ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 6)

      ยามปรกตินางมีน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่คราครั้งนี้สุ้มเสียงเย็นเยือก แม้แต่จ้าวกวนยังรู้สึกกลางหลังเย็นวะวาบ ครุ่นคิดขึ้น ท่านแม่ไฉนมาถึงที่นี้? คนบนพื้นคือขุนนางฟ้าประหารนั้นจริงๆ ไม่ทราบจู๋เจียไฉนนำตัวมันมายังที่นี้?ž

      ใต้เท้าฉีส่งเสียงอ้อแอ้ แต่ไม่อาจกล่าววาจาได้ ชิงจู๋กล่าวเสียงเย็นชาว่า ท่านถืออำนาจบาตรใหญ่ เที่ยวฉุดคร่าสตีดีงามมา มิเพียงบังคับขืนใจ หลังจากนั้นยังตัดลิ้นพวกนางส่งไปขายยังต่างถิ่น ท่านเข้าใจว่าในโลกไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องท่าน วันนี้ให้ท่านถูกตัดลิ้นบ้าง ถือเป็นกรรมตามสนองŽ

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น ที่แท้มันถูกตัดลิ้น ไม่สามารถกล่าววาจาž

      ได้ยินหลิงชีเหนียงกล่าวว่า ใต้เท้าฉี เหล่าองครักษ์ของท่านเล่า? พวกมันไฉนไม่มาช่วยท่าน? ท่านทราบหรือไม่ว่าพวกมันไปที่ใดแล้ว?Ž

      ใต้เท้าฉีเจ็บปวดจนเกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน แต่ยังกลอกตาไปมา คล้ายต้องการทราบว่าองครักษ์ประจำตัวไปที่ใดแล้ว ชิงจู๋แค่นหัวร่อกล่าวว่า เรียนใต้เท้าฉี สุนัขรับใช้ของท่านล้วนลงนรกแล้ว ท่านต้องการหาพวกมันก็ติดตามลงไปตามหาในนรกเถอะ

      ใต้เท้าฉีส่งเสียงร้องด้วยความแตกตื่นพรั่นพรึงในลำคอ ตลอดทั้งร่างสั่นกระตุกราวกับจะหลุดสลายจากกัน ขู่ขวัญมันจนอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด

      ได้ยินหลิวชีเหนียงกล่าวว่า พวกเราทรมานใต้เท้าฉีพอแล้ว หลังจากนี้ปล่อยให้เป็นเรื่องของยมบาลเถอะŽ

      ใต้เท้าฉีพอฟัง พลันพลิกตัวกลับไป โขกศีรษะเป็นพัลวัน ส่งเสียงอ้อนวอนดังอ้อแอ้คล้ายกำลังร้องขอชีวิต

      ชิงจู๋กัดฟันกรอดกล่าวว่า ตอนนี้ร้องขอชีวิต ออกจะสายเกินการณ์ ผู้ที่ถูกท่านเคี่ยวเข็ญทรมาน ยังรับความเจ็บปวดกว่าท่านร้อยเท่า ในความเห็นเรา ด้วยความผิดของท่าน ก่อนตายควรถูกเคี่ยวกรำกว่านี้Ž พลางโบกมือวูบคล้ายโรยวัตถุที่คล้ายยาผงลงบนร่างมัน

      ใต้เท้าฉีแค่นเสียงอย่างเจ็บปวด เกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน สองมือตะกุยตะกายร่างตัวเอง ไม่นานก็ตะกุยเป็นรอยเลือดเส้นแล้วเส้นเล่า

      หลิวชีเหนียงกล่าวช้าๆว่า ใต้เท้าฉี วิธีนี้เรียกว่านรกสิบชั้น พระคัมภีร์บอกว่าคนก่อกรรมชั่ว ตายแล้วต้องตกนรก ประกอบด้วยนรกอัคคี นรกน้ำแข็ง นรกมีดปลายแหลมและนรกเสาทองเหลือง ยาผงที่นางโรยใส่ท่าน จะให้ท่านลิ้มลองของนรกขุมต่างๆจนถ้วนทั่วŽ

      ยามนั้นใต้เท้าฉีไม่สามารถเกลือกกลิ้งต่อไป เพียงนอนชักกระตุกบนพื้น สองมือตะกุยใบหน้า แผดเสียงร้องออกมาคำหนึ่ง จ้าวกวนพอจำแนกออกว่าเป็นคำ ขอให้เราตายเถอะŽ เมื่อครู่นี้คนผู้นี้ยังร้องขอชีวิต ยามนี้กลับคิดใคร่ตายโดยเร็ว แสดงว่าขุมนรกสิบชั้นอะไรนั่นสุดที่จะทนทานรับได้ จ้าวกวนเห็นมารดากับชิงจู๋ทรมานคนผู้นี้ ทั้งตื่นตระหนก ทั้งสาสมใจ ทั้งยังหวาดกลัว ยืนอยู่ใต้หน้าต่างนอกศาลเจ้า กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกมา

      หลิวชีเหนียงผงกศีรษะต่อชิงจู๋ ชิงจู๋ล้วงวัตถุสีดำจากอกเสื้อกลุ่มหนึ่ง โยนใส่ร่างใต้เท้าฉี เพียงชั่วขณะใต้เท้าฉีก็แน่นิ่งไม่ไหวติง หลิวชีเหนียงกล่าวกับชิงจู๋ว่า ส่งมันกลับไปได้แล้วŽ

