สาวงามอยู่หนใด

        หลายวันให้หลัง ภายใต้การฝังเข็มและต้มยาหม้อของหมิงเอ๋อ อาการป่วยของหลิงม่านเจียงกระเตื้องขึ้น หมิงเอ๋อเห็นว่ามันต้องงดสุราจึงรักษาโรคได้ ดังนั้นเก็บซ่อนเหล้ายาสำหรับบำรุงร่างกาย ตลอดจนเหล้าข้าวเหนียวที่ใช้ปรุงอาหารเอาไว้ หลายวันนี้หลิงม่านเจียงไม่ได้ดื่มสุราแม้สักหยดเดียว สร้างความทุรนทุรายยิ่งดื่มสุราแม้สักหยดเดียว สร้างความทุรนทุรายดียิ่ง

        วันนี้หลิงม่านเจียงเกิดความอยากสุรา ลากสังขารออกจาห้อง เห็นห้องของหยางอี้ ปิดประตูจึงไม่กล้ารบกวน เดินอ้อมถึงหลังบ้าน เห็นกองท่อนไม้ที่ตัดโค่นจากบนเขา ที่ด้านข้างมีขวานเล่มหนึ่ง หวนนึกถึงตนเองอาศัยอยู่ในบ้านผู้เฒ่าหยาง ไม่ได้ทำประโยชน์อันใด จึงหยิบขวานขึ้นมาผ่าฟืน แต่ว่าสุขภาพร่างกายของมันไม่ฟื้นฟู ผ่าฟืนอยู่ครู่หนึ่ง ก็หลั่งเหงื่อโซมกาย ข้อแขนเมื่อยล้า ได้แต่วางขวานลง กระแทกนั่งกับพื้น

        ยามนั้นเหล่าหลิวกับหมิงเอ๋อพอดีหาบน้ำกลับมา เห็นหลิงม่านเจียงนั่งระทวยกับพื้น ข้างกายมีไม้ฟืนกระจัดกระจาย จึงเก็บเศษไม้ขึ้นมาชมดู ที่แท้หลิงม่านเจียงไม่มีเรี่ยวแรง บวกกับไม่เคยทำงานหนัก ไม้ฟืนที่ผ่าบ้างหยาบบ้างเล็กน้อย บิดเบี้ยวไม่น่าดู เหล่าหลิวชมดูจนสั่นศีรษะ หลิงม่านเจียงนึกขบขันขึ้นมา อดหัวร่อฮาฮามิได้

        หมิงเอ๋อก็หัวร่อออกมา หวนนึกถึงหลิงม่าน เจียงพลัดพรากจากบุตรภรรยา ไร้ล้านช่องให้คืนกลับ ระหกระเหินอยู่ต่างแดน บวกกับเป็นโรคคืนกลับ ระหกระเหินอยู่ต่างแดน บวกกับเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ความจริงสมควรคับแค้นรันทดแต่คนผู้นี้รู้จักหาความสุขจากกองทุกข์ แสดงว่ามีจิตใจเปิดกว้าง ต้องบังเกิดความรู้จักที่ดีต่อคนผู้นี้ขึ้นมา

        ผ่านไปหลายเดือน สุขภาพร่างกายของหลิงม่านเจียงค่อยแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม มันทราบว่าหยางอี้ร่างกายอ่อนแอ จึงช่วยดูแลเอาใจใส่ ทั้งทราบว่างนางชมชอบบทกวี จึงเอื้อมกลอนต่อประโยคเป็นเพื่อนนาง คนผู้นี้ถือกำเนิดจากตระกูลใหญ่ มีภูมิความรู้ติดตัว คนทั้งสองสนทนาอย่างถูกคอ เพิ่มความสนิทสนมกลมเกลียวกว่าเดิม

        หลิงม่านเจียนเป็นสุภาพชนที่เรียบร้อยถึงแม้ผูกสมัครรักใคร่หยางอี้ แต่ยังรักษามารยาทอันดี เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ทุกครั้งที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน จะขอให้หลิวเส่าอยู่เป็นเพื่อนหรือชักชวนหมิงเอ่อไปด้วย

        วันนี้หลิวเส่ามีงานยุ่งวุ่นวาย จึงใช้ให้หมิงเอ๋อตามตามหลิงม่านเจียงกับหยางอี้ไป ทั้งสามมาถึงธารน้ำแร่บนเขา หลิงม่านเจียงกับหยางอี้นั่งสนทนาบนก้อนหินริมธาร หมิงเอ๋ออ้อมไปอีกด้านหนึ่ง เก็บหินไข่หานขว้างใส่ผิวน้ำ หากยังแว่วเส่ยงของทั้งสองดังกระทบโสต ได้ยินหยางอี้กล่าวว่า “ท่านที่ดูที่ข้างธารน้ำแร่มีต้นหญ้าสีแดงงอกงาม”

        หมิงเอ๋อเหลียวหน้ามอง เห็นหยางอี้ถอนต้นหญ้าสีแดงต้นหนึ่งส่งให้กับหลิงม่านเจียง หลิงม่านเจียงเอื้อนเบาๆ ว่า

        “หญิงสาวละมุนละไม มอบต้นหญ้าแดงให้แก่เรา

        มิใช่ต้นหญ้างาม หากเพราะหญิงงามกำนัลให้

        ก่อนหน้านี้หยางอี้เคยเอื้อนข้อความเหล่านี้ต่อหมิงเอ๋อ ดังนั้นหมิงเอ๋อทราบว่าหลิงม่านเจียงยกอ้างข้อความในบทกวีชื่อจิ้งหนี่ (หญิงสาวละมุนไม) ในกวีนิพนธ์ซือจิง* หมวดกลอนพื้นเมืองรัฐเป้ย บรรยายว่าหนุ่มสาวคู่หนึ่งพบกันหญิงสาวมอบต้นหญ้าแดงแก่บุรุษ บุรุษชมว่าต้นหญ้างาม ทั้งกล่าวเสริมว่ามิใช่ต้นหญ้างามหากเป็นเพราะหญิงงามกำนัลให้ หลิงม่านเจียงเอ่ยเอื้อนในยามนี้ มิเพียงสอดรับกับบรรยากาศทั้งยังบอกรักต่อนาง

