คิด เร่งฝีเท้ารุดไป

      ชั่วครู่ให้หลังมาถึงหน้าเตาเผาดินแดงจ้าวกวนชะโงกศีรษะมอง เห็นทั่วบริเวณว่างเปล่าไร้ผู้คน เข้าใจว่าหาผิดที่ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังสับสน คล้ายมีผู้คนกลุ่มหนึ่งรุดมาทางด้านนี้

      จ้าวกวนรีบซ่อนตัวอยู่ในพงแขมข้างเตาเผาดินแดง เห็นชายฉกรรจ์สี่คนสาวเท้ามาทางด้านนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นอุ้มเด็กคนหนึ่ง มือเท้าล้วนถูกมัดเอาไว้ เป็นเด็กหญิงที่สวมชุดสีฟ้าครามอ่อนนั้นเอง

      จ้าวกวนลอบยินดี ครุ่นคิดขึ้น โจรอุบาทว์นำคนมายังที่นี้จริงๆ เมื่อมองลอดต้นแขมออกไป พบว่าคนนำขบวนคือลู่เหล่าลิ่ว มันสั่งการว่า เหล่าปา (คนที่แปด) เฝ้าอยู่ที่นี้ เสี่ยวไป่ (ขาวน้อย) กับโก่วจื่อ (สุนัข) เฝ้าอุยู่ด้านหน้าหากมีคนผ่านมา ให้ส่งสัญญาณแจ้งต่อเหล่าปา เหล่าปารีบนำทารกหญิงหลบหน้าไป หากคับขันจวนตัว ก็บีบคอทารกหญิงโยนทิ้งทะเลสาบ เราจะกลับไปสังเกตการณ์Ž

      เหล่าสมุนรับคำ แยกย้ายกันเฝ้าดูแลจ้าวกวนครุ่นคิดในใจ เราต้องหาทางช่วยเหลือเด็กหญิงนั้น แต่กลัวว่าสู้สุนัขสามตัวนี้ไม่ได้ ต้องหาโอกาสสักคราž เห็นชายฉกรรจ์ที่เฝ้าเตาเผาดินแดงยืนพิงผนังกำแพง สูบกล้องยามอระกู่ ( กล้องสูบยาผ่านน้ำ ชาวอาหรับนิยมสูบกัน ) อย่างสบายอารมณ์ รอบบริเวณเงียบสงบ แต่หามีโอกาสเหมาะไม่

      พลันได้ยินที่พงแขมที่ด้านหลังบังเกิดเสียงดังเบาๆ จ้าวกวนหันขวับไป เห็นเด็กหนุ่มเสื้อผ้าซอมซ่อผู้หนึ่งมุดออกมา กลับเป็นขอทานน้อยที่ขอสุราจากเฉี่ยวเจีย ไม่ทราบมาถึงที่นี้ได้อย่างไร

      ขอทานน้อยยิ้มให้กับมัน กล่าวเบาๆว่า ทารกหญิงถูกขังอยู่ในเตาเผาดิน ท่านคิดอ่านประการใด?Ž

      จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่ง มีความรู้สึกว่าขอทานน้อยควรแก่การไว้วางใจ จึงกล่าว ข้าพเจ้าคิดหาโอกาสช่วยนางออกมาŽ

      ขอทานน้อยยิ้มพลางกล่าวว่า ข้าพเจ้าก็คิดช่วยนาง เช่นนี้เถอะ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ล่อคนเหล่านั้นไปอีกทาง ท่านเข้าเตาเผาดินไปช่วยคนŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะนับ ขอทานน้อยจึงกระโดดออกจากพงแขม มือถือชามแตกใบนั้นเดินเข้าหาชายฉกรรจ์ที่เฝ้ารักษาการณ์ กล่าวว่า นายท่าน กำนัลเศษเหรียญให้เถอะŽ

      ชายฉกรรจ์นั้นเห็นมันสกปรกโสโครกจึงโบกมือขับไล่ ด่าทอว่า ขอทานเหม็นคลุ้ง ไสหัวไปให้ห่างไกลŽ

      ขอทานน้อยยังคงยื่นชามออกไป กล่าวว่า นายท่านให้เงินเรารับประทานข้าวสักคำ สวรรค์คุ้มครองท่านตายโดยไร้โรคภัย พบจุดจบอย่างอนาถŽ

      ชายฉกรรจ์นั้นพอฟังถึงสองประโยคสุดท้ายพลันตวัดมือตบใส่ กระชากเสียงว่า ตายโดยไร้โรคภัย พบจุดจบอย่างอนาถอันใด?Ž