      ชิงจู๋รับคำ ยัดซากศพของใต้เท้าฉีไว้ในถุงผ้า แบกไว้บนไหล่ เป่าลมหายใจดับเทียนไข สาวเท้าออกจากศาลเข้า จ้าวกวนเห็นเงาหลังนางเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ก็กระโดข้ามกำแพงออกไป ต้องครุ่นคิด ชิงจู๋แบกซากศพซากหนึ่ง ยังสามารถกระโดดสูงถึงเพียงนี้ž

      พลันรู้สึกใบหูปวดแปลบ ที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า เจ้าลูกเต๋า ออกมานานถึงเพียงนี้ ยังคิดกลับบ้านหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนสะดุ้งเฮือกเหลียวหน้าไป เห็นมารดายืนอยู่ที่ด้านหลัง ยิ้มพลางมองดูตนเองคล้ายกบไม่ได้เกิดเรื่องใดมาก่อน พริบตานั้นจ้าวกวนเข้าใจว่าตนเองฝันไป พอระงับสติเห็นเสื้อผ้าที่มารดาสวมใส่เป็นชุดเดียวกับที่เห็นในศาลเจ้า ค่อยทราบว่าตนเองไม่ได้ฝันไป ได้ยินมารดากล่าวว่า เมื่อครู่เจ้าเห็นแล้ว รู้สึกเป็นอย่างไร?Ž

      จ้าวกวนกล่าวโดยไม่ขบคิดว่ารู้สึกสมใจ หลิวชีเหนียงเพ่งตามองมันถามว่า ไฉนรู้สึกสมใจ?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า คนชั่วสมควรถูกทรมานหากคนชั่วข่มเหงคนดี ปล่อยให้คนดีรับความทุกข์ยาก โดยไม่ได้รับกรรมสนอง โลกนี้ยังมีความยุติธรรมอีกหรือ?Ž

      หลิวชีเหนียงผงกศีรษะกล่าวว่า มิผิดมารดาเจ้าผดุงความยุติธรรมแทนฟ้า กวนเอ๋อ (คำว่าเอ๋อตรงกับคำหนูของไทย) เราโกรธเคืองเจ้าหนีออกจากบ้าน แต่ก็ยินดีที่เห็นเจ้ามีจิตใจที่เที่ยงธรรม ไม่เพียงเสี่ยงอันตรายช่วยแม่นางน้อยนั้นกลับบ้าน ยังคบหากับคนของพรรคชิงปาง นับว่ามีกำลังขวัญมีความคิดอ่าน สมเป็นบุตรชายของเราหลิวชีเหนียงŽ

      จ้าวกวนความจริงเกรงกลัวมารดาที่ฉลาดหลักแหลมอยู่แล้ว เมื่อครู่ยังเห็นนางฆ่าคน ยิ่งอกสั่นขวัญหาย เกรงว่านางจะลงโทษตนเองออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าว ยามนี้ได้ยินนางชมเชยตนเอง อดปีติยินดีมิได้ หวนนึกถึงคำพูดของชิงจู๋ จึงกล่าว ท่านแม่ จู๋เจียบอกว่าท่านตกลงใจรับข้าพเจ้าเป็นศิษย์ นั่นหมายความว่าอย่างไร?Ž

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า เรารับเจ้าเป็นศิษย์ เพื่อถ่ายทอดวิชาเซียนของสำนักเราแก่เจ้าชิงจู๋ก็เป็นศิษย์เรา ระหว่างทางเจ้าก็รับทราบฝีมือของนางแล้ว แต่เจ้าอายุยังเยาว์ ต้องรออีกหลายปีค่อยเข้าสำนักอย่างเป็นทางการระหว่างนี้เจ้าทำงานกับเจี่ยแจทั้งหลาย เรียนรู้ให้มากไว้ ไม่ว่าจะพบเห็นอันใด ให้ถือว่าไม่ได้เกิดขึ้น อย่าได้แพร่งพรายออกไปแม้แต่น้อย เข้าใจหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนได้ยินนางกล่าวอย่างเคร่งเครียดรีบรับคำว่าผู้บุตรเข้าใจ หลิวชีเหนียงจ้องมองมันชั่วขณะ กล่าวเสียอ่อนลงว่า หวงว่าเจ้ารับภาระได้ อย่าได้สร้างความผิดหวังแก่เราŽ

      ในยามนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น ชิงจู๋กลับมายังศาลเจ้า น้อมกายกล่าวว่า เหนียงเหนียง จัดการเรียบร้อยแล้ว

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า เราจะกลับเมืองซูโจวก่อน เจ้านำกวนเอ๋อไปเปิดหูเปิดตาที่เบื้องนอกสักสองวันค่อยกลับไปŽ

      ชิงจู๋รับคำ หลิวชีเหนียงหันกายออกจากศาลเจ้า กลืนหายกับความมืด ส่วนจ้าวกวนติดตามชิงจู๋กลับโรงเตี๊ยมที่พัก

