บทที่ 3 พระจันทร์สีเลือด

ช่วงมื้อค่ำ เด็กๆ ตระกูลจิงโดนคนของพ่อบ้านจูตามไปทำงาน แม้แต่เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) และจือเซียงที่กำลังบาดเจ็บก็ต้องไปเช่นกัน เหลือเพียงฉู่เฉียวกับเสี่ยวปา (น้องที่แปด) ที่เจ็บเอวนอนสลบอยู่ในห้อง

จนกระทั่งค่อนดึก เด็กๆ ค่อยกะปลกกะเปลี้ยกลับมา เมื่อกินข้าวเสร็จ พวกเด็กๆ ก็ปีนขึ้นเตียงนอนอย่างรู้หน้าที่ จือเซียงนั่งยองๆ เติมฟืนใส่ใต้เตียง รอยแผลบนใบหน้าบวมแดงจนน่าตกใจ เหมือนกับลูกงูหลายตัว

ภายในห้องเงียบสงัด เสียงกรนหลับของเด็กน้อยค่อยๆ ดังขึ้น ฉู่เฉียวสวมชุดที่จือเซียงเพิ่งยกให้นาง คลานลุกขึ้นมา เอ่ยเบาๆ ว่า “ใบหน้าท่านถ้าไม่รีบดูแล จะกลายเป็นแผลเป็นได้”

แสงไฟใต้เตียงสาดสะท้อนผิวหน้าของจือเซียง ดวงหน้าที่ซูบเซียวยิ่งขับเน้นดวงตาให้กลมโตและดำขลับ นางเงยหน้าขึ้นเมื่อกล่าว “เยว่เอ๋อร์ ทาสไม่สามารถใช้ยาได้ คราวก่อนเสี่ยวชีแอบใช้ยาที่หลินซีเอามาให้ ไม่รู้พวกเราต้องเสี่ยงอันตรายแค่ไหน หากโดนจับได้ขึ้นมา ทุกคนคงจบชีวิตแน่ บาดแผลบนหน้าข้า จะทายาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”

ขณะที่พูด บนเตียงปรากฏเสียงแว่วมา ทั้งสองหันกลับไป พบว่าเป็นเสี่ยวชีนอนดิ้นเตะผ้าห่ม จือเซียงรีบวิ่งเข้าไปห่มผ้าให้เสี่ยวชี จากนั้นเช็ดเหงื่อเหนือหน้าผาก กลับมานั่งใส่ฟืนที่หน้าเตียงต่อ

ฉู่เฉียวมองดูจือเซียง ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำพูดหลุดออกมา เด็กคนนี้ยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ สองบ่ากลับแบกภาระหนักปานนี้ เด็กๆ ทั้งหมดในห้อง โตสุดไม่เกินสิบขวบ เล็กสุดแค่ห้าหกขวบ ตระกูลจูเก่อที่เปี่ยมล้นด้วยบารมีทรัพย์สินจะเอาเด็กห้าหกขวบตั้งมากมายไปทำอะไร

“พี่จือเซียง” ฉู่เฉียวลงจากเตียงมานั่งข้างๆ เอ่ยถามว่า “ท่านเคยไปเจียงหนานหรือไม่?”

“เจียงหนาน?” จือเซียงขมวดคิ้ว หันมาถามว่า “เจียงหนานคือที่ไหน”

“อย่างนั้นท่านรู้จักภูเขาหวงซานหรือไม่? หรือ...ท่านรู้ไหมว่าแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) อยู่ที่ไหน”

จือเซียงสั่นหน้าพลางกล่าว “ข้ารู้แค่ว่าตะวันตกของที่ราบสูงหงชวนคือภูเขาหงซาน เชิงเขาหงซานมีแม่น้ำชางหลี เยว่เอ๋อร์ เจ้าถามเรื่องพวกนี้ทำไม”

ฉู่เฉียวตะลึงงัน ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไร แค่ถามไปอย่างนั้นเอง ใช่แล้ว พี่จือเซียง จักรพรรดิองค์ปัจจุบันพระนามว่าอะไร ท่านรู้ไหม?”

