กราบเซียนสมุนไพร

      การหลับใหลครั้งนี้นอนหลับจนฟ้าสาง หมิงเอ๋อรู้สึกมีคนเขย่าตัวมัน มันยกมือขยี้ตาพอลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าที่มอมแมมใบหนึ่งเป็นขอทานหน้าเปลือกส้มนั้นเอง

      ขอทานนั้นกล่าวว่า “ฟ้าใกล้สว่างแล้ว เจ้าสังกัดสำนักกระบี่ไท่ซาน ที่นี้เป็นเชิงเขาไท่ซาน สมควรจำทางกลับไปได้ ขอให้ระวังตัวให้มากไว้” กล่าวจบหันกายสาวเท้าจากไป

      หมิงเอ๋อลุกขึ้นนั่งกวาดตามอง เห็นหลวงจีนกับขอทานที่เมื่อคืนชุมนุมอยู่ที่นี้ล้วนจากไปจนไร้ร่องรอย คงเหลือมันนั่งอยู่เพียงคนเดียว

      ดังนั้นกระโดดปราดขึ้น เร่งฝีเท้าขึ้นเขาไป

      พอเข้าสู่ดงไม้บนเขา ค่อยรู้สึกปลอดภัยกว่าเดิม แต่ไม่ทราบว่าตนเองสมควรไปที่ใดอย่างน้อยไม่สามารถกลับสำนักกระบี่ไท่ซาน หากกลับไปต้องถูกเจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานและพวกจับตัวไว้ ส่งมอบต่อนิกายอัคคีเป็นตัวประกันหรือพานฆ่าปิดปากทิ้ง หวนนึกถึงตนเอง ไม่มีสถานที่ไป ได้แต่กลับอารามต้าเอียนกวนก่อนแล้วค่อยคิดอ่านกัน

      ภูเขาไท่ซานกินบริเวณกว้างขวาง หมิงเอ๋อไม่สามารถจำแนกทิศทางได้แต่เดินเท้าขึ้นสู่ไหล่เขา ยามมืดค่ำมันปีนขึ้นต้นไม้ไปนานไหล่เขา ยามมืดค่ำมันปีนขึ้นต้นไม้ไปนานพักผ่อน เมื่อหิวโหยก็ปลดผลไม้รับประทาน หลงทางในป่าเขาหลายครั้ง จวบจนถึงรุ่งเช้าวันที่สี่ ค่อยกลับมาถึงไล่เขาที่ตั้งของอารามต้าเอียนกวน

      ยังไม่บรรลุถึงซุ้มประตู เห็นที่เบื้องหน้ากั้นรั้วบดบังอารามทั้งหลังไว้ มันเงยหน้าขึ้นไม่เห็นหลังคาโบสถ์ไท่ไป๋เตี้ยน ภายในรั้วกำลังมีงานก่อสร้าง เห็นคนงานผู้หนึ่งแบกไม้เดินผ่านไป จึงเข้าไปสอบถามว่า “พี่ใหญ่ท่านนี้ ที่นี้ทำอะไร?”

      คนงานนั้นกล่าวว่า “เมื่อเจ็ดแปดปีกันก่อน เกิดเพลิงไหม้เผาอารามต้าเอียนกวนจนราบคาบ”

      หมิงเอ๋อใยหายวาบ ถามว่า “นักพรตในอารามเล่า?”

      คนงานนั้นสั่นศีรษะกล่าวว่า “ฟังว่าถูกคลอก ตายไปหลายคน ที่หลงเหลือหลบหนีไปจนหมดสิ้น”

      หมิงเอ๋อตะลึงลานชั่วขณะจึงถามอีกว่า “อย่างนั้นที่นี้ปลูกสร้างอันใด?”

      คนงานนั้นกล่าวว่า “ตังเจีย* ที่เชิงเขาสั่งให้ปลูกสร้างเป็นศาลเจ้า ประดิษฐานเทพอัคคีอันใด”

      หมิงเอ๋อร่างเย็นวะวาบ ทราบว่าอารามต้าเอียนกวนกำลังจะกลายเป็นศาลเจ้าของนิกายอัคคี ถึงแม้ถูกเผาไปหลังหนึ่ง ก็ปลูกสร้างขึ้นใหม่หลังหนึ่ง เฉกเช่นไฟป่าเผาทำลายไม่หมดสิ้น

      มันกล่าวขอบคุณ จากนั้นเดินขึ้นเขา มาถึงข้างบ่อน้ำโบราณบนเนินน้อย เหลียวดูซากที่มอดไหม้ของอารามต้าเอียนกวน ครุ่นคิดขึ้น ‘ผู้ใดคาดคิดว่าพวกเราทั้งสิบห้าคนถูกสำนักกระบี่ไท่ซานคัดเลือกไปเป็นปีศาจตายแทนกลับรอดชีวิต ผู้ที่รั้งอยู่ล้วนประสบชะตากรรม ผลสุดท้ายนี้เป็นเรื่องที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้’

      หวนนึกถึงนักพรตชราหวังโหม่ว นักพรตจางเจียวและพวกหากไม่ถูกไฟคลอกตาย คงหนีหายไปจนไร้ร่องรอย อารามนักพรตที่ตนเองใช้พักพิงกายถูกเผาวอดวายไปแล้ว ตนเองยังมีที่ไปอันใด?