      ค่ำคืนนั้นมันนอนบนเตียง ห้วงสมองปรากฏภาพมารดากบชิงจู๋จัดการกับใต้เท้าฉีคราครั้งนี้มันรวบรวมความกล้าออกจากเมืองซูโจว เดินทางถึงนครหลวง เจ้าใจว่าเป็นการผจญภัยครั้งสำคัญ คิดไม่ถึงขากลับยังประสบเหตุการณ์เหนือความคาดหมายยิ่งกว่า ไหนเลยคาดคิดว่ามารดากับแม่นางในตึกกลับมีวิชาฝีมือติตัว ฆ่าคนโดยไม่รั้งรอ ยังมีบ้านที่อยู่อาศัยมิใช่หอนางโลมธรรมดา หากแต่เป็นสถานที่ฝึกวิชาพิษ วางแผนลอบสังหารคนชั่วช้า ในใจมันทั้งหวาดหวั่นทั้งลิงโลด ไม่สามารถหลับลงได้

      หลายวันให้หลัง ชิงจู๋นำจ้าวกวนกลับถึงเรือนท่วงทำนองรัก เหล่าแม่นางในตึกเห็นมันกลับมา ล้วนตื่นเต้นยินดี จ้าวกวนกลับนึกถึงการตายของใต้เท้าฉี สอบถามว่าที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่อันใดหรือไม่

      เหล่าหลิน(คนมีอายุแซ่หลิน) ที่เฝ้าประตูกล่าวว่า เมื่อหลายวันก่อนใต้เท้าฉีแห่งอิ้งเทียนฝู่นอนตายอยู่บนเตียง ทางอำเภอบอกว่าสาเหตุการตายไม่กระจ่าง มีคนบอกว่าเป็นโรคประหลาดยังมีคนบอกว่าถูกแมงมุมพิษกัดตาย มารดามันเถอะ ขุนนางฟ้าประหารนี้สมควรตาย ยังสนใจว่าตายอย่างไรไยกัน?Ž

      หงเสิ่น (น้าสาวหง) ที่มีนห้าที่ปัดกวาดห้องหับกล่าวว่า เราไดยินผู้คนบอกว่า อิ่งเทียนฝู่ปิดประกาศว่าใต้เท้าฉีเสียชีวิตด้วยโรคประหลาด คาดว่าเป็นสวรรค์ลงโทษทัณฑ์Ž

      จ้าวกวนพอฟัง นึกหวั่นวิตกว่าทางการหาตัวฆาตกร ใช่สืบเสาะถึงเรือนท่วงทำนองรักหรือไม่ แต่ผ่านไปหลายวัน ไม่มีผู้ใดสืบเสาะมาถึงตรอกเอียนสุ่ย จ้าวกวนคาดเดาว่าตอนนั้นชิงจู๋คงใช้ตัวยาระเภทผงหลับฝันหวาน มอมทำร้ายคนในตึกตระกูลฉีหลับใหล จึงสามารถนำตัวใต้เท้าฉีออกมาสำเร็จโทษ แล้วจัดส่งศพกลับไป โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

      การตายของใต้เท้าฉี สร้างความสาสมใจแก่ผู้คน หลิวชีเหนียงก็เลี้ยงฉลองร่วมกับแม่นางทั้งหลายที่ตึกหลัง จ้าวกวนสังเกตดูสีหน้าของมารดากับชิงจู๋ ไม่เห็นวี่แววว่าใต้เท้าฉีตายใต้เงื้อมมือพวกนาง

      หลังจากนั้นหลิวชีเหนียงให้จ้าวกวนติดตามชิงจู๋ ซิ่วเหลียน(ดอกบัวปัก) ลั่วอิง (บุปผาร่วง) ออกไปทำงานลับ ทั้งสืบหาข่าวคราว ทั้งประหารคนชั่ว ทั้งเกื้อหนุนคนดี ทั้งช่วยเหลือคนอ่อนแอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง จ้าวกวนติดตามลั่วอิงไปยังบ้านอันธพาลใหญ่ ขโมยหนังสือขายตัวของหญิงรับใช้ พร้อมกับหยิบฉวยเงินมาหลายพันตำลึง อีกครั้งหนึ่งติดตามชิงจู๋ไปแพร่พิษสังหารหลวงจีนทุศีลที่วัดเฉิงเทียนซื่อเมืองหัวโจว

หลายปีต่อมาจ้าวกวนคุ้นกับการแพร่พิษฆ่าคนของชิงจู๋และพวก เขาคิดร่ำเรียนวิทยายุทธ์ตลอดจนวิชาพิษจากพวกนาง แต่ชิงจู๋นอกจากแสดงวัตถุมีพิษต่อมันแล้ว หาได้ถ่ายทอดต่อมันไม่

      11...ศิษย์สำรักร้อยบุปผา

      ผ่านไปสามปี พอถึงวันตงจื่อ (ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าตังจี่เป็นวันรับประทานขนมบัวลอย) ตรงกับวันเกิดปีที่สิบสองของจ้าวกวน มันเป็นเด็กชายที่เติบโตจากหอนางโลม ไม่เคยจัดวันเกิดอันใดเป็นหลิวชีเหนียงตามตัวมันมา บอกว่าวันนี้เป็นวันที่มันมีอายุสิบสองปีบริบูรณ์ หลังอาหารค่ำให้ไปที่ห้องของนาง

      ค่ำวันนั้นจ้าวกวนไปที่ห้องของมารดาเห็นหลิวชีเหนียงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ชิงจู๋ ซิ่วเหลียนและลั่วอิงยืนอยู่ด้านหลังนาง ยังมีหญิงรับใช้เยี่ยเซียงกับติงเซียงยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง

      จ้าวกวนเรียกหา ท่านแม่Ž ในใจครุ่นคิด เจี่ยแจ (พี่สาว) ทั้งสามล้วนเป็นแม่นางที่มีชื่อของตึก ยากจะอยู่พร้อมหน้า คืนนี้กลับรวมตัวกัน แสดงว่าท่านแม่ต้องมีเรื่องสำคัญแน่นอนž

      พอเงยหน้ามองดูชิงจู๋ เห็นตาหงส์ของนางแฝงรอยยิ้ม ดังนั้นคาดว่ามิใช่เรื่องร้าย ทั้งยังเห็นลั่วอิงประทินโฉม คล้ายคิดออกจากบ้านไปร่วมงานเลี้ยง ลั่วอิงมีใบหน้ากลมปากอิ่มแก้มอูม เป็นลักษณะของมั่งมีศรีสุขส่วนซิ่วเหลียนเป็นสาวงามตามแบบฉบับของเมืองซูโจว ใบหน้ารูปแตงขาวผ่อง ตากลมโตปากจิ้มลิ้ม รูปร่างอ้อนแอ้นแช่มช้อย เพียงดูจากเปลือกนอกของแม่นางทั้งสาม ไม่ว่าผู้ใดก็คาดคิดไม่ถึงว่าพวกนางมีวิชาฝีมือติดตัว ถนัดจัดเจนในการใช้พิษ

      ได้ยินหลิวชีเหนียงกล่าวอย่างแช่มช้าว่า กวนเอ๋อ วันนี้เจ้ามีอายุสิบสองปีบริบูรณ์ เรามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคิดบอกต่อเจ้า เจ้าคุกเข่าลงฟังให้ดีŽ

      จ้าวกวนรับคำ คุกเข่าลงที่เบื้องหน้ามารดาหลิวชีเหนียงเงียบงันชั่วขณะจึงกล่าว สามปีมานี้เจ้าติดตามเจี่ยแจหลายนางออกไปทำงาน คงทราบว่าพวกเรามิใช่ตึกธรรมดา ที่ผ่านมาเราไม่บอกรายละเอียดต่อเจ้า เพียงเพราะเจ้ามิใช่ศิษย์ของไป่ฮัวเหมิน(สำนักร้อยบุปผา) เราไม่ควรรับรู้ทุกเรื่องราวของสำนัก ตามกฎของสำนักเราต้องมีอายุสิบสองปีบริบูรณ์ จึงเป็นศิษย์ของสำนัก ตอนนี้เจ้ามีอายุครบแล้วถึงแม้ว่าสำนักเราไม่รับบุรุษ แต่บุตรของถังจู่ (หัวหน้าตึก) มีข้อยกเว้น เราเป็นหัวหน้าตึกกระเรียนเพลิงสำนักร้อยบุปผา วันนี้จะรับเจ้าเป็นศิษย์ของสำนัก จ้าวกวน เจ้าใคร่ครวญให้ดีแล้วค่อยตอบคำ เจ้ายินยอมเข้าสำนักร้อยบุปผาหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนรอคอยวันนี้มาเป็นเวลานาน พอฟังรู้สึกจิตใจร้อนวูบ ร้องดังๆว่า ข้าพเจ้ายินยอมŽ

      หลิวชีเหนียงผงกศีรษะกล่าวว่า ตกลงคืนนี้เราจะชักนำเจ้าเข้าสำนักŽ พลางโบกมือวูบหญิงรับใช้เยี่ยเซียงกับติงเซียงก็จัดตังโต๊ะบูชาผ้าปูโต๊ะกระถางธูปและเครื่องใช้ต่างๆที่ด้านขวามือของห้อง

      จ้าวกวนมองดูเยี่ยเซียงจุดเทียนไขขาวสองเล่ม ส่วนติงเซียงแขวนม้วนภาพที่หลังโต๊ะบูชาบนภาพวาดเต็มไปด้วยดอกไม้ มีลักษณะและสีสันที่แตกต่าง ลายเส้นละเอียดประณีต จ้าวกวนเพ่งตามอง จำแนกออกได้สิบกว่าชนิด แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า ภาพใบนี้วาดโดยปฐมาจารย์ของสำนักร้อยบุปผาคือไป่ฮั่วผอผอ (แม่เฒ่าร้อยบุปผา) และเป็นอาจารย์ของเรา ท่านผู้เฒ่าไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงต่อผู้คน ดังนั้นบุปผาร้อยชนิดนี้ ใช้แทนที่รูปโฉมของท่านผู้เฒ่าŽ

      จากนั้นหลิงชีเหนียงใต้จ้าวกวนคุกเข่าลงที่หน้าโต๊ะ ตัวเองก็คุกเข่าที่ข้างกายมัน หญิงสาวที่เหลือคุกเข่าที่ด้านหลังนาง หลิงชีเหนียงกราบภาพร้อยบุปผาสามครั้ง จ้าวกวนและพวกล้วนกราบตาม หลิวชีเหนียงลุกขึ้นเดินถึงหน้าโต๊ะจุดธูปดอกหนึ่ง จากนั้นกลับมาคุกเข่ากับที่เดิมกล่าวว่า กวนเอ๋อ เจ้ากล่าวตามเรา...ศิษย์จ้าวกวนได้รับการชักนำจากศิษย์ร้อยบุปผารุ่นที่สองจีฮัวเฮ่อ (กระเรียนเพลิงแซ่จี) เข้าสำนักเป็นศิษย์ร้อยบุปผารุ่นที่สาม ศิษย์จ้าวกวนขอสัตย์สาบานว่าในชีวิตจะเคารพกฎของสำนักร้อยบุปผาทั้งทำตามคำสั่งผู้อาวุโสในสำนักโดยไม่แข็งขืนŽ