“จักรพรรดิก็คือจักรพรรดิ พวกเราไหนเลยเรียกพระนามของจักรพรรดิได้ แต่ข้ารู้ว่าหวังเย(เชิงอรรถ - *คำเรียกผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นหวัง) ที่มาที่นี่บ่อยๆ เป็นบุตรชายคนที่เจ็ดของจักรพรรดิ ชื่อจ้าวเช่อ เป็นองค์ชายซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นหวังที่อายุน้อยที่สุดของต้าเซี่ย”

ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาแฝงแววเยาะหยันผุดวาบขึ้นในห้วงสมอง ฉู่เฉียวหรี่ตาเล็กน้อย ถามย้ำว่า “จ้าวเช่อหรือ?”

“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป กลับมาคราวนี้ดูแปลกพิกล ตกลงเจ้าพูดอะไรกับซ่งต้าเหนียง นางไฉนยอมละเว้นพวกเราง่ายๆ แบบนี้”

ฉู่เฉียวหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ “ข้าไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องห่วง ส่วนซ่งต้าเหนียงนั่นไม่ได้ยอมละเว้นพวกเรา แต่จมน้ำในบึงตายไปแล้ว ข้าเห็นกับตาว่านางตายแล้ว ดังนั้น เรื่องที่ซ่งต้าเหนียงมาหาพวกเราที่นี่ ห้ามไปพูดกับใครเด็ดขาด”

“ตายแล้ว?” จือเซียงตกใจหน้าซีด อุทานเสียงดัง

ฉู่เฉียวรีบปิดปากนาง มองซ้ายมองขวาแวบหนึ่ง เห็นเด็กๆ ตระกูลจิงยังหลับสนิท จึงเอ่ยเสียงขรึมว่า “เรื่องนี้มีแต่ฟ้ารู้ดินรู้ท่านรู้ข้ารู้ อย่าไปพูดเข้าหูคนนอกเด็ดขาด นางจิตใจโหดเหี้ยม ตายก็สมควร ไม่ต้องไปใส่ใจ”

“เยว่...เยว่เอ๋อร์” จือเซียงตะกุกตะกัก “เจ้า...เจ้าไม่ได้ฆ่านางกระมัง เป็นนางตกลงไปในน้ำเอง? ลูก ลูกชายของนางเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันฝ่ายหน้า พวกเราล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด”

ฉู่เฉียวหัวเราะพลางชี้ที่อกตัวเอง “ท่านคิดว่าอาศัยข้าคนเดียวก็ฆ่านางได้? เอาล่ะ อย่าคิดมากเลย นางชั่วช้าสามานย์ ต่อให้ไม่มีใครฆ่านาง สวรรค์ก็ต้องลงทัณฑ์ ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบเข้านอนเถอะ”

จือเซียงสั่นหน้ารัวๆ “ไม่ได้ ข้ายังต้องเติมฟืน”

“ข้าทำให้เอง ข้าบาดเจ็บ พรุ่งนี้ยังได้พักผ่อน ท่านรีบไปเถอะ”

ฉู่เฉียวนั่งนิ่งบนเก้าอี้เตี้ย คอยเติมฟืนใส่ใต้เตียงเป็นระยะ ไม้ฟืนติดไฟดังเพียะพะ วูบวาบจนใบหน้าเป็นสีแดงจัด เงยศีรษะขึ้นมามองดูเด็กๆ ทั้งห้อง รู้สึกแปลบยอกที่กลางอก เจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ ตนมาถึงยุคสมัยใดก็ไม่รู้ ซ้ำยังถูกกักอยู่ในร่างกายเล็กๆ ของเด็กที่ชื่อว่าจิงเยว่เอ๋อร์ ฝีมือก็ไม่เหลือ ฐานะก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เอาตัวเองให้รอดยังลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วยคนอื่น ทุกสิ่งที่ทำในวันนี้ คิดเสียว่าทดแทนบุญคุณส่งข้าวส่งน้ำสามวันของหลินซีแล้วกัน ถัดจากนี้ ตนจำเป็นต้องไปจากที่นี่ทันที

ฉู่เฉียวปิดตาลงช้าๆ ทำอะไรก็ตามต้องรู้จักประมาณตัวเอง ตนเองในตอนนี้ ยังไม่มีพละกำลังเพียงพอแบกรับภาระใหญ่หลวงได้

 

 

ไก่โก่งคอขัน แสงตะวันสว่างรำไร เหล่าเด็กน้อยตระกูลจิงตื่นนอนตรงเวลา สวมใส่เสื้อผ้าชุดบ่าวไพร่ เตรียมตัวเริ่มงานของวันนี้ ฉู่เฉียวมองส่งพวกนางยิ้มแย้มจากไป อดปวดแปลบในใจมิได้