      ขอทานน้อยหลบรอดจากฝ่ามือมัน ร้องว่า ท่านไม่ให้เงิน ก็ไม่ต้องตบตีคน คนชั่วช้าเช่นท่านต้องถูกฟ้าผ่าตาย ถูกสุนัขกัดตาย ถูกตัวต่อกัดตาย ถูกขื่อห้องทับตาย...Ž

      ชายฉกรรจ์นั้นเดือดดาลเป็นการใหญ่ดึงไม้พลองออกมาฟาดหวดใส่ ขอทานน้อยวิ่งหนีเลียบทะเลสาบไป ปากยังด่าทอว่า ถูกไฟคลอกตาย ตกหน้าผาตาย ถูกโจรฆ่าตาย ตายในอยู่ในคุก...Ž

      ชายฉกรรจ์ที่เฝ้าดูแลอีกสองคนได้ยินเสียงร้องเอะอะ จึงรุดมาชมดู เห็นพวกพ้องถือไม้พลองไล่กวดขอทานน้อย รู้สึกน่าหัวร่อ มิคาดขอทานน้อยด่าทออีกว่า ตัวบดซบทั้งสอง มีรูปร่างหน้าตาเป็นคน กลับกระทำเรื่องเลวชาติ ยังชั่วช้ากว่าเดรัจฉานŽ

      ชายฉกรรจ์อีกสองคนเดือดดาลเป็นการใหญ่ ร่ำร้องด่าทอพลางไล่กวดตาม ชั่วพริบตาก็จากไปไกลโข

      จ้าวกวนรีบวิ่งเข้าเตาเผาดินแดง เห็นเด็กหญิงเจินเอ๋อนั่งกับพื้น สองมือสองเท้าถูกมัดไว้ มันล้วงมีดเล่มเล็กๆออมาตัดเชือกให้กับนาง กล่าวเบาๆว่า ข้าพเจ้าจะช่วยท่านออไปอย่าได้ส่งเสียงดังŽ

      พลางโอบอุ้มนางวิ่งออกจากเตาเผาดินวิ่งไปหลายสิบก้าว ได้ยินที่ด้านหลังบังเกิดเสียงร่ำร้อง คาดว่ามีคนกลับมายังเตาเผาดินแดงพบว่าเด็กหญิงถูกช่วยเหลือไปแล้ว

      จ้าวกวนทราบว่านักค้ามนุษย์เหล่านี้ใจดำอำมหิต หากถูกพวกมันตามทัน ตนเองคงยากรักษาชีวิตไว้ รีบอุ้มเจินเอ๋อวิ่งอย่างสุดฝีเท้า วิ่งเป็นระยะทางสามสี่ลี้ เปลี่ยนเป็นมุ่งตะวันออก เสาะพบทางน้อยจากในพงหญ้า มาถึงศาลเจ้าโบราณหนึ่ง

      ศาลเจ้านี้มีชื่อว่าฉือเปยซื่อ มีประวัติศาสตร์นับร้อยปี ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม เนื่องด้วยอยู่ห่างไกล ไม่มีผู้คนมานมัสการ ภายในศาลเจ้ามีเพียงหลวงจีนชราหูหนวกรูปหนึ่งทำหน้าที่ย่ำระฆังปัดกวาดสถานที่ จ้าวกวนเคยมาท่องเที่ยวถึงที่นี้ ยามนี้ไมมีที่ซ่อนตัว จึงบากหน้ามายังศาลเจ้า

      ในศาลเจ้าว่างเปล่าไร้ผู้คน หลวงจีนชราคงนอนกลางวันอยู่ในห้องหับด้านหลัง จ้าวกวนสำรวจดูรอบหนึ่ง จากนั้นอุ้มเจินเอ๋อวิ่งไปยังหอระฆัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของศาลเจ้า พอบรรลุถึง ก็ล้วนห่อผ้าใบเล็กๆจากอกเสื้อ ดึงงูเขียวที่เพิ่งเลี้ยงไว้หลายเดือนตัวหนึ่ง วางมันลงบนห่วงประตู จากนั้นปิดประตูหอระฆังลง

      หอระฆังแห่งนี้ปรกติเป็นห้องเก็บของภายในกองสุมด้วยมู่หวี่ ( แปลตรงตัวว่าปลาไม้ เป็นอุปกรณ์เคาะเสียงทำด้วยไม้รูปตัวปลา ตรงกลางกลวง หลวงจีนหรือแม่ชีใช้เคาะตอนสวดมนต์ ) ต้าชิ่ง ( เครื่องดนตรีประเภทตี ลักษณะคล้ายฉิ่งทำด้วยทองเหลือง หลวงจีนใช้ตอนประกอบพิธี ) และกระถางธูปที่เก่าแล้ว ด้านขวามือมีบันไดไม้ทอดถึงชั้นบน จ้าวกวนนำเจินเอ๋อปีนบันไดไม้ขึ้นถึงชั้นบน เห็นบนพื้นกองสุมกล่องธูปปรากฏกลิ่นธูปและฝุ่นละอองพลุ่งมากระทบจมูก