      จ้าวกวนบอกกล่าวตามนั้น หลิวชีเหนียงให้มันกราบภาพร้อยบุปผาสามครั้ง และจุดธูปสามดอก จากนั้นชิงจู๋จุดธูปคุกเข่าลง กล่าวว่า ศิษย์ชิงจู๋ เป็นสักขีพยานศิษย์รุ่นที่สามจ้าวกวนเข้าสำนัก นับแต่นี้จะสนับสนุนส่งเสริมศิษย์น้องจ้าวอย่างเต็มที่ สมกับที่หัวหน้าตึกกระเรียนเพลิงชักนำเข้าสำนักŽ

      ลั่วอิงกับซิ่งเหลียนก็จุดธูป กล่าวปฏิญาณในฐานะสักขีพยาน หลังจากเสร็จพิธี หลิวชีเหนียงล้วงตราประทับที่ทำจากเหล็กอันเล็กๆ จากอกเสื้อเผากับเปลวเทียนจนร้อนกล่าวว่า กวนเอ๋อ ยื่นแขนซ้ายออกมา ให้เราประทับตราสำนักร้อยบุปผาให้กับเจ้าŽ

      จ้าวกวนม้วนแขนเสื้อ เผยเห็นข้อแขนปากคิดถามว่า ปวดหรือไม่?Ž แต่เห็นทุกคนหน้าตาเคร่งขรึม จึงไม่กล่าวจากปาก หลิวชีเหนียงล้วงยาผงชนิดหนึ่งโรยลงบนตราประทับ จากนั้นเผาตราประทับเหล็กกับเปลวเทียนอีกครู่หนึ่งค่อยหันกลับมา มือหนึ่งคว้าข้อมือจ้าวกวน ให้มันหงายใจกลางฝ่ามือขึ้น อีกมือหนึ่งถือตราประทับ ประทับลงที่ข้อพับแขนด้านใน ใกล้กับข้อศอกของมัน

      จ้าวกวนเห็นผิวกายของตนเองที่ถูกตราประทับเหล็กประทับปรากฏควันเบาบางลอยขึ้นแต่ไม่รู้สึกปวดแต่อย่างไร สร้างความประหลาดใจยิ่ง หลิวชีเหนียงหลับตาลง กล่าวคำอำนวยพรอยู่หลายประโยค ค่อยเลื่อนตราประทับเหล็กออก จ้าวกวนเห็นบนผิวหนังตนเองประทับตรารูปดอกไม้สีขาว มีขนาดเท่าเหรียญทองเหลือ รูปลักษณะสวยงามยิ่ง

      ติวเซียงเดินเข้ามา พันผ้าพันแผลลงบนตราประทับให้กับมัน ยามนี้จ้าวกวนค่อยรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเล็กน้อย มันเงยหน้าขึ้นเห็นติงเซียงยิ้มให้กับมัน จึงยิ้มตอบต่อนาง

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า นี่เป็นตราสัญลักษณ์ร้อยบุปผา คนของสำนักร้อยบุปผาตอนเข้าสำนักต้องประทับตรานี้ หลังจากนี้เจ้าคิดจำแนกคนของสำนักร้อยบุปผา ให้ยึดถือตราสัญลักษณ์นี้ในโลกมีตราสัญลักษณ์นี้เพียงสามอัน ได้แก่ศิษย์พี่คนโตเซียวไป่เหอ ศิษย์พี่เจ้าสำนักไป่สุ่ยเซียนกับเรา ตราสัญลักษณ์ที่ประทับต่างกับรอยแผลไฟลวกทั่วไป จำแนกได้โดยง่ายŽ

      จ้าวกวนผงกศีรษะรับ มันทราบว่ายามปรกติถูกของร้อนลวกทำร้าย ผิวหนังจะเป็นสีแดงพุพองแต่ข้อพับแขนตนเองเป็นรอยสีขาว ใต้ผ้าพันแผลบัดเดี๋ยวปวดแสบบัดเดี๋ยวเย็นระรื่น มีความแตกต่างจากรอยแผลไฟลวกจริงๆ

      หลิงชีเหนียงกล่าวอีกว่า ศิษย์ของตึกกระเรียนเพลิงเราส่วนใหญ่อยู่ในหอนางโลม ดังนั้นไม่ประทับตราที่แขน ส่วนใหญ่ประทับอยู่บนหัวไหล่หรือส่วนอื่น จู๋เอ๋อ อิงเอ๋อ เหลียนเอ๋อให้กวนเอ๋อเห็นรอยประทับของพวกเจ้าŽ

      ชิงจู๋แบะปกเสื้อออก เผยเห็นตราประทับร้อยบุปผาที่ไหล่ซ้ายด้านหลัง ส่วนตราประทับร้อยบุปผาที่ไหล่ซ้ายด้านหลัง ส่วนตราประทับของลั่วอิงอยู่ทีไหล่ขวาด้านหน้า ตราประทับของซิ่วเหลียนอยู่ใต้ซอกแขน ที่ผ่านมาแม่นางของเรือนท่วงทำนองรักยึดถือจ้าวกวนเป็นเด็ก จึงเปลือยกายต่อหน้ามันโดยมไม่ขวยเขิน จ้าวกวนก็เห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน ครุ่นคิดขึ้น ดีที่ตราประทับเราอยู่ที่ข้อพบแขน เวลาแสดงต่อผู้คนไม่ต้องถอดเสื้อผ้าเปลื้องสายรัดž