หยิบอาหารที่เพิ่งขโมยออกมา ฉู่เฉียวมองเสี่ยวปาที่ยังนอนสลบไสลอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว

แม้ฝีมือเยี่ยมยุทธ์จะสูญสิ้น แต่สมองที่ปราดเปรื่องยังดำรง ฉู่เฉียวแม้ไม่ใช่จารชนขั้นสูงของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 แต่ดีชั่วก็เคยเข้ารับการฝึกฝนในหน่วยทหาร คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อกินพื้นที่กว้างขวาง ปริมาณคนแม้หนาแน่น ทว่าสำหรับคนที่ตัวเล็กบอบบางอายุไม่ถึงแปดขวบ แต่มีตรรกะความคิดวิเคราะห์เป็นเลิศและมีมุมมองเฉียบคมแล้ว ยังคงไม่ต่างจากสวนสนุกที่ไม่มีมาตรการป้องกันแห่งหนึ่ง

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็เดินพ้นเรือนด้านหลังของทาสชั้นต่ำ มาถึงบริเวณเรือนชั้นนอก การจัดวางเวรยามค่อนข้างเข้มงวด ผู้คุ้มกันที่พกดาบสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตระกูลจูเก่อไม่เหมือนกับตระกูลใหญ่ทั่วไป ดูจากจูเก่อไหวที่สามารถเรียกขานจ้าวเช่อซึ่งเป็นองค์ชายว่าพี่น้อง ก็รู้ถึงความไม่ธรรมดา ฉู่เฉียวยืดหลังตรง เรือนร่างเล็กบางราวกับต้นไม้เล็กต้นหนึ่ง จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ยืดอกเชิดคอเดินหน้าต่อไป

“หยุดตรงนั้น! อยากตายหรือ? นี่เป็นสถานที่ให้เจ้าเดินเตร่ไปทั่วได้หรือ?”

ผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่คนหนึ่งพลันเดินมา ใบหน้าทมิฬ รูปร่างอ้วนฉุ ฉู่เฉียวชะงักเท้า เงยหน้าขึ้น ดวงหน้าขาวใสน่าเอ็นดู ดวงตาดำขลับเป็นประกายระยับ น้ำเสียงอ่อนหวาน กล่าวออดอ้อนออเซาะว่า “พี่ชายท่านนี้ ข้าได้รับคำสั่งให้ไปที่คฤหาสน์นอกของนายท่านผู้เฒ่า คนที่มาถ่ายทอดคำสั่งบอกว่า ไปไม่ถึงในหนึ่งชั่วยาม เขาจะเอาศีรษะข้า”

ผู้คุ้มกันขมวดคิ้วแน่น มองฉู่เฉียวขึ้นๆ ลงๆ พลางคิดในใจ ‘นายท่านผู้เฒ่าเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อใด เกิดจะชอบเด็กหญิงที่ยังไม่โตแบบนี้ขึ้นมา’ แต่ถามเสียงฉงนว่า “ใครให้เจ้าไป เจ้ารู้หรือว่าคฤหาสน์ของนายท่านผู้เฒ่าอยู่ที่ใด”

“ข้ามีที่อยู่” เด็กหญิงควานหาในห่อผ้าเล็กๆ ของตัวเอง ล้วงกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมา พึมพำพลางวาดมือประกอบ “จากคฤหาสน์ออกประตูไป ถึงทางแยกที่สามเลี้ยวซ้าย ข้างหน้าคือเหลาสุราฝูเซียง...”

“เอาล่ะ” ผู้คุ้มกันตวาดอย่างรำคาญ “ใครเป็นคนบอกเจ้า ไฉนไม่มีใครพาเจ้าไป”

เด็กหญิงตอบน้ำเสียงใสซื่อว่า “ซ่งต้าเหนียงเป็นคนมาบอกข้า เดิมทีนางจะพาข้าไป แต่เมื่อครู่ตอนเดินผ่านสะพานหิน นางพลัดตกน้ำ ร่างกระแทกถูกชั้นน้ำแข็งแตก ข้าเห็นนางจมดิ่งลงไป คาดว่านางคงพาข้าไปไม่ได้แล้ว”

“อะไรนะ!” ผู้คุ้มกันร้องเสียงหลง คว้าแขนฉู่เฉียวไว้แน่น ตะคอกถามว่า “เจ้าว่าใครตกจากสะพานลงไป”

“ซ่งต้าเหนียง ผู้ดูแลเรือนบ่าวไพร่ข้างหลัง”

เสียงดังเพียะ ฝ่ามือของบุรุษสะบัดใส่แก้มเด็กหญิงเต็มแรง ก่อนแผดด่า “เจ้าเด็กสารเลว ไฉนไม่บอกแต่แรก ใครอยู่แถวนี้ รีบตามข้าไปช่วยคน!”