        *ซือจิงเป็นกวีนิพนธ์เล่มแรกของจีนขงจื๊อเป็นผู้รวบรวมจัดทำขึ้น

        หยางอี้หน้าแดงวูบหนึ่ง เอื้อนเบาๆ ว่า

        “ผลเหมยใกล้หลุดร่วง ห่างจากขั้วเพียงเจ็ดส่วน”

        พอเอื้อนจบก้มศีรษะลง ยื่นมือวักน้ำเบาๆ รอให้หลิงม่านเจียงกล่าวเสริมเพิ่มเติม

        หมิงเอ๋อทราบว่าข้อความนี้ก็มาจากกวีนิพนธ์ซือจิง เป็นบทกวีชื่อเปียวโหย่วเหมย (เหมยใกล้หลุดร่วง) หมวดกลอนเขตเส้าหนาน ข้อความถัดมาคือ “ร้องขอสุภาพชน อย่าให้ฤกษ์มงคลพ้นผ่าน” หมายความว่าหญิงสาวเห็นว่าวัยสาวใกล้เลือนลับ เฉกเช่นผลเหมยบนต้นไม้ใกล้ร่วงหล่น หากแม้นบุรุษที่คิดหมายปองเรา ก็รีบหาฤกษ์มงคลมาสู่ขอเถอะ

        หลิงม่านเจียงทราบว่าหยางอี้ต้องรวบรวมความกล้า ค่อยกล่าวคำพูดนี้ออกมา สร้างความตื้นตันใจยิ่ง ทอดถอนใจยาวกล่าวว่า “แม่นางอี้เราคิด ‘ให้คำมั่นสัญญารัก อยู่รวมชั่วฟ้าดินสลาย’ หาเกรงว่าตัวเราหยาบกระด้าง มิใช่คู่ครองอันเหมาะสม”หยางอี้พอฟัง เข้าใจว่านี่เป็นคำบ่ายเบี่ยงสีหน้าพลันกลับกลายเป็นขาวซีด ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “เมื่อไม่มีใจมอบให้ ยังเอื้อนเอ่ยไยกัน?” พลางสาวเท้าหมายจากไป

        หลิงม่านเจียงรีบลุกขึ้นขวางหน้านางไว้ กล่าวอย่างจริงจังว่า “แม่นางอี้ เราบอกว่าเราไม่คู่ควรกับท่าน มิใช่วาจาลมปาก เรามีอดีตอันเหลวแหลก ดังนั้นคิดบอกต่อท่านตามตรง หลังจากที่ท่านฟังจบ จะนึกดูแคลนตัวเราหรือไม่ เราไม่กล้าคาดเดาจริงๆ”

        หยางอี้ขบริมฝีปาก ในที่สุดนั่งลงบนก้อนหิน รอให้มันเอ่ยปาก

        หลิงม่านเจียงสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวช้าๆ ว่า “เราถือกำเนิดจากตระกูลใหญ่มณฑลชานตง ฝึกวิชากับท่านพ่อ เพียงแต่เราโง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจเรียนรู้อันใด ดังนั้นทอดอาลัยตายอยาก อาศัยการร่ำสุรามอมเมาตัวเอง เมื่ออายุสิบหกปี ได้รับคำสั่งท่านพ่อให้แต่งงานกับคุณหนูรองของดาบคู่ตระกูลหลี่ ไม่นานก็กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าหลิงเซียว”

        หมิงเอ๋อรับฟังจนเกิดความสนใจ หยุดการซัดขว้างก้อนหินใส่ผิวน้ำ เดินเข้ามาร่วมรับฟัง

        หลิงม่านเจียงกล่าวสืบต่อ “เรากับภรรยาล้วนใจร้อนวู่วาม ชีวิตสมรสไม่ราบรื่น ต่อมาเราพบพานคนผู้หนึ่ง จนมีปากเสียงกับภรรยา ตอนนั้นในงานชุมนุมผู้กล้า...ใช่แล้ว ท่านอยู่ในป่าเขา เกรงว่าวาดภาพเหตุการณ์ไม่ได้ เราขอบอกล่าวตั้งแต่ต้น ประมาณยี่สิบห้าปีก่อน มีหญิงสาวฉายาหิมะเฉิดฉันเดินทางเข้าสู่แดนจงหยวน (ภาคกลางของประเทศ) ทั้งสู่สามสำนักใหญ่ ช่วงชิงกาสาวพันตร์ไหมทองซึ่งเป็นของวิเศษสำนักเส้าหลิน ที่จารึกเคล็ดวิชาในคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของประมาจารย์ตั๊กม้อไปเหล่าค่อยสำนักใหญ่จึงผนึกกำลังจัดการกับหิมะเฉิดฉัน ภายใต้การกลุ้มรุมของผู้คนหลายร้อยคน นางยังพลิ้วผละจากไป หลังจากนั้นสาบสูญไร้ร่องรอย ชาวจงหยวนล้วนไม่ทราบความเป็นมาของนาง ยังไม่สามารถช่วงชิงกาสาวพัสคร์ไหมทองกลับมา