      หลิวชีเหนียงกล่าวว่า แม่นางในที่นี้ล้วนเป็นคนของสำนักร้อยบุปผา เจียวเหอ เป่าหลิง อี้จือเอี้ยน เชี่ยนผิง ติงเซียง เยี่ยวเซียงล้วนเป็นศิษย์ของเรา พรุ่งนี้เราจะให้เจ้าพบกับเจี่ยแจ (พี่สาว) ทั้งหลาย พวกนางเข้าสำนักก่อนเจ้าวันหน้าหากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ให้เรียกหาพวกนางเป็นศิษย์พี่Ž

      จ้าวกวนรับคำ หลิวชีเหนียงให้แม่นางทั้งสามออกไปรับแขกหรือกลับไปพักผ่อน เพียงรั้งตัวจ้าวกวนไว้ กล่าวว่า กวนเอ๋อ เจ้าถึงชาติกำเนิดต่อเราหลายครั้ง เราล้วนหลีกเลี่ยงไม่ตอบตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์สำนักร้อยบุปผา เราจะบอกกล่าวต่อเจ้าให้แน่ชัด สำนักร้อยบุปผาก่อตั้ง (แม่เฒ่าร้อยบุปผา) ตอนนั้นผอผอรับอุปการะสตรีที่น่าเวทนาไร้ที่พึ่งกลุ่มหนึ่ง มีทั้งคณิกาเด็กที่ถูกบิดามารดาขายให้กับหอนางโลม ทั้งสะใภ้ที่แต่งงานแล้วถูกบ้านของสามีทารุณกรรม ทั้งเด็กรับใช้ที่ถูกผู้เป็นนายข่มขืนย่ำยี ทั้งหญิงม่ายที่ถูคนในหมู่บ้านข่มเหงรังแก ผอผอช่วยเหลือพวกนาง ถ่ายทอดวิทยายุทธ์และวิชาพิษให้แก่พวกนาง ความจริงต้องการให้พวกนางใช้ป้องกันตัว แต่สตรีเหล่านั้นสำนึกบุญคุณของผอผอ ยอมติดสอยห้อยตาม ปรนนิบัติรับใช้ท่านผู้เฒ่า ผอผอจึงรั้งตัวพวกนางไว้ข้างกาย ก่อตั้งสำนักร้อยบุปผาขึ้น

      ผอผอเป็นยอดคนผู้อาวุโสที่มีวิยายุทธ์และวิชาแพทย์สูงเยี่ยม นางเคยลงมือฆ่าชาวยุทธจักร เพาะสร้างศัตรูไม่น้อย หลังจากที่นางก่อตั้งสำนักร้อยบุกผา ศิษย์ทั้งหลายก็จัดการกับศัตรูของผอผอ ลงมือทุกครั้งประสบผลทุกครา นับแต่นั้นสำนักร้อยบุปผามีชื่อเลื่องลือ แต่ผู้คนและเรื่องราวในสำนักเราปกปิดเป็นความลับ น้อยคนที่เคยพบเห็นคนของสำนักร้อยบุปผา มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ในยุทธจักรยังมีคำโจษขานถึงบุปผางาม หมอกหอมหวน สุราร้อยเซียน

      หมอกหอมหวนกับสุราร้อยเซียนเป็นพิษร้ายแรงของสำนักเรา ชาวยุทธจักรที่จบชีวิตภายใต้พิษเหล่านี้มีมากมายเหลือคณา ส่วนบุปผางามเป็นศิษย์ที่มีความสำเร็จขึ้นสุดของผอผอ ศิษย์พี่ใหญ่เรียกว่าเซียวไป่เหอ นางเป็นขุนโจรภูเขาเป่ยซัน เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแว่นแคว้นหนึ่ง ศิษย์พี่รองเรียกว่าไป่สุ่ยเซียน ไม่ว่าวิทยายุทธ์หรือวิชาพิษสูงล้ำที่สุด ผอผอพอย่างเข้าปัจฉิมวัย จึงยกตำแหน่งให้กับนางดังนั้นศิษย์พี่ไป่เป็นเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน ส่วนศิษย์น้องสามคือมารดาเจ้าŽ

      นางหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ เราความจริงชื่อจีฮั่วเฮ่อ เมื่ออายุหกขวบถูกบิดามาดาขายให้กับหอนางโลม ถูกเป่ามู่ (คำเรียกแม่เล้า) ลงโทษเฆี่ยนตี อายุสิบกว่าปีถูกบังคับให้รับแขก มีอยู่วันหนึ่งเราไม่อาจทนทุกข์ทรมาน คิดกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย ประจวบกับผอผอเดินทางผ่านไป ช่วยชีวิตของเรา ชักนำเรากลับไปยังที่ซ่อนตัวของท่านผู้เฒ่า ถ่ายทอดวิทยายุทธ์และวิชาพิษแก่เรา หลังจากที่เราฝึกฝีมือสำเร็จ ท่านผู้เฒ่าเห็นว่าในศิษย์ทั้งหลายสมควรมีคนซ่อนตัวในหอนางโลม เพื่อสะดวกกับการปฏิบัติงาน เราความจริงเป็นหญิงนางโลม จึงได้รับคำสั่งให้ไปเปิดหอนางโลมที่เมืองเซียงหยางช่วยกำจัดศัตรูให้กับผอผอไม่น้อย