      จ้าวกวนปิดจมูกปากให้กับเจินเอ๋อ ตนเองก็กลั้นลมหายใจไว้ รอจนฝุ่นละอองจางลง ค่อยนำเจินเอ๋อซ่อนตัวอยู่ที่มุมหอระฆัง กล่าวเบาๆว่า หวังว่าพวกมันอย่าได้สืบเสาะถึงที่นี้Ž

      เพิ่งขาดคำ ที่เบื้องนอกมีเสียงคนดังขึ้น เสียงโครมเมื่อคนผู้หนึ่งเตะประตูศาลเจ้าออก ผู้คนหกเจ็ดคนกรูกันเข้ามา แยกย้ายกันค้นหา ฟังดูเป็นสมุนของลู่เหล่าลิ่ว

      จ้าวกวนใจสั่นสะท้าน ย่องลงจากบันไดไม้ ลบรอยเท้าของตนเอง ทั้งยังล้วงงูเขียวอีกตัวหนึ่งจากอกเสื้อวางลงลงบนบันได พอกลับขึ้นชั้นบน เห็นสีหน้าเจินเอ๋อทอแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง จึงยิ้มให้กับนาง ปลอบโยนเบาๆว่า ไม่ต้องกลัว ข้าพเจ้าจะคุ้มครองท่านŽ

      เจินเอ๋อผงกศีรษะรับ ลืมตาดำขลับมองดูมัน แววตาสำนักขอบคุณและคิดหวังพึ่งพิง จ้าวกวนบังเกิดความอบอุ่นใจ เห็นว่าคราครั้งนี้ตนเองยื่นมือช่วยคน แลกมาซึ่งความเคารพยกย่องจากเด็กหญิงนางหนึ่ง ก็ไม่เสียทีที่เหนื่อยยากลำบากแล้ว

      ในยามนั้นปรากฏชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งมาถึงหน้าหอระฆัง คิดผลักประตูเข้ามา แต่แล้วอุทานดังอา ด่าทอว่า มารดามันเถอะ ในชีวิตบิดารังเกียจงูที่สุดŽ

      ได้ยินเสียงเพียะ คล้ายกับเขี่ยงูลงบนพื้น จากนั้นคนผู้นั้นผลักประตูเข้ามา เห็นภายในไม่มีคน จึงกวาดมองไปที่บันไดไม้พลันด่าทอว่า ช่างเคราะห์หามยามร้ายจริงๆ พบพานงูถึงสองตัว นี่เป็นศาลเจ้าผีสางอันใด?Ž

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น ทางที่ดีเจ้าผู้นี้กลัวงู ปลีกตัวจากไป มารดามันเถอะ หาเรามีฝีมือกล้าแข็งกว่านี้ คงออกไปทุบตีพวกมันกระเจิดกระเจิง หากสามารถใช้พิษ ก็ไม่เกรงกลัวพวกมันž มันรับการสั่งสอนจากมารดา ดังนั้นไม่กล้าใช้พิษโดยวู่วาม

      ได้ยินคนผู้นั้นพึมพำว่า ที่นี้มีงูชุกชุม หากทารกหญิงนั้นหลบหนีมา คงถูกงูกัดตายไปแต่แรกแล้วŽ กล่าวจบผลักประตูออกไป

      ชั่วครู่ให้หลัง ได้ยินลู่เหล่าลิ่วร้องถามว่าค้นทั่วแล้วหรือไม่ ผู้คนหลายคนตอบ่าค้นหาจนทั่วไม่เห็นมีคน ลู่เหล่าลิ่วด่าทอคำหนึ่งถอนกำลังกลับไป

      จ้าวกวนค่อยคลายใจลง กล่าวกับเจินเอ๋อว่า เม่ยเม่ย (น้องสาว) พวกเราเรอสักครู่ หลังจากที่คนชั่วช้าเหล่านั้นจากไปไกล ข้าพเจ้าค่อยนำท่านกลับเข้าเมืองไปหาบิดามารดาท่าน ดีหรือไม่?Ž

      เจินเอ๋อว่านอนสอนง่าย ผงกศีรษะรับแอบอิงอยู่ข้างกายจ้าวกวน นางอายุยังเยาว์ ทั้งได้รับความตระหนกตกใจ ไม่นานก็ฟุบหลับกับอ้อมอกของจ้าวกวน