        “หลังจากนั้นเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน มีหญิงสาวนามหูเอ๋อ อ้างว่าเป็นทายาทของหิมะเฉิดฉันกลับเข้าสู่ยุทธจักร ช่วงชิงคัมภีร์เจ็ดพิสดารที่จารึกเคล็ดวิชากำลังภายในและเพลงกระบี่สำนักอู่ตังไป ทั้งหยิบฉวยกระบี่ธารมังกร ซึ่งเป็นของวิเศษประจำสำนักเอ๋อเหมยไป เหล่าค่ายสำนักใหญ่เกิดความระส่ำระสาย ผลักนายน้อยของสำนักกระบี่ตระกูลฉิน ฉายากระบี่ที่หนึ่งลมศิลาฉินเส้าอี๋นัดต่อสู้กับนาง ผลสุดท้ายเป็นอย่างไรไม่มีผู้ใดทราบได้ ฟังว่าทั้งสองต่อสู้คันบนยอดเขาไท่ซานเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ หลังจากนั้นหูเอ๋อออกจากแดนจงหยวนไม่ปราฏกายขึ้นอีก ชาวยุทธจักรไม่มีผู้ใดทราบความเป็นมาของสตรีที่สร้างความปั่นป่วนแก่ยุทธจักรจงหยวนจนแทบถล่มทลาย จึงเรียกขานพวกนางรวมกันเป็นหิมะเฉิดฉันหู”

        หยางอี้กับหมิงเอ๋อรับฟังจนเคลิบเคลิ้มหลินม่านเจียงก็จมอยู่ในความหลังครั้งอดีต นิ่งเงียบงันชั่วขณะจึงเล่าสืบต่อ “กล่าวไปเป็นบาปรัก ตอนนั้นเม่ยจื่อ (น้องสาว) ของภรรยาเราก็ฝึกเพลงกระบี่ที่ตระกูลฉิน เราจึงชักชวนภรรยารุดไปชมดูการต่อสู้บนภูเขาไท่ซาน คิดไม่ถึเราพอแรกพบนาง...แรกพบแม่นางหูเอ๋อ ก็ตะลึงลานต่อความงามของนาง นางขึ้นเขาไท่ซานเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับผู้กล้าทั้งแผ่นดินโดยไม่พรั่น ในความองอาจแฝงแววไร้เดียงสา เราลุ่มหลงงมงายต่อนาง แต่นางไม่ได้สังเกตเห็นเราซึ่งอยู่ในกลุ่มคน เราก็ไม่มีโอกาสกล่าววาจากับนางแม้สักคำเดียว เพียงเฝ้ามองดูนางอยู่ครู่ใหญ่ หากแต่ครู่ใหญ่นี้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง”

        หยางอี้รับฟังถึงตอนนี้ ต้องถามว่า “ตอนที่ท่านแรกพบข้าพเจ้า บอกว่าข้าพเจ้าคล้ายคนผู้หนึ่ง คือคลับคล้ายแม่นางหูเอ๋อหรือ?

        หลิงม่านเจียงผงกศีรษะกล่าวว่า “ถูกแล้วท่านแทบถอดแบบมาจากนาง”

        หยางอี้ส่งเสียงดังอืมม์ หลิงม่านเจียงทอดถอนใจกล่าวว่า “ตอนนี้เราลุ่มหลงต่อแม่นางหูเอ๋อ แสดงความทุเรศบนภูเขาไท่ซาน ภรรยาเราย่อมโกรธเคือง พอกลับถึงบ้านก็มีปากเสียงกับเรา สุดท้ายละทิ้งลูกน้อยหนีออกจากบ้านท่านพ่อเราเหลวไหลถึงเพียงนี้ จึงขับไล่เราออกจากบ้านตัวท่านเองอับอายจนฆ่าตัวตายท่านพ่อความจริงต้องการให้เราสำนักเสียใจ ออกตามหาภรรยา อ้อนวอนให้นางกลับมา แต่เราปราศจากความสำนักเสียใจ พอออกจากบ้านก็เที่ยวตามหาแม่นางหูเอ๋อ หวังว่าสามารถสืบทราบร่องรอยของนาง”

        หยางอี้เงียบงันชั่วขณะจึงถามว่า “แม่นางหูเอ๋อผู้นี้ไปยังที่ใด?”

        สีหน้าหลิงม่านเจียงเต็มไปด้วยความผิดหวังเสียใจ กล่าวเบาๆ ว่า “เราไม่ทราบไม่มีผู้ใดทราบว่านางกับหิมะเฉิดฉันมาจากที่ใด และไม่มีผู้ใดทราบว่าพวกนางไปที่ใด เราเดินทางไปทั้งเหนือจรดใต้ ผ่านไปหลายปีไม่มีเบาะแสใด หลังจากนั้นเราไม่ได้กลับบ้าน บางครั้งทำนายเสี่ยงทายให้กับผู้คน ทุกวันอาศัยสุราราดรดทุกข์ผลจากการดื่มหนัก กลายเป็นทำร้ายร่างกายหากมิใช่ บิดาท่านกับน้องหมิงเอ๋อช่วยเหลือชีวิตเราคงจบสิ้นแต่เพียงนี้”

        หยางอี้กล่าวถามว่า “ท่านสำนึกเสียใจหรือไม่?”

