บทที่ 7 เตรียมทะยานขึ้นฟ้า (หน้า 3)

    จี้คงโส่วสอดคำขึ้น “การประชุมเจ็ดพรรคเมื่อเข้มงวดถึงเพียงนี้ เมื่อถึงเวลาเกรงว่าพวกเราไม่มีโอกาสเข้าใกล้จางฉงได้”

    หลิวปังกวาดมองมันแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านกล่าวไม่ผิด เมื่อถึงเวลานั้นนอกจากผู้นำของเจ็ดพรรค ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้เวทีที่ประชุม แต่เราเมื่อคิดลอบสังหารจางฉง ย่อมมีหนทางให้พวกท่านเข้าใกล้จางฉง”

    จี้คงโส่วยิ้มออกมา กล่าวอย่างได้คิดว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว”

    ดวงตาหลิวปังทอแววเคลือบแคลงสงสัยแวบหนึ่ง แต่ไม่กล่าวว่ากระไร หลิวปังไม่ทราบว่าจี้คงโส่วเข้าใจความคิดอ่านของตนเองจริงหรือไม่ แต่นี่ไม่สำคัญ ประการสำคัญคือสามารถทำให้จี้คงโส่วกับหานซิ่นเชื่อว่าตนเองสร้างโอกาสให้แก่พวกมันได้ก็พอ

    หลิวปังกล่าวว่า “เท่าที่เราทราบ ฝีมือที่จางฉงถนัดจัดเจนมิใช่กรรไกรไร้หัวที่เล่าลือกัน หากแต่เป็นเพลงเท้า ซึ่งสามารถเตะออกสิบสามเท้าในชั่วพริบตา ดังนั้นพวกท่านต้องจดจำไว้ ผู้ที่ถนัดในการใช้เพลงเท้า ข้อเสียของมันคือร่างท่อนล่างจะไม่มั่นคง”

    นี่คล้ายเป็นทฤษฏีที่ขัดแย้งกัน ผู้ที่ร่างท่อนล่างไม่มั่นคงไหนเลยถนัดในการใช้เพลงเท้าได้?

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นสบตากันวูบหนึ่ง ดวงตาทอแววเคลือบแคลงสงสัย สำหรับกับพวกมัน นี่เป็นบทสรุปที่ยากรับได้

    หลิวปังคล้ายมองไม่เห็น ยังคงกล่าวสืบต่อ “ไม่ว่าคนผู้หนึ่งถนัดในการใช้เพลงเท้าเพียงหนึ่ง ต้องใช้เท้าข้างหนึ่งค้ำยันร่างกาย ต่อจากนั้นค่อยใช้เท้าอีกข้างหนึ่งสำหรับจู่โจมหรือป้องกันตัว แต่ไม่ เท้าที่ค้ำยันร่างกายข้างนั้นจะมั่นคงเพียงไหน ต้องไม่เข้มแข็งเท่ากับสองเท้า ดังนั้นขอเพียงพวกท่านสลัดแนวความคิดเดิมทิ้งไป เปิดฉากจู่โจมใส่เท้าข้างที่มันใช้ยันพื้นโดยไม่หยุดยั้ง มันต้องพ่ายแพ้แน่นอน”

    จี้คงโส่วคล้ายค่อยได้คิด พลันเข้าใจเหตุผลข้อหนึ่ง นั่นคือเมื่อเผชิญศัตรู อย่าได้เสียขบวนเพราะความแข็งแกร่งของศัตรู แท้ที่จริงจุดแข็งของศัตรูมักเป็นจุดชีวิตของมัน

    หลิวปังกล่าวอีกว่า “จางฉงผู้นี้เจ้าอุบายความคิด ดังนั้นนอกจากเพลงเท้าแล้ว ยังรักชอบอาวูธลับที่จัดสร้างอย่างประณีต อาวุธลับของมันเรียกว่าเข็มเจ้าโอสถ ตัวเข็มฉาบพิษ พอสะกิดโลหิตหลั่งไหล พิษร้ายจะแล่นจู่โจมหัวใจ โดยซ่อนอยู่ในปิ่นเงินโบราณซึ่งเสียบอยู่บนมวยผมของมัน”

    หานซิ่นคิดไม่ถึงว่าจางฉงผู้นี้ยากตอแยถึงเพียงนี้ ต้องกล่าวว่า “หากปล่อยให้มันยิงเข็มเจ้าโอสถออก ไยมิใช่จบสิ้นกัน?”