      พลันได้ยินเสียงคนดังมาแต่ไกล จ้าวกวนกลัวว่าลู่เหล่าลิ่วและพวกย้อนกลับมา รีบรุดมาแอบดูที่หน้าต่างหอระฆัง กลับเห็นผู้คนสองคนคุมตัวคนผู้หนึ่ง เหยียบย่างบนทางน้อยที่ทอดสู่ศาลเจ้าโบราณ

      เห็นคนนำหน้าเป็นลู่เหล่าลิ่วเอง มันตาซ้ายบวมปูด แก้มขวาเขียวคล้ำ เลือกกำเดาไหลออกมา มีสภาพทุลักทุเล กล่าวเสียงละห้อยว่า นายท่าน ที่กล่าวเป็นความจริง บุตรีท่านหลบหนีไปแล้ว พวกเราค้นหาอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่พบนางŽ

      จ้าวกวนเบือนหน้ามอง เห็นผู้ที่คุมตัวมันเป็นบิดามารดาของเจินเอ๋อเอง ได้ยินบิดาของเจินเอ๋อกระชากเสียงว่า นางเพิ่งอายุหกขวบ ไหนเลยหลบหนีจากเงื้อมมือพวกเจ้าได้?Ž

      ลู่เหล่าลิ่วกล่าวว่า ถูกแล้ว บุตรีท่านอาจถูก...ถูกคนช่วยเหลือไปแล้วŽ

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น บิดามารดาของเจินเอ๋อร้ายกาจยิ่ง ชั่วพริบตาก็หาลู่เหล่าลิ่วพบบิดามารดานางเมื่อสืบเสาะถึงที่นี้ เราก็ปล่อยตัวนางกลับไปเถอะž ดังนั้นปลุกเจินเอ๋อตื่นขึ้นมา กล่าวว่า รีบตื่น บิดามารดาท่านมาแล้วŽ

      เจินเอ๋อยิ้มให้กับมัน หมุนตัววิ่งไปตามทางน้อย ร้องเรียกว่า ท่านแม่ ท่านพ่อŽ

      มารดาของเจินเอ๋อได้ยินเสียงของบุตรี สร้างความลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง วิ่งมาสวมกอดเจินเอ๋อเอาไว้ จ้าวกวนชมดูแต่ไกล อดน้ำตาคลอเบ้าไม่ได้ มันเคยติดตามมารดาและเหล่าศิษย์พี่ช่วยขจัดปัดเป่าเภทภัยผู้คน คราครั้งนี้ช่วยคนด้วยตัวเอง ค่อยเข้าใจซาบซึ้งกว่าเดิม เพียงแต่มันยามคับขันปล่อยงูพิษออกมา กลัวแพร่งพรายความลับของสำนักร้อยบุปผา หากล่วงรู้ถึงหูมารดา คงต้องถูกดุด่าลงโทษ จึงไม่ต้องการพบบิดามารดาของเจินเอ๋อ หันกายกลับเข้าศาลเจ้า

      ยามนั้นหลวงจีนชราตื่นจากนอนกลางวันเห็นประตูต่างๆเปิดอ้าออก โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดรีบจัดโต๊ะเก้าอี้ จ้าวกวนก็กลับมายังหอระฆัง จับงูเขียวทั้งสองตัวกลับมา ค่อยเดินถึงโบสถ์หน้า เห็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมหรุบพระขนงแย้มพระโอษฐ์ พระพักตร์เมตตากรุณาคล้ายชื่นชมการกระทำของตนเอง

      จ้าวกวนมองดูพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ครู่หนึ่ง พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังมา บิดามารดาของเจินเอ๋อจูงมือเจินเอ๋อคนละข้าง เดินมายังศาลเจ้า ดังนั้นกระโดดขึ้นโต๊ะบูชา ซ่อนตัวอยู่หลังรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม

      บิดามารดาของเจินเอ๋อเดินเข้าศาลเจ้าทั้งสองมีพลังการฝึกปรือสูงล้ำ ได้ยินที่หลังรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมมีเสียงลมหายใจอย่างแผ่วเบา ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง บิดาของเจินเอ๋อเดินออกไปหนึ่งก้าว กราบสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิม กล่าวว่า ผู้กล้าสารทิศใดช่วยเหลือบุตรีเรา เราสำนึกขอบคุณยิ่งŽ

      มันรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นมีคนปรากฏกาย จึงล้วงเงินหนักเจ็ดแปดตำลึงแท่งหนึ่งวางลงกับพื้น น้อมกายคารวะอีกครา

      เจินเอ๋อกุมมือมารดา ลืมตากลมโตมองดูรอบข้าง กล่าวว่า ท่านพ่อ เมื่อครู่เสี่ยวเกอเกอ (พี่ชายน้อย) นั้นยังอยู่ในศาลเจ้าŽ