        หลิงม่านเจียงเงยหน้ามองขอบฟ้า เผยอยิ้มพลางกล่าวว่า “เราหลงงมงายในแม่นางหูเอ๋อชีวิตถูกทำลายเพราะนาง แต่ต่อให้ตายเพื่อนาง เราก็ไม่สำนักเสียใจ”

        หมิงเอ๋อแม้ยังเยาว์วัย ยังรู้สึกว่าหลิงม่านเจียงแสดงความลุ่มหลงงมงายต่อหญิงสาวอีกนาง หนึ่งต่อหน้าคนรัก ออกจะไม่ถูกต้อง มิคาดหยางเอ๋อก็เผยอยิ้ม กล่าวกับหลิงม่านเจียงว่า “ข้าพเจ้าก็เช่นกัน ต่อให้ข้าพเจ้าต้องตายเพราะท่าน ข้าพเจ้าก็ไม่สำนึกเสียใจ”

        หลิงม่านเจียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง เหลียวมองดูหยางอี้ กล่าวเสียงสั่นสะท้านอ่า “แม่นางอี้ ขอท่านอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ท่าน...หากท่านเห็นเราอยู่ในสายตา ไม่ถือสาความเหลวแหลกที่ผ่านมาของเรา เราขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ตอบแทนท่าน ดูแลท่านไปทั้งชาติภพ”

        หยางอี้ก้มศีรษะต่ำใบหน้าแดงซ่าน หากสีหน้าฉายแววอันเด็ดเดี่ยว

        หมิงเอ๋อบังเกิดความสงสัยอยากรู้ คิดสอบถามเรื่องราวของหิมะเฉิดฉันให้มากกว่านี้ แต่เห็นทั้งสองกุมมือกันและกัน สีหน้าหวานชื่นดื่มด่ำได้แต่กล้ำกลืนคำพูดไว้

        หนึ่งเดือนให้หลัง ผู้เฒ่าหยางเป็นเจ้าภาพจัดงานแต่งงานให้กับหลิงม่านเจียงและหยางอี้หลังแต่งงานทั้งสองครองรักอย่างดูดดื่ม ผู้เฒ่าหยางกับเหล่าหลิวและหลิวเส่าเฝ้าดูหยางอี้ตั้งแต่เล็กจนโต ทราบว่านางเจ็บป่วยตั้งแต่เล็ก น้อยครั้งจะสดชื่นเบิกบาน ยามนี้เห็นนางงดงามเปล่งปลั่ง อิ่มเอิบด้วยความสุข ล้วนปลาบปลื้มประโลมใจ

        วันนี้หมิงเอ๋อจับชีพจรให้กับหลิมม่านเจีงพบว่าชีพจรของมันเต้นเป็นปรกติ ใบหน้าแดงสดใส เปรียบกับตอนแรกที่ขึ้นเขามา แทบเป็นคนละคน บังเกิดความยินดี ทราบว่าตนเองชุบชีวิตของมันกลับมาแล้ว

        หลิงม่านเจียงรอจนหมิงเอ๋อชักนิ้วมือกลับไป รีบถามว่าเป็นอย่างไร หมิงเอ๋อยิ้มพลางกล่าวว่า “ดีมาก ดีมาก ขอเพียงท่านไม่ร่ำสุราอีก รับรองว่ามีอายุถึงแปดสิบปี”

        หลิงม่านเจียงหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “คนอายุเจ็ดสิบชรามาเยือน คนลุล่วงแปดสิบอายุยั่งยืนเพียงแต่ชีวิตคนหากขวดสุรา อยู่ไปอีกหนึ่งวันก็เปล่าประโยชน์ “ พลางกระซิบถามว่า “ห้ามมิให้ร่ำสุรา จิบเพียงเล็กน้อยจะเป็นไร?”

        หมิงเอ๋อยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอเพียงดื่มวันละสองถ้วย ก็หาเป็นไรไม่”

        หลิงม่านเจียงอารมณ์ดีขึ้นมา กล่าวว่า “มีสุราเป็นเพื่อน ถือเป็นความสุขในชีวิต เราผู้นี้หากไม่สามารถดื่มสุรา สมควรเผาตำราหมอดูทิ้งไปแล้ว”

        หมิงเอ๋อหวนนึกถึงตอนแรกพบหลิงม่านเจียงที่หมู่บ้านผิงเซียง มันประโคมโอ่ว่าเป็นยอดหมอดู ทำนายแม่นยำราวตาเห็น จึงถามว่า “ท่านสามารถทำนายทายทักจริงหรือ?”

        หลิงม่านเจียงผงกศีรษะ ทำท่าลึกลับโดยล้วงตำราเก่าขาดจากเสื้อเล่มหนึ่ง หน้าปกเขียนคำ “เสียนกวน” ปากกล่าวว่า “พวกเราเหล่าผู้คนที่ยึดอาชีพหมอดู ศัพท์ชาบ้านเรียกว่า ‘แต้มทอง’ หากคิดประกอบอาชีพนี้ ต้องมีความสามารถสองประการ หนึ่งคือ ‘ผสมปนเป’ หมายความว่าต้องท่องจำตำราโหราวิชาเสี่ยงทายทั้งหมด สองคือ ‘ใช้ลมปาก’ นั่นคือรู้จักใช้ลิ้นคารม เพื่อหาเงินทองให้กับตัว ผู้ที่มีวิชาความรู้ ทั้งเคล็ดลับในการหาเงิน จะเรียกขานว่า ผสมบวกลมปากเหนือกว่าเซียนวิเศษ

        หมิงเอ๋อครุ่นคิด ‘ท่านมีวิชาความรู้หรือไม่ เราไม่ทราบ แต่ตกยากจนไม่มีเงินทองติดตัวแสดงว่าลมปากยังใช้การไม่ได้’