*เจ้าของ

      พลันได้ยินที่ด้านหลังบังเกิดสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งเรียกหาว่า “หมิงเอ๋อ” หมิงเอ๋อเหลียวหน้าไป เห็นชายชราผู้หนึ่งสะพายหลัวไม้ไผ่เดินออกจากพุ่มไม้ เป็นผู้เฒ่าหยางเอง

      หมิงเอ๋อคล้ายพบพานญาติสนิท ต้องกระโดดปราดขึ้นวิ่งเข้าไปรับหน้า ผู้เฒ่าหยางกุมมือมันไว้ สีหน้าทอแววห่วงใย ถามว่า “เด็กอันประเสริฐ วันเวลาเหล่านี้ เจ้าไปยังที่ใด?”

      หมิงเอ๋ได้ยินน้ำเสียงของผู้เฒ่าหยาง แสดงความห่วงใยจากใจจริง ต้องบังเกิดความอบอุ่นใจ มาตรว่าคิดยิ้มออกมา แต่ตอนนี้ไหนเลยยิ้มออกได้ เพียงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไปที่สำนักกระบี่ไท่ซาน”

      ผู้เฒ่าหยางงงงันวูบหนึ่ง มันทราบข่าวสำนักกระบี่ไท่ซานถูกนิกายอัคคีปิดล้อม ศิษย์ในสำนักถูกฆ่าตายไม่น้อย สุดท้ายยอมอ่อนน้อมต่อนิกายอัคคี โดยที่เจ้าสำนักกระบี่ไท่ซานส่งบุตรโทนไปเป็นตัวประกันบนยอดเขาตู๋เสิ้งฟงจึงรีบถามว่า “เจ้าไฉนไปยังสำนักกระบี่ไท่ซาน?”

      หมิงเอ๋อจึงบอกเล่าเรื่องที่สำนักกระบี่ไท่ซานมายังอารามต้าเอียนกวน กวาดต้อนเหล่านักพรตไปเป็นปีศาจตายแทน ตนเองถูกนิกายอัคคียึดถือเป็นอี้เฉวียน ตลอดจนเหตุการณ์ที่ลงจากเขาออกไป ผู้เฒ่าหยางคิดไม่ถึงว่าเด็กผู้นี้สามารถรอดชีวิตมาได้ จึงกล่าว “หลังจากที่เจ้ารอดชีวิต ก็กลบมาที่อารามต้าเอียนกวน?”

      หมิงเอ๋อผงกศีรษะรับ เหลียวดูซากไหม้เกรียมของอารามต้าเอียนกวน อดน้ำตาคลอหน่วยมิได้

      ผู้เฒ่าหยางสั่นศีรษะกล่าวว่า “เมื่อหลายวันก่อนเราได้ยินว่าอารามต้าเอียนกวนเกิดเหตุร้ายแรง จึงรุดมาตามหาเจ้า ตอนนั้นที่นี้ชุลมุนวุ่ยวาย ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่านักพรตในที่นี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่เราไม่เชื่ว่าเจ้าจะถูกฝังในกองเพลิง ยังคงมารอที่ข้างบ่อ วันนี้นับว่ารอจนพบเจ้า”

      หมิงเอ๋อไม่อาจหักห้ามใจอีกต่อไป โผไปยังอ้อมอกของผู้เฒ่าหยาง ร้องไห้โอออกมา นับแต่มันจำความได้ ไม่เคยร้องไห้มาก่อน แต่มิใช่มันมีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว หากแต่ที่ข้างกายไม่มีญาติผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้มันร่ำไห้อย่างเต็มที่

      ผู้เฒ่าหยางนึกเวทนาที่เด็กผู้นี้กำพร้าไร้ที่พึ่ง ต้องตบหลังมันเบาๆ กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กเอย ไม่ต้องกล่า ตามเรากลับบ้านเถอะ”

      ดังนั้นหมิงเอ๋อติดตามผู้เฒ่าหยาง ซึ่งมีชื่อจริงว่าหยางจงซานมาถึงที่อยู่ของเขา เห็นบนเขาปลูกบ้านไม้หลายหลัง อยู่ท่ามกลางเมฆหมอกลอยคลอเคล้า หมิงเอ๋อได้ยินเสียงผ่าฟืนดังมาแต่ไกล พอมาถึงหน้าประตู เห็นคนผิวกายผิวคล้ำ ผอมซูบแห้งกรังผู้หนึ่งกำลังฝ่าฟืนอยู่หน้าประตู มีอายุราวห้าสิบเศษ มันได้ยินเสียงคน เพียงเงยหน้ากวาดมองแวบหนึ่ง ไม่กล่าวว่ากระไร

      ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “เหล่าหลิว (คนแซ่หลิว) เด็กผู้นี้เรียกว่าหมิงเอ๋อ หลังจากนี้จะพักอยู่ที่นี้ เจ้าช่วยจัดห้องหนังสือ ให้มันอนที่ตั่งเตียงของห้องหนังสือเถอะ”

      เหล่าหลิวผงกศีรษะ หมุนตัวกลับเข้าห้องผู้เฒ่าหยางปลดหลังที่ใช้บรรจุหญ้าสมุนไพรลงมา ร้องว่า “หลิงเส่า (คำเรียกภรรยาของแซ่หลิว) นำหลัวใบนี้ไปวางที่ด้านหลัง”

      ได้ยินที่ห้องครัวบังเกิดเสียงขานรับดังว่า “มาแล้ว” สุ้มเสียงดังกังวานยิ่ง เห็นสตรีกลางคนร่างอ้วนเตี้ยนางหนึ่งเดินออกจากห้องครัว นางมีใบหน้ากลม รับกับปากกว้างใหญ่ เบิ่งตาเล็กหยีสำรวจดูหมิงเอ๋อ ร้องดังๆ ว่า “ผอมซูบราวกับวานรจริงๆ เป็นเจ้าเลือกรับประทาน หรือว่าผู้อื่นไม่ให้เจ้ารับประทาน?”