    หลิวปังกล่าวอย่างจริงจังว่า “หากใช้ยิงเข็มเจ้าโอสถออก แม้แต่เซียนวิเศาก็ไม่อาจช่วยเหลือพวกท่าน แต่พวกท่านอย่าได้สนใจว่าเข็มเจ้าโอสถจะส่งผลคุกคามถึงเพียงไหน ยามจัดการกับบุคคลเช่นนี้ พวกท่านมีวิธีเพียงหนึ่งเดียว” พลางเพ่งตามองจี้คงโส่วกับหานซิ่น กล่าวย้ำทีละคำว่า “นั่นคืออย่าได้ปล่อยให้มันยิงเข็มเจ้าโอสถออก”

    ในที่สุดจี้คงโส่วเข้าใจเจตนาของหลิวปัง นั่นคือให้ตนเองเป็นตัวหลัก จู่โจมเท้าที่ค้ำยันร่างกายของจางฉง ส่วนหานซิ่นเป็นตัวรอง ไม่เปิดโอกาสให้จางฉงยิงเข็มเจ้าโอสถออก ดังนั้นถามคำถามสำคัญว่า “อย่างนั้นให้ผู้ใดจู่โจมปลิดชีวิตขั้นสุดท้าย?”

    หลิวปังยิ้มออกมา กล่าวว่า “นั่นคล้ายไม่สำคัญ ขอเพียงจางฉงไม่อาจใช้เพลงเท้าหรือยิงเข็มออก มันก็ต้องตายแน่นอน”

    ในยามนั้น ฝานไคว่กลับเข้ามาจากเบื้องนอก คำพูดประโยคแรกที่กล่าวคือ “พี่ใหญ่หลิว ผิดท่าแล้ว”

    หลิวปังใจหายวูบ เขาทราบว่าฝานไคว่มีนิสัยหนักแน่นเยือกเย็น หากมิใช่เรื่องราวหนักหนาสาหัสต้องไม่กล่าวเช่นนี้ จึงกล่าว “เกิดเรื่องใด?”

    ฝานไคว่ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “เบื้องนอกโจษจันว่า ท่านให้ความกระตือรือร้นต่อการประชุมเจ็ดพรรคถึงเพียงนี้ เพราะท่านคิดฉุดลากคนของเจ็ดพรรคเข้าสู่วังวนแห่งการต่อสู้ช่วงชิง ซึ่งผู้ควบคุมดูแลเขตเมืองซื่อสุ่ยมู่หยงเชียนล่วงรู้แผนการของท่าน จึงนำกำลังทหารห้าพันมายังอำเภอเพ่ยเสี้ยน ให้คนของเจ็ดพรรครักษาเนื้อรักษาตัว อย่าได้เกลือกกลั้วกับท่าน...”

    หลิวปังหน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า “หากเราคาดการณ์ไม่ผิด ผู้ที่ปล่อยข่าวลือคงเป็นจางฉง เราเตรียมใจรับข่าวลือนี้ตั้งแต่แรก ไม่มีอันใดน่าวิตก กลับเป็นคำพูดตอนท้ายของท่านหากเป็นความจริง พวกเราคงยุ่งยากมากแล้ว”

    ฝานไคว่กล่าวถามว่า “ท่านหมายถึงมู่หยงเชียน?”

    หลิวปังผงกศีรษะกล่าวว่า “หากมู่หยงเชียนนำกำลังห้าพันมุ่งมายังอำเภอเพ่ยเสี้ยนจริง ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกเกรา ยามใดที่มันมาถึงก่อนการประชุมเจ็ดพรรค ความเพียรพยายามของพวกเราล้วนสุญเปล่าแล้ว”

    ดวงตาฝานไคว่ทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง กล่าวว่า “เรื่องราวรีบร้อนคับขัน พวกเรามิสู้ชิงเคลื่อนไหวก่อน เรียกประชุมผู้นำทั้งเจ็ดพรรคเร็วขึ้น”

    หลิวปังกล่าวว่า “ดูท่าได้แต่ทำเช่นนี้ ท่านแจ้งต่อผู้นำทุกค่ายพรรค ให้พวกมันมาชุมนุมในที่นี้เวลายามสาม”

    ฝานไคว่รับคำสั่ง รีบรุดออกไป

    หลิวปังพลันเงยหน้าขึ้น กล่าวกับจี้คงโส่วและหานซิ่นว่า “ท่านทั้งสองเดินทางมาเข้าร่วมกับเรา ความจริงเป็นความปรารถนาของเรา แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนพลิก หากท่านทั้งสองคิดมีชีวิตสืบไป ทางที่ดีให้ออกจากอำเภอเพ่ยเสี้ยน ไปให้ไกลแสนไกล” พลางล้วงเงินจากอกเสื้อร้อยตำลึง ประคองส่งให้ กล่าวอีกว่า “เงินเล็กน้อยนี้ขอให้ยิ้มรับไว้ เรายังมีเรื่องรีบร้อนต้องกระทำ อภัยที่ไม่ส่งแล้ว”

    จี้คงโส่วยกมือผลักเงินออกห่าง กล่าวว่า “พี่ใหญ่หลิว ท่านกับพี่ใหญ่ฝานเมื่อยึดถือพวกเราเป็นพี่น้อง ระวหว่างพี่น้องย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา พวกเราย่อมต้องรับใช้อย่างสุดชีวิต”

    น้ำเสียงของมันแม้ไม่พลุ่งพล่าน แต่ทุกถ้อยคำล้วนเปล่งจากใจ หลิวปังรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง กล่าวว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเรื่องที่เราคิดกระทำ มีโทษถึงขั้นประหารเก้าชั่วโครต  หากผิดพลาดเพลี่ยงพล้ำ พวกท่านอาจต้องจบสิ้นชีวิตเพราะเรา”

    จี้คงโส่วกล่าวโดยไม่ลังเลว่า “เพราะเพื่อสหาย ยินดีถูกมีดดาบปักชายโครง ต่อให้เป็นเรื่องอันตรายกว่านี้ ข้าพเจ้าก็ยอมรับแล้ว”

    ในที่สุดหลิวปังผงกศีรษะกล่าวว่า “ประเสริฐ เราดูพวกท่านไม่ผิดจริงๆ” หลังจากขบคิดชั่วขณะจึงกล่าวช้าๆ ว่า “พวกท่านออกท่องยุทธจักร เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘อ๋องอำมาตย์มิใช่เป็นมาแต่กำเนิด’ หรือไม่?”

    คำพูดพอกล่าว จี้คงโส่วกับหานซิ่นล้วนสะท้านขึ้นคราหนึ่ง จี้คงโส่วกล่าวว่า “ผู้ที่กล่าววาจาเช่นนี้ต้องเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ บันดาลให้ผู้คนเกิดความนิยมเลื่อมใส”

    หลิวปังตาทอประกายพิสดาร กล่าวว่า “มิผิด บุคคลที่กล่าววาจานี้นำผู้หาญกล้าหลายร้อยคนชูธงต่อต้านราชวงศ์ฉิน ใช้เวลาไม่กี่เดือน มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็นสิบหมื่น มิหนำซ้ำบุกตีเมืองชิงดินแดน สถาปนารัฐยางฉู่ที่เมืองเฉิน ความกล้าแข็งของกำลัง มีเค้าลางว่าจะแทนที่เผด็จการฉิน”

    จี้คงโส่วรู้สึกมีเลือดลมระอุพลุ่งขึ้น ร้องโพล่งว่า “ที่ท่านเอ่ยถึงเป็นเฉินเซิ่งอ๋องกระมัง?”

    หลิวปังเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า “หากมิใช่เฉินเซิ่งอ๋อง ยังมีผู้ใดคู่ควรกับการให้เราหลิวปังเทิดทูนบูชา?”

    จี้คงโส่วร้องออกมาว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว วันนั้นท่านถูกทหารทางการตามล่าที่ริมแม่น้ำไหวสุ่ย คาดว่าเพิ่งกลับจากการไปพบกับเฉินเซิ่งอ๋องที่เมืองเฉินแล้ว?”

    หลิวปังตอบว่า “ท่านคาดเดาไม่ผิด เราไม่เพียงพบกับเฉินเซิ่งอ๋อง ยังได้รับเกียรติร่วมดื่มสุราหารือแผนการใหญ่กัน”

    จี้คงโส่วกล่วอย่างนึกได้ว่า “ที่แท้ท่านเตรียมก่อการกบฏ มีโทษถึงขั้นตัดศีรษะ”

    หลิวปังบอกเล่าว่า “เรานัดหมายกับเฉินเซิ่งอ๋องว่า พวกเราจะรวมกำลังเจ็ดพรรค ชูธงแข็งข้อต่อราชวงศ์ฉินที่อำเภอเพ่ยเสี้ยน ในวันแรมหนึ่งค่ำเดือนห้า ขณะที่เฉินเซิ่งอ๋องจะส่งกำลังเข้าสู่เขตเมืองซื่อสุ่ย ตรึงทัพฉินซึ่งนำโดยมู่หยงเชียนไว้ คิดไม่ถึงว่าข่าวคราวรั่วไหลออกไป ไม่อาจดำเนินการตามแผนได้”

    จี้คงโส่วงอนิ้วนับคำนวณ กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนห้าแล้ว การประชุมเจ็ดพรรคเพียงเลื่อนเร็วขึ้นสองวัน มาตรว่ามู่หยงเชียนยกกำลังทหารมา ภายในสองวันไม่อาจบรรลุถึง ขอเพียงกองทัพธรรมของเฉินเซิ่งอ๋องมาถึงเขตเมืองซื่อสุ่ย มู่หยงเชียนต้องถอยร่นไปโดยที่ไม่ทันสู้รบกัน”

    หลิวปังทอดถอนใจกล่าวว่า “เราก็คาดคิดเช่นนี้ แต่การลุกฮือของพวกเราต้องได้รับการสนับสนุนจากเจ็ดพรรคเจียงไหว ไม่เช่นนั้นไหนเลยรับมือกองทัพฉินซึ่งผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดได้?”

    จี้คงโส่วกล่าวอย่างเคลือบแคลงสงสัยว่า “พี่ใหญ่หลิวเฉกเช่นมังกรหงส์ในมวลมนุษย์ ไหนเลยไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คน?”

    หลิวปังฝืนยิ้มคราหนึ่ง ทราบว่าจี้คงโส่วแม้ฉลาดหลักแหลม จะอย่างไรอายุยังเยาว์ ไม่เข้าใจเรื่องราวทางโลก จึงอธิบายว่า “ผู้คนหมู่มากมีหลากหลายนานา โดยเฉพาะในยุทธจักร ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมรับผู้ใด ก่อนอื่นต้องคำนึงถึงวัยวุฒิและคุณวุฒิ ดังนั้นด้วยวัยของเรา หากคิดเป็นผู้บัญชาการของผู้คนหลายพันคน ย่อมยากลำบากนัก”

    จี้คงโส่วกับหานซิ่นมิอาจไม่ยอมรับว่า ที่หลิวปังกล่าวเป็นความจริงอันโหดร้าย ต้องหันไปมองหน้ากัน เงียบงันไร้วาจา

    ลมหอบหนึ่งโชยพัดผ่าน หลิวปังพลันเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “เรื่องราวในโลกขึ้นอยู่กับการกระทำของคน อาจบางทีพอถึงวันพรุ่งนี้ เราสามารถนึกหาวิธีแก้ไขได้ ตอนนี้ยังคงกระทำเรื่องราวในวันนี้ให้ดี”

    จี้คงโส่วไม่เข้าใจความหมายในวาจาของหลิวปัง จึงกล่าว “เรื่องราวในวันนี้?”

    หลิวปังหยีตาลง ในดวงตาทอรังสีการฆ่าฟันวูบหนึ่ง กล่าวช้าๆ ว่า “ก่อนที่จะลอบสังหารใหญ่ หากมีประสบการณ์ของการถูกผู้อื่นลอบสังหาร เชื่อว่าจะเป็นผลรับอย่างคาดไม่ถึง”

    คำพูดนี้กล่าวอย่างกะทันหัน สร้างความมึนงงสงสัยแก่จี้คงโส่ว ราวถูกจับยัดเข้าหมอกควันอันหนาทึบ

หนังสือแนะนำ

Special Deal