        หลิงเฮ่าเทียนกล่าวสืบต่อ “พวกเราที่เป็นหมอดู ประการสำคัญต้องรู้จักสังเกตสีหน้าของเป้าหมาย สังเกตเค้าความยินดี เดือดดาลทุกข์ร้อน ครุ่นคิด เศร้าโศก ประหวั่น พรั่นพรึง เปิดโปงความในใจของมันออกมา เรียกว่า ‘ใช้ลิ้นคารม’ ตำราเล่มนี้ เขียนไว้อย่างชัดแจ้งว่า ‘แรกพบหน้าเดาเจตนากรามา แม้ไม่เอ่ยปากชิงกำหัวใจ หากเจตนาอ่อนโยน เป็นนิมิตหมายมงคล ท่าทีกระชั้นเร่งร้อน บ่งบอกว่าเป็นลางร้าย ผู้ถามถึงภรรยานางบำเรอแสดงว่านางบำเรอมากมี ถามถึงมีบุตรหรือไม่บ่งบอกว่าไม่มีบุตร ถามถึงโชคลาภบ่งบอกว่าคิดสร้างกิจการถามถึงดวงพนันต้องเป็นลูกหลานล้างผลาญ บิดาถามถึงบุตรอยู่ในอันตรายคนถามถึงเครือญาติเครือญาติต้องเคราะห์ร้าย’ เพราะเหตุนี้ให้เห็นซึ้งว่าในใจอีกฝ่ายซ่อนเรื่องนี้ แล้วค่อยกล่าววาจาน่าตระหนก ให้มันหวาดหวั่นวิตก จะได้ทำนายอนาคตของมันค่อยพูดพล่มวุ่นวาย เงินทองจะไหลมาเทมาแล้ว”

        เถ่ยถึงตอนนี้ พานล้วงแผนภูมิปากัวออกมาอันหนึ่ง ไม้ติ้วเสี่ยงทายหลายซี่ จัดเรียงไม้ติ้วลงบนแผนภูมิปากัว ชั่วครู่ค่อยเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ท่านดู นี่เป็นชะตาของท่าน ท่านกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็ก ประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มีแต่ช่วงห้าปีถึงสิบห้าปีสุข    สบาย อยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากนี้เกิดเหตุเภทภัยไม่หยุดหย่อน ในความเห็นเรา ท่านคงอยู่บนเขาอีกไม่นาน”

        หมิงเอ๋อตั้งใจสดับฟัง ผงกศีรษะรับ พลันหลับตาลงชั่วขณะ จากนั้นเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “เวลาที่อยู่บนเขาของท่านยังสั้นกว่าข้าพเจ้าอีก”

        หลิงม่านเจียงงงงันวูบหนึ่ง จึงถามโพล่งว่า “ท่านว่าอะไร?”

        หมิงเอ๋อยักไหล่คราหนึ่ง กล่าวราวกับไม่มีเรื่องราวใดว่า “ขอเพียงข้าพเจ้าใช้นิ้วมือแตะกับหว่างคิ้ว จะทราบว่าในใจผู้อื่นคิดอะไร หากหลับตาลง โดยมิต้องเสี่ยงทายทำนาย จะหยั่งรู้เรื่องในอนาคต”

        หลิงม่านเจียงเบิ่งตามองดูมันชั่วขณะจึงกล่าว “ท่านหมายความว่า...หมายความว่าท่านมองเห็นอนาคตได้?”

        หมิงเอ๋อผงกศีรษะกล่าวว่า “สมมติเช่นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบเห็นท่านที่หมู่บ้านผิงเซียง ก็ทราบว่าท่านต้องแต่งงานกับแม่นางอี้”

        หลิงม่านเจียงหัวร่อออกมากล่าวว่า “นี่มีอันใดยากเย็น? แม่นางอี้กับเราอยู่ในหนุ่มสาว เมื่ออยู่ร่วมกันนานวัน ย่อมบังเกิดเป็นความรัก”

        หมิงเอ๋อกล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้ายังเห็นแม่นางอี้ คลอดบุตรสาวนางหนึ่งในปลายปีนี้”

        หลิงม่านเจียงงงงันอีกครา เรื่องหยางอี้ตั้งภรรภ์หรือไม่ มีแต่มันจึงทราบได้ หมิงเอ๋อยังเยาว์วัย ไม่อาจล่วงรู้ก่อนมันยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ล่วงรู้เพศชายหรือหญิง หรือว่าหมิงเอ๋อหยั่งรู้อนาคตจริงๆ? ยามนั้นกลืนน้ำลายคำหนึ่ง ถามว่า “ท่านยังเห็นอะไร?”

        หมิงเอ๋อขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพียงเห็นเรื่องบางประการ บางเรื่องแม้มองเห็น แต่ไม่อาจบอกออกมา พอบอกออกมาจะกลายเป็นเรื่องร้าย บางเรื่องมิอาจไม่บอกออกมา และมีบางเรื่องต่อให้ข้าพเจ้าบอกกล่าวจนปากฉีก ก็ไม่มีส่วนช่วยต่อเรื่องราว”

        คราครั้งนี้ถึงรอบหลิงม่านเจียงเงี่ยหูสดับฟัง หมิงเอ๋อกล่าวอีกว่า “ยังมีเรื่องในอนาคตไม่อาจยึดถือ”

        หลิงม่านเจียงถามว่าไฉนไม่อาจยึดถือ หมิงเอ๋อชี้มือมาที่หัวใจ กล่าวว่า “บางเรื่องเป็นลิขิตของชะตา กำหนดไว้แต่แรก แต่ข้าพเจ้าทราบว่าคิดเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดนี้ ไม่ยากนัก ทุกประการขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบ บางครั้งข้าพเจ้าเกิดความคิด ทิศทางของเรื่องราวจะเปลี่ยนไป กลายเป็นคนละทิศกับที่ข้าพเจ้ามองเห็นแต่แรก ผู้อื่นก็สามารถบังเกิดความคิด ทุกคนสามารถบังเกิดความคิด ดังนั้นเรื่องราวไม่มีข้อกำหนดแน่นอน ขอเพียงใจคนเปลี่ยนไป เรื่องราวต้องปรับเปลี่ยนตาม”

        หลิงม่านเจียงผงกศีรษะรับ พึมพำว่า “หากเราได้ยินคำพูดเหล่านี้ตั้งแต่หลายปีก่อน คงประเสริฐมากแล้ว” มันเพ่งตามองหมิงเอ๋อ ถามว่า “หมิงเอ๋อ ท่านบอกอีกเที่ยวหนึ่งว่าบ้านเดิมท่านอยู่ที่ใด บิดามารดาเป็นใคร ท่านความจริงแซ่ใด?”