      หมิงเจ๋อถูกสุ้มเสียงที่ก้องกังวานของนาง สร้างความแตกตื่นจนสะดุ้งเฮือก รีบตอบว่า “เป็นข้าพเจ้าหิวบ่อย รับประทานอย่างไรก็ไม่อิ่ม”

      หลิวเส้าร้องดังๆ ว่า “เด็กในวัยนี้รับประทานไม่อิ่มอยู่แล้ว หลายปีนี้การเก็บเกี่ยวให้ผลดี ผู้ใดใจคอโหดร้าย ไม่ยอมให้เด็กรับประทานอิ่ม...” นางพร่ำบ่นพึมพำ รับหลัวบรรจุหญ้าสมุนไพรไป เดินกลับเข้าครัว

      ผู้เฒ่าหยางยิ้มพลางกล่าวกับหมิงเอ๋อว่า “เหล่าหลิวกับหลิวเส่าอยู่กับเรานางปี ปรกติวุ่นกับการผ่าฟืนหาบน้ำ ปัดกวาดซักเสื้อผ้า หุงข้าวต้มยา พวกมันจะดูแลเจ้าเป็นอย่างไ”

      หมิงเอ๋อผงกศีรษะรับ แต่ไม่เข้าใจว่าพวกมันจะดูแลตนเองเป็นอย่างดีหมายความอย่างไร มันอาศัยอยู่ที่อารามต้าเอียนกวนหลายปี ไม่ว่าอาหารการกิน ตลอดจนเครื่องนุ่งห่ม เป็นตัวเองดูแลตัวเองไม่เคยรบกวนผู้อื่นมาก่อน ได้ยินผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “พวกเราอยู่กันทั้งสิ้นสี่คน เรากันเหล่าหลิวหลิวเส่า ยังมีบุตรีเรา นางอ่อนแออมโรค ปรกติพักผ่อนในบ้าน ค่ำวันนี้เราค่อยพาเจ้าไปพบกับนาง”

      หลังอาหารค่ำ ผู้เฒ่าหยางนำหมิงเอ๋อไป พบกับบุตรีซึ่งมีนามหยางอี้ หยางอี้เป็นหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าปี ร่างผอมซูบซีดขาว ยากปกปิดเค้าความอมโรคไว้ แต่หมดจดงดงาม ตาดำขลับฉายแววปัญญา ภายหลังหมองเอ๋อค่อยทราบว่า หยางอี้แม้ร่างกายอ่อนแอ แต่รักชอบการอ่าน ต่อให้นอนป่วยบนเตียง ยังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ท่องกลอนต่อประโยค ดังนั้นถึงแม้ไม่เคยออกจากบ้าน แต่ก็มีภูมิรอบรู้กว้างขวาง

      หมิงเอ๋อจึงอาศัยอยู่กับผู้เฒ่าหยาง ระหว่างที่มันอยู่ที่อารามต้าเอียนกวน ต้องนอนรวมกับเหล่านักพรตที่เกียจคร้าน ทำงานหนักรับประทานไม่อิ่ม ยามนี้มิเพียงมีห้องหับที่นอนของตัวเอง ทุกวันยังกินอิ่มนอนหลับ ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับดิน บวกกับผู้ใหญ่ทั้งหลายให้การดูแลเอาใจใส่มัน จนมันแทบรับไว้ไม่ได้ มันเองก็ช่วยทำงานผ่าฟืนหาบน้ำซักเสื้อผ้าหุงข้าว ดายหญ้าถอนสมุนไพรอย่างแข็งขัน

      แต่ที่สร้างความสุขใจแก่หมิงเอ๋อคือ ผู้คนข้างกายล้วนมีจิตใจดีงาม คราครั้งนี้มันออกจากอารามต้าเอียนกวน สัมผัสกับความเห็นแก่ตัวของศิษย์สำนักกระบี่ไท่ซาน เห็นถึงความโหดเหี้ยมหลงงมงายของสาวกนิกายอัคคี ทั้งอยู่ในเหตุการณ์ณ์ฆ่าฟันระหว่างธัมมะและอธรรม ยามนี้พักอยู่บ้านของผู้เฒ่าหยาง เห็นผู้เฒ่าหยางมิจิตใจเที่ยงธรรม นอกจากรักษาเยียวยาบุตรีแล้ว ตลอดทั้งวันศึกษาตำราแพทย์ค้นคว้าหญ้าสุมนไพร เหล่าหลิวกับหลิวเส่าล้วนเป็นคนชนบทที่สัตย์ซื่อ หยางอี้ก็ให้ความสนิทสนมต่อหมิงเอ๋อ จากปากคำหลิวเส่า หยางอี้พอคลอดออกจากครรภ์มารดา ก็ถูกโรคภัยรุมเร้า แทบไม่มีชีวิตรอดมาได้ เป็นผู้เฒ่าหยางประคบประหงมดูแล ค่อยมีชีวิตถึงทุกวันนี้ แต่ว่านางไม่สามารถออกไปเดินเหินที่เบื้องนอกเช่นผู้คนทั่วไป ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนอนพักผ่นอในห้องหับที่ปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด

      ตอนแรกหมิงเอ๋อไม่คุ้นชิน มันไม่ทราบมาก่อนว่าในโลกยังมีจิตใจที่ดีงามถึงเพียงนี้ มิเพียงไม่มีความคิดร้ายต่อมัน ทั้งยังแสดงความเอื้ออาทรอย่างจริงใจ หลังจากที่มันค่อยๆ คุ้นชินก็มีความรู้สึกว่าในโลกไม่มีสถานที่สงบสุขเช่นบนเขาอีก