ฉู่เฉียวโดนตบลงไปกองที่พื้น เสียงอื้ออึงดังก้องสองหู มองดูคนกลุ่มใหญ่วิ่งตะบึงไป เด็กหญิงหยักยกมุมปากเบาๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบและชืดชา

หนึ่งฉาดนี้ นางจะจารึกไว้

ผุดลุกขึ้นเร็วรี่ อุ้มห่อผ้าในมือ ย่างเท้าไปทางประตูใหญ่โดยไม่เหลียวหลัง บานประตูสีแดงขอบทองสูงเท่าสามคนต่อกัน สองฝั่งประดับสิงโตหินน่าเกรงขาม สีน้ำมันแดงสดสะดุดตา คล้ายแฝงวิญญาณหฤโหดอันลี้ลับ ตัวอักษร ‘คฤหาสน์จูเก่อ’ ขนาดใหญ่ส่องประกายมลังเมลือง เหลืองทองอร่ามตา

ฉู่เฉียวก้าวเท้าเล็กๆ ข้ามธรณีประตูอย่างยากเย็น เท้าหนึ่งอยู่นอกประตู เท้าหนึ่งรั้งอยู่ด้านใน แสงอาทิตย์เจิดจ้าสาดส่องบนเรือนร่าง เหมือนว่าแม้แต่อากาศก็สดชื่นขึ้นทันตา นับจากวันนี้ไป ชีวิตจะได้เริ่มต้นในที่ใหม่ ความอัปยศอดสูที่เคยได้รับ โลหิตน้ำตาที่เคยหลั่งไหล นางจะจดจารชั่วนิรันดร์

เด็กหญิงเม้มปาก หายใจลึกคำหนึ่ง เมื่อยกเท้าหลังขึ้น เท่ากับก้าวออกจากกรงขังที่ฟอนเฟะหลังนี้

ในชั่ววูบนั้นเอง เสียงกรีดร้องที่เคยคุ้นทิ่มแทงรูหู มันแว่วดังจากฝั่งขวา ในสำเนียงเคล้าเสียงร้องโฮอย่างตื่นตระหนกของเด็กน้อย ประตูเข้าสู่เรือนทางด้านนั้นเปิดกว้าง เสียงทึบๆ จากไม้กระดานกระทบเนื้อหนังดังก้องทั่วคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ!

บ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างพากันชะโงกมอง เป็นผู้ใดกันที่ได้รับเกียรติปานนี้

ฉู่เฉียวหยัดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ เพียงก้าวเดียวก็สามารถเดินออกจากสถานที่กินคนแห่งนี้ แต่เสียงร้องโหยหวนนั้นวนเวียนอยู่ในหูไม่จางหาย คิ้วเรียวของเด็กหญิงยิ่งมายิ่งย่นยู่ สุดท้ายก็ชักเท้าเล็กๆ กลับเข้ามา หมุนตัววิ่งไปทางต้นเสียงอย่างเร็ว

บ่อยครั้งชะตาชีวิตล้วนให้โอกาสทางเลือกกับผู้คน เพียงก้าวเดียว ก็สามารถผกผันปรวนแปร

 

จูเก่อเยว่ในชุดแพรหรูหราสีเขียวอ่อน สาบเสื้อปักลายบัวบานเรียงซ้อนสีเขียวเข้ม เส้นผมเงางามมัดรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าขาวนวลดุจหยก นัยต์ตาดำขลับดั่งน้ำหมึก ริมฝีปากแดงเรื่อกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แม้อายุเพียงสิบสามสิบสี่ ทว่ากลับแลดูร้ายลึกและเย็นชา ดวงตาพริ้มปรือ เหมือนว่าทุกสิ่งบนโลกล้วนไม่อยู่ในสายตา เย็นเฉียบราวกับหิมะขาวโพลนในช่วงหลงตง เขาเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้จันทน์เดินลายสีทอง ศอกหนุนอยู่หลังศีรษะ สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มสองนางคุกเข่าประคองชาหอมชั้นดีอยู่ด้านข้าง ทั้งคอยปอกลิ้นจี่สดใหม่ที่เพิ่งส่งตรงจากอาณาจักรเปี้ยนถังด้วยม้าเร็วให้เขาเป็นระยะ