        หมิงเอ๋อทราบว่าตนเองเคยถูกม้วนเข้าสู่การต่อสู้ช่วงชิงระหว่างสำนักกระบี่ไท่ซานกับนิกายอัคคี ทางที่ดีอย่าได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ตอนนี้พอฟังจึงกล่าว “ขอบอกตามตรง ข้าพเจ้าจำอันใดไม่ได้แล้ว”

        หลิงม่านเจียงถามว่า “ท่านได้รับการชุบเลี้ยงจากผู้เฒ่าหยางตั้งแต่วัยแบเบาะหรือ?”

        หมิงเอ๋อสั่นศีรษะกล่าวว่า “ไม่ เมื่อข้าพเจ้าอายุสี่ห้าขวบ ท่านพ่อทิ้งข้าพเจ้าอยู่ที่หน้าประตูอารามหลังหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนผันมาพักที่แหยแหย ส่วนเรื่องราวก่อนอายุสี่ขวบไม่ว่าท่านพ่อท่านแม่ แม้แต่ชื่อแซ่ตัวเองล้วนจำไม่ได้”

        หลิงม่านเจียงยิ้มพลางกล่าวว่า “ทุกคนสามารถจำจำเรื่อที่ผ่านมา แต่ไม่อาจเห็นถึงอนาคต ท่านกลับเห็นถึงอนาคต แต่จดจำเรื่องที่แล้วมาไม่ได้ ไยมิใช่กลับตาลปัตรกัน ในโลกคงมีแต่ท่านคนเดียวแล้ว”

        หมิงเอ๋อพอฟัง รู้สึกสนุกสนานน่าสนใจ พลอยยิ้มออกมา

        หลิงม่านเจียงขบคิดแล้วถามอีกว่า “ท่านบอกว่าตอนที่ท่านถูกทิ้งอยู่ที่หน้าประตูอาราม มีอายุราวสี่ห้าขวบ นั่นเป็นเรื่องเมื่อนานเท่าใดแล้ว?”

        หมิงเอ๋องอนิ้วนับแล้วกล่าว “เป็นเรื่องเมื่อห้าปีก่อน”

        หลิงม่านเจียงกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านปีนี้อายุสิบปีแล้ว?”

        หมิงเอ๋อผงกศีรษะ กล่าวว่า “คาดว่าคงใช่ ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบชัด”

        หลิงม่านเจียงไม่กล่าวกระไรอีก หากขมวดคิ้วครุ่นคิด หมิงเอ๋อทราบว่ามันมีความในใจแต่ไม่ต้องการบอกออกมา หมิงเอ๋อหากต้องการทราบ ขอเพียงใช้นิ้วมือแตะสัมผัสกับหว่างคิ้ว ก็จะ “ได้ยิน” ความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของหลิงม่านเจียง แต่ว่ามันรักชอบคนผู้นี้ ไม่ต้องการล้วงความในใจของหลิงม่านเจียง เพราะความเคารพรักนี้ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของชะตาชีวิตมัน นับเป็นสิ่งที่มันคาดคิดไม่ถึงมาก่อน

        จริงดังที่ว่า ทุกคนในบ้านทราบเรื่องที่หมิงอี้อตั้งครรภ์แล้ว ผู้เฒ่าหยางความจริงหวั่นวิตกว่าร่างกายของนางทนทานไม่ได้ แต่ว่านางอุ้มครรภ์หลายเดือน มีสุขภาพแข็งแรง มีแต่หมิงเอ๋อเกิดจางสังหรณ์อันอัปมงคลคอยรังควานจิตใจมัน ยิ่งใกล้กำนหดทศมาส หมิงเอ๋ยิ่งประหวั่นวิตก แต่ทราบว่าตนเองไม่อาจกล่าวจากปากเด็ดขาด

        ทุกครั้งที่ทั้งหมดคาดเดาว่าครรภ์นี้เป็นชายหรือหญิง สมควรตั้งชื่อว่าอะไร หมิงเอ๋อเพียงนั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง ฝืนยิ้มออกมา เมื่อยิ้มไม่ออก จะหาข้ออ้างออกจากห้อง ทั้งหมดยังเข้าใจว่ามันอายุเยาว์ ไม่รับรู้ถึงความยินดีของการมีสมาชิกน้อยๆ เพิ่มขึ้น

        ฤดูหนาวปีนั้น หยางอี้คลอดทารกหญิงน่ารักน่าชงออกมาคนหนึ่งจริงๆ ทุกคนในบ้านล้วนลิงโลดยินดี ผู้เฒ่าหยางอุ้มทารกหญิงไม่ยอมวาง กล่าวว่า “บนเขามีเมฆหมอกคลอเคล้า ตั้งชื่อนางเป็นหวินเอ๋อ* เถอะ”

        *หวินแปลว่าเมฆ เอ๋อตรงกับคำว่าหนูของไทย

        มิคาดหลังจากที่หยางอี้คลอดหลิงหวินออกมา ก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแส พอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ก็ถูกความเย็นแทรกซึมล้มป่วยลุกไม่ขึ้น หลิงม่านเจียงเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียง เห็นภรรยานับวันแต่ซูบเซียวลง สร้างความเจ็บปวดใจยิ่ง หยางอี้รู้ตัวว่าไม่มีชีวิตยืนยาว กลับไม่สะทกสะท้าน กล่าวว่า “ปีเศษนี้มีท่านอยู่เป็นเพื่อน ผ่านไป้วยความเบิกบานใจ ถือว่าคู่ควรแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าเพียงเป็นห่วงว่า ท่านจะผ่านครึ่งชีวิตหลังอย่างไร?”