      ขณะที่หมิงเอ๋อเพิ่งมาถึง เคยถามผู้เฒ่าหยางว่า “เหตุใดท่านผู้เฒ่าจึงรับอุปการะข้าพเจ้า?” ผู้เฒ่าหยางงงงันวุบหนึ่งจึงกล่าว “เจ้าเป็นเด็กอันประเสริฐ ตอนนั้นพวกเราไม่รู้จักกันมาก่อน เจ้ายังนำเราไปค้นหาหญ้าสมุนไพร ตอนนี้เจ้าไม่มีที่ไป เราย่อมต้องให้การอุปการะเจ้า”

      หมิงเอ๋อรับฟังจนตื้นตันใจยิ่ง ในผู้คนรอบกายของมัน ผู้เฒ่าหยางเป็นบุคคลแรกที่ห่วงหาอาทรต่อมัน หมิงเอ๋อเองก็บังเกิดความเคารพรักต่อผู้เฒ่าหยาง ยึดถือผู้เฒ่าหยางเป็นแหยแหย (ท่านปู่) ของตัวเอง

      บางครั้งผู้เฒ่าหยางลงจากเขาไปตรวจรักษาผู้คน จึงนำหมิงเอ๋อไปด้วย ท่านพบว่าหมิงเอ๋อมีความสนใจต่อวิชาแพทย์ จึงตกลงรับหมิงเอ๋อเป็นศิษย์ ถ่ายทอดหลักการแพทย์ต่อมัน หมิงเอ๋อความจริงความจริงมีสัญชาตญาณต่อหน้าสมุนไพร่อยู่ก่อน พอได้รับการชี้แนะจากผู้เฒ่าหยาง เพียงไม่กี่เดือนก็รู้จักพืชสมุนไพรนับร้อยนับพันชนิดจนหมดสิ้น ผู้เฒ่าหยางจึงเริ่มสอนให้มันร่ำเรียนตำราแพทย์ต่างๆ เริ่มจากตำราหวงตี้เนยจิง* ตำราจินกุ้ยเย่าเลี่ย** จนถึงตำราเชียนจินเย่าฟาง* หมิงเอ๋อตอนแรกรู้จักหนังสือไม่กี่ตัว ผู้เฒ่าหยางก็ท่องให้มันฟัง หมิงเอ๋อมีความสามารถผ่านหูไม่ลืมเลือน ผู้เฒ่าหยางท่องอยู่หลายเที่ยว หมิงเอ๋อก็จดจำขึ้นไป หลังจากนั้นผู้เฒ่าหยางล้วงหยิบภาพอธิบายเส้นลมปราณบนร่างผู้คน สอนให้มันเรียนรู้เส้นลมปราณ ฝึกวิชาฝังเข็ม

*ตำราแพทย์เก่าแก่ที่สุดของจีน เป็นแม่บทของตำแพทย์ทั้งหมด

**ตำราแพทย์ที่แต่งโดยจางจีสมัยราชวงศ์ฮั่น

*ตำราแพทย์ที่แต่งโดยซุนซือเหมี่ยวสมัยราชวงศ์ถัง

 

      ผู้เฒ่าหยางเห็นหมิงเอ๋อมีไหวปัญญาเลิศล้ำบังเกิดความนิยมยินดียิ่ง เห็นว่าวิชาแพทย์นอกจากร่ำเรียนภาคทฤษฎี ยังต้องมีประสบการณ์ในภาคปฏิบัติ จึงตกลงใจนำหมิงเอ๋อลงจากเขา ไปตรวจารักษาผู้คน

      ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ผู้เฒ่าหยางนำหมิงเอ๋อมาถึงหมู่บ้านผิงเซียงที่เชิงเขา ปลูกเพิงหญ้าที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แขวนป้ายยี่ห้อ “ตรวจรักษาให้เปล่า” ตรวจโรครักษาบาดเจ็บให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า หมิงเอ๋อก็ติดตามอยู่ข้างกายผู้เฒ่าหยาง เรียนรู้หลักวินิจฉัยโรค จับชีพจรฝังเข็ม จ่ายยา ได้รับประโปยชน์อเนอนันต์รุดหน้าอย่างรวดเร็ว

      ไม่ทราบเพราะเหตุใด หมิงเอ๋อนึกถึงเฒ่าวิกลจริตในถ้ำเสืออยู่เสมอ วันนี้จึงบอกต่อผู้เฒ่าหยาง ผู้เฒ่าหยางพอฟัง กลับไม่ตื่นเต้นตระหนกเท่าใด เพียงกล่าวว่า “ที่แท้วิชาฝีมือตระหนกเท่าใด เพียลกล่าวว่า “ที่แท้วิชาฝีมือของเจ้าร่ำเรียนจากคนที่อาศัยอยู่ในถ้ำเสือนั้น

      หมิงเอ๋อกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านเคยไปยังที่นั้น พบกับเขาแล้วหรือ?”

      ผู้เฒ่าหยางสั่นศีรษะกล่าวว่า “ภูพยัคฆ์มีเสือร้ายเพ่นพ่าย เราไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไป”

      หมิงเอ๋อขบคิดแล้วกล่าว “ท่านผู้เฒ่าบอกว่าเขาสอนวิชาฝีมือแก่ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าหามีวิชาฝีมือติดตัวไม่”

      ผู้เฒ่าหยางยิ้มพลางกล่าวว่า “หากเจ้าไม่มีวิชาฝีมือ ไหนเลยใช้กระบวนท่าของสำนักกระบี่ไท่ซาน ตบตาสาวของนิกายอัคคีได้?”