      เราอยู่ที่เมืองเซียงหยางสิบปี จนกระทั่งสำนักเราเกิดการปะทะกับศัตรูคู่แค้น เพื่อหลบเลี่ยงจากการถูกตามล่า จึงอพยพโยกย้ายมายังเมืองซูโจว เปิดเรือนท่วงทำนองรักแห่งนี้ศิษย์พี่ชิงจู๋กับศิษย์พี่ลั่วอิงของเจ้าล้วนติดตามเรามาจากเมืองเซียงหยาง ส่วนบุคคลอื่นเป็นศิษย์ที่เรารบไว้หลังจากอยู่ที่เมืองซูโจว เราเปลี่ยนชื่อแซ่ ปกปิดศักดิ์ศรีแท้จริง เปลือกนอกไม่ต่างกับหอนางโลมทั่วไป วันนี้เจ้าเข้าสำนักต้องรักษาเป็นความจริง ยามปรกติห้ามเอ่ยถึงคำสำนักร้อยบุปผา ยังคำดำเนินชีวิตเช่นเดิม ทราบหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนรับคำ หลิวชีเหนียงหลังจากบอกเล่าที่มาของสำนักร้อยบุปผา ก็บ่งบอกกฎของสำนักร้อยบุปผา จวบกระทั่งถึงยามสี่ สองแม่ลูกค่อยแยกย้ายกลับห้องไปพักผ่อน จ้าวกวนนอนอยู่บนเตียง นึกถึงเรื่องราวของสำนักร้อยบุปผา ลูบคลำตราประทับบนข้อพับแขน จวบกระทั่งฟ้าสางค่อยม่อยหลับไป

      นับแต่นั้นหลิวชีเหนียงถ่ายทอดวิชาพิษของสำนักร้อยบุปผาแก่จ้าวกวนด้วยตัวเอง นับตั้งแต่พิษดอกไม้ พิษงู พิษของดีสัตว์ พิษแหล่งแร่ ตลอดจนการเพาะเลี้ยงตะขาบ แมงป่อง คางคก แมงมุม รวมถึงการสกัดพิษจากสัตว์พิษต่างๆ จ้าวกวนต่างกับศิษย์สตรีอื่น ซึ่งต้องฝึกดีดพิณผีผา ท่องกลอนเอื้อนประโยค ร้องขับกล่อมร่ายระบำ ตลอดทั้งวันหมกมุ่นกับการผสมพิษ แพร่พิษ ถอนพิษ ขจัดพิษ หลิวชีเหนียงยังยื่นคำขาดต่อมันว่า นอกจากมีความจำเป็นหรือเหตุผลอันชอบธรรม ห้ามใช้พิษโดยพร่ำเพรื่อ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องถูกสำเร็จโทษ จ้ากวนรับทราบความร้ายกาจของวิชาพิษ นอนกจากติดตามศิษย์พี่ทั้งหลายกำจัดคนชั่วแล้ว ไม่กล้าใช้พิษโดยพลการ

      จ้าวกวนยงร่ำเรียนวิทยายุทธขั้นพื้นฐานกับมารดา สำนักร้อยบุปผามีแต่สตรี กระบวนท่าเน้นไปในทางพลิกแพลงชั่วร้าย ไม่เหมาะสำหรับบุรุษ ดังนั้นหลิวชีเหนียงเพียงถ่ายทอดเพลงหมัดมวยธรรมดาแก่บุตรชาย ตั้งใจว่าภายหน้าค่อยให้มันกราบอาจารย์ยอดฝีมือ นอกจากนั้นในสำนักคิดปฏิบัติการอันใด จะให้จ้าวกวนมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

      นับตั้งแต่จ้าวกวนเข้าสู่สำนักร้อยบุปผามิเพียงเรียนรู้มากมาย ยังประสบพบเห็นเพิ่มขึ้น รู้สึกว่ามารดากับเหล่าแม่นางภายในตึกล้วนงำประกายมิดชิด พฤติการณ์ก็ลี้ลับสุดหยั่งคาด มันเห็นว่าเมื่อสิบสองปีก่อนเข้าสำนักตนเองมีชีวิตอยู่ในหอนางโลมธรรมดา หลังจากเข้าสำนักค่อยคลายตื่นจากความฝัน มาถึงโลกอีกแห่งหนึ่ง รอบข้างเต็มไปด้วยวิชาพิษอันลึกล้ำ และแผนอุบายที่ไม่อาจบอกกล่าวต่อผู้คนที่ได้ยินได้เห็นเมื่อก่อนหน้านี้เพียงเป็นภาพลวงตา ยามนี้ค่อยเห็นถึงโฉมหน้าแท้จริงของผู้คนรอบข้าง

 

      12 เด็กหญิงเฉินเจินเอ๋อ

      วันนี้เป็นแรกฤดูใบไม้ผลิ เวลาใกล้เที่ยงหลิงชีเหนียงนั่งอยู่ชั้นบนของหอลมวสันต์มองผ่าหน้าต่างหอออกไป ด้านหลังยืนไว้ด้วยหญิงรับใช้อายุสิบสามสิบสี่ปีสองนาง ติงเซียงที่มีใบหน้ากลมถือกระถางกำยาน เยี่ยเซียงที่ร่างสูงโปร่งถือแส้ปัดด้ามหนึ่ง