เบื้องหน้าเขาออกมายี่สิบก้าว เด็กน้อยในชุดบ่าวรับใช้โดนเฆี่ยนตีจนเนื้อตัวแตกยับ แม้แต่เสียงครางก็แผ่วลงทุกที ดรุณีทาสอายุหกเจ็ดขวบคุกเข่าอยู่ด้านข้าง โขกศีรษะวิงวอนตลอดเวลา หน้าผากปริแตก เลือดแดงสดไหลรินผ่านดวงตาสุกใสที่ปริ่มน้ำ

ดวงตะวันค่อยๆ ลอยสูง นครเจินหวงตั้งอยู่บนที่ราบสูงหงชวน แม้เป็นช่วงหลงตง พระอาทิตย์กลับยังคงแผดแสงแรงกล้า จูเก่อเยว่เงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเบาๆ หรี่ตาลงเล็กน้อย สาวใช้สองนางด้านข้างพลันรีบกางร่มอย่างลนลาน บดบังเหนือศีรษะเขา จูเก่อเยว่ขยับนั่งตรง โบกมือสั่งผู้ติดตามทั้งสองด้าน แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองนายพลันก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม หนึ่งหน้าหนึ่งหลังช่วยกันยกเก้าอี้ของจูเก่อเยว่ขึ้น มุ่งหน้ากลับเรือน

เด็กหญิงที่คุกเข่าโขกศีรษะอยู่บนพื้นเห็นเข้าก็ตกใจใหญ่ ร่ำร้องน้ำเสียงตื่นตระหนก คลานขึ้นหน้ามาดึงชายเสื้อของจูเก่อเยว่ สะอึกสะอื้นกล่าวว่า “นายน้อยสี่ วิงวอนท่านได้โปรดละเว้นหลินซี เฆี่ยนต่อไปเขาอาจตายได้เจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่เลิกคิ้วคราหนึ่ง หางตาชำเลืองไปยังมือน้อยที่ดำปี๋และเปรอะเปื้อนด้วยเลือดแดง

เด็กหญิงพลันรู้สึกกระแสไอเย็นที่ไม่อาจควบคุมขุมหนึ่งแล่นจู่โจมทั่วศีรษะ เพียงเห็นเหนือรองเท้าขาวสะอาดของจูเก่อเยว่คู่นั้น ปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงประทับอยู่ห้าแนว แลดูโดดเด่นสะดุดตา

เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก ลิ้นจุกปากทันใด ครู่ใหญ่ค่อยใช้แขนเสื้อเช็ดถูรองเท้าของจูเก่อเยว่ด้วยอาการแตกตื่นลนลาน พลางร่ำไห้กล่าวว่า “ขออภัยนายน้อยสี่ เสี่ยวชีจะเช็ดให้สะอาดเดี๋ยวนี้”

เสียงดังพลั่ก ชายฉกรรจ์ที่หามเกี้ยวยกเท้าเตะเด็กหญิงกลิ้งออกไป สาวใช้ทั้งสองข้างรีบวิ่งมาคุกเข่าด้านหน้า ถอดรองเท้าที่เปรอะเปื้อนคู่นั้นออก จูเก่อเยว่พินิจเด็กน้อยแวบหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับมา แววตาเฉยเมย มองไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด

สาวใช้ที่ติดตามข้างกายเปล่งเสียงเย็นเยียบว่า “ลากนางออกไปตัดมือ”

เด็กหญิงลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ ปากอ้าตาค้างนั่งกับที่ ผู้คุ้มกันปราดเข้ามาอย่างเร็ว ชักดาบยาวข้างเอวออกจากฝักในพริบตา เพียงเห็นโลหิตสายหนึ่งสาดพุ่งขึ้นฟ้า มือน้อยผอมซูบข้างหนึ่งก็หลุดร่วงลงดิน!