      มารดาของเจินเอ๋อยกมือตบแต่งเรือนผมของบุตรี กล่าวว่า เจินเอ๋อ ผู้กล้าท่านนั้นไม่ยอมปรากฏตัวก็ไม่เป็นไร ขอเพียงพวกเราจดจำบุญคุณของเขาเอาไว้ ภายหน้าต้องมีโอกาสพบพานŽ

      เจินเอ๋อผงกศีรษะรับ หากยังเหลียวดูด้วยความอาลัยอาวรณ์ ได้ยินมารดาของเจินเอ๋อกล่าวว่า จิ้นหวิน เสี่ยวซันเอ๋อไม่ทราบไปที่ใด พวกเราต้องรีบตามหามันŽ

      บิดาของเจินเอ๋อกล่าวถอนใจกล่าวว่า ทารกนี้ฉลาดปราดเปรียว แม้แต่บิดามารดามันยังอับจนปัญญาต่อมัน ไม่ทราบในโลกยังมีผู้ใดควบคุมมันได้?Ž กล่าวพลางนำบุตรีออกจากศาลเข้า

 

      13 ขอทานน้อยเสี่ยวซัน

      จ้าวกวนชะโงกศีรษะมอง เห็นบิดาของเจินเอ๋อยามเดินเหินขาซ้ายปัดเป๋เล็กน้อย สร้างความประหลาดใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น บิดาของเจินเอ๋อมีฝีมือสูงเยี่ยม ไฉนขาเป๋ข้างหนึ่ง? เหตุใดตบแต่งภรรยางดงามถึงเพียงนี้?ž

      เห็นเจินเอ๋อกับบิดามารดาของนางจากไปไกลค่อยอ้อมออกจากหลังพระโพธิสัตว์กวนอิม ก้มลงมองดูเงินบนพื้น คาดว่าบิดาของเจินเอ๋อทิ้งไว้ให้แทนการขอบคุณ จึงยื่นมือหมายเก็บขึ้นมา พลันปรากฏเงาคนเคลื่อนไหววูบหนึ่ง คนผู้หนึ่งชิงเก็บเงินแท่งนั้นไป

      จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่ง ค่อยเห็นชัดตาว่าเป็นขอทานน้อยที่ขอสุราดื่มนั้น ทั้งสองพอเผชิญหน้า ต่างก็งงงันเล็กน้อย จ้าวกวนแบมือออกกล่าวว่า นี่เป็นของข้าพเจ้า รีบคืนแก่ข้าพเจ้าŽ

      ขอทานน้อยซุกเก็บเงินไว้ในอกเสื้อแต่แรก กล่าวว่า ข้าพเจ้าเห็นก่อน ต้องเป็นของข้าพเจ้าŽ

      จ้าวกวนยืนมือหมายแย่งชิง ขอทานน้อยหดตัวไปด้านหลัง ร้องว่า คิดลงไม้ลงมือหรือ?Ž

      จ้าวกวนร้องบอกให้คืนเงินมา พลางใช้ออกด้วยเพลงฝ่ามือบุปผาวสันต์ ฟาดใส่หัวไหล่ขอทานน้อย ขอทานน้อยเอี้ยวตัวคราหนึ่ง ก็สลายพลังที่แฝงมากับท่าฝ่ามือ มิเพียงไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังหัวร่อฮิฮะใส่มัน

      จ้าวกวนด่าทอคำหนึ่ง สะบัดฟาดฝ่ามือจู่โจมใส่ มันมีอายุมากว่าคู่ต่อสู้หนึ่งปี รูปร่างก็สูงใหญ่กว่า ความจริงเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า แต่ขอทานน้อยมีฝีมืออยู่ท่าสองท่าบวกกับร่างลื่นไหลราวมัจฉา สุดท้ายหลบหลีกรอดพ้นได้

      ทั้งสองต่อยตีถึงตอนท้าย ไม่ใช่กระบวนท่าอันใด หากแต่เตะต่อยวุ่นวาย ขอทานน้อยเห็นจวนตัว พานโถมเข้ามาคอคว้าเสื้อจ้าวกวนไว้ จนล้มกลิ้งไปบนพื้นทั้งสองคน

      จ้าวกวนถือดีที่มีกำลังวังชามากกว่า พลิกตัวขึ้นไป กดทับขอทานน้อยอยู่ใต้ร่าง หอบหายใจกล่าวว่า เด็กน้อยโจร คืนเงินมาŽ

      ขอทานน้อยถลึงตาใส่กล่าวว่า ข้าพเจ้าก็มีส่วนช่วยแม่นางน้อยตระกูลเฉิน ท่านคิดฮุบไว้คนเดียว ไม่มีเรื่องเช่นนี้Ž