      หลิวชีเหนียงมีอายุล่วงเลยสี่สิบปีแล้ว ใต้แป้งฝุ่นชาดแต้ม ยังเห็นเค้าความงามของนางคณิกาอันดับหนึ่งเมื่อครั้งกระโน้น นางก่อตั้งเรือนท่วงทำนองรักหลายปี ทางหนึ่งอบรมสั่งสอนและปกป้องคุ้มครองแม่นางทั้งหลาย ทางหนึ่งตอบสนองความต้องการของแขกเหรื่อทั้งหลาย ดังนั้นเรือนท่วงทำนองรักมีกิจการรุ่งเรือง ยามปรกติโอนอ่อนผ่อนตาม แท้ที่จริงเป็นสตรีที่เผ็ดร้อนดุร้าย ยามด่าทอผู้คนจะไม่ไว้ไมตรี นักเที่ยวพอเอ่ยถึงหลิวชีเหนียง ล้วนแต่ทั้งรักทั้งเกรงกลัว

      ยามนั้นหลิวชีเหนียงทอดตามองนอกหน้าต่าง ปากสอบถามถึงงานเลี้ยงในคืนนี้จากหญิงรับใช้ทั้งสอง พลันได้ยินเสียงขึ้นบันไดหอสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า ท่านแม่Ž จากนั้นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งผลกัประตูเข้ามา

      เด็กหนุ่มทางหนึ่งยกแขนเสื้อซับเหงื่อ ทางหนึ่งหยิบป้านน้ำชาเนื้อจื่อซา ( ป้านดินเหนียวปนทรายจากเมืองอี้ซิงมณฑลเจียงซู ) บนโต๊ะ รินน้ำชาถ้วยหนึ่งดื่มลงไป พอดื่มเสร็จแสยะหน้าล้อเลียน กล่าวว่า ท่านแม่ ไม่ทราบท่านไฉนโปรดปรานชาเถี่ยกวนอิม ( ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงว่าทิกวนอิมหรือกวนอิมเหล็ก เพาะปลูกที่เมืองอันซีมณฑลฟุเจี้ยน ) รสชาติกลับขมยิ่งŽ มันคือจ้าวกวนเอง

      หลิวชีเหนียงขมวดคิ้วถามว่าไฉนกลับมาเร็วปานนี้ จ้าวกวนหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า อิงเจียสะกดรอยคนผู้นั้น นางบอกให้ข้าพเจ้ากลับมารายงานท่านผู้เฒ่า ขอให้ท่านวางใจŽ

      หลิวชีเหนียงฉุดดึงบุตรชายถึงเบื้องหน้าใช้ผ้าเช็ดแพรซับหยาดเหงื่อบนหน้าผากมันปากกลับตำหนิว่า ลูกเต่าเจ้าไม่ติดตามไปทำงานให้ดี วิ่งกลับมาด้วยความเกียจคร้าน วันใดที่เกิดเรื่องขึ้น เราต้องทุบตีเจ้าเที่ยวหนึ่งŽ

      จ้าวกวนโต้เถียงว่า ข้าพเจ้าเกียจคร้านที่ใด เป็นอิงเจียบอกว่าคิดติดตามคนเดียวจึงไล่ข้าพเจ้ากลับมาŽ

      หลิวชีเหนียงแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า คงเป็นเจ้าใช้การไม่ได้ ลั่วอิงค่อยตำหนิว่าเจ้าขัดมือขวางเท้าŽ

      ติงเซียงที่ด้านข้างสอดคำขึ้น เหนียงเหนียงอย่าได้กล่าวเช่นนี้ อากวนเฉลียวฉลาดศิษย์พี่หลายนางชมว่ามันหาเป็นรองผู้ใหญ่ไม่Ž

      หลิวชีเหนียงยื่นนิ้วเรียวยาวจิ้มใส่หน้าผากของบุตรชาย ดุอย่างยิ้มแย้มว่า ผู้ใดไม่ทราบว่าเจ้าเจ้าเล่ห์แสนกล มารดาคลอดตัวอุบาทว์เช่นเจ้าออกมา นับเป็นความโชคร้ายŽ

      จ้าวกวนกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านแม่ ข้าพเจ้าทำงานให้กับท่าน ท่านกลับไม่กล่าวชมข้าพเจ้าสักหลายคำ?Ž

      หลิวชีเหนียงหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่า เจ้าทำงานให้กับเรา เรื่องที่พวกเรากระทำ ล้วนผดุงความยุติธรรมแทนฟ้า ยังหวังคำชมอันใด? คราครั้งนี้พวกเราคิดแก้แค้นให้กับคุณหนูรองตระกูลถู หาใช่เพื่อตัวเองไม่Ž

      จ้าวกวนใจสั่นสะท้าน ก้มศีรษะรับคำว่า ทราบแล้ ผู้บุตรทราบความผิดแล้วŽ

      เยี่ยเซียงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า โจรปล้นสวาทนั้นชั่วช้ายิ่ง ฟังว่าเมื่อวานตระกูลไต้ส่งคนไปที่ตระกูลถู บกว่าขอถอนหมั้น คุณหนูรองตระกูลถูพอทราบเรื่อง บังเกิดความอับอายคิดผูกคอตาย ดีที่ถูกผู้คนช่วยเหลือลงมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal