ตอนที่ 1 เด็กรับใช้หอนางโลม (หน้า 5)

      จ้าวกวนถูกมัดมือมัดเท้า นั่งกับพื้นเรือมันเงยหน้าขึ้น สำรวจดูเถียนหลิ่งปาง เห็นคนผู้นี้ร่างสูงใหญ่ ถึงแม้นั่งอยู่ ยังสูงเท่าผู้คนทั่วไปยืนอยู่ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบหว่างเอวสะพายดาบ คิ้วกดหนาตาโต หน้าตาน่าเกรงขาม ดังนั้นครุ่นคิด คนผู้นี้คล้ายเป็นลูกผู้ชายที่เปิดเผยเที่ยงธรรม ต้องไม่ลงมือฆ่าทารกสองคนž

      ได้ยินเถียนหลิ่งปางกล่าวว่า ทารกน้อย เจ้าเรียกว่าอะไร? มาจากที่ใด? เหตุใดลอบขึ้นเรือขนส่งเสบียงพรรคชิงปางเรา?Ž สุ้มเสียงก้องกังวานแฝงความเกรี้ยวกราดดุร้าย

      จ้าวกวนตอบด้วยความเยือกเย็นว่า ข้าพเจ้าแซ่จ้าว มีชื่อตัวเดียวว่ากวน เป็นชาวเมืองซูโจว ที่ลอบขึ้นเรือของท่าน เพื่อส่งแม่นางน้อยนี้กลับบ้าน แม่นางน้อยนี้เป็นคุณหนูของมหาบัณฑิตโจวแห่งนครหลวง ถูกคนชั่วช้าลักพาตัวมาเร่ขายที่ตรอกเอียนสุ่ย ข้าพเจ้าประสบพบเหตุ จึงยื่นมือช่วยเหลือนางออกจากเงื้อมมือคนค้ามนุษย์ คิดฉวยโอกาสนี้โดยสารเรือขึ้นสู่นครหลวงŽ

      เถียนหลิ่งปางเห็นมันพูดจาฉะฉาน เรื่องราวที่บอกเล่ายิ่งเหลือเชื่อ สร้างความสงสัยใจยิ่ง หันไปถามหานเอ๋อว่า คำพูดของมันเป็นความจริง?Ž

      หานเอ๋อยืนยันว่าเป็นความจริง เถียนหลิ่งปางสำรวจดูจ้าวกวน เห็นมันหน้าตาคมคายแฝงความเฉลียวฉลาด ยามกะทันหันไม่ทราบสมควรเชื่อมั่นหรือไม่ และควรจัดการกับเด็กชายเด็กหญิงคู่นี้อย่างไร จึงกล่าว พวกเราเป็นคนท่องยุทธจักร ต้องรักษากฎอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าการกระทำของเจ้าถือคุณธรรม แต่เจ้าลอบขึ้นเรือขนส่งเสบียงของพวกเรา มีโทษตายสถานเดียวŽ

      จ้าวกวนฟังจากน้ำเสียงมันไม่ได้เคร่งเครียดจริงจัง คาดว่าในใจไม่คิดฆ่าตนเอง แต่หากให้มันละเว้นชีวิตตนเองต่อหน้าทั้งหมด ต้องให้คนเหล่านี้ยอมรับนับถือ จึงปลุกปลอบความกล้ากล่าวว่า ท่านเป็นคนท่องยุทธจักร ข้าพเจ้าก็เป็นคนท่องยุทธจักร ข้าพเจ้าคิดขอเดิมพันกับท่านหากว่าชนะ ก็ขอชีวิตของข้าพเจ้ากับแม่นางน้อยนี้ ทั้งอนุญาตข้าพเจ้าโดยสารเรือของท่านส่งนางกลับนครหลวง หากเป็นฝ่ายแพ้ ชีวิตน้อยๆของข้าพเจ้านี้ ขอเชิญท่านปลิดปลงไปŽ

      เถียนหลิ่งปางประหลาดใจกว่าเดิม เด็กชายนี้มีอายุเพียงแปดเก้าขวบ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับไม่แตกตื่นลนลาน ร่ำไห้ร้องขอชีวิต ทั้งยังกล่าววาจากเหล่านี้ออกมาเป็นลักษณะของคนท่องยุทธจักร แต่ดูไปไม่มีวิทยายุทธ์ติดตัว จึงถามว่า เจ้าคิดเดิมพันอะไร?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า เดิมพันว่าข้าพเจ้าอยู่ใต้น้ำได้นานกว่าท่านŽ

      คำพูดพอกล่าว ผู้คนบนเรือหัวร่อครืนออกม พากันกล่าวว่า

      เด็กน้อย เจ้าทราบหรือไม่ว่าเถียนหลิ่งปางมีฉายานามว่าอะไร?Ž

      เถียนจงตัวเกอ (พี่ใหญ่) ฉายาดาบมังกรสมุทร มีวิชาทางน้ำเป็นเลิศ เจ้าไม่ประลองอื่น กลับประลองวิชาทางน้ำกับมัน?Ž

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า ข้าพเจ้ามีฉายานามหนึ่ง เรียกว่าปลาก้นแม่น้ำ มังกรสมุทรท่านยังต้องโผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ ข้าพเจ้าสามารถแช่อยู่ใต้น้ำชั่วนาตาปี โดยมิต้องโผล่ขึ้นบนผิวน้ำŽ

      เถียนหลิ่งปางเห็นเด็กชายผู้นี้กล่าวโอ้อวดใจเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง แต่ถึงอย่างไรไม่เชื่อว่าวิชาใต้น้ำชั่วนาตาปี โดยมิต้องโผล่ขึ้นบนผิวน้ำŽ

      เถียนหลิ่งปางเห็นเด็กชายผู้นี้กล่าวโอ้อวดในใจเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง แต่ถึงอย่างไรไม่เชื่อว่าวิชาใต้น้ำของเด็กน้อยคนหนึ่งจะเหนือล้ำกว่าตนเอง จึงกล่าว ตกลง เรารับคำท้าของเจ้าพวกเรา แก้มัดให้กับมันŽ