เสียงกรีดร้องทิ่มแทงโสตดังทะลุชั้นเมฆ สะท้อนก้องจนอีแร้งทั่วฟ้าแผดร้องโหยหวน

ส่วนหนุ่มน้อยผู้นั้น กลับนั่งปิดตาสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เหมือนไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

 

ฉู่เฉียวยืนตะลึงค้างที่ปากประตูราวกับรูปปั้นหิน เท้าที่วิ่งตะบึงมาหยุดชะงักไปเฉยๆ สองตาเบิกกว้าง มือปิดปากแน่น ไม่อาจเคลื่อนขยับได้อีก

“นายน้อยสี่ เจ้าเด็กน้อยนี่หมดลมแล้ว”

จูเก่อเยว่กวาดมองซากไร้ชีวิตของหลินซีแวบหนึ่ง พลางยกนิ้วมือเรียวสวยคลึงขมับช้าๆ เอ่ยอย่างชืดชา “เอาไปเลี้ยงปลาในบึงด้านหลัง”

“ขอรับ”

บุรุษร่างกำยำยกเก้าอี้ของจูเก่อเยว่ เดินฝีเท้าเชื่องช้า ผ่านบรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าลนลาน แต่ละคนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า

“เดี๋ยวก่อน” ขณะผ่านประตูหน้าของเรือนฝั่งขวา จูเก่อเยว่พลันโพล่งขึ้น ผินมองไปทางฉู่เฉียวที่ยืนจ้องเขม็งมาที่ตน หัวคิ้วขมวดแน่น กล่าวเสียงหนักๆ “เจ้าเป็นทาสในเรือนใด พบข้าทำไมไม่คุกเข่า”

ลมอรุณโชยผ่าน ตลบเอาละอองเล็กจิ๋วที่มุมกำแพงคลุ้งขึ้นมา แสงอาทิตย์แยงตา ประดุจเข็มเงินแหลมคมมหาศาล เหนือเวหามีสกุณาบินผ่าน สองปีกขาวบริสุทธิ์ เหมือนหิมะเมื่อแรกเหมันต์ ฉู่เฉียวหายใจเข้าลึกๆ ขบริมฝีปากแน่น กล้ำกลืนความโกรธแค้นลงไปทีละน้อย

เสียงเข่ากระแทกพื้นดังพลั่ก สองตาจับจ้องก้อนอิฐสีเขียวบนพื้นแน่วนิ่ง ม่านตาเบิกกว้าง ก่อนใช้สำเนียงตื่นตระหนกเหมือนเด็กน้อยเอ่ยขึ้นว่า “เยว่เอ๋อร์เป็นบ่าวของเรือนด้านหลัง นายน้อยสี่โปรดอภัยที่เยว่เอ๋อร์เบาปัญญา เยว่เอ๋อร์เพิ่งเคยพบนายน้อยเป็นครั้งแรก ยังคิดว่าตัวเองได้ประสบกับเทพเซียนเข้า”

สีหน้าจูเก่อเยว่ผ่อนคลายลง เห็นเด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดู อายุน้อยนิด วาจาก็ยังไม่ค่อยฉะฉาน อดรู้สึกสนใจขึ้นมามิได้ จึงถามว่า “เจ้ากี่ขวบแล้ว ชื่ออะไร”

“เรียนนายน้อยสี่ เยว่เอ๋อร์ปีนี้เจ็ดขวบแล้ว แซ่จิงเจ้าค่ะ”

“จิงเย่วเอ๋อร์?” จูเก่อเยว่กล่าวสืบต่อ “ต่อไปให้เปลี่ยนชื่อแล้วมารับใช้ข้า ให้ชื่อ...ชื่อว่าซิงเอ๋อร์”

ฉู่เฉียวรีบโขกศีรษะกับพื้น เปล่งเสียงดังกังวานว่า “ซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยสี่”

จูเก่อเยว่ถอนสายตากลับมา พวกบ่าวก็ยกเก้าอี้ขึ้น อ้อมระเบียงทางเดินจากไปไม่เห็นแม้เงา

ความระทึกปิดฉาก ก็แค่ทาสชั้นต่ำตายไปคนหนึ่ง บรรดาบ่าวไพร่ในคฤหาสน์จูเก่อพบเห็นจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ถึงอึดใจก็พากันแยกย้ายสลายตัว บ่าวที่รับผิดชอบปัดกวาดหลายคนช่วยกันยกซากเด็กน้อย ห่อด้วยถุงกระสอบ ลากไปตามพื้น มุ่งหน้าสู่บึงน้ำด้านหลัง

เด็กน้อยยังอ่อนเยาว์ เนื้อตัวถูกเฆี่ยนตีจนเละเทะ เลือดสดๆ ซึมซ่านออกมาจากถุงกระสอบ เกาะติดบนพื้นอิฐอย่างแน่นเหนียว กลายเป็นรอยเลือดอันเหยียดยาวสายหนึ่ง

หนังสือแนะนำ