      หมิงเอ๋อยกมือเกาศีรษะ กล่าวว่า “อย่างมากเพียงตบตาคน คิดต่อยตีกลับทำไม่ได้”

      ผู้เฒ่าหยางไม่แสดงความเห็นอันใด เพียงกล่าวว่า “อาจบางทีเจ้าอายุยังเยาว์ เรียนรู้ไม่ลึกซึ้งเพียงพอ”

      หมิงเอ๋อผงกศีรษะเห็นพ้องกล่าวว่า “แหยแหย (ท่านปู่) ข้าพเจ้าคิดไปหา...หาเฒ่าวิกลจริตนั้นได้หรือไม่?”

      ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “เจ้าคิดไปก็ไป ไยต้องถามเราด้วยม่?”

      หมิงเอ๋อขบคิดแล้วค่อยทราบว่าตัวเองยึดถือผู้เฒ่าหยางเป็นญาติอาวุโส ดังนั้นขอความเห็นชอบจากผู้เฒ่าหยางก่อน เห็นผู้เฒ่าหยางไม่คัดค้าน รู้สึกปลอดโปรงโล่งใจ

      หมิงเอ๋อปลีกเวลาไปยังถ้ำเสือ พบว่าเฒ่าวิกลจริตยังอาศัยอยู่ในถ้ำ พอเห็นมันมาถึง ก็ไม่กล่าวว่ากระไร ยกมือตบพื้นโดยแรง เสือลายพาดกลอนที่หมอบอยู่แทบเท้ามันพลันกระโดดขึ้นมา กระโจนใส่หมิงเอ๋อ อ้าปากสีแดงฉานกัดใส่ลำคอหมิงเอ๋อ

      หมิงเอ๋อคุ้นเคยกับสัตว์ร้ายตัวนี้ ดูจากท่วงท่าของมัน ก็ทราบว่ามันได้รับคำสั่งให้แสร้งจู่โจมตนเอง จึงย่อตัวลง มุดลอดผ่านกรงเล็บเสือ โถมถึงเบื้องหน้าเฒ่าวิกลจริต ในมือเพิ่มไม้ไผ่ท่อนหนึ่งขา งอยู่เบื้องหน้า ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว”

      เฒ่าวิกลจริตหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ไม่พบกันหลายเดือน เราเข้าใจว่าเจ้าไสหัวลงจากเขาไปแล้ว”

      หมิงเอ๋อก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าท่านกลิ้งออกจากถ้ำไปแล้ว”

      เฒ่าวิกลจริตไม่ถามมากความ รอจนมันนั่งลง ทั้งสองก็เริ่มฝึกนั่งวิปัสสนาหายใจเข้าออกตามด้วยการกวัดแกว่งไม้เท้าไม้ไผ่ซ้อมมือกัน หลังจากนั้นทุกหลายวันหมิงเอ๋อจะขึ้นสู่ภูพยัคฆ์ไปหาเฒ่าวิกลจริต ฝึกลมหายใจและซ้อมมือกันเป็นเวลาครึ่งวัน

      ชีวิตบนเขาผ่านไปในลักษณะนี้ จวบจนถึงช่วงเวลาคาบเกี่ยวของฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนบุปผาบานหญ้างอกงาม ผู้เฒ่าหยางจึงปิดเพิงหญ้าที่เชิงเขา นำหมิงเอ๋อขึ้นเขาไปหาสมุนไพร ผู้เฒ่าหยางความจริงเกรงกลัวเสือร้าย ไม่กล้าย่างกรายไปยังภูพยัคฆ์ แต่ยามนี้เมื่อมีหมิงเอ๋อที่ได้ชื่อว่าเป็น “เพื่อนพ้องน้องพี่” กับเสือร้ายหนึ่งชราหนึ่งเยาว์จึงปลุกปลอบกำลังขวัญขึ้นภูพยัคฆ์

      หมิงเอ๋อคุ้นกับภูมิประเทศบนเขา นำผู้เฒ่าหยางปีนป่ายยอดเขา ข้ามหน้าผาสูงชัน ลงสู่หุบเขาลี้ลับ ค้นพบสมุนไพรอันล้ำค่าหายากมากมาย ในจำนวนนี้ มีชออยู่ชนิดหนึ่งเรียกว่าส่ายฮั้งอั้ง* ผลเป็นสีแดง หลังจากบดจนแหลกแล้วนำมาเข้ายา สามาบำรุงหัวใจ มีส่วนช่วยต่อร่างกายของหยางอี้ ทั้งยังเสาะพบน้ำพุร้อนที่อุดมด้วยแร่ธาตุ น้ำพุร้อนก็ใช้รักษาอาการพลังชี่บกพร่องของหยางอี้โดยเฉพาะ

*ชื่อตัวยาชนิดหนึ่ง ออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋ว

      เพื่อสะดวกกับการนำหยางอี้มาแช่น้ำพุร้อน ผู้เฒ่าหยางตกลงย้ายบ้านมาที่ภูพยัคฆ์ปลูกสร้างบ้านไม้อยู่ในหุบเขาที่หลังพิงภูเขาหันหาทะเลสาบแห่งหนึ่ง ภายใต้ยาบำรุงบวกกับน้ำพุร้อน หยางอี้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น บางครั้ง สามารถเดินออกจากบ้านเอง

      พอย่างเข้าปลายฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยมาตรวจรักษาโรคที่หมู่บ้านผิงเซียงอีกจวบจนถึงยามพลบค่ำ ทั้งสองเก็บห่อผ้าตระเตรียมกลับขึ้นเขา พลันได้ยินที่ปากทางเข้าหมู่บ้านบังเกิดเสียงร้องอึกทึกวุ่นวาย ผู้คนสามสี่สิบคนล้อมเป็นวง คล้ายมุงดูอันใด

      หมิงเอ๋อบังเกิดความสงสัยอยากรู้ แหวกฝ่ากลุ่มคนเข้าไป เห็นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งยืนอยู่กลางวง มันมีอายุยี่สิบกว่าปี สวมเสื้อผ้าเก่าขาดสารรูปตกอับ แต่มีหน้าตาคมคาย คล้ายบุตรหลายตระกูลใหญ่ที่ตกยาก มือถือป้านสุราชำรุดอันหนึ่ง ปากกล่าววาจา เรียกเสียงหัวร่อจากผู้คน

      หมิงเอ๋อเงี่ยหูฟัง ค่อยฟังออกว่ามันอวดตนว่าเป็นยอดหมอดู ทำนายแม่นยำราวตาเห็นหากทายผิดยินดีชดใช้เงินเท่าตัว เพียงแต่มันส่งเสียงอ้อแอ้ แสดงว่าดื่มจนเมามาย

      คนในหมู่บ้านผู้หนึ่งกล่าวว่า “ท่านทำนายว่าบ้านเรามีสุกรตัวเมียกี่ตัวยังทำนายไม่ถูกยังอวดโอ่อันใดม่?”

      ชายฉกรรจ์นั้นยกป้านสุราขึ้นดื่ม สวนคำว่า “เราทำนายไม่ถูกว่าบ้านท่านมีสุกรตัวเมียกี่ตัว แต่ทำนายออกว่าภรรยาท่านคบชู้กี่คน”

      คนผู้นั้นรับฟังจนหน้าแปรเปลี่ยนไป โถมเข้าไปกระชากคอเสื้อชายฉกรรจ์นั้น ตวาดว่า มารดาท่านผายลมอันใดม่?” พลางพุ่งหมัดใส่จมต่อยจนชายฉกรรจ์นั้นเลือดกำเดาไหลริน หงายร่างล้มลงกับพื้น

      มันคิดคืบคลานลุกขึ้น แต่ถูกเพื่อนพ้องของคนในหมู่บ้านจับกดไว้ คนผู้นั้นสืบเท้าไปนั่งคร่อมบนร่างมัน รัวหมัดใส่ศีรษะร่างกายของชายฉกรรจ์นั้น

      ผู้เฒ่าหยางไม่อาจทนดูได้ ตรงข้าไปห้ามปราม ท่านมีวิชาแพทย์สูงเยี่ยม รักษาผู้คนในหมู่บ้านนับไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนให้ความเคารพต่อท่าน เห็นท่านเสนอหน้าออกไกล่เกลี่ยจึงเปิดทางให้ เหล่าผู้คนที่ทุบตีคนก็ผุดลุกขึ้นล่าลอยไป

      ผู้เฒ่าหยางย่อกายลงตรวจดูอาการของชายฉกรรจ์นั้น เห็นมันหลั่งเลือดกำเดา ตามใบกายร่างกายถูกทุบตีทำร้ายหลายหมัด รับบาดเจ็บไม่มากนัก แต่ตาหรี่ปรือ ยังไม่สร้างเมาจึงบอกให้หมิงเอ๋อสลายผู้คน หมิงเอ๋อก็โบกไม้โบกมือกล่าวว่า “แหยแหยเราบอกว่านี่เพียงเป็นคนเมาผู้หนึ่ง อย่าได้ทำร้ายคนถึงแก่ชีวิตแล้ว ทั้งหมดแยกย้ายไปเถอะ”

      คนในหมู่บ้านพอฟัง ค่อยสลายตัวไปผู้เฒ่าหยางเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าชายฉกรรจ์นั้นถามว่า “ท่านผู้นี้มีนามสูงส่งใด เป็นคนพื้นเมืองไหนม่?”

      ชายฉกรรจ์นั้นลุกขึ้นนั่ง หลังจากยกมือกุมอก ส่งเสียงไอหลายคำ ค่อยมีสติแจ่มใสกว่าเดิม ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ช่วยเหลือ เราแซ่หลิงนามม่านเจียง บ้านเดิมอยู่ที่เมืองหยางกู่”

      ผู้เฒ่าหยางกล่าวว่า “หยางกู่อยู่ทางตอนใต้ของผิงซานเว่ย ห่างจากที่นี้นับร้อยลี้ ท่านไฉนรอนแรมมาถึงหมู่บ้านผิงเซียง?”

      ชายฉกรรจ์นามหลิงม่านเจียงยกมือขยี้ตาชั่วครู่จึงกล่าว “ขอบอกโดยไม่อำพราง เราเมื่อวัยหนุ่มประพฤติเหลวแหลก หมกมุ่นกับสุราของมึนเมา ใช้จ่ายเงินทองโดยไม่ยั้งคิด ภรรยาเราเห็นเราไม่รักดี จึงผละจากไป หลังจากที่บิดามารดาเราลาโลก เรายิ่งไม่รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่นานก็ผลาญสมบัติไปจนหมดสิ้น สุดท้ายมิอาจไม่ขายบ้านช่องไร่นาชดใช้หนี้สิน พลัดที่นาคาที่อยุ่ ร่อนเร่ไปทุกแห่งหนึ่ง วันนี้เหลือเกินไม่กี่หน นำไปซื้อสุราดื่มจนหมดสิ้น คิดทำนายโชคชะตาผู้คนแลกกับเศษเงิน มิคาด...มิคาดมีสภาพเช่นนี้” พลางยกป้านสุราขึ้นดื่มสุราอีกอึกหนึ่ง