      จ้าวกวนล้วงมือไปในอกเสื้อมัน ขอทานน้อยชิงสะบัดดิ้นหลุด เตะมันพ้นห่าง พลิกตัวลุกขึ้นยืน ทั้งสองถลึงจ้องมองกัน ราวกับไก่ชนสองตัว

      จ้าวกวนพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง อุทานดังเอ๊ะกล่าวว่า ท่านทราบได้อย่างไรว่าแม่นางน้อยแซ่เฉิน?Ž

      ขอทานน้อยตอบว่ามันย่อมทราบ จ้าวกวนขบคิดอย่างรวดเร็ว พลันฉุกใจได้คิดหัวร่อดังๆ กล่าวว่า ข้าพเจ้าทราบแล้ว ที่แท้ท่านคือเสี่ยวซันเอ๋อ ( แปลว่าเจ้าหนูสาม )

      คราครั้งนี้ขอทานน้อยเป็นฝ่ายประหลาดใจกล่าวว่า ท่านทราบได้อย่างไร?Ž

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า ข้าพเจ้าย่อมทราบŽ

      ที่แท้จ้าวกวนหวนนึกถึงเหล่าหลินที่เฝ้าประตูบอกว่ามีสามีภรรยาคู่หนึ่ง นำเด็กหญิงหน้าตาหมดจดผู้หนึ่ง ตระเวนถามไถ่ว่ารู้จักเด็กหนุ่มที่เรียกว่าเสี่ยวซันเอ๋อหรือไม่ ขอทานน้อยนี้มีพฤติการณ์แปลกประหลาด บวกกับทราบว่าเด็กหญิงนั้นแซ๋เฉิน คาดว่าคงเป็นเสี่ยวซันเอ๋อที่บิดามารดาของเจินเอ๋อกำลังตามหาแล้ว

      ขอทานน้อยยกมือตบฝุ่นละอองตามร่างกาย ยิ้มพลางกล่าวว่า เมื่อถูกเด็กน้อยท่านดูออกข้าพเจ้าก็ไม่สะดวกกับการแย่งชิงเงินกับท่านแล้ว ท่านผู้นี้ยังไม่เลว พวกเรามิสู้คบหาเป็นสหายไปยังร้านสุราดื่มให้สมใจ เป็นอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนก็รู้สึกว่าขอทานน้อยนี้มีพฤติการณ์แปลกพิสดาร คิดคบหาเช่นกัน มันนิยมดื่มสุรา ตอนอยู่ที่เรือนท่วงทำนองรัก มักขโมยดื่มสุราจนถูกมารดาทุบตี ยามนี้มีเงินมีทองไหนเลยไม่ดื่มให้สมอยาก ยามนั้นปรบมือสนับสนุน เด็กหนุ่มทั้งสองเดินออกจากศาลเจ้าโอบหลับโอบไหล่กัน มาถึงร้านสุราแปดเซียนที่มีชื่อที่สุดของเมืองซูโจว

      ผู้รับใช้เห็นผู้มาหนึ่งเป็นบุตรชายเจ้าของเรือนท่วงทำนองรัก หนึ่งเป็นขอทานน้อยสวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ดอดขมวดคิ้วมิได้ คิดขับไล่คนทั้งสองออกไป เสี่ยวซันเอ๋อชิงล้วงเงินแท่งนั้นจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะดังฉาด ร้องว่า ตวงสุราสามชั่ง จัดสุราอาหารมาโต๊ะหนึ่งŽ กล่าวพลางชักชวนจ้าวกวนยึดโต๊ะตัวหนึ่ง

      ผู้รับใช้ชมดูเบิกตาค้างกล่าวว่า บรรพบุรุษน้อย เงิน..เงินของท่านนี้ใช่ขโมยมาหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนถลึงตาใส่กล่าวว่า จูสือเอ้อ (คนที่สิบสองแซ่จู่) ที่ท่านกล่าวเป็นวาจาผู้คนหรือ? เราจ้าวกวนไหนเลยเคยขโมยเงินผู้อื่นมาก่อน?Ž

      ผู้รับใช้จูสือเอ้อมองดูเสี่ยวซันเอ๋อ กล่าวว่า มิใช่ท่านขโมย หรือว่าเป็นขอทานน้อยนี้ขโมย?Ž

      เสี่ยวซันเอ๋อร้องดังๆว่า นี่เรียกว่าใช้ตาสุนัขมองดูคน เราซันเส้าแหย ( คำนี้ออกเสียงเป็นภาษาจีนกลาง หากเป็นภาษาแต้จิ๋วจะออกเสียงว่าซาเสี่ยวเอี้ยแปลว่านายน้อยคนที่สาม ) ยังขโมยเงินผู้อื่นหรือ?Ž