        หลิงม่านเจียงหลั่งน้ำตากล่าวว่า “เราไม่ต้องการอันใด เพียงเฝ้าดูแลท่าน เลี้ยงดูบุตรีพวกเราจนเติบใหญ่”

        หยางอี้ส่ายหน้ากล่าวว่า “หวินเอ๋อมีท่านพ่อ เหล่าหลิว หลิวเส่าคอยดูแล ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนาง ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านสมควรไปหาคนผู้หนึ่ง”

        หลิงม่านเจียงงงงันวูบ ถามว่าไปหาผู้ใด “หยางอี้กล่าวช้าๆ ว่า “เราต้องการให้ท่านไปหาหูเอ๋อ”

        หลิงม่านเจียงอุทานดังอา หยางอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม้สุดหล้าฟ้าเขียว ท่านต้องหานางให้พบ เนื่องเพราะ...เนื่องเพราะนางคล้ายเหมือนกับข้าพเจ้า ท่านไปเสาะหานาง เท่ากับไปเสาะหาข้าพเจ้า ท่านหานางพบ เท่ากับหาข้าพเจ้าพบ”

        หลิงม่านเจียงพอฟัง ต้องยกมือปิดหน้าร่ำไห้ ไม่อาจกล่าววาจาใดได้

        ไม่นานให้หลังหยางอี้ก็ลาโลกไป หลิงม่านเจียงเศร้าโทมนัสจนรูปกายผ่ายผอม รอจนไว้ทุกข์ให้กับภรรยาสี่สิบเก้าวัน นึกถึงคำสั่งเสียของภรรยา จึงเรียนบอกต่อผู้เฒ่าหยาง เก็บสัมภาระตระเตรียมลงจากเขา

        หมิงเอ๋อติดตามส่งถึงหน้าประตู หลิงม่านเจียงเหลียวหน้ามา กล่าวเบาๆ ว่า “หมิงเอ๋อ ท่านทราบล่วงหน้าได้แต่แรก ใช่หรือไม่?”

        หมิงเอ๋อขอบตาแดงก่ำ ผงกศีรษะรับ หลิงม่านเจียงยื่นแขนออกสวมกอดมัน กล่าวเบาๆ ว่า “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่านที่ไม่บอกออกมา ช่วยให้พวกเรามีชีวิตคู่อย่างสุขสันต์” กล่าวพลางร้องไห้ออกมา

        หมิงเอ๋อไม่ทราบสมควรกล่าวกระไรดี มันเพียงทราบว่าบางครั้งความเป็นความตายถูกกำหนดแน่นอน ไม่ว่าอย่างไรไม่อาจเปลี่ยนพลิกได้

        หลิงม่านเจียงปาดเช็ดน้ำตา ย่อกายลงเกาะไหล่ของหมิงเอ๋อ กล่าวว่า “เราต้องไปแล้ว ขอให้ท่านดูแลหวินเอ๋อให้ดี ยึดถือนางเป็นน้องสาวของท่าน ได้หรือไม่?”

        หมิงเอ๋อผงกศีรษะรับ ถามว่า “ท่านคิดไปที่ใด?”

        หลิงม่านเจียงสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “เราต้องไปหาคนผู้หนึ่ง”

        หมิงเอ๋อถามว่าหูเอ๋อหรือ หลิงม่านเจียงผงกศีรษะรับ หมิงเอ๋อลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าว “หากหานางไม่พบ ท่านจะกลับมาหรือไม่?”

        หลิงม่านเจียงถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “การค้นหาของคนไม่มีวันสิ้นสุด และไม่แน่ว่าต้องหาวัตถุเรื่องราวที่ท่านต้องการหาจนพบ ตอนนี้เราค้นพบเป้าหมายของเราแล้ว หลังจากนี้เราเพียงคิดรักษามันไว้ มิให้สูญเสียไปอีก”

        หมิงเอ๋อไม่เข้าใจคำพูดของมัน ยังคิดถามต่อ หลิงม่านเจียงก็ลุกขึ้นยืน เดินไปกราบลาผู้เฒ่าหยาง หมิงเอ๋อมองดูเงาหลังมัน พลันได้คิดว่าหลิงม่านเจียงหาได้สัตย์ซื่อโง่งมดังเช่นเปลือกนอกที่แสดงออกไม่ ความคิดสุขนิยมของมันเพียงเป็นภาพลวง ส่วนลึกของหัวใจมันยังซ่อนความลับมากมาย รวมทั้งอดีตที่ไม่ควรหวนนึกถึง ความอับจนปัญญา ความเศร้าโศกและเปลี่ยวเหงาของมัน การตายอขงหยางอี้มิใช่ความปวดร้าวที่สุดในชีวิตมัน ความทุกข์ทรมานที่มันเคยเผชิญมา สุดที่หมิงเอ๋อจะขบคิดคาดเดาได้ หมิงเอ๋อตั้งใจว่าสักวันหนึ่งต้องเค้นหาความลับที่ก้นบึ้งหัวใจหลิงม่านเจียง ทำความเข้าใจกับความขัดแย้งในจิตใจมัน หลิงเอ๋อมีความรู้สึกว่านี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโชคชะตาของตนเอง

        หลิงม่านเจียงหลังจากกราบลาผู้เฒ่าหยาง ก็รับหวินเอ๋อในวัยแบเบาะจากมือหลิวเส่า หอมแก้มน้อยๆ ของนาง หักใจส่งนางคืนให้แก่หลิวเส่าหันกายเดินลงจากเขา หมิงเอ๋อกับผู้เฒ่าหยางยืนอยู่หน้าประตู มองดูเงาหลังของหลิงม่านเจียงห่างไกลออกไปทุกขณะ

        หมิงเอ๋อรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว มันปวดร้าวใจต่อการตายของหยางอี้ ยิ่งไม่อาจหักใจปล่อยให้หลิงม่านเจียงจากไป บุคคลที่ใกล้ชิดกับมันที่สุดสองคน กลับขากมันไปในลักษณะนี้ ต้องสูดลมหายใจลึกๆ กล้ำกลืนน้ำตาไว้ หวนนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างที่ตนเองอาศัยอยู่ที่อารามต้าเอียนกวน หารู้ไม่ว่าน้ำใจญาติมิตรเป็นฉันใด ยามนี้ได้สัมผัสกับน้ำใจฉันญาติมิตร ค่อยทราบว่าการสูญเสียญาติมิตรคนใกล้ชิดไปเป็นความปวดร้าวถึงเพียงไหน

        มันเหลียวมองผู้เฒ่าหยาง รับรู้ถึงความเศร้าเสียใจของท่านผู้เฒ่า ต้องกล่าเบาๆ ว่า “แหยแหย ขออภัยด้วย ข้าพเจ้ารักษาคนไข้ของข้าพเจ้าจนหายดี แต่กลับทำร้ายคนไข้ของท่านถึงแก่ชีวิต”

        ผู้เฒ่าหยางงงงันวูบหนึ่ง จึงส่ายหน้ากล่าวว่า “หมิงเอ๋อ อย่าได้คาดคิดเช่นนี้ ระหว่างนี้อี้เอ๋อเบิกบานใจถึงเพียงไหน นี่เป็นสิ่งที่นางนับแต่ถือกำเนิดเกิดมาไม่เคยมีมาก่อน ม่านเจียงจริงใจต่ออี้เอ๋อ เรามีแต่ขอบใจมัน ไหนเลยโทษว่ามัน และไหนเลยโทษว่าเจ้า?”

        หมิงเอ๋อขบริมฝีปากครุ่นคิด ‘อาจจะใช่นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว แม่นางอี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขช่วงหนึ่ง ถือว่าไม่เสียทีที่ถือกำเนิดเกิดมาแล้ว’

        แต่ตอนนั้นหมิงเอ๋อ หาทราบไม่ว่า ที่มันสูญเสียไปไม่เพียงหลิงม่านเจียงกับหยางอี้ในถ้ำเสือที่อยู่ห่างไปหลายลี้ เฒ่าวิกลจริตมือหนึ่งตบหัวของเสือลายพาดกลอน มอืหนึ่งปาดเช็ดน้ำตาที่หางตา ผุดลุกขึ้นก้าวยาวๆ ออกจากถ้ำ หลังจากนั้นไม่กลับมาอีก

        หลายวันให้หลัง หมิงเอ๋อแวะไปที่ถ้ำเสือ พบว่าคนจากไปถ้ำว่างเปล่า แม้แต่เสือลายพาดกลอน ที่เชื่องเชื่อก็ไม่ทราบไปยังที่ใด หมิงเอ๋อบังเกิดความเศร้าหดหู่ คล้ายกับว่าคนใกล้ชิดในโลกล้วนจากมันไปคนแล้วคนเล่าจนหมดสิ้น

        (หมายเหตุท้ายบท ในบทนี้ได้เอ่ยถึงหนังสือเสียนกวน ผู้แต่งชื่อฟางกวนเฉิง เกิดในรัชสมัยคังซีฮ่องเต้ราชวงศ์แมนจู ท่านผู้นี้ถือกำเนิดจากตระกูลขุนนางใหญ่ แต่ท่านปู่และบิดากระทำความผิดถูกเนรเทศ ฟางกวนเฉิงจึงบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่ว ผ่านพบความแล้งน้ำใจของชาวโลก เห็นซึ้งถึงชีวิตที่ไม่เที่ยงแท้ เคยเป็นหมอดูเสี่ยงทายทำนายหาเลี้ยงชีพ จนเขียนหนังสือเสียนกวนขึ้น กล่าวกันว่าหากหมอดูอ่านหนังสือเล่มนี้จนแตกฉาน ไม่ว่าใครมาขอให้ทำนาย จะทายทักอย่างแม่นยำราวตาเห็น ดังนั้นถูกยึดถือเป็นของวิเศษที่ประเมินค่ามิได้ในหนังสืออธิบายว่าผู้ทำนายอาศัยอายุ เพศ เสื้อผ้าการแต่งกาย น้ำเสียงท่าที นิสัยใจคอ การกินการอยู่ บุคคลข้างกายของผู้มาเป็นเบาะแส ให้หยั่งคำนวณชีวิตความเป็นอยู่ของลูกค้า จนลูกค้าไม่ทันถามไถ่ ผู้ทำนายก็รู้เส้นสนกลในของผู้มา พอเอ่ยปากก็จี้ใจดำของคน หลิงม่านเจียงถือกำเนิดในราชวงศ์หมิงยุคกลาง ตอนนั้นหนังสือเสียนกวนยังไม่เขียนออกมา แต่หนังสือเล่มนี้เสียนกวนยังไม่เขียนออกมา แต่หนังสือเล่มนี้น่านใจอย่างมาก ผู้แต่งอดไม่ได้ที่ยกอ้างเอ่ยถึง”

หนังสือแนะนำ

Special Deal