      ผู้เฒ่าหยางกับหมิงเอ๋อสูดได้กลิ่นสุราอันฉุนเฉียว ต้องสบตากันวูบทราบว่าหากทิ้งให้คนผู้นี้อยู่ที่นี้ คืนนี้คงต้องหนาวตายอยู่กลางถนน จึงถนน “ท่านเมือ่ไม่มีที่ไป มิสู้ไปพักที่บ้านเราสักหลายวันเถอะ”

      หลิงม่านเจียงกลับกล่าววาจาเลอะเลือน นั่งกับพื้นไม่ยอมลุกขึ้น หมิงเอ๋อขุ่นเคืองขึ้นมา ยกมือเท้าสะเอว ร้องว่า “แหยแหยเชื้อเชิญท่าน ท่านไม่ไปก็ต้องไป”

      หลิงม่านเจียงไม่ได้ยินคำพูดของมัน พานล้มตัวลงนานกับพื้น หมิงเอ๋อกับผู้เฒ่าหยางอับจนปัญญา เห็นท้องฟ้ามืดค่ำลง หมิงเอ๋อได้แต่ม้วนแขนเสื้อขึ้น กล่าวว่า “ดูท่าได้แต่หามคนกลับไปแล้ว”      

      ผู้เฒ่าหยางก็ถอดชุดยาวออก ช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง ทั้งสองเปลืองเรี่ยวแรงมากมาย ค่อยหิ้วปีกหลิงม่านเจียงกลับไปยังที่พักบนเขา ค่อยร้องเรียกให้เหล่าหลิว (คนแซ่หลิว) ช่วยกันหามดันไปยังห้องหนังสือ จัดให้มันนอนลงบนเก้าอี้เอนนอน

      หมิงเอ๋อนั่งลงที่ข้างเก้าอี้ ดึงมือของมันข้างหนึ่ง ตั้งใจจับชีพจรของมัน ตรวจพบว่ามันร่ำสุราเกินควร กระทบถึงตับและปอด เป็นเหตุให้พลางชี่ขาดพร่อง มีอาการไออยู่เสมอ หากยังดื่มสุราต่อไป คนผู้นี้คงต้องจบชีวิตใต้น้ำเมาจึงกล่าว “แหยแหย คนไข้ผู้นี้มอบให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือไม่?”

      ผู้เฒ่าหยางผงกศีรษะกล่าวว่า “เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะ”

      หมิงเอ๋อครุ่นคิด อาการเกี่ยวกับตับและปอดจะรักษาผ่านเส้นลมปราณเจี๋ยหยินตับที่ขา กับเส้นลมปราณไท่หยินปอดที่ขา แต่คนไข้ร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจรักษาทางตรง ต้องรักษาจากพ้านข้าง ดังนั้นตกลงใจดำเนินการผ่านเส้นลมปราณไท่หยางกระเพาะปัสสาวะที่เท้า* ฝังเข็มแทงใส่จุดหนฮู่กับจุดเกาหนังที่หัวไหล่ด้านหลัง กรุยหลอดลมที่ปอดทางอ้อม จึงประคองหลิงม่านเจียงนั่งตัวตรง ล้วงเข็มทองยามสามนิ้วจากอกเสื้อเล่มเสื้อ ปากกล่าวว่า “นั่งนิ่งอย่าได้เคลื่อนไหว”

*ตามหลักการแพทย์ของจีน คนมีเส้นลมปราณปรกติสิบสองเส้น กับเส้นลมปราณพิเศษแปดเส้น เส้นลมปราณในที่นี้จัดอยู่ในเส้นลมปราณปรกติ

      หลิงม่านเจียน ลืมตาขึ้น เห็นเข็มทองแวววับจับตา สร้างความแตกตื่นจนสร่างเมาแทบหมดสิ้น ถามโพล่งว่า “คิดทำอะไร?”

      หมิงเอ๋อค้อนมันวงหนึ่ง กล่าวว่า “ฝังเข็มให้กับท่าน ท่านต้องนั่งนิ่งอย่าได้เคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นหากแทงจุดผิด จะกระทบกระเทือนถึงชื่อเสียงข้าพเจ้า”

      หลิงม่านเอียงครุ่นคิด เด็กน้อยนี้มีชื่อเสียงอันใด แต่เห็นมันใช้มือกดหัวไหล่ตนเอง ตนเองไม่อาจดิ้นหลุดได้ ต้องร้องว่า “ฆ่าคนแล้วช่วยชีวิตด้วย”

      พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “แหยแหย (ท่านปู่) เกิดเรื่องใด?” กลับเป็นสุ้มเสียงของเหยาอี้ ที่แท้นางอยู่ที่ห้องข้าง ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าร่ำร้องวุ่นวาย จึงออกจากห้องมาชมดู

      นางผลักประตูแง้มออกเป็นช่องมองเข้ามา เห็นหลิงม่านเจียงนั่งระทวยอยู่บนเก้าอี้ หมิงเอ๋อมือหนึ่งกดไหล่มัน อีกมือหนึ่งถือเข็มทองคล้ายกับจะลงทัณฑ์ทรมานผู้คน จึงอดหัวร่อคิกมิได้ กล่าวว่า “หมิงเอ๋อ ท่านคิดเปลี่ยนอาชีพจากหมอรักษาเป็นผู้คุมนักโทษหรือ?”

      หมิงเอ๋อขณะจะตอบคำ หลิงม่านเจียงพลันทะลึ่งตัวลุกขึ้นมา เหม่อมองครึ่งซีกหน้าที่อยู่หลังประตูของหยางอี้อย่างตะลึงลาน หมิงเอ๋อเห็นคนผู้นี้ความจริงอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง คิดไม่ถึงจะทะลึ่งตัวลุกขึ้น เข็มทองในมือแทบปักใส่สมองมัน ต้องรีบชักมือกลับ

      เห็นสีหน้าหลิงม่านเจียงทอแววตื่นเต้นสงสัย ลิงโลดยินดี ทั้งยังเหลือเชื่อ สุดท้ายค่อยตะกุกตะกักว่า “ท่าน...ท่าน...”

      หยางอี้ ก็ถูกความเคลื่อนไหวของมันขู่ขวัญจะตะลึงลาน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นไรหรือ?”

      หลิงม่านเจียงผงกศีรษะติ่ดต่อกันกล่าวว่า “ใช่แล้ว เป็นท่าน เป็นท่าน”

      หยางอี้ลืมตากลมกว้าง กล่าวว่า “เป็นข้าพเจ้าอันใด?”

      หลิงม่านเงียบพลันโถมออกไป คุกเข่าลงกับพื้น กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าโศกยินดีว่า “เราคิดไม่ถึง...คิดไม่ถึงว่าในชีวิตนี้จะได้พบกับท่านอีก”

      คราครั้งนี้มิเพียงแต่หยางอี้จะเคลือบแคลงสงสัย แม้แต่ผู้เฒ่าหยางกับหมิงเอ๋อก็สบตากันแวบหนึ่ง คิดอ่านตรงกันประการหนึ่ง ‘คนผู้นี้จำคนผิดแล้ว แต่ว่ามันยึดถือหยางอี้เป็นผู้ใด?”

      หลิงม่านเจียงกับหยางอี้จ้องมองกันชั่วขณะ ค่อยได้ยินหลิวเส่า (คำเรียกภรรยาคนแซ่หลิว) ส่งเสียงร้องว่า “คุณหนู คุณหนูไปที่ใดแล้ว? โอยที่แท้อยู่ที่นี้ อากาศเย็นลงแล้ว ไม่ทันคลุมเสื้อผ้าไฉนลงจากเตียงมา?”

      หลิงเสียงร้องครานี้ หลิงม่านเจียงค่อยมีสติแจ่มใส รีบคืบคลานลุกขึ้น รั้งสายตากลับมาหยางอี้ก็หายลับกับหลังประตู ติดตามหลิวเส่าไป ผู้เฒ่าหยางกลัวบุตรีได้รับความตกใจ จึงรีบออกจาห้องไป

      หมิงเอ๋ออายุยังเยาว์ ไม่เข้าใจความรักฉันบุรุษสตรีเท่าใด ทั้งไม่มีกะใจสืบสาว เพียงกดร่างหลิงม่านเจียงนั่งลงบนเก้าอี้เอนนอน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นหมอรักษา ท่านต้องเชื่อฟังวาจาข้าพเจ้า จึงรักษาโรคได้ ทราบหรือไม่?”

      หลิงม่านเจียงยังไม่ฟื้นตื่นจากห้วงตื่นตะลึงเมื่อครู่ รับคำอย่างคลุมเครือคำหนึ่ง

      หมิงเอ๋อลูบคลำพบจุดของมัน แทงเข็มเข้าทางจุดหุนฮู่กับจุดเกาหมิงที่ไหล่ซ้ายด้านหลังของมัน เข็มทองเล็กละเอียดดุจขนวัว หลิงม่านเจียงรู้สึกว่าจุดทั้งสองคันชาเล็กน้อย หาเจ็บปวดไม่ ทั้งไม่ใส่ใจ เพียงพึมพำว่า “ที่แท้มิใช่นาง แต่ว่า...แต่ว่าในโลกไฉนมีคนละม้ายเหมือนถึงเพียงนี้?”

      หมิงเอ๋อกล่าวว่า “ท่านเข้าใจผิดคิดว่าแม่นางอี้เป็นคนรักในฝันของท่านกระมัง?”

      หลิงม่านเจียงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง จนเข็มทองเล่มที่สามในมือหมิงเอ๋อแทบแทงใส่สมองของมันอีก ต้องร้องว่า “นี่ ท่านอย่าได้ขยับเคลื่อนไหว”

      หลิงม่านเจียงหน้าแดงวูบ ปากกล่าวกลบเกลื่อนว่า “เด็กน้อยเข้าใจอันใด?”

      หมิงเอ๋อหากต้องการทราบ เพียงล่วงลึกเข้าไปในจิตใจหลิงม่านเจียงจะทราบเอง แต่ตอนนี้ มันตั้งใจฝังเข็ม ไม่อาจแบ่งแยกสมาธิไป ทางหนึ่งแทงเข็มใส่จุดบนไหล่ขาวด้านหลังของหลิงม่านเจียง ทางหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจอันใด เพียงทราบว่าหากท่านไม่ให้ข้าพเจ้ารักษาแต่โดยดีชีวิตต้องจบสิ้นอวาสานแล้ว”

      หลิงม่านเจียงอ้าปากคิดโต้เถียง แต่นึกไม่ออกว่ากล่าวกระไรดี ได้แต่ปิดปากลง ยอมรับการฝังเข็มจากหมิงเอ๋อ

หนังสือแนะนำ

Special Deal