      เหล่าผู้ดูแลเรือต่างๆคิดชมดูเรื่องสนุกสนาน พากันร้องสนับสนุน ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเดินเข้ามาแก้มัดให้กับจ้าวกวน

      จ้าวกวนยืดเส้นยืดสาย ยังคงแย้มยิ้มเป็นปรกติ หานเอ๋อที่ด้านข้าง กลับวิตกกังวลแทบตาย จ้าวกวนยิ้มให้กับนาง จากนั้นหันไปกล่าวกับเถียนหลิ่งปางว่า เถียนหลิ่งปาง ก่อนลงน้ำไป ข้าพเจ้ามีข้อขอร้องประการหนึ่งŽ

      เถียนหลิ่งปางถามว่าอะไรหรือ? จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าคิดดื่มสุราสักถุงŽ

      เหล่าผู้ดูแลเรือหัวร่ออีกครา บอกว่าเด็กทารกดื่มสุราอันใด จ้าวกวนถลึงตาใส่กล่าวว่า เราจ้าวกวนมีชื่อในทางดื่มสุรา หากพวกท่านมีความกล้า ลองเดิมพันดื่มสุรากับข้าพเจ้าโอกาสชนะของข้าพเจ้ามีมากว่าเดิมพันวิชาทางน้ำอีกŽ

      ทั้งหมดเอาแต่หัวร่อ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมเชื่อ เถียนหลิ่งปางร้องบอกว่า ตกลง น้ำสุรามาŽ

      มีคนเสนอสุราร้อนแรงบรรจุในถึงหนังมาถุงหนึ่ง คนของพรรคชิงปางล้วนเป็นชายน้ำ สุราที่ดื่มย่อมเป็นสุราร้อนแรง

      จ้าวกวนรับถุงสุรามา เปิดจุกยืดคอดดื่มอึกอึกลงไป กลับดื่มสุราเกือบครึ่งถุง มันยกมือปาดเช็ดริมฝีปาก ยื่นส่งถุงสุราแก่เถียนหลิ่งปาง กล่าวว่า เถียนหลิ่งปาง ข้าพเจ้าขอคารวะท่านŽ

      เถียนหลิ่งปางเห็นมันดื่มสุราอย่างเปิดเผย จึงรับมาดื่มสุราลงไปอึกใหญ่ จ้าวกวนหันไปคารวะสุราต่อผู้ดูแลเรือต่างๆ ไม่นานก็ดื่มจนหมดถุง จ้าวกวนถือถุงเปล่าเดินถึงข้างกราบเรือกล่าวกับเถียนหลิ่งปางว่า พวกเราเริ่มต้นดีหรือไม่?Ž

      เถียนหลิ่งปางเห็นเด็กชายผู้นี้มีท่าทีแปลกประหลาด จึงไม่กล้าชะล่าใจ ปลดดาบจากข้างเอว ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออกกระชับสายรัดเอว กล่าวกับผู้ดูแลเรือต่างๆว่า พวกเจ้าเป็นสักขีพยาน เรากับสหายน้อยนี้เดิมพันว่า ผู้ใดอยู่ในน้ำนานกว่า ผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะ ผู้ใดโผล่ศีรษะขึ้นมาก่อน ถือเป็นฝ่ายแพ้ พวกเจ้านับหนึ่งถึงสาม พวกเราลงน้ำไปพร้อมกันŽ

      ทั้งหมดรับคำด้วยเสียงอันดัง ลูกเรือบนเรือลำอื่นก็ทราบเรื่อง พากันฮือมาชมดูเรือสนุกสนานถึงข้างเรือ

      เหล่าผู้ดูแลเรือนับหนึ่งถึงสาม เถียนหลิ่งปางกับจ้าวกวนพากันกระโดดลงน้ำ น้ำในแม่น้ำดำทะมึ่น ทั้งหมดเพียงเห็นร่างของทั้งสองดำลงใต้น้ำ ต่างร่ำร้องให้กำลังใจแก่เถียนหลิ่งปาง บนผิวน้ำอึกทึกวุ่นวาย

      ผ่านไปเนิ่นนาน ทั้งสองยังไม่โผล่ศีรษะขึ้นมา หานเอ๋อฟุบร่างชมดูที่ข้างกราบเรือ ในใจทั้งเป็นห่วงทั้งตึงเครียด อธิษฐานให้จ้าวกวนชนะ แต่หวนนึกถึงจ้าวกวนเพียงเป็นเด็กชาย ไหนเลยมีวิชาทางน้ำเหนือกว่าผู้ควบคุมพรรคชิงปางได้?

      ผ่านไปอีกเนิ่นนาน พลันได้ยินเสียงกราวใหญ่ คนผู้หนึ่งโผล่ศีรษะขึ้นบนผิวน้ำ ระบายลมจากปากยาวๆ กลับเป็นเถียนหลิ่งปาน ทั้งหมดชมดูจนหน้าเปลี่ยนไป ทอดถอนใจด้วยความผิดหวัง

      ไม่นานให้หลิง จ้าวกวนก็โผล่ศีรษะขึ้นจากน้ำ มันหน้าขาวซีด ส่งเสยงไอออกมา คล้ายดื่มน้ำเข้าไปไม่น้อย เถียนหลิ่งปางคว้าคอเสื้อมัน รั้งดึงมันว่ายน้ำถึงข้างเรือ เหล่าลูกเรือรีบฉุดดึงทั้งสองขึ้นเรือ

      จ้าวกวนฟุบร่างบนดาดฟ้าเรือ สำรอกน้ำออกมาไม่ขาดสาย มีสำภาพทุลักทุเลยิ่ง หานเอ๋อมาถึงข้างกายมัน ร่ำร้องว่า จ้าวกวน จ้าวกวนท่านไม่เป็นไรกระมัง?Ž

      เถียนหลิ่งปางผงกศีรษะกล่าวว่า มิผิดสหายน้อย เรายอมรับความพ่ายแพ้ เราเถียนจงเมื่อลั่นปากต้องทำตาม เราไม่ฆ่าเจ้า ทั้งอนุญาตเจ้ากับแม่นางน้อยนี้โดยสารเรือของเรา ส่งนางกลับถึงนครหลวงŽ

      คำพูดพอกล่าว เหล่าผู้ดูแลเรือรู้สึกเหนือความคาดหมาย หันไปซุบซิบกัน แต่ไม่มีผู้ใดไม่ยอมรับนับถือ หานเอ๋อตื่นเต้นยินดีจนสวมกอดจ้าวกวนไว้ อดร้องไห้ออกมามิได้

      หลังการเดิมพันครั้งนี้ เถียนหลิ่งปางให้การยกย่องจ้าวกวน เรียกพีเรียกน้องกัน ทั้งยกห้องข้างติดกันให้เด็กชายเด็กหญิงทั้งสองพักอาศัย หานเอ๋อมีชีวิตรอดจากความตาย กล่าวว่า ตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นห่วงตาย คิดไม่ถึงท่านมีวิชาทางน้ำสูงเยี่ยมถึงเพียงนี้Ž

      จ้าวกวนเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่กล่าวกระไร

 

      9 คุณหนูคืนสู่เคหา

      วันนี้ขบวนเรือใกล้บรรลุถึงเมืองหยางโจวจ้าวกวนยืนอยู่ที่หัวเรือคู่กับเถียนจง พลันถามว่า พี่ใหญ่เถียน พวกเราใกล้ถึงเมืองหยางโจวแล้วกระมัง?Ž

      เถียนจงกล่าวว่า พรุ่งนี้สมควรบรรลุถึงŽ

      จ้าวกวนขบคิดแล้วถามว่า พรรคเจียงหนันกับพรรคชิงปางท่านมีความแค้นต่อกันหรือ?Ž

      เถียนจงงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว น้องเราไฉนถามเช่นนี้?Ž

      จ้าวกวนกล่าวว่า ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองซูโจว บังเอิญพบเห็นหัวหน้ากลุ่มของพรรคเจียงหนัน เรียกว่าหลางหัวอะไรนั่นนำกำลังฆ่าทหารประจำป้อมยามริมน้ำ จากนั้นสวมใส่เครื่องแบบทหาร บอกว่าจะปะปนขึ้นเรือของพวกท่าน พอถึงเมืองหยางโจวค่อยลงมือŽ มันมีความทรงจำดียิ่ง จดจำคำพูดของหลางหัวในคืนนั้นได้อย่างแม่นยำ เห็นเถียนจงดีต่อตนเอง สมควรให้อีกฝ่ายรบรู้ จึงบอกออกมา

      เถียนจงตื่นตระหนกยิ่ง ที่แท้ทางการว่าจ้างพรรคชิงปางขนส่งเสบียงขึ้นเหนือจะจัดทหารร่วมขบวนเรือ เพียงแต่นี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่สลักสำคัญแต่อย่างไร ยามนี้เถียนจงพอทราบเรื่อง จึงจับตาดูเป็นการลับ ค่ำคืนนั้นกระชากตัวไส้ศึกที่ปะปนขึ้นเรือออกมา พบว่ามีทั้งสิ้นห้าคน ล้วนสวมเครื่องแบบทหาร คนของพรรคชิงปางไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เฉลียวใจ

      เถียนจงรีบติดต่อกับพวกพรรคชิงปางที่อยู่ข้างเคียง ชิงปฏิบัติการด้วยความรวดเร็วดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู คนของพรรคเจียงหนันไม่ทันปล้นชิงเสบียงของพรรคชิงปาง ก็ถูกกำจัดกวาดล้างไป

      ภายหลังเหตุการณ์ เถียนจงหวนนึกถึงความคับขันของเหตุการณ์ อดหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมามิได้ หากมิใช่จ้าวกวนส่งข่าวให้ทราบผลสุดท้ายคงเลวร้ายสุดคาดคิด จึงนึกชมเชยวาสนาตนเองที่ไม่สั่งฆ่าเด็กชายผู้นี้ หลังจากนั้นให้ความสำคัญแก่จ้าวกวนกว่าเดิม

      จ้าวกวนกับหานเอ๋อโดยสารเรือขนส่งเสบียงของพรรคชิงปางขึ้นเหนือ มีความเป็นอยู่เลิศเลอ รับประทานอาหารโอชะ ระหว่างทางชมทิวทัศน์เที่ยวเตร่สำราญ นับเป็นการเดินทางที่ปลอดโปร่งโล่งใจนัก

      ในที่สุดเถียนจงนำขบวนเรือล่องถึงนครหลวงโดยสวัสดีภาพ ก่อนลงจากเรือ จ้าวกวนกล่าวกับเถียนจงว่า พี่ใหญ่ ตลอดรายทางท่านดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าไม่ควรปิดบังท่าน วันนั้นข้าพเจ้าประลองวิชาทางน้ำกับท่านโชคดีเป็นฝ่ายชนะ ความจริงแล้วใช้วิธีคดโกงŽ

      เถียนจงงงงันวูบ ถามว่าคดโกงอย่างไร จ้าวกวนกล่าวว่า ตอนนั้นข้าพะเจ้าจงใจขอสุราดื่ม พอดื่มหมดสิ้นก็อัดอากาศใส่ถุงเปล่าพกพาลงน้ำ อาศัยอากาศในถุงช่วยหายใจทางน้ำ จึงสามารถอยู่ใต้น้ำนานถึงเพียงนั้นŽ

      เถียนจงพอฟังจบ ต้องหัวร่อฮาฮาชมว่าน้องเราเฉลียวฉลาดนัก พลางตบไหล่จ้าวกวนกล่าวว่า เจ้าความจริงไม่ต้องบอกต่อเรา แต่ยังบอกออกมา แสดงออกถึงจิตใจที่เปิดเผย อีกประการหากปราศจากเจ้า เราก็ไม่ล่วงรู้แผนปล้นชิงเสบียงของพรรคเจียงหนัน เป็นเราติดค้างท่านมากกว่า ไหนเลยใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?Ž

      จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า ข้าพเจ้ายึดถือท่านเป็นสหาย ดังนั้นไม่อาจหลอกท่าน หากไม่บอกออกมา หลังจากนี้ข้าพเจ้าคงไม่สบายใจŽ

      เถียนจงตื่นตันใจยิ่ง กล่าวว่า น้องแซ่จ้าวเราไม่เคยพบพานเด็กชายเช่นท่านมาก่อน รอจนท่านเติบใหญ่ หากคิดเข้าสังกัดพรรคชิงปาง เราเถียนจงจะแนะนำท่านต่อหัวหน้าสาขาŽ

      จ้าวกวนยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า ในใจกลับครุ่นคิด เรากลัวความยากลำบากที่สุด พวกท่านขนส่งเสบียงขึ้นเหนือทุกปี เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด เราจึงทำไม่ได้Ž

      จ้าวกวนหลังจากล่ำลาเถียนจง ก็นำหานเอ๋อเข้าเมือง มันสอบถามผู้คน ทราบว่าตึกตระกูลโจวอยู่ทางตัวเมืองทิศใต้ ดังนั้นว่าจ้างรถม้าคันหนึ่ง เป็นเพื่อนหานเอ๋อมาถึงหน้าตึกตระกูลโจว

      จ้าวกวนเห็นตัวตึกภูมิฐาน ในชีวิตมันไหนเลยเคยเห็นตึกรามในนครหลวงเช่นนี้ต้องจุ๊ปากดังจิ๊กจั๊ก กล่าวกับหานเอ๋อว่า ที่แท้ท่านเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางจริงๆ คุณหนูโจว ในที่สุดท่านกลับถึงบ้านแล้วŽ

      หานเอ๋อมองดูประตูตึกที่จากไปเป็นเวลานานแทบเข้าใจว่าฝันไป ต้องร้องไห้ด้วยความยินดีพลันกุมมือจ้าวกวนไว้ กล่าวว่า ท่านติดตามข้าพเจ้าเข้าบ้าน ดีหรือไม่?Ž

      จ้าวกวนไม่คิดพบกับบิดามารดาของหานเอ๋อ จึงสั่นศีรษะกล่าวว่า เรือของพรรคชิงปางมีกำหนดถอนสมอเดินทางกลับ ข้าพเจ้าไม่อาจปล่อยให้พี่ใหญ่เถียนรอนานŽ

      หานเอ๋อบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ กล่าวว่า จ้าวกวนเกอเกอ (พี่ชาย) ท่านอย่าได้ไปแล้วŽ

      จ้าวกวนร้องโอยกล่าวว่า คุณหนูโจวคิดรั้งตัวข้าพเจ้าไว้ใช้สอยหรือไร?Ž

      หานเอ๋องงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาเช่นนั้น เพียงต้องการให้ท่านพ่อท่านแม่ได้พบท่าน กล่าวขอบคุณท่านŽ

      จ้าวกวนสั่นศีรษะ ปั้นสีหน้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านพ่อท่านแม่ท่านขอบคุณข้าพเจ้า และไม่ต้องการให้ท่านขอบคุณข้าพเจ้า ขอเพียงท่านจดจำความดีของข้าพเจ้าไปชั่วชีวิตŽ

      หานเอ๋อเห็นมันกล่าวอย่างจริงจัง จึงรับคำคราหนึ่ง จ้าวกวนกลับหัวร่อฮาฮากล่าวว่า ข้าพเจ้าล้อท่านเล่น คุณหนูโจว ลาก่อนŽ กล่าวจบหันกายไป ลดเลี้ยวหายลับวับมุมถนน

 

      10 ผดุงยุติธรรมแทนฟ้า

      จ้าวกวนส่งหานเอ๋อกลับคืนถึงบ้าน หวนนึกถึงการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้สนุกสนานเต็มที่ทั้งยังคุ้มครองส่งหานเอ๋อกลับถึงนครหลวงโดยราบรื่น สร้างความกระหยิ่มยินดี เดินพลางผิวปากพลาง

      เดินไปไม่ไกล พลันเห็นผู้คนสองคนสวนทางมา แยกย้ายกันหนีบประกบมันเอาไว้ จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่ง พอเพ่งตามอง ค่อยพบว่าคนทั้งสองเป็นราชองครักษ์วังหลวงที่พบกันในเมืองซูโจว...โหยวจวิ้นกับอู๋กังเอง

      คนทั้งสองหิ้วปีกจ้าวกวนมาถึงตรอกเล็กๆตรอกหนึ่ง เหวี่ยงคนลงกับพื้น โหยวจวิ้นร้องว่า เด็กโสโครก เจ้าวิเศษมากŽ อู๋กังอดยกเท้ากระทืบใส่มิได้ ด่าทอว่า เดรัจฉานน้อย เจ้ากลับขัดโชคขัดลาภของพวกเราŽ

      จ้าวกวนถูกระทืบจนล้มกลิ้งไปตามพื้นดิน มันเมื่อมาถึงนครหลวง ก็ไม่รู้จักผู้ใดหนึ่งเดียวที่รู้จักเป็นเถียนจง ซึ่งอยู่บนเรือขนส่งเสบียงปากคลองของคลองขุดอวิ่นเหอ ยามนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือคู่อริทั้งสอง เกรงว่ายากรอดพ้นจากการถูกทุบตี คนทั้งสองยามโกรธแค้น ต่อให้ฟาดมันจนตายก็ไม่น่าประหลาดแต่อย่างไร ยามนั้นยกมือกุมศีรษะ จดตัวอยู่ที่เชิงกำแพง ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน แต่ยามกะทันหันนึกหาวิธีเอาตัวรอดไม่ออกบนร่างกลับถูกเตะใส่อีกหลายเท้า จนกระดูดคล้ายจะหลุดสลายจากร่าง

      แต่แล้วยามนั้นทั้งสองหยุดต่อยหมัดเตะเท้า ได้ยินโหยวจวิ้นตวาดว่า ผู้ใด?Ž จ้าวกวนสงสัยใจยิ่ง ช้อนตามองดู เห็นสตรีชราผมชาวนางหนึ่งยืนอยู่ที่ปากตรอก มองดูราชองครักษ์ทั้งสองอย่างเย็นชา

      อู๋กังสืบเท้าออกไป ยกมือผลักสตรีชรานั้น ตวาดว่า ดูอะไร ไสหัวไปให้ไกลกว่านี้Ž

      มิคาดมือของมันไมทันกระทบถูกร่างสตรีชรา พลันขู่คำรามคำหนึ่ง หดมือกลับมา คล้ายถูกน้ำมันที่เดือดพล่านลวกใส่ ต่อจากนั้นหงายร่างล้มลง ตลอดทั้งร่างสั่นกระตุก ปากมีน้ำลายแตกฟอง

      โหยวจวิ้นชมดูจนงงงันวูบ ชักดาบออกมาตวาดว่า สหายจากสารทิศใด ประกาศนามŽ

      สตรีชรานั้นแค่นหัวร่อกล่าวว่า ผู้ใดเป็นสหายของเจ้า?Ž พลางโบกมือซ้ายคราหนึ่ง โหยวจวิ้นก็หงายตึงลงกับพื้นราวกับท่อนไม้ท่อนหนึ่งตลอดทั้งร่างแข็งทื่อ ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว

      จ้าวกวนตื่นเต้นสงสัยยิ่ง รีบคืบคลานลุกขึ้น พอเพ่งตามอง เห็นดวงตาของสตรีชราปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง ทั้งกะพริบตาให้กับมัน จ้าวกวนพลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา ต้องยกมือขยี้ตาเกิดความรู้สึกที่เหลือเชื่อ

      ได้ยินสตรีชรานั้นด่าทอว่า ชาติสุนัขที่ต่ำช้า วันนี้จะให้พวกเจ้ารับความเจ็บปวดสักคราŽ พลางล้วงปล้องไม้ไผ่สีเขียวขจี ยาวประมาณหนึ่งเชียะจากอกเสื้อ นางจ่อปลายหนึ่งของปล้องไม้ไผ่ใส่โหยวจวิ้น โหยวจวิ้นพลันแผดร้องออกมา เสียงร้องโหยหวนดุจภูตคร่ำปีศาจครวญ

      สตรีชรานั้นยกเท้าเหยียบใส่คอหอยมันโหยวจวิ้นก็ร้องไม่ออก แต่ลำคอส่งเสียงอู้อี้ สตรีชรานั้นชักเท้ากลับมา สะบัดกวัดแกว่งปล้องไม้ไผ่ โหยวจวิ้นคล้ายถูกเส้นสายใยไหมที่ไร้สภาพม้วนพันธนาการไว้ ไม่อาจเกลือกกลิ้งดิ้นรนอย่างไร ล้วนไม่อาจหนีรอดได้

      สตรีชรานั้นหันปล้องไม้ไผ่ไปยังอู๋กังยังคงกวัดแกว่งไปมา อู๋กังหน้าตาบิดเบี้ยวใบหน้าเขียวคล้ำ คล้ายเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งชะตากรรมหาได้ดีกว่าโหยวจวิ้นไม่

      สตรีชรานั้นกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า พวกเจ้าทั้งสองจับตัวเด็กหญิงไปเร่ขาย ล้วนมิใช่คนดี แต่โทษทัณฑ์ไม่ถึงตาย เราเพียงทรมานพวกเจ้า ปล่อยให้ผู้อื่นจัดการกับพวกเจ้าŽ กล่าวพลางรั้งปล้องไม้ไผ่กลับคืน โหยวจวิ้นกับอู๋กังค่อยหยุดเกลือกกลิ้งดิ้นรน ได้แต่นอนหอบหายใจอยู่บนพื้น

      สตรีชรานั้นค่อยเงยหน้าขึ้น กล่าวกับจ้าวกวนว่า เด็กน้อย ตามเรามาŽ พลางหันหายไป

      จ้าวกวนชมดูจนปากอ้าตาค้างตั้งแต่แรก พอฟังจึงรีบติดตามไป สตรีชรานั้นนำมันลดซ้ายเลี้ยวขวา มาถึงตรอกที่เปลี่ยวร้างอีกแห่งหนึ่ง

      สตรีชรานั้นพลันชะงักเท้า เหลียวหน้ากลับมา การเหลียวหน้าครั้งนี้ กลับมิใช่สตรีชราผมขาวอีกต่อไป หากแต่กกลายเป็นหญิงสาวสะคราญโฉม ตาหงส์แฝงรอยยิ้ม งามผุดผาดสุดเปรียบปาน

      จ้าวกวนทั้งแตกตื่นทั้งยินดีร้องว่า จู๋เจีย (พี่สาว) เป็นท่านจริงๆŽ หญิงสาวนางนี้กลับเป็นหนึ่งในสามสาวสะคราญโฉมของเรือนท่วงทำนองรัก แม่นางชิงจู๋ (ไผ่เขียว) เอง

      จ้าวกวนไม่ทราบมาก่อนว่าชิงจู๋มีอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนี้ ยามลิงโลดยินดีโถมเข้าไปสวมกอดนางไว้ กล่าวว่า เจียแจ (พี่สาว) อันประเสริฐ ท่านไฉนมาถึงที่นี้? ท่านมาตามหาข้าพเจ้าหรือ?Ž

      ชิงจู๋งอนิ้วดีดใส่หน้าผากมันคราหนึ่งกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า เจ้าลอบออกจากเมืองซูโจว มาแล้วไม่กลับไป หากไม่มีคนออกมาตามหาเจ้ามารดาเจ้าไม่ร้อนใจแทบตายหรือ?Ž

      จ้าวกวนแลบลิ้นออกมากล่าวว่า ท่านแม่คงโกรธเคืองข้าพเจ้ายิ่ง เจี่ยแจอันประเสริฐ ท่านช่วยพูดจาต่อท่านแม่ ขอให้นางตีข้าพเจ้าเบากว่านี้Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า พูดจาอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์เหนียงเหนียงปูนบำเหน็จลงโทษอย่างชัดเจนครั้งนี้เจ้าหนีออกจากบ้าน หลายเดือนยังไม่กลับไป ไม่อาจรอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตีŽ

      จ้าวกวนถอนหายใจออกมา ชิงจู๋กล่าวอีกว่า คำพูดย้อนกลับมากล่าว คราครั้งนี้เจ้าคุ้มครองส่งคุณหนูโจวเป็นพันลี้ กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย เหนียงเหนียง (เหนียงเหนียงเป็นคำเรียกพระแม่เจ้า ในที่นี้ใช้เรียกหาผู้นำที่เป็นสตรี) ทราบเรื่องทั้งหมด จึงตกลงใจประการหนึ่งŽ

      จ้าวกวนสงสัยใจขึ้นมา ถามว่าตัดสินใจอันใด ชิงจู๋กล่าวอย่างจริงจังว่า ตัดสินใจรับเจ้าเป็นศิษย์Ž

      จ้าวกวนงงงันวูบใหญ่ กล่าวว่า รับข้าพเจ้าเป็นศิษย์? ท่านแม่ต้องการให้ข้าพเจ้ารับแขกหรือ?Ž

      ยุคสมัยนั้นนางคณิกาพอคลอดบุตรสาวส่วนใหญ่จะติดตามารดาเข้าหอนางโลม บางคนได้รับการชี้แนะมารดา ถนัดในการร้องเพลงร่ายรำ บวกกับอยู่ในตึกได้ยินได้เห็นจนชาชินล่วงรู้เคล็ดลับในการปรนนิบัติแขกเหรื่อ อายุยังเยาว์ก็มีชื่อเสียงเรียงนาม โด่งดังกว่าแม่นางที่ซื้อหามาอีก

      มันหวนนึกถึงมารดาบางครั้งนึกเสียใจ บอกต่อมันว่า หากเจ้าเป็นแม่นางก็ดี ภายหน้าจะได้สืบทอดกิจการของมารดาŽ บางครั้งกลับดุด่าว่ากล่าวมันว่า เจ้าอย่าได้เข้าใจว่ามีหน้าตาหล่อเหลา ภายหน้าก็หลอกลวงสตรี บอกต่อเจ้า ลูกผู้ชายควรมีจิตปณิธานกว้างไกล หากหมกมุ่นกับความสุขเฉพาะหน้า มารดาจะไม่ปล่อยปละละเว้นเจ้าเป็นคนแรกŽ

      ขณะครุ่นคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ได้ยินชิงจู๋ร้องเพ้ยกล่าวว่า เหลวไหล ให้เจ้ารับแขกอันใด? คำพูดนี้หากถูกเหนียงเหนียงได้ยิน ต้องฟาดโบยเจ้าห้าสิบทีแน่นอนŽ

      จ้าวกวนฉุดดึงมือนาง อ้อนวอนว่า เจี่ยแจอันประเสริฐ ท่านรีบบอกต่อข้าพเจ้า ท่านแม่ไฉนคิดรับข้าพเจ้าเป็นศิษย์?Ž

      ชิงจู๋ล้วงปล้องไม้ไผ่ที่ใช้เคี่ยวกรำทรมานโหยวจวิ้นกับอู๋กังออกมา กล่าวว่า เหนียงเหนียงคิดรับเจ้าเป็นศิษย์ เพื่อถ่ายทอดสิ่งนี้แก่เจ้าŽ

      จ้าวกวนมองดูปล้องไม้ไผ่ นึกถึงสภาพอันทุรนทุรายของโหยวจวิ้นกับอู๋กัง อดขนลุกชี้ชันมิได้ กล่าวว่า เจี่ยแจอันประเสริฐ นี่เป็นวิชาคาถาอาคมหรือ?Ž ยามหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้แต่สุมเสียงก็สั่นสะท้านขึ้นมา

      ชิงจู๋ยิ้มพลางกล่าวว่า มิใช่คาถาอาคม หากเป็นวิชาเซียน หลังจากที่เข้ากราบอาจารย์เข้าสำนักเหนียงเหนียงจะถ่ายทอดแก่เจ้า ตอนนี้เรายังมีเรื่องต้องกระทำ พวกเราไปกันเถอะŽ

      จ้าวกวนทั้งตื่นเต้นตระหนก ทั้งสงสัยอยากรู้ รบติดตามชิงจู๋ไป ชิงจู๋มีใบหน้างามผุดผาด เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจของผู้คนตลอดรายทางปลอมตัวเป็นสตรีชรา ทั้งสองออกจากนครหลวง เดินทางลงใต้จนถึงอิ่งเทียนฝู่เมืองนานกิง ชิงจู๋นำจ้าวกวนเข้าพักโรงเตี๊ยมนอนห้องเดียวกัน ชิงจู๋พลันกล่าวว่า อากวน เราจะให้ท่านดูของสิ่งหนึ่งŽ

      พลางล้วงห่อกระดาษจากอกเสื้อ พอคลี่ออกมา ภายในเป็นผงสีเหลืองอ่อน จากนั้นล้วงธูปดอกหนึ่งจากในถุงสัมภาระ จ้าวกวนจึงถามว่า นี่ทำอะไร?Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า นี่เป็นพิษพิสดารชนิดหนึ่งเรียกว่าผงหลับฝันหวาน หลังจากผสมในอาหารรับประทานติดต่อกันสามวัน พอจุดธูปเร่งเร้า ผู้คนจะม่อยหลับไป ปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมา กลับไม่มีอาการผิดปรกติใดŽ

      จ้าวกวนสงสัยใจยิ่ง กล่าวว่า มีความพิสดารถึงเพียงนี้?Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า เจ้าไม่เชื่อหรือ? สามวันนี้เราผสมผงหลับฝันหวานในอาหารเจ้า ตอนนี้เราพอจุดธูปดอกนี้ เจ้าจะหลับใหลไม่ตื่นŽ

      จ้าวกวนกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า ท่านแพร่พิษต่อข้าพเจ้า? ข้าพเจ้าไฉนไม่ล่วงรู้?Ž

      ชิงจู๋เม้มปากหัวร่อกล่าวว่า คิดแพร่พิษต้องกระทำโดยที่แม้แต่ภูตเทพยงไม่ล่วงรู้จึงเป็นชนชั้นยอดฝีมือŽ

      จ้าวกวนตื่นเต้นสงสัยยิ่ง กล่าวว่า จู๋เจียท่านจุดธูปดอกนี้ ให้ข้าพเจ้าดูว่าผงหลับฝันหวานร้ายกาจจริงหรือไม่ แต่ท่านต้องบอกต่อข้าพเจ้าว่าเมื่อหลายวันก่อนท่านแพร่พิษต่อข้าพเจ้าอย่างไร?Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า ตกลง เราจะจุดธูปแล้ว เจ้าขึ้นเตียงไปก่อน หากม่อยหลับแต่กลางคันเรายังอุ้มไม่ขึ้นŽ

      จ้าวกวนออดอ้อนว่า ข้าพเจ้าไม่ขึ้นไปพานให้ท่านอุ้มŽ

      ชิงจู๋ค้อนมันวงหนึ่ง ขู่ว่า เราจะปล่อยให้เจ้านอนกับพื้น ไม่อุ้มตัวเลวร้ายเจ้าŽ

      จ้าวกวนหัวร่อฮิฮะ กระโดดขึ้นเตียงดึงผ้าห่มมาคลุมกาย เห็นชิงจู่ยื่นธูปดอกนั้นเข้าใกล้เทียนไขจุดติดขึ้นมา ที่หัวธูปปรากฏควันลอยอ้อยอิ่ง แต่สูดไม่ได้กลิ่นอันใดจึงกล่าว ธูปนี้หามีกลิ่นไม่Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า ย่อมไม่มีกลิ่น หากว่ามีกลิ่นไยไม่สะกิดความสงสัยของผู้คน? อีกประการ...Ž ไม่ทันกล่าวจบ จ้าวกวนก็สมองเลอะเลือนม่อยหลับไป

      วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาจ้าวกวนรู้สึกหลับใหลอย่างเต็มอิ่ม ต้องบิดขี้เกียจคราหนึ่ง กระโดดลงจากเตียง เห็นชิงจู๋ตื่นแล้ว นั่งลูบคลำปล้องไม้ไผ่นั้นที่ข้างโต๊ะ จึงทักทายว่า จู๋เจียท่านไฉนตื่นแต่เช้า?Ž

      ชิงจู๋เหลียวหน้ามายิ้มให้ ถามว่า หลับสนิทหรือไม่? ผงหลับฝันหวานของเรายังไม่เลวกระมัง?Ž

      จ้าวกวนค่อยนึกเหตุการณ์เมื่อคืนออกรู้สึกคันที่หัวใจยากจะเกา กล่าวว่า ท่านรีบบอกต่อข้าพเจ้าว่าแพร่พิษต่อข้าพเจ้าอย่างไร?Ž

      ชิงจู๋กล่าวว่า นี่ง่ายดายยิ่ง ก่อนรับประทานข้าว เราโรยผงหลับฝันหวานลงบนชามตะเกียบข้องเจ้า เจ้าพอรับประทานข้าวคำแรกก็ถูกพิษของเราแล้วŽ

      จ้าวกวนเอยงหน้าครุ่นคิดกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านแตะต้องตะเกียบข้องข้าพเจ้ามาก่อนŽ

      ชิงจู๋กล่าวว่า มีอยู่วันหนึ่งเราดึงตะเกียบออกจากกระบอกไม่ไผ่ให้กับเจ้า ก็ฉาบยาผงไว้บนมือก่อน หลังจากนั้นเราส่งผ้าเช็ดหน้าให้กับเจ้ายาผงก็แพร่จากผ้าเช็ดหน้าถึงมือเจ้า ยังมีอีกวันหนึ่งเราส่งเสียงจาม ฉวยโอกาสพ่นยาผงลงในชามข้าวของเจ้าŽ

      จ้าวกวนค่อยเข้าใจกระจ่าง ร้องว่า วิเศษแท้ท่านคิดอ่านวางแผนต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าล้วนไม่ทราบระแคะระคายŽ

      ชิงจู๋ยิ้มพลางกล่าวว่า หากเราคิดร้ายต่อเจ้าจริง ต่อให้เป็นจ้าวกวนอีกร้อยคน ก็ถูกพิษเสียชีวิตหมดสิ้นŽ

      จ้าวกวนนึกถึงฝีมือที่นางจัดการกับโหยวจวิ้นและอู๋กัง มองดูปล้องไม้ไผ่ในมือนาง อดสยิวกายด้วยความหนาวเหน็บมิได้ รีบน้อมคำนับกล่าวว่า จู๋เจียโปรดยั้งมือไว้ไมตรี ผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย อย่าได้แพร่พิษต่ออากวนŽ

      ชิงจู๋ยิ้มออกมา กล่าวว่า เจ้าเป็นแก้วตาดวงใจของเหนียงเหนียง เราไหนเลยกล้าแตะต้องเจ้า?Ž พลางฉุดลากจ้าวกวนมานั่งลงตรงหน้ากล่าวอีกว่า พวกเราต้องออกไปทำงาน เราจะแปลงโฉมเจ้าสักคราŽ

      พลางล้วงตัวยาและสิ่งของปลอมแปลงโฉมจากในถุงย่าม ลงมือแปลงโฉมให้กับจ้าวกวนพอแปลงโฉมแล้วเสร็จ จ้าวกวนมองดูกระจกเห็นชายหนุ่มหน้ากลมปากกว้างผู้หนึ่งมองดูตัวเอง ต้องงงงันวูบใหญ่ ยกมือลูบคลำใบหน้าร้องออกมาว่า จู๋เจีย ข้าพเจ้ายังจดจำตัวเองไม่ได้Ž

      ชิงจู๋ยิ้มเล็กน้อย นั่งอยู่หน้ากระจก ใช้ผงถ่านถูทาใบหน้าจนดำ จากนั้นติดหนวดปลอมกลายเป็นชายฉกรรจ์ซูบผอมคนหนึ่ง จ้าวกวนชมดูอยู่ด้านข้าง ร้องโพล่งว่า จู๋เจีย ท่านกลับปลอมเป็นบุรุษ ข้าพเจ้าจับพิรุธไม่ออกแม้แต่น้อย ช่างร้ายกาจจริงๆŽ

      ชิงจู๋กล่าวว่า อย่างนั้นหรือ? พวกเราจะออกไปเดินเล่นในเมือง ยามพูดจาแสร้งเป็นอู้อี้ อย่าได้เผยสำเนียงซูโจวออกมาŽ

      จ้าวกวนถามว่าไปที่ใด ชิงจู๋กล่าวว่า อย่าได้ถามมากความ เจ้าคอยดูเรา เราให้เจ้าทำอะไรเจ้าก็ทำเช่นนั้น หากเราไม่ให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ติดตามอยู่ข้างกายเราŽ

      ดังนั้นจ้าวกวนติดตามชิงจู๋ไปตามที่ต่างๆ ชิงจู๋แวะร้านข้าวสารหลายแห่ง เข้าร้านขายเนื้อกับขายสุรา สอบถามราคา ซื้อหาข้าวของหลายอย่าง กลางวันเข้าร้านอาหารรับประทานข้าว หลังเที่ยงไปที่ตลอดค้าม้า ร้านขายผ้าและร้านทองคำ

      รอถึงยามพลบค่ำ ชิงจู๋กล่าวกับจ้าวกวนว่า คืนนี้เรามีเรื่องต้องกระทำ เจ้ารออยู่ในห้องอย่าได้ออกไปŽ

      จ้าวกวนรบเร้าถามว่า ท่านคิดออกไปทำอะไร? บอกต่อข้าเจ้าได้หรือไม่?Ž

      ชิงจู๋นิ่งเงียบไปชั่วขณะจึงกล่าว เราจะไปฆ่าคนŽ

      จ้าวกวนใจเต้นระทึกขึ้น ถมว่าฆ่าผู้ใด ชิงจู๋สายหน้ากล่าวว่า เหนียงเหนียงสั่งไว้ หากเจ้าต้องการทราบให้บอกต่อเจ้า แต่เราไม่เห็นว่าเจ้าสมควรทราบŽ

      จ้าวกวนรีบกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องการทราบจู๋เจีย ท่านบอกต่อข้าพเจ้าŽ

      ชิงจู๋มองดูจ้าวกวน นิ่งเงียบอีกชั่วขณะ จึงกล่าวช้าๆว่า เราคิดฆ่าใต้เท้าฉีแห่งอิ้งเทียนฝู่เมืองนานกิงŽ

      จ้าวกวนใจหายวาบ ระหว่างที่มันอยู่ที่เมืองซูโจว เคยได้ยินชื่อของไต้เท้าฉีผู้นี้ ทราบว่ามันเป็นขุนนางกังฉินประจำหนันจื้อลี่ (แดนใต้ที่ขึ้นตรงต่อนครหลวง) สำเร็จโทษผู้ไม่มีความผิดนับไม่ถ้วน ยึดถือราษฎรเป็นเช่นผักปลา ผู้คนยามอยู่ลับหลังเรียกหามันเป็นขุนนางฟ้าประหาร

      จ้าวกวนสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า จู๋เจียให้ข้าพเจ้าตามท่านไปŽ

      ชิงจู๋เอียงคอมองดูมัน ถามว่า เจ้าขวัญกล้าพอหรือ?Ž

      จ้าวกวนปลุกปลอบกำลังขวัญ บอว่ากล้าพอ ชิงจู๋ยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า ตกลง เราจะให้เจ้าเปิดหูเปิดตาสักคราŽ

      พอถึงกลางวิกาล ชิงจู๋นำจ้าวกวนมาถึงศาลเจ้าร้างที่นอกเมืองแห่งหนึ่ง กำชับว่า เจ้ารออยู่ที่เชิงระเบียงนี้ อย่าไดเข้าไป และอย่าได้ส่งเสียงเพียงเฝ้าดูอยู่นอกหน้าต่าง ทราบหรือไม่?Ž กล่าวจบปลีกตัวจากไป

      จ้าวกวนยืนอยู่ในศาลเจ้าร้างที่มืดครึ้มเย็นเยือก อดร้อนกรนกระวนกระวายมิได้ ประมาณครึ่งชั่วยาม ชิงจู๋ค่อยกลับมายังศาลเจ้า บนหลังแบกถุงผ้าใบหนึ่ง นางโยนถุงผ้าลงกับพื้นตวาดว่า ออกมาŽ

      จ้าวกวนครุ่นคิดขึ้น หรือว่าจู๋เจียจับตัวขุนนางฟ้าสังหารนั้นมาแล้ว?ž เห็นคนผู้หนึ่งคืบคลานออกจาถุงผ้า มันสวมชุดแพร ศีรษะกลมร่างอ้วนกลม ตัวสั่นงันงกบนพื้น หน้าตาบิดเบี้ยว ลำคอส่งเสียงอ้อแอ้ คล้ายได้รับความเจ็บปวดทรมานยิ่ง

      ยามนั้นในศาลเจ้าจุดเทียนไขสีขาวเล่มหนึ่งข้างเทียนไขเผยเห็นรองเท้าปักลายดอกหนึ่งที่แท้มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ในศาลเจ้าสร้างความตื่นตระหนกแก่จ้าวกวนยิ่ง คนผู้นี้มาถึงศาลเจ้าตั้งแต่เมื่อใด ตนเองหารู้สึกตัวไม่ มันมองตามเปลวเทียน เห็นคนที่นั่งบนเก้าอี้เป็นสตรีร่างเล็กบอบบาง ใบหน้ารูปแตงมุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม หรุบตามองดูคนบนพื้น

      จ้าวกวนบังเกิดความตื่นตระหนกกว่าเดิมสตรีนางนี้กลับเป็นมารดาของมัน...เจ้าของเรือนท่วงทำนองรักหลิวชีเหนียง

      เห็นชิงจู๋ถือปล้องไม้ไผ่ จ่อไปยังคนบนพื้นคนผู้นั้นกระเสือกกระสนดิ้นรน คล้ายคิดหลบหนีจากปล้องไม้ไผ่ แต่ไม่อาจรอดพ้น ได้ยินหลิวชีเหนียงกล่าวว่า ใต้เท้าชี รสชาติของการถูกทรมานยังไม่เลวกระมัง?Ž

หนังสือแนะนำ

Special Deal