      จูสือเอ้อเห็นขอทานน้อยสวมเสื้อผ้าเก่าขาดซอมซ่อ กลับเรียกตัวเองเป็นเส้าแหย (นายน้อย) อดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า ที่แท้เป็นเส้าแหยท่านหนึ่ง ตกลง พวกท่านต้องการดื่มสุรา ไม่ทราบคิดสั่งอาหารอันใด?Ž

      จ้าวกวนเติบโตที่เมืองซูโจว ย่อมทราบว่าทีนี้มีอาหารใดขึ้นชื่อ จึงกล่าว เช่นนี้เถอะ ท่านให้พ่อครัวจางหั่นเนื้อแพะ ผัดผักเซียะไช่เหมาโต้ว อาหารทะเลหมักเกลือ วุ้นเส้นผัดแห้งมาเรียกน้ำย่อยก่อน อาหารหลักคือเบ็ดสามอย่างตะพาบน้ำตุ๋น กีบเนื้ออย่างดี ไซจื่อโถวนึ่ง ปลากุ้ยหวี นกกระจิบห่อใบบัว สามกุ้งยัดเต้าหู้ เป็ดห่อหูฉลาม ลูกชิ้นกุ้งหลงจิ่ง เนื้อหมูต้มเปื่อย ดอกเยี่ยวไคฮ้วยัดเนื้อ หมูแฮมตากแห้ง รวมสิบสองอย่าง ส่วนน้ำแกงเป็นไก่ซีหูกับผัก สำหรับสุรา จัดสุราตังหยางหนึ่งป้านสุราเส้าซิงหนึ่งป้าน ใช่แล้ว เหล้าฮุงจากซิ่งฮัวชุนอีกหนึ่งป้านŽ

      จูสือเอ้อทวนรายการอาหารเที่ยวหนึ่ง ค่อยล่าถอยไป เสี่ยวซันเอ๋อรับฟังจนน้ำลายสอแทบหยดหยาด กล่าวว่า ฟังดูไม่เลวจริงๆ ยังคงเป็นคนพื้นเมืองรู้จักส่งอาหาร น้องเราท่านแซ่ใด?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าแซ่จ้าว มีชื่อตัวเดียวว่ากวน ท่านเล่า?Ž

      เสี่ยวซันเอ๋องงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว ท่านพ่อเตรียมขับไล่ข้าพเจ้าออกจากบ้านแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกแซ่ของท่านพ่อ ส่วนท่านแม่ก็กำลังมีโทสะ ทางที่ดีอย่าได้เอ่ยถึงนาของนางข้าพเจ้าเรียกว่าเฮ่าเทียน จัดอยู่อันดับสามมีชื่อเล่นว่าเสี่ยวซันเอ๋อ ท่านเรียกข้าพเจ้าว่าเสี่ยวซันเอ๋อเถอะŽ

      ไม่นานให้หลังจูสือเอ้อยกสุรามา จ้าวกวนรินสุราสองถ้วย ยกชูถ้วยขึ้นกล่าวว่า เสี่ยวซันเอ๋อ ข้าพเจ้าขอคารวะท่านŽ

      เสี่ยวซันเอ๋อรับคำ ทั้งสองดื่มสุราถ้วยหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายคอแข็งไม่เบา จึงผลัดกันคารวะสุราแก่กัน ชั่วขณะก็ดื่มลงไปเจ็ดถ้วยผู้รับใช้ทยอยยกอาหารมา จ้าวกวนกับเสี่ยวซันเอ๋อทางหนึ่งดื่มสุรารับประทานอาหาร ทางหนึ่งสนทนาด้วยเสียงอันดัง ผู้มาดื่มกินเห็นเด็กชายทั้งสองดื่มสุราราวกับน้ำ สร้างความประหลาดใจยิ่ง

      จ้าวกวนอยู่ที่เมืองซูโจว ไม่เคยมีหน้ามีตาถึงเพียงนี้มาก่อน ดังนั้นสนุกสนานอย่างเต็มที่ เสี่ยวซันเอ๋อดื่มสุราลงไปหลายถ้วย ไม่มีท่าทีเมามายแม้แต่น้อย ปากกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินผู้คนบอกว่าเบื้องบนมีสรวงสวรรค์ เบื้องล่างมีซูหัง ( ชื่อย่อของเมืองซูโจวกับหังโจว )  อาหารซูโจวพวกท่านมีรสชาติดี มันแต่ไม่เลี่ยน เค็มเจือปนหวาน ชวนให้ผู้คนรับประทานแล้วคล้ายอยู่บนแดนสรวงจริงๆŽ

      จ้าวกวนถามถึงสุรา เสี่ยวซันเอ๋อกล่าวว่า สุราฮุงนี้มีกลิ่นหอม เข้าปากอ่อนนุ่ม เป็นของแท้จากหมู่บ้านซิ่งฮัวชุนŽ

      จ้าวกวนกล่าวว่า ไหนเลยเพียงของแท้สุราฮุงของที่นี้ ยังเป็นสินค้าชั้นสูงของหมู่บ้านซิ่งฮัวชุนŽ

      ทั้งสองดื่มกินถึงตอนท้าย บังเกิดความมึนเมา ค่อยเดินส่ายปา ทั้งกล่าววาจาทั้งโก่งคอร้องเพลงออกจากร้านสุรา สะกิดให้ผู้คนสัญจรหันมามองดูเป็นจุดเดียว

      ภายหลังเป็นอย่างไร จ้าวกวนจำไม่ได้แล้ว คล้ายกับมีคนฉุดลากตนเองถึงสถานที่แหงหนึ่ง กรอกน้ำชนิดหนึ่งเข้าปากมัน มันไม่ทราบหลับใหลไปนานเท่าใดค่อยฟื้นตื่นมา พบว่าตนเองนอนอยู่ในห้องนอน คาดว่าถูกมารดาจับตัวกลับมา ที่นอกหน้าต่างฟ้ามืดค่ำลง ไม่ทราบผ่านไปกี่คืนแล้ว

      ได้ยินเสียงเปิดประตู หลิวชีเหนียงปั้นหน้าเคร่งเครียดเดินเข้ามา ร้องคำ เจ้าวิเศษมากŽ จ้าวกวนก้มศีรษะไม่กล้ามองดูนาง กล่าวว่า ท่านแม่ ข้าพเจ้าผิดไปแล้วŽ

      มันทราบว่ามารดาเห็นคนยอมรับผิด จะไม่สืบสาวเอาความ จริงดังคาดหมาย สีหน้าหลิวชีเหนียงค่อยผ่อนคลาย คาดคั้นถามว่ามันทำอะไร จ้าวกวนสมองมึนงง ระงับสติแล้วค่อยบอกเล่าเหตุการณ์ที่ช่วยเหลือเฉินเจินเอ๋อ และคบหากับเสี่ยวซันเอ๋อออกไป

      หลิวชีเหนียงขบคิดแล้วกล่าว สามีภรรยาที่แซ่เฉินคู่นั้น คงเป็นวีรบุรุษกวนจงเฉินจิ้นหวินและภรรยานามเช่อเอ๋อ เจ้าหลบหน้าพวกมัน นับว่าดีมาก ขอทานน้อยนั้นคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมัน มันไม่ได้บอกแซ่ของตัวเองหรือ?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ไม่ได้บอก มันบอกว่าจัดอยู่อันดับสาม ให้ข้าพเจ้าเรียกมันเป็นเสี่ยวซันเอ๋อŽ

      หลิงชีเหนียงสั่นศีรษะกล่าวว่า ในโลกมีคนจัดอยู่อันดับสามมากมาย ผู้ใดทราบว่ามันเป็นใคร ปีศาจน้อยนี้ยังคอแข็งกว่าเด็กโสโครกเช่นเจ้า ไม่ทราบบิดามารดามันให้กำเนิดมันอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนยิ้มประจบกล่าวว่า ท่านแม่ ท่านก็คอแข็งไม่น้อย ผู้คนล้วนบอกว่า พันจอกไม่เมามายมากท่วงทำนองรักž มิน่าเล่าข้าพเจ้าจึงนิยมสุราŽ

      หลิวชีเหนียงยื่นมือบิดใบหูมัน ด่าว่า เด็กโสโครก ครั้งหน้าเจ้ากลัวไปดื่มกินที่เหลาสุราอีกเราจะฉีกปากของเจ้า เจ้าทราบหรือไม่ว่าเราต้องใช้ยาเม็ดสะกดเซียนกี่เม็ด ค่อยสะกดสุราอาหารอยู่ในลำไส้เจ้าไม่สำรอกออกมา?Ž

      จ้าวกวนถูกบิดใบหูจนเจ็บปวด ต้องส่งเสียงร้องออกมา รีบกล่าวว่า ครั้งหน้าไม่กล้าแล้ว ครั้งหน้าไม่กล้าแล้วŽ

      หลิวชีเหนียงร้องว่า ครั้งหน้า? ยังมีครั้งหน้าอีก? นับว่ามีนิสัยเดียวกับบิดาอย่างไร ก็มีบุตรชายอย่างนั้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal